ทุกอย่างบริเวณเคาร์เตอร์ร้านกลับเข้าสู่ความสงบ...โต๊ะของเหล่าเด็กสาวชนชั้นสูงที่ยังคงมีเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วเองก็เงียบลงจากกลิ่นของกาแฟที่ลอยคละคลุ้งทั่วร้านเฟอร์และคลูสนิ่งงัน ส่วนตัวผมแม้ว่าจะคงยิ้มอยู่แต่เหงื่อก็ไหลออกมาจากข้างไรผมจากความตื่นเต้นและกดดันสายตาของทุกคนมุ่งตรงไปยังร่างของสาวผมแดงที่กำลังจรดริมฝีปากกับแก้วสีขาวจิบเครื่องดื่มภายในแก้วเพื่อลิ้มลองรสชาติของมัน
“อื๊ม~อร่อยมากเลยค่ะ”
"ฟู่ว~ เอาซะลุ้นแทบตายเลยฟ่ะ..."
"เฮ้อ~"ทันทีที่หล่อนวางแก้วลงแล้วเอ่ยคำตอบออกมาเพื่อนสนิททั้งสองของผมก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกท่ามกลางสายตางงๆของสาวผมแดงและรอยยิ้มกว้างของผมก่อนที่ผมจะหลุดหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นคราบครีมที่ริมฝีปากของหญิงสาวที่หันมาหาผมเพื่อขอคำตอบเกี่ยวกับท่าทางของเฟอร์กับคลูส
“หัวเราะอะไรหรอคะ?”
“ครีมติดริมฝีปากคุณน่ะครับคุณผู้หญิง”ผมบอกอีกฝ่ายพลางหยิบกระจกใบเล็กและผ้าเช็ดหน้าส่งไปให้กับหล่อนพอเ้าตัวส่องกระจกดูเท่านั้นแหละครับรีบคว้าผ้าเช็ดหน้าที่ผมยื่นไปให้เช็ดใหญ่เลย ผมมองว่าน่ารักดีเหมือนกันแฮะ
“อมยิ้มอะไรกันคะนั่น?แอบหัวเราะดิชั้นอีกแล้วสินะคะ” เธอเงยหน้าขึ้นมามองผมพลางทำตาดุใส่
“เปล่าซะหน่อยนะครับ”ผมรีบโบกมือปฏิเสธ แต่ดูเหมือนหล่อนจะไม่เชื่อจ้องผมกลับมาเหมือนพยายามคาดคั้นอะไรบางอย่าง เราทั้งสองจ้องกันอยู่นานก่อนจะหัวเราะกันออกมาจนเพื่อทั้งสองของผมต้องหันมามองซ้ำยังทำหน้าประหลาดๆใส่พวกผมอีก
“มันรสชาติถูกปากดิชั้นมากเลยล่ะค่ะ”
"ถ้าเ้านี่ถูกปากคุณก็ดีแล้วล่ะครับ"ผมตอบกลับไปพลางโคลงศีรษะฉีกยิ้มบางๆ
“ว่าแต่เ้านี้เรียกว่าอะไรนะคะ?คาปูโน่ร้อนหรอคะ?”
“คาปูชิโน่ร้อนครับคุณผู้หญิงเป็หนึ่งในเมนูกาแฟขึ้นชื่อเลยนะครับ แล้วดูท่าคุณเองก็คงจะติดใจกับมันเข้าแล้วสินะครับเนี่ย”
"ก็แหม่รสชาติแบบนี้ทำเอาชั้นอยากดื่มมันทุกเช้าเลยล่ะค่ะแต่แบบนี้...อีกไม่นานเมนูเครื่องดื่มนี้คงจะได้เข้ามาอยู่ในรายการอาหารนี้แล้วสินะคะเนี่ย"
“ไม่หรอกครับผมยังต้องลองอีกหลายสูตรเพื่อทดสอบดูว่าคนทั่วไปจะทานมันได้หรือเปล่าด้วยถึงแม้ว่าคุณจะชอบคาปูชิโน่ยังไง แต่ก็ใช่ว่าจะมีคนชอบเหมือนคุณจริงไหมครับ?เหมือนเอสเปรสโซ่เมื่อครู่ยังไงล่ะครับ ถึงจะมีกลิ่นที่หอมยังไง ก็มีแค่พวกสองคนนี้ที่ชอบเองนะครับ”ผมอธิบายพลางชี้ไปที่นายบรรณารักษ์หอสมุดและดยุคหนุ่มที่แสร้งยกแก้วกาแฟจิบแต่เหล่ตามามองพวกผมคุยกันอย่างไม่วางตา
“จริงด้วยสินะคะดิชั้นเองก็ลืมเื่นี้ไปเลยด้วยสิ” หล่อนปิดปากทำท่าใอย่างน่าชม จนผมอมยิ้มมองอย่างเจริญตาทางฝ่ายนั้นเมื่อเห็นผมอมยิ้มแบบนั้นก็ฉีกยิ้มล้อเลียนจนพวกเราอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอีกครั้ง
“เฮ้...ชั้นไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมว่าเหมือนชั้นจะเห็นบรรยากาศสีชมพูวิ๊งๆอ่ะ...”
“เราเองก็คิดเหมือนเ้านั่นแหละ...”เสียงกระซิบกระซาบของทั้งสองคนดึงสติของผมให้กลับมากับตัวแต่เพราะเมื่อกี้ผมไม่ได้ตั้งใจฟัง เลยไม่ได้ยินว่าทั้งสองคนพูดอะไรกันแน่?
“จริงสิ คุณสนใจจะฟังเื่เล่าของกาแฟเมนูนี้ไหมล่ะครับ?”ผมถามออกไปขณะที่มือหนึ่งก็รับใบรายการอาหารจากเด็กเสิร์ฟที่นำมาให้เมื่อครู่แล้วเริ่มชงเครื่องดื่มสำหรับลูกค้าอีกครั้ง
“เอาสิคะ”เธอตอบกลับมาพร้อมกับแววตาลุกวาวจนผมแอบดีใจที่มีคนสนใจเกี่ยวกับเื่นี้ผมจึงเริ่มเล่าสิ่งที่ผมจำได้เกี่ยวกับคาปูชิโน่ให้อีกฝ่ายฟัง
“คาปูชิโน่เป็กาแฟที่เกิดจากการผสมกันระหว่างเอสเปรสโซ่กับนมครับโดยจะเสริมด้วยฟองนมที่ปากแก้ว แล้วตกแต่งด้วยผงอบเชยหรือผงโกโก้ ชื่อของมันหากอ่านตามภาษาถิ่นของมันจะอ่านได้ว่าคัปปุชชีโน่แต่เพราะเริ่มแพร่หลายไปหลายๆที่ ก็เลยเพี้ยนมาเป็คาปูชิโน่น่ะครับ”
“เห~ แล้วชื่อของมันมีคำแปลไหมคะเนี่ย?”
“มีครับในภาษาถิ่นมันแปลว่า หมวกของพระในศาสนาหนึ่งที่ท้องถิ่นนั้นนับถือน่ะครับ”
“จริงหรอคะเนี่ย...ลักษณะมันเป็ยังไงกันคะนั่น?”หล่อนอุทานอย่างแปลกใจพร้อมกับก้มลงไปมองแก้วคาปูชิโน่ของตนอย่างไม่อยากเชื่อแต่ก็ดูสนใจเป็อย่างมาก
“อันนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับเพราะผมเองก็ไม่เคยเห็นซะด้วยสิ...” ผมส่ายหัวตอบกลับไปทางด้านหญิงสาวเองก็หน้ามุ่ยเล็กน้อยเมื่อไม่ได้คำตอบที่ตนสงสัย
“อย่างงั้นหรอคะ...ดิชั้นแอบอยากเห็นเหมือนกันนะคะเนี่ยว่าลักษณะหมวกมันเป็ยังไงกันแน่ถึงได้กลายมาเป็ชื่อเมนูกาแฟแบบนี้” เธอเอ่ยออกอย่างเสียดายซึ่งตรงนี้ผมก็แอบเห็นด้วยล่ะนะไม่รู้ว่าที่หอสมุดจะมีข้อมูส่วนนี้ด้วยหรือเปล่านี่สิ
“ผมเองก็แอบสงสัยเหมือนกันแหละครับน่าเสียดายที่ข้อมูลนี้ดันไม่มีคนวาดรูปประกอบเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคงตอบข้อสงสัยนี้ของเราทั้งคู่ได้อย่างแน่นอนเลยล่ะครับ”ผมตอบพลางโคลงหัวเซ็งๆ ทางด้านสาวผมแดงก็พยักหน้ารับแล้วยกแก้วคาปูชิโน่ร้อนของตนขึ้นจิบก่อนที่เ้าตัวจะทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“จะว่าไป...พอดื่มเ้านี่แล้ว...ดิชั้นแอบอยากลองหาอะไรทานคู่กับมันเหมือนกันนะคะแต่ก็นึกไม่ออกว่าอะไรจะเหมาะกับคาปูชิโน่ด้วยสิ...” หล่อนว่าพลางยกมือท้าวคางกับโต๊ะเหมือนพยายามนึกว่าอะไรที่จะเหมาะกับกาแฟแก้วนี้
“ลองทานมันกับคุกกี้ดูไหมครับล่ะครับ?” ผมบอกขณะยื่นถาดเครื่องดื่มส่งไปให้กับเด็กเสิร์ฟเพื่อนำไปเสิร์ฟลูกค้าภายในร้าน
“เอ๋?ทำไมล่ะคะ?” สาวผมแดงเงยหน้าขึ้นมาถามอย่างแปลกใจ
“คนท้องถิ่นที่นั่นมักจะทานสองอย่างนี้คู่กันอยู่แล้วน่ะครับมันมีสาเหตุมาจากการที่พวกเขามักจะไม่ค่อยทานอาหารเช้ากันเป็กิจจะลักษณะเท่าไหร่น่ะครับทำให้ที่นั่นมักจะดื่มเ้านี่คู่กับคุกกี้กับขนมปังเบาๆเป็ของรองท้องยามเช้ากัน”
“อย่างนั้นเองสินะคะ...งั้นแบบนี้โอกาสหน้าดิชั้นเองก็คงต้องหามันมาทานคู่กันแล้วสินะคะเนี่ย~” เธอเอ่ยลอยๆแล้วฉีกยิ้มบางๆอย่างน่าเอ็นดู
“ไม่จำเป็ต้องรอถึงโอกาสหน้าหรอกครับนี่ครับ เชิญลองทานดูเลยครับคุณผู้หญิง” ผมว่าเช่นนั้นพลางยื่นจานคุกกี้ไปวางตรงหน้าอีกฝ่ายกลิ่นเนยหอมๆลอยออกจากตัวคุกกี้เชิญชวนให้น่าทานเป็ยิ่งนักจนผมสังเกตเห็นว่าเธอแอบกลืนน้ำลายเลยทีเดียว
“จะดีหรอคะ?อีกอย่างชั้นไม่เห็นในใบเมนูนี่เลยนะคะ?” สาวผมแดงถามกลับมาอย่างไม่แน่ใจนักเพราะว่าในใบรายการอาหารนั้น ไม่มีคุกกี้อยู่เลยแม้แต่น้อยนั่นเอง
“ไม่เป็ไรหรอกครับเ้านี่เป็คุกกี้ที่ผมอบเอาไว้ทานเล่นน่ะครับ ถือซะว่าเป็คำขอบคุณที่ช่วยชิมกาแฟของผมละกันนะครับ”ผมบอกแล้วฉีกยิ้มให้หญิงสาวผู้สวมหน้ากากสีทองสบายใจขึ้น
“ถ้าอย่างงั้น...ขอทานล่ะนะคะ...”
“เชิญเลยครับ...ขอให้อร่อยนะครับคุณผู้หญิง”สิ้นคำพูดของผม เธอก็พยักหน้ารับแล้วเอื้อมมือมาหยิบคุกกี้เข้าปากกัดไปหนึ่งคำแล้วยกคาปูชิโน่ดื่มตาม ก่อนจะทำสีหน้าสุขใจออกมา เป็ภาพที่มองแล้วรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจดีเหมือนกันนะครับเนี่ย
“เฮ้ๆ!แล้วไม่มีของพวกชั้นเลยหรอลิเบอต้า!?” คลูสที่นั่งดูอยู่นานรีบพูดออกมาขณะที่สายตาจ้องไปที่คุกกี้ในจานแถมน้ำลายสอจนฝ่ายลูกค้าสาวถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเ้าแว่นเข้าให้
“เอ่อ...จะเอาไหมคะ?”สาวเ้าบอกเช่นนั้นพลางยื่นจานคุกกี้ไปให้
“โอ้! ขอบคุณมะ-!”
“ไม่ต้องหรอกครับคุณผู้หญิง...คุณนี่มันจะกละจริงๆนะครับคลูส...”ผมบอกหล่อนไปเช่นนั้นแล้วหันไปแยกเขี้ยวใส่คลูสที่ตะกี้เกือบพุ่งมาใส่จานคุกกี้แต่ดีที่เฟอร์ช่วยดึงคอเสื้อเอาไว้ให้ ผมหันไปก้มหัวขอบคุณอีกฝ่ายซึ่งทางนั้นเองก็โบกมือเชิงบอกว่าไม่เป็ไรมาให้แม้ว่าจะทำสีหน้าเอือมๆใส่ไอเ้าแว่นอยู่ก็ตามที
“เอ้า!ก็ชั้นอยากกินนี่หว่า! น่านะขอซักชิ้นนึงเองน่า ไม่เป็ไรหรอกนะคุณเพื่อรัก~” ดูเหมือนว่าทางนั้นจะยังไม่สำนึกพูดออกมาอย่างหน้าด้านๆ จนผมกับเฟอร์ต้องส่ายหน้าถอนหายใจโดยมีสาวผมแดงนั่งแทะคุกกี้มองดูอย่างสนใจ ของลูกค้าครับไอคุณเพื่อน! อย่างน้อยก็ช่วยรักษาหน้าตัวเองหน่อยเถอะนะ! ผมไหวล่ะ!
“ผมขอดีลด้วยเค้กส้มสามชิ้นครับ...”ผมตัดสินใจยื่นข้อเสนอออกไปเพื่อให้คุกกี้ของลูกค้าสาวที่ผมให้เป็ของสมนาคุณไม่โดนไอคุณเพื่อนรักแย่งกิน
“เค้กส้มสามกับเมล็ดกาแฟสดสองถุง”มันยังคงต่อรองอย่างไม่น้อยหน้า หน้าด้านจริงๆแหละครับไอเพื่อนคนนี้...
“เค้กส้มสองกับเมล็ดกาแฟสดหนึ่งถุงครับ...เหลือเอาไว้ให้ผมทดลองเมนูบ้างเถอะครับ...อีกอย่างคุณเอาไปมีเครื่องชงหรือไงครับนั่น?” ผมเลิกคิ้วถามกลับไป
“ชิ! ไม่มีคงไม่ขอหรอกเฟ๊ย! ดีล!” คลูสตอบตกลงพลางเดาะลิ้นขัดใจ
“ดีลครับ...เฮ้อ...”ผมตอบตกลงแล้วยกมือขึ้นกุมขมับ
“เหนื่อยหน่อยนะลิเบอต้า...”เฟอร์กล่าวปลอบใจขณะที่เ้าตัวเองก็ฉีกยิ้มแห้งๆช่วยอะไรไม่ได้
“ขอพาราให้ผมซักเม็ดสองเม็ดทีครับ...”
“หือ?ชั้นมีนะ แต่ขอแลกกับเมล็ดกาแฟอีกถุงได้ไหมล่ะ?”
“เ้านี่จะตบมุกอย่างเดียวเลยสินะคลูส...”
“มุกหรอกครับคลูส...ฮ่ะๆๆๆๆ...”ผมส่ายหัวก่อนจะหันไปยิ้มอ่อนใจให้กับลูกค้าสาวที่อมยิ้มมองพวกผมคุยกันอย่างออกรสเมื่อครู่
“วุ่นวายหน่อยนะครับคุณผู้หญิง”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะดิชั้นว่ามันก็สนุกดีนะคะตอนพวกคุณคุยกันแบบนี้” หล่อนบอกผมด้วยรอยยิ้มสนุกสนานจนผมส่ายหัวหัวเราะอย่างอ่อนใจ
“ไม่ล่ะครับ...การคุยกับคลูสบางทีก็เหมือนประสาทจะกินเอาได้เลยล่ะครับ”
“เราเองก็เห็นด้วยกับที่ลิเบอต้าเอ่ยเมื่อครู่นะคุณผู้หญิง”เฟอร์ชะโงกหัวมาพูดกับพวกผม แล้วเบ้ปากประกอบการอธิบาย
“เฮ้ๆ!นินทากันระยะเผาขนเลยเนี่ยนะ!” คลูสที่โดนเผาในระยะประชิดแบบนี้ก็เอ่ยประท้วงจนวงสนทนาของพวกเราหัวเราะกันออกมาอีกรอบก่อนที่การสนทนาของพวกเราจะหยุดลงเมื่อมีเด็กเสิร์ฟคนหนึ่งเข้ามายื่นกระดาษที่เขียนอะไรบางอย่างเอาไว้ให้กับผม
“อะไรหรือลิเบอต้า?”ดยุคหนุ่มถามเมื่อเห็นผมอ่านกระดาษแผ่นนั้นแล้วขมวดคิ้ว
“พวกลูกค้าเขาได้กลิ่นกาแฟแล้วอยากลองกันน่ะครับ...เลยฝากมาถามกันว่ามีให้ลองไหม...”ผมตอบกลับไปแล้วยื่นกระดาษแผ่นดังกล่าวไปให้กับทั้งสามดู
“ฉิบหายแล้วไง...”
“แบบนี้ก็เป็เื่แล้วสินะ...”ทันทีที่ที่เพื่อนทั้งสองของผมอ่าน คลูสก็เบ้ปากสบถออกมาฝ่ายเฟอร์เองก็ทำหน้าเครียดพยายามใช้ความคิด
“เอ๋? ก็ให้พวกเขาลองก็พอแล้วนี่คะ?”สาวผมแดงที่อ่านกระดาษใบนั้นก็ขมวดคิ้วแปลกใจที่เห็นท่าทางเคร่งเครียดของพวกเราเข้าไม่แปลกหรอกที่หล่อนจะคิดแบบนั้น หากเป็อย่างอื่น ผมคงไม่เครียดแบบนี้หรอกครับแต่ปัญหามันอยู่ที่กาแฟนี่สิ...ขืนเอาไปให้ลองเพียวๆละก็ โดนดิสเครดิตเพราะความขมแหง...ต่อให้ชงเป็คาปูชิก็เถอะ...แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะโอเคกับรสชาติแบบเธอคนนี้ซะด้วย...
“ไม่ใช่ทุกคนจะถูกปากกับรสชาติกาแฟยังไงเล่าคุณผู้หญิง...”ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบ เฟอร์ก็เอ่ยตอบแทนผมไป ขอบคุณมากครับ
“อีกอย่างนะ ถ้าเกิดลูกค้าของไอหมอนี่ลองเข้าไปแล้วไม่ชอบละก็กาแฟนี่ก็จะถูกติดภาพลักษณ์ว่าแย่จนไม่มีคนอยากจะลองอีกยังไงล่ะ ถ้าเป็แบบนั้นล่ะก็...แผนจะเอากาแฟยัดเข้าเมนูได้พังแหงแซะ”ประโยคต่อมาคลูสเป็คนบอก สิ้นการอธิบายของทั้งสองคนดูเหมือนว่าสาวผมแดงจะเข้าใจแจ่มแจ้งถึงอาการคิดหนักของพวกผมเข้าซะแล้ว...
“ถ้าแบบนั้นก็แย่เลยน่ะสิคะ...ไม่มีกาแฟเมนูไหนเลยหรอคะที่เหมาะสำหรับคนที่พึ่งลองครั้งแรกน่ะค่ะ?”เธอถามอย่างเป็ห่วง...นั่นสิ...กาแฟเมนูไหนกันนะที่เหมาะกับคนพึ่งหัดกิน...ผมก็นึกไม่ออกซะด้วยสิ...เพราะครั้งแรกที่กินผมก็ซัดเอสเปรสโซ่เลยด้วย...นึกไม่ออกเลยจริงๆแฮะ...
“เหมาะสำหรับคนพึ่งหัดกินเรอะ...เฮ้ย!ไอนั่นไงล่ะ! ไอนั่นอ่ะ!” ฝ่ายคลูสที่นั่งลูบคางใช้ความคิดก็โพล่งออกมาพร้อมกับดีดนิ้วเหมือนได้ไอเดียเรียบร้อยแล้วจนพวกผมทั้งสามคนมองไปที่อีกฝ่ายแม้ว่าสองในสามจะมองด้วยสายตาแบบไม่เชื่อถือก็เหอะ...
“เฮ้ยๆ! พวกนายสองคนไม่ต้องมามองหน้าชั้นแล้วทำสายตาแบบไม่เชื่ออย่างงั้นเลยเฟํย!ชั้นรับประกันเลยว่าไอเดียนี้ดีแน่นอนน่า!” แม้ว่าเ้าตัวจะว่ายังไงก็เถอะ...ความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายสำหรับผมกับเฟอร์ก็ยังต่ำอยู่ดีล่ะครับ...
ก็นั่นมันคลูสอ่ะครับ...ความคิดดีๆเป็ชิ้นเป็อันหลุดออกมาจากปากมันบ่อยซะที่ไหน...จะหวังพึ่งได้จริงๆไหมเนี่ย...แต่จะออกหัวออกก้อยยังไงก็ต้องลองล่ะนะครับ
...................................................................
กลับมาแล้ววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว
และเปิดเพจแล้วววววววววววววววววววววววววววววววววว
https://www.facebook.com/Speaker-Woodpecker-544675532713175