บทที่ 47
ตอนเย็นวันเดียวกัน ณ แดนเทพ ไลเทนเนีย ดวงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังจะลับขอบฟ้าริมทะเลสาบนั้นช่างงดงาม แต่ในขณะเดียวกันมันก็ให้ความรู้สึกเหงาด้วยเช่นกัน คายะในชุดสีขาวตัวเก่งกำลังยืนมองวิวอันสวยงามนี้ด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย สายลมพัดโชยอ่อนๆให้ผิวน้ำกลายเป็นคลื่นริ้วน่ามองเพลินตา พร้อมกับพัดพาเส้นผมยาวสลวยของกามเทพสาวระดับ 5 ให้พลิ้วปลิวไสวไปตามลม หากชายใดได้มองมาเห็นฉากนี้เขาคงจะต้องชะงักตาค้างไปกับความงดงามของเธอที่ถูกขับเน้นจนเด่นชัดจากธรรมชาติเบื้องหลังเป็นแน่แท้ แต่ความเป็นจริงแล้วก็หาได้มีใครที่เข้าใจท่าทางที่คายะแสดงออกมาเช่นนี้ได้ นอกไปจากเพื่อนสนิทที่สุดอย่างมิลลี่เท่านั้น เทพสาวผมทองที่ได้แต่ยืนมองเพื่อนเงียบๆมานานแล้ว ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้เธอสบายใจขึ้นดี เพราะที่ผ่านมาเธอก็ทำทุกอย่างมากมายแล้วจริงๆก็ไม่อาจปลอบใจของเพื่อนสาวได้“เฮ้อ! คายะ ตั้งแต่วันนั้นเธอก็มาที่นี่ทุกเย็นเลยนะ แต่ฉันคิดว่าการมองพระอาทิตย์ตกดินแบบนี้ทุกวันมันไม่ทำให้จิตใจเธอดีขึ้นสักนิด ถึงจะบอกว่าที่นี่มันทั้งสวยแล้วก็สงบเงียบมากก็เถอะ” มิลลี่อดที่จะบ่นขึ้นมาไม่ได้แล้ว เพราะเธอได้พูดสิ่งดีๆปลอบใจเพื่อนไปจนหมด แนะนำหนทางที่จะทำให้มีความสุขไปแล้วตั้งหลายอย่างคายะก็ยังซึมเศร้าไม่เปลี่ยนแปลง แน่นอนว่ากามเทพสาวที่ยืนห่างจากเพื่อนไปเพียงเล็กน้อยย่อมจะได้ยินคำพูดของมิลลี่ชัดเจน และมันก็ทำให้เธอออกจากห้วงภวังค์ความคิดความกังวลได้ แต่เมื่อเป็นเช่นนั้นคายะก็กลับไปเศร้ากว่าเดิมเพราะนี่คือความจริง ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธอนั้นไม่สมหวังดั่งตั้งใจ“ถ้าเธอเบื่อแล้ว อย่างนั้นพวกเรากลับกันเลยก็ได้มิลลี่” กามเทพสาวชวนเพื่อนกลับบ้านทันที เพราะคิดว่าเพื่อนสาวรอเธอจนเบื่อแล้ว“ไม่ๆ ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ฉันแค่ไม่สบายใจที่เห็นเธอต้องเป็นแบบนี้ ขนาดเธอมาที่ที่ทำให้ใจสงบแบบนี้แล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น ฉันคิดว่าเธอควรหาทางอื่นนะ” มิลลี่พยายามอธิบายให้เพื่อนสาวสบายใจอย่างที่เธอทำในทุกๆครั้ง“ทางไหนล่ะ? ไม่ว่ายังไงคุณกรเขาก็...” แม้ว่าอยากจะหาทางออกจากความทุกข์ แต่คายะก็ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยเรื่องที่เธอเป็นกังวล เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยสำหรับเทพ มิลลี่ที่เห็นสีหน้าที่เศร้าหมองลงไปอีกของเพื่อนรักก็รู้สึกเจ็บใจขึ้นมาอีก เพราะมันทำให้เธอต้องคิดถึงหน้าของกามเทพฝึกหัดที่ตอนนี้ตกสวรรค์ไปแล้ว สำหรับเธอนั้นกรเป็นได้เพียงคนที่ไม่ได้เรื่องเป็นเทพจุติใหม่ที่ไม่มีอนาคต เพราะแม้แต่เรื่องง่ายๆเขาก็ไม่มีสามัญสำนึกที่จะเลือกให้ตัวเอง แต่กลับเชื่อรุ่นพี่ไปเสียหมด จนกระทั่งเธอได้รับรู้พร้อมกับคายะในสายโทรศัพท์ครั้งนั้นว่ากรกำลังอยู่กับหญิงสาว ซึ่งเมื่อฟังจากสิ่งที่เธอพูดแล้วก็เหมือนว่าต้องการแสดงความเป็นเจ้าของอย่างไรอย่างนั้น แถมยังไม่ทันคุยกันจบกามเทพฝึกหัดนั่นยังมากดวางสายไปอีก ยิ่งแสดงให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่าเขากำลังตกหลุมรักมนุษย์อยู่ ซึ่งมันเป็นเรื่องต้องห้าม จากเรื่องราวทั้งหมดที่มิลลี่ได้รู้เกี่ยวกับกรมันก็ทำให้เธอไม่ชอบเขายิ่งขึ้นไปอีก เพราะมันทำให้เพื่อนสนิทของเธอต้องเศร้าหมองอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวัน สำหรับเธอแล้วคนดีๆอย่างคายะควรจะมีชีวิตที่กว่านี้ มีความสุขในทุกวัน มีคนดีๆอยู่รอบข้างถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่มันกลับไม่ใช่สิ่งที่เพื่อนของเธอต้องการ...“คายะ พวกเราไปกันเถอะ!” มิลลี่ประกาศกล้าด้วยเสียงอันดัง“เอิ่ม...นี่เธออยากกลับบ้านมากขนาดนั้นเลยเหรอ? หรือว่าหิวข้าว?” คายะถึงกับชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางจริงๆจังของเพื่อนสาว“จะบ้าเหรอ! เทพที่ไหนเขาหิวข้าวกัน ฉันหมายความว่าพวกเราไปที่โลกมนุษย์กันเถอะ ไปดูให้เห็นกับตาว่านายกรนั่นมันหลงรักมนุษย์จริงรึเปล่า อย่างน้อยเราก็ต้องช่วยให้หมอนั่นถอนตัวออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นหากเรื่องไปถึงจัดจ์ล่ะก็เขาคงไม่รอดแน่” เพื่อให้เพื่อนของตัวเองกลับมายิ้มได้อีกครั้ง มิลลี่จึงตัดสินใจพาคายะไปหาเจ้าตัวปัญหาเสียเลย แม้ว่าเธอจะไม่ชอบขี้หน้ากรมากแค่ไหน แต่เพื่อคายะแล้วเธอทำได้ทุกอย่าง“จริงเหรอ? เธอจะทำอย่างนั้นจริงเหรอ?” คายะกล่าวถามย้ำด้วยความไม่เข้าใจ เพราะเธอรู้ว่าเพื่อนสาวนั้นเกลียดขี้หน้ากรอย่างกับอะไรดี แต่ไม่รู้ว่าทำไมมิลลี่ถึงเป็นคนเอ่ยปากชวนเธอ“ก็จริงน่ะสิยัยเพี้ยนเอ้ย! ฉันไม่อยากเห็นเธอต้องเศร้าอีกต่อไปแล้ว พวกเราต้องไปให้เห็นกับตาเลยว่านายกรนั้นมันเป็นคนยังไงกันแน่ ฉันไม่อยากให้เธอต้องเสียใจกับคนเลวๆหรอกนะคายะ” มิลลี่อดไม่ได้ที่จะขึ้นเสียงใส่เพื่อน แต่ก็เพราะเรื่องนี้มันทำให้ตัวเธออึดอัดมานานเกินทน“ขอบใจมากนะ มิลลี่” คายะพุ่งเข้าโผกอดเพื่อนทันทีที่กล่าวจบ น้ำตาจากความซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนเอ่อล้นออกมาพร้อมกับกอดที่แนบแน่น เธอรู้สึกดีใจจริงๆที่มีเพื่อนที่ดีเช่นนี้“เพื่อเธอฉันทำได้ทั้งนั้นแหละน่า แต่ตอนนี้ปล่อยก่อนได้ปะ ฉันหายใจไม่ออกแล้ว” หลังจากนั้นทั้งสองคนก็หัวเราะกันอย่างมีความสุข ความทุกข์ที่มีอยู่ในใจของเทพธิดาทั้งสองผ่อนคลายลง และพวกเธอก็รู้แล้วว่าการที่มัวแต่กังวลไปก็ไม่ช่วยอะไร ไปพิสูจน์ความจริงให้เห็นกับตานั่นจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด “ฮัดเช่ย!” เสียงจามของกรดังลั่นห้องอาหารแม้ว่าเขาจะปิดปากไปแล้วก็ตาม“เหอะ! อ่อนแอ!” เหมยที่นั่งเยื้องไปฝั่งตรงข้ามพูดแขวะกามเทพหนุ่มต่อหน้า“ไม่เอาน่าเหมย พวกเรากำลังกินข้าวอยู่นะ คุณกรที่อยู่ในร่างครึ่งเทพก็มีโอกาสจะเจ็บป่วยเหมือนมนุษย์ได้อยู่นะ” ถังลู่ปรามยมทูตสาวก่อนที่เธอจะหาเรื่องกรมากไปกว่านี้“เอ้ะ? แต่ผมไม่เคยเห็นในบันทึกเทพเลยนะครับว่าร่างครึ่งเทพจะเป็นหวัดได้น่ะ ร่างกายพวกเขาแข็งแรงกว่าคนปกติก็ตั้งหลายเท่า” เดวิดที่นั่งข้างกรกล่าวแทรกขึ้นเพื่อช่วยถังลู่เปลี่ยนเรื่อง“มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ก็คงไม่ถึงขั้นเป็นหวัดหรอกมั้ง คุณกรคงแค่คัดจมูกจากฝุ่นPM2.5เท่านั้นแหละ” ผู้ดูแลโบสถ์ยังคงกล่าวชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อหาเรื่องคุยที่จะทำให้บรรยากาศดีขึ้น“ฮ่ะๆๆ นั่นสินะครับ เผลอๆอาจเป็นเพื่อนๆของคุณกรกำลังคิดถึงอยู่ก็ได้” เดวิดกล่าวสนับสนุนตามน้ำไปด้วยดี“กำลังถูกนินทาอยู่ล่ะสิไม่ว่า!” หากมีช่องว่างนิดหน่อยเหมยก็อดที่จะพูดกระแนะกระแหนใส่กรไม่ได้“โธ่! เอาอีกแล้วนะ” สุดท้ายถังลู่ก็ไม่อาจห้ามปรามสำเร็จ เขาจึงได้แต่กุมขมับปวดหัวต่อไปตลอดเวลาอาหารมื้อเย็นถังลู่ตั้งใจจะสานสัมพันธ์อันดีระหว่างกร และเหมย แต่มันกลับกลายเป็นว่าเขาต้องมาคอยคลี่คลายไม่ให้ปัญหาบานปลายจนเกิดการต่อสู้กันอีก ส่วนกรนั้นแทบจะไม่พูดอะไรออกมาเลย เพราะเขารู้ดีว่ายังไงยมทูตสาวก็ยังไม่เปิดใจที่จะยอมรับในตัวของเขานั่นเอง แม้แต่ช่วงท้ายของคืนนี้ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันเข้าห้องพักของตัวเอง เมื่อเหมยได้รู้ว่ากรพักอยู่ข้างห้องของตัวเองเธอก็โวยวายออกมายกใหญ่ ก่อนที่จะเข้าห้องพักไปพร้อมกับปิดประตูเสียงดังลั่น เทพทั้งสามถึงกับส่ายหัวให้กับความเอาแต่ใจของเธออย่างไร้ซึ่งทางออก ก่อนที่กรจะเปิดประตูห้องของตัวเองเดวิดก็รั้งเขาไว้อีกครั้ง และคราวนี้ไม่ใช่เพื่อถามเล่นๆอย่างก่อนหน้า แต่สีหน้าของเทพแห่งการรักษาดูจริงจังบ่งบอกว่าต้องเป็นเรื่องงานแน่ๆ หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับเควสถัดไปของกรนั่นเอง“คุณกร วันจันทร์นี้พวกเราต้องไปเผยแผ่ความศรัทธาที่เกาะหวี ใช้เวลาประมาณเจ็ดวัน เราจะนั่งรถตู้จากกรุงเทพฯไปตราดแล้วก็ลงเรือโดยสารต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมง คุณไม่เมาเรือใช่ไหม?” เดวิดกล่าวถามด้วยความเป็นห่วงนักบวชใหม่“เอิ่ม...เทพนี่เมาเรือด้วยเหรอครับ?”