“บ้าเอ้ย! สตรีบ้านางนี้ไม่สนใจชีวิตลูกของตัวเองเลยรึไง!” จื่อลู่นึกสบถในใจขณะที่มองกระบี่ษ์ทมิฬเบื้องหน้าที่ยังคงพุ่งทะยานตรงมาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ เขาเร่งเก็บกระบี่อสรพิษมรกตเข้าสู่แหวนมิติอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงทุ่มเทพลังทั้งหมดสร้างม่านป้องกันตัวเองไว้หนาแน่นถึงเจ็ดชั้น!
แกร่ก.. เมื่อกระบี่ของอวิ๋นเหมยกระทบกับม่านป้องกันของจื่อลู่ชั้นที่หนึ่งก็แตกสลายทันที
แกร่ก แคร่ก... ม่านป้องกันชั้นที่สองและสามแตกกระจายตามไปไม่ต่างกัน
แกร่ก.. ชั้นที่สี่แตกละเอียด
แกร่ก.. ชั้นที่ห้าสลายไป
แกร่ก.. จนถึงม่านป้องกันชั้นที่หก พลังทำลายของกระบี่เริ่มลดทอนลง ความเร็วชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงกระนั้นม่านชั้นที่หกก็ยังถูกทำลายทิ้งอยู่ดี
แกร่ก... ในชั้นสุดท้ายชั้นที่เจ็ด กระบี่ของอวิ๋นเหมยพลันสลายหายไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแตกร้าวทั่วม่านป้องกันที่เหลือเพียงชั้นเดียวของจื่อลู่
“ม่านป้องกันที่ข้าทุ่มพลังทั้งหมดสร้างขึ้น กลับถูกทำลายลงด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียวงั้นรึ!” จื่อลู่จ้องมองอวิ๋นเหมยด้วยความตระหนก “นี่สินะพลังของผู้ที่ได้ชื่อว่า องค์จักรพรรดินีแห่งดินแดนมารล่ม์ ช่างน่ากลัวเกินหยั่งถึงจริง ๆ!”
อวิ๋นเหมยไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูได้พักหายใจ นางเตรียมจะพุ่งเข้าใส่อีกครั้งเพื่อชิงตัวบุตรชายกลับมา ทว่าในจังหวะนั้นเองจ้าวดินแดนเทพนภากลับพุ่งตัวเข้าขวางหน้าอวิ๋นเหมยเอาไว้!
“หลีกไป!” อวิ๋นเหมยตวาดลั่นด้วยโทสะที่พุ่งทะลุขีดจำกัด นางไม่สนว่าคนตรงหน้าจะเป็ใคร แม้จะเป็พ่อสามีแต่นางก็พร้อมจะสังหารทุกคนที่ขวางทาง
“ข้าหลีกให้เ้าไม่ได้!” จ้าวดินแดนเทพนภาเอ่ยเสียงแข็ง จื่อลู่เห็นโอกาสทองจึงไม่รอช้า เร่งกระตุ้นพลังลงสู่กำไลข้ามมิติทันที พริบตานั้นม่านมิติเื้ัก็ฉีกขาดออก จื่อลู่ไม่รีรอพุ่งกายหายเข้าไปในม่านมิตินั้นพร้อมกับร่างของจิ่นติ้งทันที!
“ไม่!!!” อวิ๋นเหมยแผดเสียงร้องโหยหวนราวกับหัวใจจะขาดสะบั้น นางพยายามจะพุ่งตามเข้าไปในม่านมิติที่กำลังจะปิดลง แต่จ้าวดินแดนเทพนภากลับคว้าตัวนางไว้แน่น
“ปล่อยข้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” อวิ๋นเหมยดิ้นรนสุดชีวิตพร้อมกับทำร้ายจ้าวดินแดนเทพนภาเพื่อหาทางหลุดพ้นจากพันธนาการ ทว่าสุดท้ายม่านมิติก็ปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความสิ้นหวัง
อวิ๋นเหมยทรุดกายลงบนพื้น ร่างกายสั่นสะท้านก่อนจะพ่นโลหิตคำโตออกมาด้วยความบอบช้ำทั้งกายและใจ นางจ้องมองไปยังจ้าวดินแดนเทพนภาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นสุดแสน
ฝ่ายจิ่นลี่ ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาถึงกับตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าของเขาจ้องมองบิดาตนเองด้วยความไม่เข้าใจ “ท่านพ่อ... นี่มันอะไรกัน! ท่านช่วยมันทำไม!” จิ่นลี่ตวาดเสียงใส่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
จ้าวดินแดนเทพนภาไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก ทำเพียงชำเลืองมองจิ่นลี่และอวิ๋นเหมยด้วยสายตาที่เ็า จากนั้นก็ถอนหายใจยาวและหันกายเดินออกจากห้องไปอย่างช้าๆ
“ท่านพ่อ! ท่านจะไม่ตอบข้าหน่อยหรือ!” เสียงของจิ่นลี่พยายามะโตามหลัง แต่ร่างของจ้าวดินแดนเทพนภาก็ห่างออกไปไกลจนลับตาเสียแล้ว
จิ่นลี่หันกายกลับมาเดินตรงไปหาอวิ๋นเหมยทันที เขาตั้งท่าจะก้มตัวลงโอบกอดนางด้วยความห่วงใย ทว่าเสียงของอวิ๋นเหมยกลับดังขึ้นก่อนที่เขาจะได้ัักาย “อย่ามาแตะตัวข้า!!”
อวิ๋นเหมยค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ร่างกายโซเซแต่แววตากลับแปรเปลี่ยนเป็เยือกเย็น “เพราะเหตุใดมันจึงทำเช่นนี้? ช่วยไอ้ตัวบัดซบนั่นเอาลูกของข้าไป... หรือนี่จะเป็แผนการที่พวกเ้าวางเอาไว้แต่แรก!” อวิ๋นเหมยกล่าวใส่จิ่นลี่ทั้งน้ำตาที่นองหน้า สีหน้าของนางเต็มไปด้วยร่องรอยของความเ็ปและชิงชัง จิ่นลี่ที่ยืนอยู่ทำอะไรไม่ถูก เขาใจหายวาบเมื่อบิดาของตนถูกนางเรียกแทนด้วยคำว่า “มัน”
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดท่านพ่อจึงกระทำเช่นนั้น...”
อวิ๋นเหมยจ้องหน้าจิ่นลี่อย่างอาฆาตแค้น “ลูกของเราท่านยังไม่สามารถปกป้องเอาไว้ได้... ถ้าหากลูกข้าเป็อะไรไปข้าจะทำให้แดนเทพนภาแห่งนี้ต้องพินาศย่อยยับด้วยมือของข้าเอง!”
สิ้นคำกล่าวนั้นอวิ๋นเหมยพลันสะบัดมือเรียกเอาหยกสมรส์ออกมา หยกชิ้นนี้คือสื่อแทนพันธสัญญาและหลักฐานการครองคู่ที่ได้รับพระราชทานจากมหาเทพ แสงสีนวลของหยกที่เคยดูงดงามบัดนี้กลับบาดตาอวิ๋นเหมยยิ่งนัก
นางจ้องมองหยกในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและชิงชังก่อนจะออกแรงบีบเพียงคราเดียว พลังมารมหาศาลก็อัดกระแทกจนหยกสมรส์แตกละเอียดกลายเป็ผงธุลีร่วงหล่นลงสู่พื้นห้องต่อหน้าต่อตาจิ่นลี่
จิ่นลี่ถึงกับเบิกตากว้างร่างกายสั่นสะท้านดุจถูกสายฟ้าฟาด “อวิ๋นเหมย... ท่าน!” หยกสมรส์แตกสลาย ย่อมหมายถึงวาสนาที่ผูกพันกันมาได้ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง
อวิ๋นเหมยสะบัดหน้าเดินออกจากห้องไปในทันทีอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้จิ่นลี่ยืนอยู่อย่างอ้างว้างท่ามกลางเศษซากของหยกมงคลที่บัดนี้กลายเป็เพียงผงธุลี ไร้ซึ่งความเงางาม และเป็รอยร้าวที่ไม่อาจประสานให้กลับมาเป็ดังเดิมได้อีกตลอดกาล