After apocalypse saga บทที่ 3 ตอนที่ 3
ปี A.A. 426
หลังจากวันที่ผมได้เข้าไปพูดคุยกับบดินทร์ลูกชายเ้าเมืองธงชัย มันก็ผ่านมาได้ 3 วันแล้ว วันนี้เป็วันที่พวกผมเมืองภูเพชรและคนของเมืองธงชัยนัดแลกเปลี่ยนเชลยของกันและกัน สถานที่คือทุ่งกว้างทางเหนือซึ่งอยู่เลยป่าขึ้นไปเล็กน้อย มันไม่ได้กว้างอะไรมากนัก แต่ทุ่งหญ้าแห่งนี้มันเพียงพอให้คนทั้ง 2 เมืองยืนเพื่อพูดคุยและไม่ต้องกลัวการซุ่มโจมตี พวกเรายกขบวนทหารประจำเมืองมาครึ่งหนึ่งเพื่อไปอารักขาและป้องกันเผื่อเหตุไม่คาดฝัน และดูเหมือนว่าทางเมืองธงชัยเองก็ยกทัพทหารของเมืองพวกเขามาเช่นกัน มันเห็นถึงความต่างชั้นของอาวุธและอุปกรณ์ชัดเจน เมืองธงชัยคงได้เหมืองเหล็กไปจริง ๆ เพราะอาวุธของพวกเขาทำจากเหล็กรวมถึงเกราะป้องกันโล่เหล็กยังมี มันทำให้ทหารของเมืองภูเพชรกลายเป็ชนกลุ่มน้อยที่ไร้อารยธรรมไปแทบจะทันที และดูเหมือนว่าเมืองธงชัยพร้อมบวกกับพวกผมอย่างมาก
“เอาล่ะคนพร้อมแล้ว ปล่อยคนของเราให้เดินมา แล้วพวกเราจะปล่อยคนของพวกคุณ” เป็ชนะวินที่ะโออกไปอีกฟากของทุ่งหญ้า มันห่างไกลกว่า 100 เมตร แต่ก็ยังมองเห็นเชลยที่ถูกจับมัดมือลากจูงมา
“หวังว่าจะรักษาสัญญา” ชายวัยกลางคนะโตอบมา
“พ่อฆ่าพวกมันเลย พวกเราเยอะกว่า” บดินทร์ะโบอกชายคนนั้น ทำให้ผมรู้ว่าเขาคือเ้าเมืองธงชัย แต่เ้าเมืองทำไม่สนใจเสียงลูกชายแล้วโบกมือเป็สัญญาณให้ปล่อยตัวเชลยทาสที่ถูกจับไปทั้งหมด ทั้งคนแก่ วัยกลางคนชายหญิงและเด็กเล็ก มีมากกว่า 100 คน มันพอ ๆ กับจำนวนเชลยที่ทางภูเพชรเตรียมมาแลกเปลี่ยน
“ดูเหมือนว่าเขาจะยอมปล่อยตัวเชลยของเราทุกคนนะครับ” ชนะวินหันมายิ้มและคุยกับผม
“อื่มอย่าเพิ่งไว้ใจจนกว่าพวกเขากลับเข้ามาในเขตทหาร”
ผมเตือนสติชนะวินไปเล็กน้อย การเดินของพวกเขาที่ระยะ 100 เมตรมันใช้เวลาช้ามากจนผมรู้สึกว่ามันนานเกินไปแล้ว ขนาดพวกเขาพยายามวิ่งเข้ามาแต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะอดอาหารก่อนถูกนำมาแลกเปลี่ยน มันทำให้พวกเขาวิ่งช้ากว่าอีกพวก ทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่ควรเป็แบบนี้ และสิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็เกิดขึ้น เ้าเมืองธงชัยโบกมืออีกครั้ง พร้อมกับทหารที่ถือคันธนูตั้งสายขึ้นพร้อมยิ่งพวกมันออกมาทันที ศรของลูกธนูโค้งมาตรงเชลยทาสที่เพิ่งถูกปล่อยตัว บางส่วนถูกเข้ากับเชลยจนล้มลง ผมรีบวิ่งเข้าไปในระยะพร้อมอเล็กและชนะวิน ลูกธนูสายฝนระลอกที่สองถูกยิ่งมาอีกครั้ง รอบนี้ผมไม่ยอมให้เกิดเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว สายลมหอบหนึ่งรวดเร็วและรุนแรงมากมันผลักดันศรเ่าั้จนย้อนกลับไปตกห่างไกลจากเหล่าเชลย
“เร็ว ๆ รีบวิ่งมาก ดึงคนเจ็บมาด้วย” ชนะวินะโสั่งเชลยทาสที่เพิ่งถูกแลกเปลี่ยนโชคดีว่าศรชุดแรกไม่มีใครถึงชีวิต
“พวกมันโชคดีจริง ๆ ที่ลมช่วยพวกมันไว้ แต่ก็แค่นั้น บุกอย่าปล่อยให้รอดสักคนเดียว ไปจัดการสะ” เ้าเมืองธงชัยสั่งทหารของพวกเขาบุกเข้าโจมตี พร้อมเสียงโห่ร้องของทหารเมืองธงชัย
“จัดการไอ้พวกขยะพวกนั้นไปเลย ฮ่า ๆ” บดินทร์พูดด้วยน้ำเสียงโหดร้ายและดูโรคจิต
“ไอ้ลูกชาย แล้วคนกลุ่มนั้นคือใคร” เ้าเมืองถามลูกชายตน
“ก็พวกเมืองอื่นที่มาติดต่อค้าขาย พวกมันบอกว่าจะทำให้พวกเมืองภูเพชรเจริญ ตอนแรกพวกมันก็อยากติดต่อกับพวกเรา แต่ข้าไม่เห็นว่าจะมีอะไรจำเป็ สู้ฆ่าพวกมันให้ตายตามไอ้พวกภูเพชรไปดีกว่า”
“เ้าลูกคนนี้ ช่างเถอะ ไว้พวกเราค่อยไปสืบว่าพวกมันมาจากที่ไหน แล้วค่อยไปตีเมืองพวกมันมาเป็เมืองขึ้นพวกเรา ฮ่า ๆ"
เ้าเมืองพูดจบพร้อมกับเงยหน้าหวังเห็นฉากทหารของตนฆ่าฟันอีกกลุ่มอย่างเหนือกว่าด้วยอาวุธและชุดเกราะ แต่ภาพที่เขาเห็นนั้นกลับต่างออกไปจากที่เขาคาดการไว้ เพราะทัพของอีกฝ่ายมีคนเพียง 17 คน ที่ยืนขั้นระหว่างทัพทั้งสอง จากนั้นไม่ถึงอึดใจ ก็บังเกิดเสาเพลิงหมุนจนกลายเป็พายุเพลิงขนาดใหญ่ มันไม่ได้มีเสาเดียว แต่มันมีถึง 2 เสา พร้อมกับลูกไฟอีกจำนวนมาก พุ่งลอยเข้าใส่ทหารของพวกเขา เสียงกรีดร้องโหยหวนจากความร้อนบอกถึงความเ็ปได้ชัดเจน เพลิงไฟที่ลุกไหม้ไม่ยอมดับส่งกลิ่นของเนืุ้์ที่ถูกเผ่าลอยไปตามสายลม ไม่นานท้องฟ้าก็มืดครึ้มปกคลุมด้วยเมฆฝน
“ไฟพวกนี้มันอะไรกัน” เ้าเมืองที่มึนงงเงียบอยู่นานก็พูดขึ้นมา
“ข้าไม่รู้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น” บดินทร์หันไปมองหน้าพ่อของเขาด้วยไม่เชื่อในสายตาตัวเอง ราวกับว่าเขา้าถามว่า พ่อ ๆ เห็นเหมือนกันไหม แต่พ่อของเขาไม่ตอบแต่รีบะโออกคำสั่งใหม่ทันที
“ถอย พวกเราถอย”
แต่ดูเหมือนว่าเสียงพวกเขาจะไปไม่ถึง แล้วในตอนนั้นเอง เสียงฟ้าร้องก็ดังเหนือพวกเขา แล้วไม่กี่อึดใจสายฟ้าแรงสูงก็ผ่าลงมาใส่เหล่าทหารของเมืองธงชัย โชคร้ายนักที่เหล็กของอาวุธและเกราะพวกเขามันเหนี่ยวนำสายฟ้าได้เป็อย่างดี แสงสีเสียงของทัณฑ์์ก้องดังไปทั่วทุ่งหญ้า ไม่นานมันก็สงบลง พร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาดับเพลิงไฟ ทหารเมืองธงชัยและเ้าเมืองของเขาบันนี้นอนกองอยู่บนพื้นดิน ไม่มีเสียงใด ๆ รอดออกมา นอกจาก ควันไฟที่ลอยมาจากร่างของพวกเขา
ภาพการโจมตีฝ่ายเดียวในาครั้งนี้จบลงในเวลาไม่นาน โดยที่อีกฝ่ายไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยซ้ำ มันทำให้ทหารเมืองภูเพชรและเชลยที่อยู่ในเหตุการ มองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อในสายตาของพวกตน ว่าแค่คน 17 คน(รวมชนะวินด้วย) จะสามารถกำราบทัพทหารจำนวนกว่าพันคนได้โดยง่ายดาย ผมเดินไปสำรวจศพทหารของอีกฝ่ายดูผู้รอดชีวิต แต่เหมือนจะโชคร้ายที่ทั้งหมดตกตายในครั้งนี้ แต่มีอีกคนที่ผมไม่นึกว่าจะรอด
“ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย” เสียงที่แหบแปลก ๆ ของชายคนหนึ่ง ที่เนื้อตัวแทบจะบอกไม่ได้ว่าเขาคือใคร
“ว่าไงครับคุณบดินทร์ ผมไม่คิดว่าพ่อของคุณจะเล่นลูกไม้แบบนี้ และนี่คือสิ่งที่ผมเคยเตือนคุณไปก่อนหน้า และเราไม่จำเป็ต้องเจรจาอะไรกันอีก” ผมดึงดาบยาวที่สวยงามออกมาจากกระเป๋าผู้ช่วย มันคือดาบที่ผมตีและหลอมขึ้นมาเอง ผมไม่คิดว่ามันจะต้องมาใช้ปลดปล่อยความทรมานของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผมตะวัดดาบหวังปลิดชีพอีกฝ่ายในครั้งเดียวเพื่อที่เขาจะไม่ต้องทรมาน
“ยะ…” แล้วเสียงของบดินทร์ก็เงียบลง วันนี้เป็วันแรกที่ผมฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่มันไม่ทำให้ผมรู้สึกผิดเลยสักนิด ผมรู้สึกว่าพวกเขาไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ เป็เพียงสัตว์ร้ายที่สวมหนังมนุษย์ ผมเก็บดาบแล้วเดินออกมา พร้อมบอกกับชนะวินว่า
“เราจะเผ่าศพพวกเขา พวกชุดเกราะและอาวุธอาจจะมีประโยชน์ พวกคุณเก็บไว้จะดีกว่า”
จากนั้นศพของทหารของเมืองธงชัยก็ถูกมากองรวมกันจนคล้ายเนินเขาเล็ก ๆ หลายเนิน ภาพเหล่านี้ผมจะจดจำไว้ไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งผมเคยฆ่าคนมากมาย
“ขอให้พระเ้าช่วยนำทางคนเหล่านี้ไปสู่โลกเก่าของพวกเราด้วย…” ผมพูดบทสวดของอีเดนไปตามทำเนียมในการทำพิธีเผ่าศพ แล้วเปลวไฟก็ถูกจุดขึ้นบนเนินศพทุกกอง มันร้อนแรงมากเสียจนภาพศพที่ถูกเผาดูสยดสยองหน้ากลัว แต่ไม่ถึงชั่วโมงทุกสิ่งทุกอย่างก็เหลือเพียงเถ้าขาวละเอียด
“สายลมเอยจงพัดพาสิ่งที่เหลือไปกับสายลม” ทันใดนั้นลมหอบใหญ่ก็หอบเอาเศษเถ้าของอดีตคนนับพันลอยขึ้นฟ้าสูงเทียมเมฆก่อนจะหายลับไป
“วินผม้าไปเมืองธงชัย” ผมบอกชนะวินทันที
“ได้ผมขอไปด้วย เราควรนำคนไปด้วยจำนวนหนึ่งเพื่อความปลอดภัย” ชนะวินเสนอพร้อมกับคัดทหารมาจำนวน 100 นาย แล้วพากันเดินทางไปเมืองธงชัยทันที ส่วนทหารและเชลยที่เหลือเดินทางกลับเมืองภูเพชรอย่างปลอดภัย
พวกผมใช้เวลาไม่นานจากที่ราบทุ่งหญ้าก็เดินทางมาถึงเมืองธงชัย เมืองธงชัยเป็เมืองตั้งอยู่บนเนินดินขนาดใหญ่ มันเป็ชัยภูมิที่ดี พวกเขาไม่ต้องกลัวน้ำป่าจากูเาที่อยู่โดยรอบ แถมยังมีลำธารธรรมชาติเป็แนวรอบตัวเมือง มีกำแพงเมืองจากไม้ไม่สูงมากนักและมีทหารยามคอยเฝ้าการเข้าออกอยู่หน้าประตู ทันทีที่คณะพวกผมเดินเข้ามาไม่ถึงประตูเมือง ก็ได้ยินเสียงระฆังดังไปทั่ว ทันทีที่พวกเราเดินไปถึงก็มีกองทหารจำนวน 10 กว่านายออกมาตั้งขวางทางพวกเรา
“พวกแกเป็ใคร พาคนมาเยอะเพื่ออะไร” เสียงทหารที่อยู่หน้าสุดถามออกมา แต่ถึงแบบนั้นก็ยังไม่อาจปกปิดเสียงตื่นกลัวจากเขาได้
“พวกเรามาจากเมืองภูเพชร” ชนะวินเป็คนที่อาสาออกมาพูดคุย
“พวกภูเพชร พวกเราไม่ต้อนรับกลับไปสะ” นายทหารคนเดิมพูด
“ฟังก่อนน้องชาย พวกเาาวภูเพชร ได้นำตัวแทนของคณะสำรวจจากเมืองสยามนครและเมืองนิวมูนมาขอเข้าพบกับคนที่มีอำนาจสูงสุดในเมืองนี้ เพื่อเจรจาเื่สำคัญ” ชนะวินพูดไปผมกับอเล็กก็เดินออกมา ตอนนี้พวกผมแต่งตัวด้วยชุดขุนนางของนิวเกตแบบเต็มยศ ทั้งเสื้อจากผ้าไหมเนื้อดีที่ประดับเพชรพลอยทองคำจนเหมือนตู้ทองเคลื่อนที่
“ท่านเ้าเมืองไม่อยู่ออกไปข้างนอก” ทหารคนเดิมพูดออกมา
“เรืองนั้นผมรู้แล้ว พวกเราพบกันที่ที่ราบทุ่งหญ้าเมื่อเช้า และตอนนี้เขาก็ได้ตายไปในาพร้อมทหารทั้ง 1000 คน ตอนนี้นายควรไปเรียกคนที่มีอำนาจรองจากเ้าเมืองมาดีกว่า พวกเราไม่อยากให้มีใครต้องโง่ตายอีก” ชนะวินพูดไปตามตรง เหมือนว่าคำพูดนี้จะทำให้ทหารคนนั้นใจนทำดาบหลุดจากมือ
“ได้ ๆ พวกท่านรอสักครู่” แล้วทหารนายนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปในเมือง ปล่อยให้ทหารที่เหลือยืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก
30 นาทีถัดมาก็มีชายวัยกลางคนวิ่งตามทหารออกมา เขาดูใอยู่มาก แต่ก็ยอมวิ่งออกมาที่หน้าประตูเมือง ส่วนพวกผมก็กางเต็นท์กันแดด นั่งรอคนอยู่อย่างไม่ทุกข์ร้อนมากนักก็ลุกยืนเมื่อเห็นว่ามีคนเดินเข้ามา
“สวัสดีครับ ผมชื่ออานนท์ เป็รองเ้าเมืองธงชัย”
“ท่านรองเ้าเมืองคุณคงทราบแล้วว่าตอนนี้เ้าเมืองของพวกคุณตายในาที่เนินทุ่งหญ้าแล้ว ผมชื่อชนะวินเป็หลานชายของเ้าเมืองภูเพชร วันนี้ผมเป็เพียงผู้นำทางตัวแทนคณะสำรวจจากอาณาจักรสยามนครและอาณาจักรนิวมูนมาเพื่อติดต่อเจรจาข้อตกลงกับพวกคุณ ท่านนี้คือท่านโทวมะ นิวเกต และ ท่าน อเล็ก ไลท์สตรีม”
“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้อีกฝ่ายตามมารยาทชาวไทย ดูเหมือนรองเ้าเมืองเองก็ยังรู้จักวัฒนธรรมไทยนี้อยู่ เขารับไหว้ผมทันที
“ยินดีที่รู้จักครับ” รองเ้าเมืองตอบรับแต่น้ำเสียงยังคงแปลกใจอยู่
“ผมมาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการค้าขายและการแนะนำความเป็อยู่ของพวกคุณครับ จริง ๆ พวกคุณอาจจะยังไม่ทราบ ว่าชาวไทยแบบพวกคุณนอกจากเมืองภูเพชรแล้ว ยังมีอยู่ที่อาณาจักรสยามนครอีกหลายเมือง ถ้าเป็ไปได้พวกผมขอเข้าไปพูดคุยกับพวกคุณในเมืองธงชัยได้หรือไม่” ผมร่ายยาวไปตามความ้า
“มันจะไม่ปลอดภัยกับพวกคุณครับ” อานนท์พูดออกมา
“หมายความว่าในเมืองยังมีกองกำลังที่ไม่เชื่อในตัวคุณอยู่หรือครับคุณอานนท์” ผมถามไปตามตรง
“ครับ ผมต้องบอกตามตรงว่าถึงผมจะเป็รองเ้าเมือง แต่ก็เป็เพียงในนามเพราะผมเป็เพียงน้องชายเ้าเมืองคนปัจจุบัน”
“เช่นนั้นคุณควรให้ผมเข้าไป พวกผมตอนนี้มาเพื่อเจรจาผมจะไม่ทำร้ายใครก่อนแต่จะทำแค่เพื่อป้องกันตัว คุณไม่ต้องเป็ห่วง”
ผมบอกอานนท์ก่อนจะหันไปคุยกับชนะวิน โดยให้ทหารทั้ง 100 นาย รออยู่ด้านนอก แล้วพวกผมจะเข้าไปแค่คณะสำรวจ แต่วินก็ขอตามไปด้วย ผมเห็นว่าวินก็ควรรับฟังจึงให้ตามเข้าไป อานนท์นำทางพวกผมไปยังกลางเมืองที่มีลานกว้าง ที่นั้นมีกองทหารจำนวนหนึ่งยืนอยู่ รอบ ๆ มีชาวเมืองที่ยืนมุงดูด้วยความสนใจ
“พวกมันเป็ใคร” เสียงหญิงสาวที่ดูไม่พอใจกล่าวออกมาที่หน้ากองทหารจำนวน 200 นาย
“ใจเย็นก่อนลูกจันทร์ คนเหล่านี้คือตัวแทนของอาณาจักรสยามนครและอาณาจักรนิวมูน มาเพื่อเจรจาเื่สำคัญ” อานนท์กล่าวกับลูกสาวตน
“ใช่เหรอพ่อ ไอ้คนนั้นมันคือหลานเ้าเมืองภูเพชรไม่ใช่หรือไง แล้วมันเข้ามาทำไม ไม่ใช่ว่าพวกมันต้องอยู่ที่ราบทุ่งหญ้าเพื่อแลกเปลี่ยนเชลยไม่ใช่เหรอ” ลูกจันทร์พูดออกมาเมื่อเธอจำชนะวินได้ เพราะครั้งไปสำรวจป่าหลายเดือนก่อน เธอได้ถูกหน่วยลาดตระเวนของชนะวินขับไล่จนต้องหนีออกจากป่า ผมไม่รอให้มากความก็เดินขึ้นไปพูดด้วยเสียงที่ดังออกมาจากระบบผู้ช่วยที่ช่วยกระจายเสียง
“พวกเราเป็ตัวแทนของ 2 อาณาจักรทั้งนิวมูนและสยามนคร มาเพื่อติดต่อและเสนอหนทาง เพื่อให้ชาวไทยทุกคนสามารถผ่านยุคสมัยนี้ไปได้ พวกเรายินดีมอบแผนที่เดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ของคนไทยและนิวมูน เรายินดีเสนอการวิธีทำการค้าแลกเปลี่ยนสิ่งของและวัฒนธรรมกับเมืองต่าง ๆ รวมถึงความรู้ของเหล่าบรรพบุรุษที่พวกคุณหลงลืมไป และผมอยากให้พวกคุณเลือกเ้าเมืองขึ้นมาปกครองเมืองธงชัยใหม่” แต่ทันทีที่ประโยคสุดท้ายจบลงก็เกิดเสียงพูดคุยกันของผู้คน
“ทำไมต้องเลือกเ้าเมืองใหม่ละ ลุงของข้าก็เป็เ้าเมืองอยู่แล้ว” ลูกจันทร์ถามออกมา
“คุณลูกจันทร์ คุณทราบไหมว่า เมื่อเช้าทางเมืองธงชัยและเมืองภูเพชร ้าแลกเปลี่ยนเชลยระหว่างกัน แต่ว่าเ้าเมืองธงชัยไม่ซื่อสัตย์ เขาหวังกำราบชาวภูเพชรด้วยกองทหาร 1000 นาย ระหว่างการแลกเปลี่ยน เื่นี้ผมได้เตือนบดินทร์ไปแล้ว แต่เขาไม่รีบเตือนพ่อของเขา แล้วเ้าเมืองของคุณก็สั่งให้ทหารบุกเข้าตีคนเมืองภูเพชรที่ไปทำการแลกเปลี่ยนเชลย และพวกเขาทั้งหมดได้ตายลง จากการลงโทษของผม เพราะพวกเขาทำเื่เลวทรามต่อหน้าผม” ผมไม่ได้ปิดเสียงที่กระจายออกไป แต่จงใจพูดให้ทุกคนได้ยิน เสียงพูดคุยดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในจำนวนนั้นมีเสียงหนึ่งที่เปล่งแปลกออกไป
“พวกเราฆ่ามัน มันฆ่าคนของเรา”
“ผมขอเตือนไว้ก่อน คุณคงไม่รู้ว่าพวกผมทำอะไรได้บ้าง แต่ทั้ง 1000 คนนั้นตายลงอย่างรวดเร็ว ถ้าเป็ไปได้ผมก็ไม่อยากฆ่าใครเพิ่ม ควรพูดคุยเช่นปัญญาชนจะดีกว่า” แต่เหมือนว่าเสียงอันก้องดังของผมจะไม่ได้นำพา มีชายร่างใหญ่คนหนึ่งเดินออกมาจากกองทหาร
“อย่ามาปากดี พวกมึงแน่จริงมาเดี่ยวกับกู” ชายร่างใหญ่ดูเหมือนจงใจข่มพวกผม
“ผมจัดการเอง” อเล็กเดินออกไป
“สวัสดีครับ ผมชื่ออเล็ก ขอเป็ตัวแทนในการต่อสู่ 1 ต่อ 1”
“ดี นายเป็ลูกผู้ชายดี แต่อย่าคิดว่าตัวใหญ่กว่าคนอื่นแล้วข้าจะกลัว เราจะสู่กันจนกว่าจะตาย นายตกลงไหมไอ้หนุ่ม” ชายคนนั้นยังคงพูดอย่างข่มขวัญ
“ได้สิครับ แต่ผมขอถอดเสื้อตัวนี้ก่อนนะ เพราะผมต้องใช้มันอีกหลายงานในการติดต่อกับเมืองอื่น”
จากนั้นอเล็กที่ยิ้มอย่างไม่สนโลกพร้อมถอดเสื้อนอกออกเก็บเข้ากระเป๋าผู้ช่วยของเขา มันหายไปจากมือนั้นพร้อมกับมีดาบ 2 คมเล่มใหญ่โตที่วิจิตรสวยงามอย่างมากออกมาแทน ความใหญ่โตของมันนั้นสามารถบดบังเด็กสาวร่างเล็ก ๆ ได้สบาย เมื่อดาบเล่นใหญ่ที่อยู่ ๆ ก็โผล่ออกมาแทนเสื้อผ้า ก็สร้างเสียงฮือฮาของไทยมุงรอบ ๆ ได้เป็อย่างดี
“ใหญ่ขนาดนั้นจะไหวเหรอ ฮ่า ๆ ไอ้หนุ่มนี่มึงเล่นมายากลหรือไง” ชายร่างใหญ่ ถึงจะใในตอนแรกที่เห็นดาบเล่มใหญ่ยาว เมื่อเทียบกับดาบในมือของเขาแล้วขนาดมันต่างกันมาก แต่ออกมาแล้วเขาก็ไม่อยากเสียหน้า
“สบายครับ แค่นี้ผมไหว เอาแค่คุณตายพอนะครับ” จากนั้นอเล็กก็ยกดาบโบกสะบัดไปมาราวกับว่ามันเบาเท่าแขนงไม้ข้างทาง ทั้งเสียงที่ดาบผ่าอากาศกับกระแสลมที่ถูกโบกพัดของตัวดาบทำให้หลายคนหายใจไม่ทั่วท้อง “เข้ามาได้เลยครับผมรอฟันอยู่”
“แก ไอ้เด็กปากดี มึงตาย”
ชายคนนั้นหมดความอดทนกับสีหน้าและท่าทีตลอดจนคำพูดที่กวนประสาทของอเล็ก เขาพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายหมายจวงแทงสุดกำลัง แต่อเล็กเพียงแค่ยิ้มอ่อนใส่อีกฝ่าย พร้อมกับเคลื่อนตัวทำทีจะเข้าปะทะ แต่อเล็กเบี่ยงตัวหลบในจังหวะสุดท้าย พร้อมกับใช้ดาบหันด้านข้างไร้คมเข้าใส่อีกฝ่าย โดยจงใจงัดเสยให้ชายร่างใหญ่ถูกดีดตัวเลยขึ้นฟ้า เขาดูดดีดขึ้นไปสูงกว่า 5 เมตร แต่ใน่ที่ร่างนั้นค้างอยู่กลางอากาศ ก็ปรากฏร่างของอเล็ก ที่ะโเร่งลอยตัวตามอีกฝ่ายมาติด ๆ เขาสะบัดดาบฟันตรงใส่ร่างนั้น ไวเสียจนมองแทบไม่ทันว่าฟันโดนหรือไม่ พร้อมกับร่างนั้นตกลงมากระแทกพื้น แยกออกจากกัน 2 ส่วน ราวกับถุงน้ำแดงตกแตกบนพื้น อวัยวะและเครื่องในไหลทะลักออกมา โดยที่ดาบของอเล็กไม่ปรากฏคราบเืเลยสักนิด
“มีใครอยากโง่ตายอีกไหมครับ แต่ว่าต่อไปผมคงไม่ใช้ดาบแล้ว” จากนั้นอเล็กก็หันไปดีดนิ้วทางศพของชายร่างใหญ่ แล้วไฟก็ปะทุลุกไหม้ร่างนั้นรวดเร็วและร้อนแรง เสียงชาวเมืองและทหารร้องไม่เป็ศัพท์ พร้อมกันนั้น ผมก็กระจายเสียงออกไปว่า
“ขอโทษนะครับ จริง ๆ ผมแค่อยากพูดคุยอย่างสันติ แต่พอดีมีคนมาหาเื่ผมก็แค่อยากแสดงให้เห็นว่า เ้าเมืองตายง่ายขนาดไหน เช่นนั้นพวกเรามาหาลือแต่งตั้งเ้าเมืองคนใหม่กันดีกว่าครับ” บางทีพวกผมก็ต้องสวมหน้ากากจอมมารละนะ