วันต่อมา โม่จ้านตื่นตั้งแต่เช้าตรู่และพบว่าบาดแผลบนแผ่นหลังตกสะเก็ดแล้ว โม่จ้านที่อารมณ์ดีมิน้อยฮัมเพลง หลังจากสอบถามทิศทางจากคนผ่านทางจนชัดเจนจึงเริ่มเดินทางอีกครั้ง
จุดมุ่งหมายในครานี้คือเมืองเล็กอีกแห่งหนึ่ง หากนั่งรถม้าใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ถึง เพียงแต่โม่จ้านสิ้นเนื้อประดาตัว ทำได้เพียง ‘เดิน’ อย่างไม่มีทางเลือก
เมื่อลองนับนิ้วคำนวณการเดินทัพอย่างว่องไว ราชาปีศาจผู้ตกอับจึงเริ่มวิ่งไปข้างหน้า ผ้าคลุมสีดำพลิ้วไหวตามแรงลม เผยให้เห็นต้นขาสวมกางเกงขาสั้น โม่จ้านห้อตะบึงไปข้างหน้าอย่างไม่ว่อกแว่ก สลัดเหล่าคนผ่านทางที่กำลังซุบซิบกันไว้ด้านหลัง
เพียงแต่ไม่ว่าขามนุษย์จะเร็วเพียงใดก็ยังคงเทียบรถม้ามิได้ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน โม่จ้านทำได้เพียงฝืนเร่งเดินทางมาได้ครึ่งทาง โม่จ้านที่ถุงเงินน่าละอายยังคงเลือกวาดกระบวยตามรูปน้ำเต้า เติมท้องเสียก่อนแล้วจึงค่อยหาต้นไม้ใกล้กับจุดพักม้าสักต้นเป็นเตียงนอน
ที่โชคดีก็คือ ที่นี่มีผู้ที่คิดเช่นเดียวกับโม่จ้านเป็นจำนวนมิน้อย...
นักเดินทางที่มิอาจพักโรงเตี๊ยม มิอาจนั่งรถม้า ถึงขั้นมิอาจซื้อกระโจมมีจำนวนนับร้อย รอกระทั่งโม่จ้านหิ้วกระต่ายป่ากลับมาสองตัว ต้นไม้ทุกต้นรอบจุดพักม้าได้มี ‘ผู้เข้าพัก’ จนหมดแล้ว ถึงขั้นที่ว่ามีผู้ผูกเปลอยู่ด้านบน โม่จ้านที่กระอักกระอ่วนอย่างยิ่งทำได้เพียงยอมรับสิ่งที่ด้อยกว่าเดิมโดยการหาตรอกเล็กคับแคบสายหนึ่ง เก็บใบไม้จำนวนหนึ่งมารอง เตรียมกินอาหารให้เรียบร้อยแล้วคลุมผ้าคลุมนั่งหลับ
โม่จ้านจุดกองไฟ ถลกหนังและนำเครื่องในกระต่ายออก เสียบลงบนกระบี่ยาวก่อนนำมาย่าง ด้วยฝีมืออันเชี่ยวชาญของโม่จ้าน ไม่นานนักกระต่ายทั้งสองตัวพลันกลายเป็นสีเหลืองกรอบและเริ่มมีน้ำมันร้อนฉ่าผุดออกมา กลิ่นหอมฉุยทำให้นักเดินทางรอบข้างชะโงกหน้ามองเป็นจำนวนมิน้อย
โม่จ้านเลียริมฝีปาก กระต่ายป่าที่ไม่มีสารพิษในสภาพแวดล้อมเจือปน ทั้งอวบทั้งแน่นและยังตัวใหญ่ กระทั่งตนยังใกล้จะอดใจมิไหวเสียแล้ว
ทันใดนั้น โม่จ้านสัมผัสได้ว่าแสงจันทร์รอบข้างหายไปอย่างฉับพลัน ครั้นเงยหน้าขึ้นจึงพบกับบุรุษร่างสูงยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกองไฟ ใบหน้าของอีกฝ่ายดุดันอย่างยิ่ง ผนวกกับร่างกายสูงประมาณสองเมตรและขวานใหญ่บนหลังทำให้เผยกลิ่นอายห้าวหาญ เมื่อดูจากด้านข้างแก้มที่เกลี้ยงเกลาจึงรู้ว่าเป็นบุรุษร่างใหญ่ศีรษะล้าน กระนั้นกลับสวมหมวกผ้าใบหนึ่งที่แลดูมิเข้ากัน
โม่จ้านไม่ขยับเขยื้อน ใช้สายตาระมัดระวังตัวเจือคำถามจ้องมองบุคคลแปลกหน้าที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน อีกฝ่ายพยายามเผยสีหน้าซื่อๆ ทว่ากลับแลดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม จากนั้นยื่นฝ่ามือใหญ่ข้อกระดูกหนามาทางตน
“มิทราบว่า---”
“อุ๊บ---”
ไม่รอให้บุรุษร่างใหญ่กล่าวจบ เสียงท้องร้องพลันดังกลบคำพูดเสียก่อน
โม่จ้านชะงัก ตามด้วยหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นก่อนยกมือบอกใบ้ให้บุรุษร่างใหญ่นั่งลง ตามด้วยแบ่งกระต่ายครึ่งตัวส่งไปให้อีกฝ่าย
บุรุษร่างสูงใหญ่พยักหน้าขอบคุณ หลังรับกระต่ายไปกัดหนึ่งคำกลับขมวดคิ้วเข้าหากัน ด้วยเหตุนี้โม่จ้านที่ทำหน้าหมดคำจะพูดจึงเห็นบุรุษร่างใหญ่กำยำท่านนี้ปลดถุงหนังสัตว์ ล้วงหยิบเอาขวดเครื่องปรุงจำนวนหนึ่งออกมาก่อนส่งให้ตนทั้งหมด
...นึกมิถึงว่าจะเป็นพ่อครัว? ร่างกายเยี่ยงนักรบบ้าระห่ำเช่นนี้ ต้องทำเช่นไรจึงได้ไม่กำมีดทำครัวจนแหลกละเอียดกัน?
ขณะมองขวดเครื่องปรุงหลากสีในมือ สมองของโม่จ้านพลันนึกภาพบุรุษกำยำท่านนี้ดึงก้างปลาออกอย่างละเอียด ตามด้วยห่อด้วยแป้งเปียกด้านบนก่อนนำลงไปทอดในกระทะมิได้จริงๆ เพียงแต่เพราะตนเป็นผู้กินจุ ดังนั้นจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อผู้ที่ทำอาหารเป็นโดยธรรมชาติ
จะว่าแปลกก็แปลก หลังจากโม่จ้านทาเครื่องปรุงเสร็จแล้วยังเลือกที่จะเป็นฝ่ายชวนคุย
“ท่านเป็นพ่อครัวหรือ? ...ไม่สิ ท่านทำอาหารเป็นหรือ?”
“เพียงเคยช่วยผู้อื่นเท่านั้น อาหารที่ทำออกมาพอจะฝืนใจกินได้” บุรุษร่างใหญ่ฉีกขากระต่าย เขาเคี้ยวอาหารพลางตอบกลับ “เรียกข้าว่าเจี๋ยหลัวเป็นพอ”
“...ได้ ท่านเจี๋ยหลัว ท่านจะไปที่ใด? ดูแล้วคงจะห่างไกลนัก”
โม่จ้านตกใจเมื่อได้ยินชื่อคุ้นหู ภายในหัวหวนนึกถึงคำพูดของหมีเอ่อร์กับฉิวอิน
เจี๋ยหลัวผู้นี้จะใช่หนึ่งในผู้บัญชาการกองพลของอดีตราชาปีศาจหรือไม่...
อาภรณ์ของอีกฝ่ายมีคราบฝุ่นเป็นจำนวนมิน้อย บนรองเท้าเก่ายังมีโคลนแห้งติดอยู่มาก ท่าทางคล้ายกับเดินทางมาเป็นเวลานาน
“ข้าจะไปตรอกขี้เถ้า” เจี๋ยหลัวแทะเนื้อกระต่ายต่อไป เพียงแต่ความเร็วช้าลงบ้าง
ตรอกขี้เถ้า? คล้ายกับหมีเอ่อร์จะเคยบอกว่า กองกำลังที่เหลือรอดของกองทัพราชาปีศาจอาจจะอยู่ที่นั่น เพียงแต่มิรู้ว่าเหตุใดผ่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้กลับยังไร้ซึ่งข่าวคราวการบุกโจมตีของสันตะสำนัก เห็นทีที่นั่นจะเป็นตอแข็ง
น้ำเสียงของโม่จ้านผ่อนคลายอย่างมาก “ข้าเพียงเคยได้ยินชื่อเสียงของตรอกขี้เถ้า กล่าวกันว่าที่นั่นไม่ปลอดภัยอย่างมาก?”
“ที่นั่นอันตรายมาก จะเป็นหรือตายล้วนแต่ต้องอาศัยศักยภาพของตนเอง”
เจี๋ยหลัวเหลือบมองโม่จ้านไม่กี่ครั้ง วางกระดูกลงก่อนเช็ดคราบมันบนปาก
“เพียงแต่สหายของข้าอยู่ที่นั่น ดังนั้นข้าจำเป็นต้องไป”
โม่จ้านนำมือบีบคางพลางจดจ้องเจี๋ยหลัว ใคร่ครวญหาความเป็นไปได้ว่าจะสามารถสืบหาเบาะแสของเผ่าปีศาจที่เหลือรอดจากบุรุษร่างใหญ่ผู้นี้ได้หรือไม่
“...นี่ เจ้าอย่าได้คิดจะไปที่นั่นเพียงเพราะนึกสนุก ด้วยร่างกายเล็กๆ เช่นนี้ เดินกลางดึกยังถูกคนจับจ้อง”
เจี๋ยหลัวถูกแววตาคล้ายกำลังคิดอันใดบางอย่างของโม่จ้านทำเอาขนลุกขนชัน หยัดกายลุกขึ้นเตรียมจากไป
“ขอบคุณสำหรับอาหาร มีวาสนาค่อยพบกันใหม่ สหายแปลกหน้า”
ข้ามิได้อยากไปเสียหน่อย อย่างน้อยๆ ก็ในยามนี้
โม่จ้านเหยียบกองไฟให้มอดดับ คลุมผ้าคลุมแน่นหนาพลางเอนพิงมุมตรอก
ภารกิจสำคัญที่สุดในยามนี้คือการติดต่อเก๋อจือกับลาถีเท่อ มิได้พบกันนาน รู้สึกคิดถึงพวกเขาอยู่บ้างเสียแล้ว
เพียงแต่สถานที่ที่มีนักเดินทางจำนวนมากจะต้องไม่ปลอดภัยเป็นแน่ โม่จ้านยังมิทันหลับลึกกลับได้ยินเสียงสวบสาบดังมาจากนอกตรอก
ใบไม้แห้งที่ตนตั้งใจปูเอาไว้ถูกคนเหยียบเสียแล้ว มิรู้ว่าเป็นเจ้าโง่ที่ใดคิดจะมารีดไถทรัพย์?
เงาคนผู้หนึ่งชะโงกหน้าเยี่ยมมองอยู่หน้าตรอก แสงสะท้อนภายใต้แสงจันทร์ของดาบในมือค่อนข้างแยงตาเสียด้วยซ้ำ สามารถดูออกว่าอีกฝ่ายพยายามเคลื่อนไหวให้เบาที่สุดโดยการก้าวหนึ่งก้าวชะงักหนึ่งก้าวเข้ามาในตรอก โม่จ้านหรี่ดวงตารวบรวมสมาธิพลางกลั้นหายใจ ค่อยๆ เคลื่อนมือใต้ผ้าคลุมไปยังข้างเอวก่อนชักกริชออกมา รอโอกาสสังหารอีกฝ่ายในระหว่างไม่ทันตั้งตัว
“เฮ้ย เจ้าจะทำอันใด!!”
น้ำเสียงมิต่างกับฟ้าร้องดังขึ้นกลางอากาศ เงาคนกับโม่จ้านพากันสะดุ้งตกใจในเวลาเดียวกัน โม่จ้านเห็นว่ามิอาจแสร้งหลับต่อไป ทำได้เพียงขยี้ตาเกินจริง แสร้งทำท่าทางราวกับถูกปลุกจนตื่น
“เจ้าโง่ตัวโต ทำเรื่องดีๆ ของข้าเสียหมด!”
ครั้นเงาคนเห็นโม่จ้านรู้สึกตัว เพลิงโทสะสุมอกเพราะล้มเหลว หนึ่งดาบพลันฟันไปทางเจี๋ยหลัว เจี๋ยหลัวร้องคำรามด้วยความโกรธ ขวานใหญ่น้ำหนักกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันกิโลกรัมฟันลงด้านหน้า หนึ่งเสียงเคร้งทำให้ดาบสะเทือนจนกระเด็นออกจากเจ้าของเงานั้น
เงาคนเห็นสถานการณ์มิดีจึงคิดจะหนี กลับถูกโม่จ้านที่ตามมาทีหลังดึงหลังคอเสื้อเอาไว้ จัดการเหวี่ยงกระแทกกำแพงจนหมดสติไป
“ดูมิออกสักนิดว่าเจ้าจะมีเรี่ยวแรงเยอะทีเดียว” เจี๋ยหลัวกล่าวชมจากใจจริง
“นึกมิถึงว่าที่นี่จะมีขโมยอยู่มิน้อย”
โม่จ้านมองมนุษย์ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นจนกลายเป็นก้อนโคลนแล้วหัวเราะกับเจี๋ยหลัว
“คิดจะเลือกลูกพลับนิ่มอย่างข้า คงนึกมิถึงว่าจะมีคนมาช่วย”
“ฮ่าๆๆ ข้าเซ่ออยู่สักหน่อย ทว่ามิได้โง่ ข้าเห็นเจ้าเงาสะท้อนจากมีดของเจ้าตั้งแต่ไกลๆ ต่อให้ไม่มีข้า เจ้าก็สามารถจัดการด้วยตัวคนเดียว”
เจี๋ยหลัวนำขวานใหญ่กลับไปพาดไว้บนหลังอีกครั้งก่อนจะโบกมือแล้วเดินออกไป
“ผู้ที่กล้ามาปูพื้นนอนที่นี่ ไม่ว่าจะผู้ใดล้วนมิอาจยั่วยุได้โดยง่าย”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณท่านมาก”
โม่จ้านคลี่ยิ้มพลางโบกมือ นำเชือกมัด ‘ผู้ร้ายชิงทรัพย์’ ให้เรียบร้อยก่อนโยนเข้าไปในคอกวัวของครอบครัวชาวบ้านที่อยู่ด้านข้าง
มิใช่ว่าโม่จ้านมีคุณธรรมสูงส่ง ไม่ค้นหาสิ่งของมีค่าบนตัวขโมย ทว่าเป็นเพราะในใจของเขารู้ดี ผู้ที่ยากจนถึงขั้นต้องมาปล้นผู้ที่นอนกลางแจ้งเช่นนี้ บนตัวจะต้องไม่มีของดีอันใดเป็นแน่
ครั้นตะวันแตะขอบฟ้า โม่จ้านก็ตื่นนอนตรงเวลา
หลังนวดเบ้าตาที่ค่อนข้างคล้ำเล็กน้อยเนื่องจากมิได้นอนดีๆ โม่จ้านจึงเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง เพราะรีบเร่งเดินทาง โม่จ้านจึงมิได้ทักทายเจี๋ยหลัวที่มีโอกาสได้พบกันครั้งหนึ่ง
แม้จะเป็นกลางฤดูร้อน ทว่าสายลมอ่อนยามเช้าตรู่ยังคงเจือไอเย็น โม่จ้านที่อ้าปากหาวขึ้นฟ้าทั้งเดินและหวนนึกถึงรังแสนสุขที่มีน้ำร้อนจัดส่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ผลสุดท้ายไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีล้วนแต่เกิดจากการเปรียบเทียบ ชีวิตมักจะคิดหาวิธีที่น่าสังเวชกว่าปัจจุบันมาทำพิษเจ้าอยู่เสมอ