สถานที่ล่าสัตว์คือตำหนักทัศนาไพรซึ่งอยู่ทางทิศทักษิณอยู่ทางชายป่าสุดเขตแคว้นอันเหลียน ที่ใกล้กับตำหนักทัศนาไพร คือแม่น้ำสองแผ่นดินซึ่งเป็เขตแดนแบ่งระหว่างแคว้นอันเหลียนและแคว้นหยางด้วยสาเหตุที่การล่าสัตว์ในครั้งนี้มีเพื่อกระชับความสัมพันธไมตรี ที่ดังคลื่นใต้น้ำการเลือกที่นี่จึงเป็สถานที่ที่เหมาะสมที่สุด
ในการเสด็จออกนอกวังหลวงแคว้นอันเหลียนมีธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดนั่นคือการที่เชื้อพระวงศ์ซึ่งเป็หัวใจของแคว้น จะไม่เสด็จเป็กลุ่มใหญ่ในครั้งนี้การเสด็จออกนอกวังหลวงมีทั้ง ไท่ซางหวง หวงไท่เฮา ฮ่องเต้ ฮองเฮาองค์หญิงใหญ่ กลุ่มท่านอ๋องและพระสนมอีกมากมายดังนั้นจึงต้องแบ่งออกเป็กลุ่มย่อยหลายกลุ่มและในกลุ่มเ่าั้มีสองกลุ่มที่ได้รับการคุ้มกันแ่าที่สุด นั่นคือกลุ่มของไท่ซางหวงหวงไท่เฮาและกลุ่มของฮ่องเต้ ฮองเฮา
ในธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยหากในกรณีที่ถูกลอบโจมตีจนนำไปสู่การจากไปอย่างกะทันหันการที่แบ่งออกเป็หลายกลุ่ม จะทำให้ยังเหลือผู้ที่สามารถว่าราชการชั่วคราวได้จึงไม่ทำให้วังหลวงอยู่ในสภาวะกลหลเกินไป
ความจริงแล้วขบวนเสด็จของเหรินจวินนอกจากจะมีจินฮวาน้องสาวอย่างอวี้ฮวา และยังมีหลินหราน แต่หวงไท่เฮาก็กล่าวอย่างหน้าชื่นเบิกบานว่า้าให้นางไปปรนนิบัติ
เมื่อแรกหลินหรานก็ดูจะไม่อยากไปแต่นางก็ขัดพระประสงค์ไม่ได้ นางจึงต้องจำใจไป
ระยะทางระหว่างเมืองหลวงไปตำหนักทัศนาไพรค่อนข้างไกลเมื่อแรกจินฮวานางก็กระดี๊กระด๊า ที่จะได้มองทิวทัศน์ที่นางไม่เคยได้เห็นมาก่อนแต่ผ่านไปครึ่งค่อนวันเท่านั้นอาการกระดี๊กระด๊าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของนางก็หดหายกลายเป็หน้าง้ำหน้างอเนื่องจากอาการปวดสะโพก
“เส้าเส่าท่านเป็อะไรหรือ”
“ข้าปวดสะโพกมาก”
“ท่านคงไม่เคยนั่งรถม้าไกลหรือท่านไม่เคยขี่ม้าบ้างหรือ”
จินฮวาส่ายหน้า
“ดี...เช่นนั้นข้าจะพาท่านไปขี่ม้าท่องโลก”อวี้ฮวายิ้ม ก่อนจะโผล่หัวออกไปนอกรถม้า
“เยี่ยหลิง”
จินฮวาที่ได้ยินคำกล่าวนี้แผ่นหลังนางเกร็งแข็งขึ้น
“เส้าเส่าของข้าปวดสะโพกเ้ามียาหรือไม่”
จินฮวานิ่งไปเล็กน้อยและเมื่อนางได้สติจึงพยายามยืดตัวขึ้นเพื่อมองไปด้านนอกแต่ทว่าอวี้ฮวากลับได้ตลับยามาก่อน และเมื่อนางยื่นหน้าออกไปก็ได้พบว่าเยี่ยหลิงผู้นั้นได้ถอยออกไปเสียแล้ว
“เส้าเส่ายานี่เยี่ยหลิงบอกข้าว่าให้ท่านทาตรงที่ท่านระบมก็ใช้การได้แล้ว”
จินฮวาพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะรับตลับยามานางมองตลับยาชั่วครู่หนึ่ง สุดท้ายนางก็อดปากจะถามไม่ได้ “เยี่ยหลิงคือผู้ใดกันหรือ”
“เยี่ยหลิงเขาเป็สหายของข้าั้แ่ยังเยาว์”
เช่นนั้นก็ไม่ใช่เยี่ยหลิงของนางนางพึ่งมาที่นี่ได้ไม่นาน หากเขาจะมาก็คงไม่นานเช่นกัน
ความจริงแล้วนางเองก็ทราบดีว่าเยี่ยหลิงของนางไม่มีทางมาอยู่ที่นี่ คนชื่อนี้ไม่ได้มีเพียงคนเดียวเสียหน่อยแต่ถึงอย่างไรนางก็อดจะรักและคิดถึงเขาไม่ได้นางคิดว่านางคงต้องหาเวลาพูดคุยกับเยี่ยหลิงผู้นี้สักหน่อย
เพราะหนทางไปตำหนักทัศนาไพรค่อนข้างไกลจึงไม่สามารถเดินทางในวันเดียวได้ แม้ว่าจะรีบเร่งเดินทางมากปานใดก็ตามดังนั้นเมื่อราตรีมาเยือนจึงจำเป็ต้องหยุดเพื่อให้ม้าพัก
ความจริงจินฮวาและอวี้ฮวาต้องนอนในรถม้าส่วนเหรินจวินตัวเขาเองเคยออกศึก เคยออกปราบฏและโจรหลายต่อหลายครั้งการจะนอนกลางดิน กินกลางพื้นเขาก็ไม่รู้สึกว่ามันจะหนักหนาอะไร
ในตอนนั้นจินฮวาที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับรถม้ามากทุกทีนางจึงออกมาเดินเล่นด้านนอก และพบว่าแม่ทัพ ทหารจับกลุ่มกันก่อกองไฟเป็กองใหญ่ๆและมีทหารและแม่ทัพที่เป็เวรยามคุ้มกันอนาเขต คอยเดินลาดตระเวนตรวจตราอยู่
สถานการณ์ในกองทหารแตกต่างกับที่นางคิดเอาไว้มากที่นางเคยเห็นในเื่ราวในโทรทัศน์ล้วนแล้วแต่ฉายภาพทหารผู้ดุดันเคร่งครัดในระเบียบวินัย แต่ที่นางพบกลับให้อารมณ์เป็การพักผ่อนผ่อนคลายอย่างสิ้นเชิง
มันก็จริงว่าการพักผ่อนนี้ไม่ได้รวมถึงทั้งหมดผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็เวรยามอยู่ก็ล้วนทำหน้าที่อย่างเคร่งครัดและผู้ที่พักเองก็พักอย่างจริงแท้เช่นกัน
ผู้ที่พักล้อมวงกัน ก่อนจะเริ่มร้องเพลงพื้นบ้านและเต้นรอบกองไฟ
จินฮวามองซ้ายมองขวาในตอนนั้นนางไม่เห็นทั้งเหรินจวินและอวี้ฮวานางไม่มีอะไรจะทำจึงคิดว่าจะไปร่วมวงสนุกกับพวกเขา
ทันทีที่พวกเขาเห็นนางพวกเขาชะงักก่อนจะรีบก้มหัวคารวะนางอย่างนอบน้อม
นางโบกมือให้ลดพิธีการลง
“พวกเ้าไม่ต้องทำเช่นนั้นเ้าทำอะไรกันอยู่ก็ทำต่อไปเถอะ ข้าเพียงอยากรู้อยากเห็นเื่สนุกของพวกเ้าจึงมาร่วมวงด้วยเท่านั้น”
หลังจากที่นางกล่าวจบนางสังเกตเห็นว่าไหล่ของแม่ทัพและทหารผ่อนลง
แต่พวกเขายังคงมีท่าทีสำรวมเช่นเดิม
หลังจากที่นางกล่าวจบ นางจึงนั่งลงกับพื้น พวกเขาจึงค่อยๆนั่งลงตาม
“พวกเ้าทำอะไรกันอยู่หรือ”
และเป็แม่ทัพผู้หนึ่งกล่าวตอบนางด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “พวกข้าหาความสำราญใส่ตัว และทำอาหารพ่ะย่ะค่ะ”
คำว่าทำอาหารทำให้นางสนใจ “ทำอะไรกันหรือ”
“ทำปลาย่างที่หาได้จากลำธารบริเวณนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ปลาหรือ ข้าชอบกินปลา”
ในตอนนั้นสีหน้าทั้งแม่ทัพและทหารที่อยู่บริเวณรอบๆมองหน้านางอย่างแปลกใจ ก่อนจะเป็แม่ทัพอีกผู้หนึ่งส่งปลาย่างให้กับนางนางรับมาดมๆ ถึงแม้ว่าในเวลานี้จมูกของมนุษย์จะไม่ดีเท่าแมวแต่กลิ่นของปลาย่างใหม่ๆ ก็ทำเอานางน้ำลายเดินจริงๆ
“หวงโฮ่วเหนียนเหนี่ยนท่านจะเสวยจริงๆหรือพ่ะย่ะค่ะ ในเวลานี้นางกำนัลคงกำลังเตรียมสำรับให้ท่านอยู่”
จินฮวามองไปทางบรรดานางกำนัลซึ่งตอนนี้กำลังก่อไฟและเตรียมอุปกรณ์ที่พวกนางขนมาจากวังหลวงเพื่อเปิดเป็ครัวเล็กๆ สำหรับดูแลผู้สูงศักดิ์ทั้งสาม
จินฮวากล่าวเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ “ข้าชอบปลาย่างมากกว่า”
กล่าวจบนางก็กัดไปคำหนึ่งก่อนจะหลับตาพริ้มเพราะรสชาติของปลา เนื้อปลาสด ที่ยังคงมีความสด และความนุ่มมากอีกทั้งในตอนที่กัดยังได้กลิ่นถ่านและกลิ่นควันอ่อนๆ ยิ่งให้ความรู้สึกดี
ในตอนนั้นทหารและแม่ทัพเห็นหญิงสาวกัดไปคำหนึ่งก็ทำหน้ามีความสุขอย่างมากมาย จากนั้นนางจึงเริ่มกินอย่างจริงจังก็ทำให้พวกเขาแปลกใจไม่น้อย นางเป็คุณหนูจากจวนแม่ทัพก็จริงแต่นางก็ถูกเลี้ยงมาดังสตรีในห้องหอ อีกทั้งในเวลานี้นางยังเป็ถึงฮองเฮาพวกเขาไม่คิดโดยแท้ ว่านางจะอยู่ง่ายกินง่ายถึงเพียงนี้
“พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าหวงตี้และอวี้ฮวาอยู่ที่ใด”หลังจากกินจนหมดเหลือแต่ก้าง จินฮวาเอ่ยถามขึ้น
“องค์หญิงใหญ่พวกข้าไม่ทราบแต่ฝ่าาคงจะหามุมสงบพักสายตาอยู่บริเวณนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“คงจะหรือ”
และเป็แม่ทัพคนเดิมที่กล่าวตอบนาง พร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ “พวกข้าเป็แม่ทัพที่ถวายงานรับใช้ฮ่องเต้มาั้แ่ครั้งท่านเป็ไท่จื่อเคยออกศึกถวายความภักดีแก่ท่านหลายต่อหลายครั้งในยามพักท่านก็มักจะให้พวกข้าพักอย่างเต็มที่กันเช่นนี้และในเวลานี้ท่านก็มักจะหามุมสงบอยู่เพียงลำพังพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพกล่าวพลางรินบางอย่างใส่จอกและถวายให้นาง
จินฮวาพยักหน้ารับ ดูจากน้ำเสียงและแววตาที่พวกเขากล่าวถึงเหรินจวินนางบอกได้ว่าพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความภักดีและความซื่อสัตย์และดูเหมือนว่าเหรินจวินก็ปฏิบัติต่อทหารและแม่ทัพเหล่านี้อย่างดีเช่นกันหากเขาปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ดีถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่ปฏิบัติต่อนางดีเช่นนี้บ้างเล่านางมาอยู่วังหลวงนานเพียงนี้ มีวันใดบ้างที่เขาไม่รังแกนางด้วยความหงุดหงิดนางจึงกระดกสิ่งที่อยู่ในจอกเข้าไปทีเดียวจนหมด
มีน้ำบางส่วนไหลลงคอไปแล้วและเมื่อนางได้ลิ้มรสชาติก็ถึงกับสำลักออกมา
“พวกเ้าดื่มอะไรกัน”
แม่ทัพผู้ที่ยื่นสุราให้กับนางกล่าวตอบอย่างไม่เต็มเสียงนัก“ขออภัยหวงโฮ่วเหนียนเหนี่ยงพวกข้าไม่ดื่มจนเมามายเป็แน่พ่ะย่ะค่ะ แต่พวกข้าเล็งเห็นว่านี่เป็วงสันทนาการอีกทั้งปลาย่างและสุราก็กินเข้ากันมาก”
ความจริงสุราคืออะไร นางก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่นางเคยเห็นวลีหนึ่งในโทรทัศน์ว่าเมื่อสุราลงคอคนผู้นั้นก็มักจะกล่าวแต่ความจริงการมีสุราในวงสันทนาการคงเป็การกระชับความสัมพันธ์อย่างหนึ่งหากคนผู้นั้นกล่าวแต่ความจริงความสัมพันธ์คงจะแน่นแฟ้น
จินฮวาพยักหน้า “พวกเ้าสันทนาการกันต่อเถอะ ข้าจะอยู่ดูพวกเ้าสักครู่” จากนั้นนางก็เทสุราใส่จอกตนเองและนำขึ้นมาจิบพร้อมกับดูพวกเขาร้องรำทำเพลงไปพลางๆและเกิดคำถามว่าเ้านี่มันช่วยให้ความสัมพันธ์ของผู้อื่นดีขึ้นจริงๆหรือทั้งที่รสชาติมันแย่มากเพียงนี้