“ท่านคิดจะจัดการเขาอย่างไร?”
แม่ทัพจ้าวถงยอมถ่อมตัวขอฟังคำชี้แนะแล้ว
แน่นอนว่าพูดประโยคเ่าั้ออกมาในเวลานี้ ในใจของแม่ทัพเ้าบังเกิดความเคารพยำเกรงอยู่บ้าง
คงจะไม่ใช่คิดลงดาบกับสามีของพี่สาวตัวเองหรอกกระมัง?
ทั้งจิตใจและั์ตาของแม่ทัพเ้าล้วนย้อนกลับไปเมื่อวันนั้นครั้งที่เห็นปลายดาบของซ่งิหลานเปล่งประกายวาววับ
“ท่านแม่ทัพอยู่ตรงนี้ ย่อมสามารถเป็พยานให้ข้าได้” ซ่งิหลานแย้มยิ้มกับจ้าวถงเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “ในเมื่อท่านแม่ทัพพูดว่าจิ้นอ๋องยินยอมเป็ที่พึ่งให้แก่ข้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว”
แม่นางผู้นี้ช่างไม่เกรงใจจริงๆ
เห็นได้ชัดว่า้ายืมหนังเสือของจิ้นอ๋องมาแสดงอำนาจเพื่อพี่สาวของตัวเอง?
จ้าวถงนับว่าเลื่อมใสคุณหนูสามตระกูลซ่งแล้วจริงๆเพียงแค่เห็นนางแย้มยิ้มเป็ความงดงามที่หาใดเปรียบได้ ในใจพลันสั่นสะท้านเกรงว่านางจะลงดาบกับสามีของพี่สาวจริงๆ ลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นยืนเบื้องหน้าซ่งิหลานกำมือข้างหนึ่งแนบชิดตรงตำแหน่งหน้าอกของตัวเองใบหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วนพูดออกไปว่า“ยินดีรับใช้คุณหนูสาม!” ในเมื่อเขารับบัญชาจากจิ้นอ๋องต้องปกป้องซ่งิหลาน ย่อมไม่สามารถมองซ่งิหลานลงมือด้วยตนเองอย่างไม่สนใจไยดียิ่งไปกว่านั้น เขาได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของซ่งิอีก็รู้สึกว่าคุณชายรองบ้านฮวายเซียงป๋อผู้นั้นไม่ใช่คนแล้ว
ไม่ชื่นชอบสีหน้าเรียบง่ายธรรมดาซึ่งไม่ได้งดงามมากสมกับเป็ฮูหยินใหญ่ ก็ไม่ใช่ความผิด
ทว่าเพื่ออนุเพียงคนเดียวกลับข่มเหงรังแกฮูหยินใหญ่จนมีสภาพอย่างทุกวันนี้ น่าขยะแขยงเสียจริง
ในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่งจ้าวถงล้วนไม่สามารถทนมองได้
“ในเมื่อเป็อย่างนี้ ไปเชิญคุณชายรองท่านนั้นเข้ามาเถอะ” ซ่งิหลานเกรงใจจ้าวถงอยู่มาก เห็นเขายินยอมรับเื่เพื่อตัวเองเงยหน้าขึ้นใบหน้าแย้มยิ้มแฝงไว้ด้วยการจดจำบุญคุณเห็นอนุผู้นั้นยังคงคุกเข่าอย่างเงียบๆอยู่ข้างๆ ก็จูงมือซ่งิอีเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่าผลักไหล่ของซ่งิอีพูดเบาๆขึ้นว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ตรงหน้าพี่หญิงใหญ่เล่าสิ่งที่ตัวเองต้องพบเจอในแต่ละวันออกมาต่อให้ฮูหยินไม่เมตตาไม่ปกป้องท่าน ยังมีฮูหยินผู้เฒ่าเป็ผู้าุโของพวกเราอยู่” นางนั่งลงอีกข้าง ช้อนสายตาขึ้นมองฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังยิ้มให้
“เ้าไม่จำเป็ต้องนำคำพูดเ่าั้มาบีบบังคับข้าพี่สาวของเ้าใช้ชีวิตอย่างไร้ความสงบสุข ยังคิดว่าในใจของข้าจะมีความสุขอยู่หรือ? เพียงแต่นางไม่เคยเอ่ยปาก ท่านพ่อของเ้า...”
ทุกวันนี้หลี่ซื่อคิดสิ่งใดจงจิ้งโหวก็สนใจเพียงความคิดของคู่สมรสไม่ได้ใส่ใจบุตรสาวที่แต่งไปบ้านสามีว่ามีความสุขดีหรือไม่ต่อให้ซ่งิอีกลับมาขอความช่วยเหลือจากจวนเพื่อความสัมพันธ์อันดีและสัญญาของทั้งสองตระกูล จงจิ้งโหวล้วนไม่สามารถออกหน้าเพื่อบุตรสาว
ยิ่งไปกว่านั้นในสายตาของจงจิ้งโหวบุตรสาวของอนุภรรยาก็ไม่ได้มีค่าสักเท่าไหร่
ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวยังคงเป็ผู้มีอำนาจมากที่สุดในจวนหลังเป็ผู้าุโของตระกูล ทว่าก็ไม่มีเหตุผลที่จะเป็ปรปักษ์กับบุตรชายมากนัก นางย่อมไม่สามารถออกหน้าต่อบุตรชายในสายเืของตัวเองเพียงเพราะบุตรสาวลูกอนุคนหนึ่งยิ่งไปกว่านั้นซ่งิอียังไม่เคยเอ่ยปาก นั่นย่อมแสดงว่านางยังสามารถอดทนต่อชีวิตต่อไปได้ในเมื่อสามารถทนได้ เช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวก็ยิ่งไม่จำเป็ต้องเข้าไปยุ่งแล้วทว่าวันนี้ซ่งิหลานอยู่ๆก็ปรากฏตัวออกหน้าเป็ที่พึ่งเพื่อพี่สาวในใจนางรู้สึกพึงพอใจอยู่หลายส่วนมองไปยังซ่งิอีอย่างอบอุ่นถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “พูดให้ข้าฟังซิเ้าอยู่ในจวนป๋อชีวิตในแต่ละวันเป็อย่างไรบ้าง?” ในที่สุดนางก็มีไมตรีจิตถามไถ่หลานสาว
“ยังไม่รีบพูด?” ซ่งิหลานถามอย่างไม่เกรงใจ
พริบตาที่ซ่งิอีถูกมือขาวเหี่ยวย่นกุมเอาไว้พลันสั่นสะท้านครู่หนึ่ง ปรากฏความรู้สึกเ็ปรวดร้าวขึ้นมาหลายส่วน
สายตาของซ่งิหลานเข้าใจแจ่มแจ้งเห็นเหตุการณ์ไม่เป็ไปดังที่คาดไว้ รีบร้อนเข้าไปจับข้อมือของนาง
“น้องสาม...” ซ่งิอีร้อนรนหลบเข้ามาขอร้องอ้อนวอนน้องสาวอยู่หลายส่วน
“ท่านยังคิดจะปิดบังข้า?!” ซ่งิหลานเกลียดตัวเองที่รู้จักเพียงนำข้อดีของตัวเองมาจัดการกับคนสารเลวจวนฮวายเซียงป๋ออะไรนั่นทว่ากลับลืมจัดการซ่งิอีให้ดี เห็นจ้าวถงคลำจมูกหันศีรษะไปด้านอื่นไม่กล้าหันมาเผชิญหน้ารีบร้อนฉีกแขนเสื้อของพี่สาวตัวเอง ก็เห็นที่แขนกลมกลึงซีดขาวแทบจะไร้สีเืมีรอยแดงเป็จ้ำกระจายอยู่หลายที่ ทั้งเก่าทั้งใหม่คละเคล้ากัน บางแห่งยังมีรอยช้ำยิ่งไปกว่านั้นบางแห่งหายดีแล้ว ทว่ายังคงสามารถเห็นเป็รอยแผลเป็ นั่นคือรอยแผลในหลายปีมานี้เห็นดังนี้แล้ว ั์ตาของซ่งิหลานมีประกายอาฆาตวาดผ่านบางเบา
“เขาตีเ้าหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวใบหน้าพลันกดลงลุ่มลึก
ต่อให้ลุ่มหลงอนุไม่ชอบฮูหยินใหญ่ผู้นี้ก็ไม่เป็ไรใทว่าทำกับนางอย่างโหดร้ายทารุณอย่างนี้ เท่ากับไม่เห็นจวนโหวอยู่ในสายตาแล้ว
“เขา เขารังเกียจว่าข้าเกิดจากอนุภรรยา” ซ่งิอีพูดขึ้นอย่างช้าๆ
สามีไม่ชอบนางกระทั่งพะวงถึงฐานะบุตรสาวอนุภรรยาจึงมีความไม่พึงพอใจอยู่หลายส่วนพูดอยู่ตลอดเวลาว่าฐานะต่ำต้อยของนางทำให้เขาต้องอับอายผู้อื่น
แม้นางจะเป็บุตรสาวคนโตของจงจิ้งโหวทว่าเมื่ออยู่ในจวนของตัวเองก็ไม่ได้รับความเอ็นดูหลี่ซื่อก็ไม่ได้ตระเตรียมสินเดิมเ้าสาวให้นางสักเท่าไหร่นักยิ่งทำให้เมื่อนางอยู่ต่อหน้าพี่สะใภ้น้องสะใภ้ไม่อาจเงยหน้า แม้อาศัยว่านางมาจากจวนโหวทว่าแท้จริงแล้วกลับไม่มีใครสามารถเป็ที่พึ่งให้นางได้ ด้วยเหตุนี้สามีจึงเปลี่ยนไปไม่เกรงใจเพราะเห็นว่ามีคนหนุนหลังตัวเองอยู่คิดมาถึงตรงนี้ กระบอกตาของซ่งิอีพลันแดงเรื่อเรียกความกล้าเป็ครั้งแรกเพื่อร้องเรียนต่อฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหว “ั้แ่ที่หลานแต่งเข้าไป ก็มีแต่ให้หลานคารวะต่อผู้ใหญ่ในบ้านทั้งเช้าและเย็นยืนครั้งหนึ่งก็คือตลอดทั้งวัน เพิ่งจะแต่งเข้าไปได้ไม่ถึงสองวัน แม่สามีก็เรียกสาวใช้สองคนในห้องส่งมาให้พูดว่าเพื่อปรนนิบัตินายท่านรอง”
ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวรับฟังอย่างสงบไม่มีอารมณ์ที่แสดงออกบนใบหน้าภายในห้องตกอยู่ในความเย็นะเื
“เขาเป็คนเ้าชู้ ทั้งยังชื่นชอบสตรีที่คล่องแคล่วเฉลียวฉลาดรังเกียจที่ข้าปากคำเก้งก้างไม่รู้จักความ ทั้งยังต้องตาสาวใช้ข้างกายข้า” ซ่งิอีพูดพร้อมทั้งน้ำตา “เพียงแต่ข้าไม่ยินยอมเขาก็ด่าว่าข้าเป็สตรีขี้อิจฉาริษยา พูดว่าคุณหนูที่มาจากจวนโหว กลับต่ำช้าเลวทรามถึงเพียงนี้เพียงแค่ฐานะบุตรสาวลูกอนุก็สุดที่จะทนไหวแล้ว ยังจะทำให้เขาถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะอีกไหนเลยจะเคยถามความสมัครใจของข้า? เขาจัดการเองทุกอย่างเคยถามข้าสักคำหรือก็ไม่? สุดท้ายเอ็นดูสาวใช้ผู้นั้น...” นางชี้ไปที่สาวใช้ที่ขดตัวเป็ก้อนกลม ซ่อนน้ำตาเอาไว้พูดว่า “ยังทิ้งขว้างข้า พูดกับแม่สามีว่าข้าไม่มีประโยชน์ ไม่มีความสามารถให้กำเนิดบุตรชายหญิงเพียงแต่เขาล้วนไม่ยอมร่วมห้องกับข้า ไหนเลยจะมีบุตรหลานได้ล่ะเ้าคะ?”
ตอนที่นางแต่งออกไปหลื่ซื่อก็ไม่ได้มีเจตนาดี
สาวใช้ที่ไปอยู่บ้านสามีเป็เพื่อนนางแม้ว่าสัญญาขายทาสอยู่ในมือนางทว่าล้วนไม่ใช่ผู้ที่สงบเสงี่ยมเจียมตัว ให้นางพูด อย่าว่าแต่ให้ช่วยเหลือเลยสู้พูดว่าเหยียบนางจมดินไม่ดีกว่าหรือ?
เห็นนางไม่ได้รับความเอ็นดูสาวใช้ผู้จงรักภักดีและซื่อสัตย์บางคนยังรู้จักปกป้องนางอยู่บ้างทว่าสาวใช้ที่ฉลาดปราดเปรียว กลับสมคบคิดกันกับสามีนางเสียแต่นานแล้ว
ซ่งิอีร้องเรียนด้วยความเศร้าเสียใจดูเหมือน้าร้องเรียนไปถึงน้ำตาที่ไหลดังสายเืของตัวเองในหลายปีเ่าั้
กระทั่งสาวใช้หลายคนในห้องยังทนไม่ได้ต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาตัวเอง
“เขารังเกียจว่าพี่หญิงใหญ่เกิดจากอนุภรรยา?” น้ำตาของซ่งิหลานแห้งเหือดไปั้แ่เมื่อแปดปีที่แล้ววันนี้เมื่อได้ยินอย่างนี้ สีหน้ายังคงสงบเหมือนเก่า
“ใช่” บุตรชายสามคนของฮวายเซียงป๋อนางแต่งให้คนลำดับที่สอง ด้วยเหตุนี้อนุผู้นั้นจึงเรียกนายท่านรอง บุตรชายที่เหลือทั้งสองคนล้วนแต่งงานหมดแล้วแต่งกับบุตรสาวซึ่งเกิดจากฮูหยินใหญ่ อย่างไรก็ตามหากพูดกันตามเหตุผลแล้วสะใภ้สองคนนั้นแท้จริงแล้วฐานะห่างไกลกับตัวเองที่มาจากจวนโหวอยู่มาก ซ่งิอีรู้สึกว่าในใจขมขื่นทั้งยังรู้สึกลำบากใจ กระซิบกระซาบพูดขึ้นว่า “แม่สามีเป็คนรักลูกมากได้ฟังคำพูดจากเขา ก็เอาแต่ตำหนิว่าข้าไม่สามารถให้กำเนิดบุตรยังให้ข้าบำรุงเลี้ยงดูอนุเ่าั้ของเขาให้สามารถให้กำเนิดบุตรแต่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ” นางหลุบศีรษะลงน้ำตาเริ่มไหลรินไหลพรากอาบใบหน้า “นั่นไม่ใช่การกรีดหัวใจของข้าหรือเ้าคะ?”
หากว่านางไม่สามารถให้กำเนิดได้จริงๆเช่นนั้นก็ย่อมต้องบำรุงเลี้ยงดูบุตรของอนุเ่าั้ด้วยใจที่ตายด้านภายหลังยังสามารถมีที่พึ่งก็ย่อมดีกว่า
ทว่าเห็นกันอยู่ว่าสามีไม่ยอมแตะต้องนางยังจะให้นางบำรุงเลี้ยงดูบุตรของอนุตัวเอง นั่นก็เหมือนการกระหน่ำตบหน้านาง จะให้นางทนรับได้อย่างไร?
“ข้าไม่ยอมเขาก็พูดว่าข้าทำลายอนาคตของบุตรชายตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงดุด่าเฆี่ยนตีข้า”
พูดไปแล้วนางก็พอจะเข้าในความเคียดแค้นของสามีอยู่บ้าง
หากนางไม่พยักหน้ายอมรับบุตรชายอนุภรรยาก็ไม่มีทางจดจำชื่อของนาง ตอนนั้นบุตรชายอนุภรรยาก็ยังคงเป็บุตรชายอนุภรรยาเหมือนเก่าเห็นได้ชัดว่าความสูงส่งมิอาจเทียบได้บุตรชายฮูหยินใหญ่
“ต่อไปเขายังรังแกพี่หญิงใหญ่อีก ท่านเพียงแค่ถามเขาว่า เชิงเทียนสิบฟุตแปดนิ้วไม่อาจส่องแสงสว่างให้แก่ตัวเอง* หรือว่าเขาเกิดจากฮูหยินใหญ่กระมัง?” ซ่งิหลานพูดขึ้นเบาๆ
“ปัดโธ่ ข้าข้าไม่ได้เจตนาแอบฟังนะ”
ตอนนี้ในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศเครียดขรึมทว่าจ้าวถงกลับทนไม่ไหวพ่นเสียงหัวเราะออกมา
ปากของคุณหนูสามตระกูลซ่งผู้นี้ยากที่จะหาผู้อื่นมาประชันด้วยได้จริงๆ
นายท่านรองแห่งจวนฮวายเซียงป๋อหากได้ยินประโยคนี้เข้าคงจะต้องโมโหจนลมจับแน่
“สารเลวนั่นอีกสักหน่อยก็มาแล้วท่านแม่ทัพเพียงแค่จับเขามัดไว้ก็พอแล้ว” สายตาของซ่งิหลานกลอกไปมาเห็นจ้าวถงหัวเราะจนทั่วทั้งร่างสั่นระริก ก็ไม่รู้ว่าคนบ้านี่กำลังหัวเราะอะไรหันกลับไปมองฮุ่ยซินที่ตามติดข้างหลังไม่ยอมห่างครู่หนึ่งสาวใช้ผู้งดงามอ่อนโยนแม้ว่าลังเลใจอยู่พักหนึ่งยังคงหมุนตัวเดินห่างออกมาจากห้องไปยังเรือนด้านหลังของฮูหยินผู้เฒ่า ผ่านไปไม่นานก็เห็นในมือของนางถือแส้สีดำขลับเส้นหนึ่ง แส้นี้ไม่ได้ยาวมาก ทว่ายืดหยุ่นแข็งแรงเคยได้ลองใช้มาด้วยตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน มือทั้งสองข้างของซ่งิหลานพันรอบด้วยแส้เส้นนั้นดึงให้ตึงอยู่ครู่หนึ่ง แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันน่าสั่นสะท้าน
“ท่านเตรียมของพร้อมแล้วหรือ?” ทั้งดาบสันโค้งทั้งแส้จ้าวถงรู้สึกกดดันแทนจิ้นอ๋องของตัวเองอยู่มาก
“น้องสามเ้าครั้งนี้จะทำอะไร?” ซ่งิหลานยกคิ้วไอสังหารลอยอวลซ่งิอีโง่งมไปในทันที
นี่ก็คือจังหวะของการเปลี่ยนสีหน้า!
“ข้าได้ยินจากปากพี่หญิงใหญ่พูดถึงคนสารเลวไร้ความเป็มนุษย์นั่น เขาทำกับผู้อื่นอย่างไรข้าก็จะใช้วิธีนั้นสนองคืน!” สายตาของซ่งิหลานหยุดอยู่ที่รอยเฆี่ยนบนแขนซีดขาวของพี่สาวครู่ใหญ่กล่าวตอบอย่างไม่รีบร้อน
นางกำลังพูดถึงประโยคนั้นใบหน้าซูบผอมของพี่สาวพลันไม่้าให้นางดุเดือดรุนแรงเช่นนี้หลีกเลี่ยงเื่วุ่นวายโกลาหลครั้งใหญ่ ก็เห็นม่านมุกถูกฉีกขาดจากด้านนอก เงาร่างหนึ่งรูปร่างสูงเพรียวรีบร้อนเดินเข้ามา
พริบตาเดียวเรือนร่างนั้นก็มุ่งหน้าเข้ามาในห้อง และไม่หันไปมองผู้อื่น เพียงหันไปมองอนุผู้พาตัวเองไปเบียดซุกอยู่ที่มุมห้อง
“เหลียนเอ๋อร์ ข้าได้ยินว่าเ้าถูกผู้อื่นตบตีหรือ?!” นี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้รีบร้อนเข้ามา ได้ยินเสียงเล่าลือว่าเป็สาวใช้ของซ่งิหลานชื่อเจินจูสาวใช้ผู้นี้รับคำสั่งของซ่งิหลานโดยแทบไม่กะพริบตา
“มัดเขา” ซ่งิหลานกำชับกำชาต่อจ้าวถง
แม่ทัพเ้าดำเนินการตามคำสั่งอย่างจริงจังเหมือนเสือหิวที่กระโจนเข้าหาเหยื่อก็มิปานเห็นชายหนุ่มตื่นตระหนกใจนใบหน้าไร้สีเืเมื่อเขาพุ่งเข้าใส่กดเขาลงกับพื้น อย่างรวดเร็วฉับไว สุดท้ายชายหนุ่มถูกมัดเอาไว้อย่างแ่า
เห็นชายหนุ่มดิ้นรนขัดขืนด้วยความเคียดแค้นซ่งิหลานลูบเส้นผมนุ่มสลวยของตัวเอง อมยิ้มลุกขึ้นยืน ฉับพลันยกมือขึ้น
เสียงหวดแส้สีดำขลับทำลายความเงียบแส้เส้นนั้นวาดผ่านใบหน้าหล่อเหลาสะอาดหมดจดของชายหนุ่ม รอยแส้สีแดงสดปรากฏขึ้นเป็เส้นยาว
“ชาติชั่ว!”
少丈八烛台照不着自己เชิงเทียนสิบฟุตแปดนิ้วไม่อาจส่องแสงสว่างให้แก่ตัวเองหมายความว่า มองเห็นเพียงข้อเสียของผู้อื่น กลับมองไม่เห็นข้อเสียของตัวเอง
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/cbd7c044802f07a826abd2eff68d73da
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ยอดพธูแห่งยุคที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #ยอดพธูแห่งยุค #readAwriteด้วยน้า