หญิงสาวผมแดงรู้ดีว่าซาบริน่านั้นเป็คนที่ออกจะดื้อรั้นเอาแต่ใจตนเองอยู่อย่างน้อยตอนนี้หล่อนก็ได้รับชัยชนะไปแล้วในบางส่วนเพราะฉะนั้นควรจะยุติเื่ไว้เพียงแค่นี้ก่อนการที่ซาบริน่ายอมพิจารณาในข้อเสนอของหล่อนก็นับว่าโชคดีมากอยู่แล้ว
ดูเหมือนซาบริน่าจะพอเดาความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งออกจึงเต็มใจที่จะเปลี่ยนเื่พูด
“ตอนนี้พ่อเอาเรือเข้ามาหรือยังคะ?”
“มาแล้ว ตอนนี้กําลังผูกอยู่”
เดบอร่าห์ตอบหลังจากนั้นไม่นานก็ร้องถามออกไปว่า
“สนุกไหมคะ ที่รัก?”
“แน่นอน”
น้ำเสียงของพ่อบอกถึงความสุขอย่างแท้จริงซึ่งทําให้ซาบริน่าอดยิ้มไม่ได้
“ซาบริน่า...พ่อนึกไม่ถึงเลยว่าลูกจะออกมาถึงท่าพร้อมกับเดบอร่าห์วันนี้”
มันคล้ายกับมีแววแห่งความร้อนใจแฝงอยู่ในเสียงนั้นด้วย
“วันนี้อากาศดีเกินกว่าที่หนูอยากจะรออยู่แค่ในรถค่ะ”
เธอยิ้มกับความห่วงใยของพ่อที่ให้แก่เธอเสมอมา
“อย่าห่วงเลยนะคะ รับรองว่าหนูจะประพฤติตัวดีที่สุดจะไม่เดินออกห่างจากกลางท่าเรือนี่หรอกค่ะ”
“พ่อใช้เวลาอีกนิดเดียวเท่านั้นละ”
เขาตอบกลับมา
“งั้นฉันจะช่วยเอากระติกน้ำร้อนกับของอื่นลงจากเคบินให้นะคะแกร้นท์”
เดบอร่าห์รีบเสนอออกไป
ดูเหมือนจะมีความไม่แน่ใจเกิดขึ้นกับเขาก่อนหน้าที่จะยอมรับในความเอื้อเฟื้อของคู่หมั้นซาบริน่ารู้ดีว่าพ่อไม่เต็มใจที่จะทิ้งเธอไว้บนท่าแต่คนเดียวตามลําพังการที่เขายอมรับอาจจะเป็เพราะเดบอร่าห์มองเขาด้วยสายตาที่บอกว่าเขาออกจะห่วงใยลูกสาวมากเกินไปเสียแล้ว
เสียงออดแอดของเรือประสานอยู่กับเสียงน้ำที่ซัดสาดอยู่กับลําเรือใกล้กับที่ซาบริน่ายืนอยู่มีเสียงกระพือปีกดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงร้องของนกนางนวลกลิ่นน้ำทะเลกลิ่นคาวปลาคละเคล้าอยู่ในสายลมที่รําเพยพัดอยู่รอบตัว
สัญชาตญาณบอกเธอว่ามีสายตาของใครคนหนึ่งกําลังจ้องมองมาจากทางข้างหลังซาบริน่าเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ ดูเหมือนมันจะมากกว่าหนึ่งคู่สามัญสํานึกบอกเธอว่า ฝีเท่านั้นจะเป็ของใครไปไม่ได้นอกจากเบย์ คาเมรอนและเธอก็รู้อยู่ตลอดเวลาว่าการที่เธอออกมาถึงท่าเรือแห่งนี้ก็ด้วยความหวังที่จะได้พบเขา
แต่เขายังมีใครอีกคนหนึ่งตามมาด้วยไม่ใช่เพียงแต่ใครอีกคนหนึ่งเท่านั้นน่าจะเป็อีกสามคนด้วยซ้ำเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งที่ค่อนข้างเบาบอกให้รู้ว่าเป็ฝีเท้าผู้หญิง
“เล่นเรือสนุกไหมครับคุณเลน?”
เบย์ คาเมรอนร้องทักทายออกไป
“คุณคาเมรอน สบายดีหรือครับ ?”
แกร้นท์ เลน ถามอย่างดีใจที่ได้พบเขาอีกครั้ง“ครับวันนี้สนุกมากทีเดียว กว่าจะได้ลงเรืออีกครั้งก็ต้องเป็อาทิตย์หน้านี่คุณเพิ่งเข้ามาหรือกําลังจะออกไปล่ะครับ ?”
“ออกครับ เรามีแผนการว่าจะออกไปชมพระอาทิตย์ตกในทะเลกัน”
คําตอบของเขาเท่ากับเป็การยืนยันว่าฝีเท้าอีกสามคู่ที่ติดตามมาด้วยนั้นมากับเขาจริงๆเขาเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างตัว เรดาร์ในตัวของซาบริน่าบอกให้รู้ว่าเขาเข้ามายืนอยู่เกือบชิดตัวทางด้านซ้ายมือ
“สบายดีหรือซาบริน่า?”
“สบายมากค่ะ”
เธอผงกศีรษะรับคําทักทายของเขาด้วยท่าทางเขินอายเพราะรู้ว่าอย่างน้อยขณะนี้จะต้องมี สายตาของคนอื่นที่กําลังมองมาและทุกคนล้วนใจร้อนอยากออกเรือเร็วๆ ด้วยกันทั้งสิ้น
“ผมเห็นแล้วละว่าคราวนี้คุณออกมาถึงท่าเรือได้โดยไม่หลงทางอีกเดินมาเองหรือเปล่านี่?”
ถ้อยคำที่เขากําลังพูดอยู่กับเธอในขณะนี้แ่เบาจนตาเบาจนสายลมอ่อนไม่อาจพัดหาไปถึงหูใครได้นอกจากซาบริน่าเพียงคนเดียวเท่านั้น
“เปล่าหรอกค่ะ”
เธอเพียงขยับริมฝีปากเมื่อตอบเขา
“เบย์คะ จะไปกันหรือยังล่ะ?”
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องถามมาอย่างไม่พอใจนัก
“ไปสิ โรนี่”
เขาตอบกลับไป
“แล้วเราค่อยพบกันใหม่นะ”
คําสัญญานั้นแทนคําล่ำลา
“ไปก่อนนะซาบริน่า”
ประโยคหลังนั้นเขาพูดเสียงดังเพื่อให้คนอื่นๆ ได้ยินด้วยไม่ใช่เพียงเธอคนเดียว
“ขอให้สนุกนะครับ”
พ่อของเธอกล่าวออกไปแต่ซาบริน่าไม่ได้พูดอะไรเลยแม้แต่คําเดียว
ความรู้สึกผิดหวังผ่านเข้ามาในจิตใจและตอกย้ำให้หนักแน่นยิ่งขึ้นเมื่อน้ำเสียงห้วนๆของผู้หญิงคนนั้นคล้ายจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่าหล่อนเป็อะไรกับเขาเพียงแต่ซาบริน่าไม่ได้ยินเสียงตอบของเบย์หลังจากนั้นเท่านั้น
มือที่จับหัวไม้เท้ากระชับแน่นเข้าซาบริน่าอดดีใจไม่ได้ที่ไม้เท้าอันนี้ไม่ใช่สีขาวเพราะถ้ามันเป็สีนั้นแล้วก็เท่ากับประกาศให้เพื่อนของเบย์ คาเมรอนรู้ได้ทันทีว่าเธอคือคนตาบอดและซาบริน่าก็คงทนกับสายตาที่มองมาด้วยความเวทนาไม่ได้แค่ที่มองเห็นภาพว่าเบย์จะต้องอธิบายเพื่อความเข้าใจของทุกคนมันก็แย่พออยู่แล้ว
ใจหนึ่งซาบริน่าก็กําลังคิดอยู่ว่าเธอไม่ควรยอมให้เขาต้อนเข้าไปนั่งดื่มกาแฟด้วยกันวันนั้นเลยไม่ควรเล่าเื่ความลับคับใจให้เขาฟังโดยไม่ระมัดระวังเช่นนั้น
“เสร็จหรือยังล่ะคะพ่อ?”
เธอร้องถามออกไปห้วนๆเกิดความรู้สึกอยากจะออกไปให้พ้นจากท่าเรือแห่งนั้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ไม่อยากได้ยินเสียงและรับลมจากท้องทะเลอีกต่อไป
“เสร็จแล้ว จะไปเดี๋ยวนี้ละ”
เขาตอบกลับมา
ได้ของครบหรือยังล่ะเดบอร่าห์?”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
ครู่ต่อมาบุคคลทั้งสองก็เดินเข้ามาขนาบข้างซาบริน่าไว้อ้อมแขนของพ่อโอบลงตรงไหล่พาเธอเดินกลับไปตามทางที่ผ่านมา ครั้งนี้เธอไม่ได้เบี่ยงกายออกเพื่อหลีกให้พ้นจากความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ ดูเหมือนเธอจะมีความ้าในความอบอุ่นจากอ้อมแขนนั้นเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
เธอพยายามขจัดความทรงจําเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันอาทิตย์ออกไปให้พ้นจากใจแต่กระนั้นมันก็ยังเป็เงาที่แอบแฝงอยู่ในโลกที่มืดมิดอยู่แล้วของเธอนั่นเองเสียงไวโอลินจากเครื่องสเตอริโอไม่ได้ช่วยให้ความตึงเครียดในจิตใจคลายลงตําแหน่งที่ตั้งของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านหลังนี้คุ้นชินกับความทรงจําของเธอมาเป็เวลานานดังนั้น ซาบริน่าจึงเดินตรงไปยังเครื่องสเตอริโอ และปิดลงโดยไม่ชนกับอะไรเลย
เสียงออดตรงหน้าประตูบ้านดังขึ้นเหมือนมีเจตนาจะทําลายความเงียบลงโดยฉับพลัน เธอถอนหายใจอย่างหงุดหงิดไม่พอใจกับการรบกวนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ซาบริน่าเดินตรงไปยังเครื่องติดต่อภายในที่เชื่อมโยงอยู่ระหว่างทางเข้าซึ่งพอดีกับระดับถนนใกล้กับโรงรถ กับห้องนั่งเล่นของตัวบ้าน
“ใครคะ?”
เธอถามออกไปห้วนๆเมื่อควานหาสวิตช์พบแล้ว
“ผมเอง เบย์ คาเมรอน”
ความแปลกใจทําให้เธอถึงกับนิ่งขึงอยู่กับที่เป็ครู่และเมื่อถามต่อออกไปนั้น น้ำเสียงของเธอก็ยังแฝงความเคืองขึ้นอยู่อย่างไม่รู้ตัว
“้าอะไรหรือคะคุณคาเมรอน”
“ผมไม่ได้มาขายแปรงสีฟันขายประกันหรือว่าขายหนังสือพระคัมภีร์หรอกน่า”
อารมณ์ขันกลัวอยู่ในเสียงที่ตอบกลับมา
“เหตุผลเดียวที่ผมพอจะนึกออกในตอนนี้ว่าทําไมมายืนอยู่หน้าบ้านคุณก็คือมาเยี่ยมคุณนั่นเอง”
“ก็แล้วคุณมาทําไมล่ะคะ?”
“นี่...ผมไม่ชอบยืนคุยอยู่กับไอ้กล่องเครื่องติดต่อนี่หรอกนะคุณจะลงมาเปิดประตูให้ผมเข้าไปข้างในเสียทีได้ไหมล่ะ?”
ซาบริน่าถอนหายใจอย่างหงุดหงิดออกมาอีกครั้งกับคําพูดเชิงท้าทายของเขา
“รอเดี๋ยว”
เธอตอบและปิดสวิตช์ลง
เธอเปิดประตูเข้าไปสู่ห้องบันไดอันเป็ช่องทางเดินจากชั้นสองของตัวบ้านไปยังประตูที่ติดถนนตรงเชิงบันไดนี้มีประตูอยู่สองบานบานหนึ่งเปิดออกสู่โรงรถที่กินเนื้อที่ของชั้นล่างทั้งหมดส่วนประตูที่สองนี้เปิดออกสู่ทางเดินภายในของตัวบ้าน
เมื่อเปิดประตูที่สองออกแล้วซาบริน่าก็เดินต่อไปอีกสี่ก้าวแล้วก็หยุดอยู่ตรงนั้นจะมีประตูรั้วเหล็กดัดสูงกว่าตัวเธอประมาณหนึ่งฟุตป้องกันไม่ให้คนภายนอกที่เดินอยู่บนถนนเดินเลยเข้ามาในบ้านได้เบย์ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของประตู
“เอาละค่ะ คุณคาเมรอน ตอนนี้บอกได้หรือยังล่ะคะว่า้าอะไร?”
เธอถามด้วยน้ำเสียงชาเย็น
“ขอผมเข้าไปก่อนได้ไหมล่ะ?”
เขาถามด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะเช่นเคย