ตอนที่ 27 เผามัน
หลิงซานฉิงทำหน้ามุ่ย “เ้าเป็คนอ่านหนังสือ แต่เหตุใดไม่เห็นมีท่าทางเช่นนั้นเลยล่ะ? เ้ารู้ว่าหญิงฉลาดมิอาจทำอาหารได้หากไม่มีข้าว แล้วเ้ารู้เื่การลงทุนหรือไม่? รู้ว่าเงินทองใช้หมดแล้วเดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่หรือเปล่า?” ขณะที่นางกล่าวก็ใช้สายตามองราวกับว่าเขาเป็คนไม่รู้อะไรเลย
สิ่งที่ฉาจื่ออันภาคภูมิใจที่สุดคือความสามารถของเขา และการเป็ศิษย์ของอาจารย์สวี แล้วเขาจะเคยได้ยินคำพูดนี้ได้อย่างไร สีหน้าเขาจึงแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง “ผู้หญิงที่เถียงข้าง ๆ คู ๆ อย่างเ้า ข้าจะไม่เถียงด้วยแล้ว เ้าบอกมาสิว่าจะทำสิ่งใดกันแน่ ถึงได้เอาของกลับมามากมายและใช้จ่ายเงินไปไม่น้อย เ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่!!”
หลิงซานฉิงหันมองเขาทันที “จะไม่เถียงกับข้าแล้วเ้ายืนทำบ้าอะไรอยู่ที่นี่? หลบไป อย่ามาเกะกะข้า” สีหน้าของนางฉายชัดถึงความไม่แยแส นางไม่ชอบคนที่ไม่ทำงานแล้วยังเที่ยวไปสอนคนอื่นที่สุด
“เ้ามันผู้หญิงสุรุ่ยสุร่าย!”
หลิงซานฉิงชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันไปเอื้อมมือตบหัวเขาอย่างเอือมระอา “อ่านหนังสือมาก็มาก แต่คำพูดคำจาไม่น่าฟังเสียจริง เช่นนั้นเ้าจะอ่านหนังสือไปทำไมกัน? เย็นนี้ไม่ต้องกินข้าว! กลับไปสำนึกตัวเองอยู่ในห้องซะ!”
“เ้ามันไร้เหตุผล!”
“ไม่ต้องกินข้าว!”
“เ้ามันผู้หญิงไม่ดี!”
“เหอะ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องกินข้าว!”
“เ้า…”
ฉาจื่ออันโกรธจัดจนอกกระเพื่อม ใบหน้ารูปไข่ที่เคยขาวซีดของเขาแดงก่ำ ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเต็มแรง และกระแทกประตูกลับเข้าไปในบ้าน
“ไอ้คนโง่ซื่อบื้อ” นางไม่รู้จะยอมแพ้ผู้ชายไร้มารยาทไปทำไมกัน
หลิงซานฉิงไม่สนใจเขาอีกต่อไป แล้วหันกลับไปเตรียมเพาะเห็ดต่อ
นางวุ่นอยู่กับสิ่งนี้ไปจนถึงยามบ่ายคล้อย หลิงซานฉิงจึงได้ยืดเส้นยืดสาย แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน
ทว่าทันทีที่นางเข้าไปในห้องก็เห็นฉาจื่ออันนอนคลุมโปงด้วยความโมโห แม้แต่อาหารเย็นก็ไม่ทำไว้ และเจี่ยนเจี่ยนตัวน้อยก็ยังนั่งลูบท้องอยู่บนม้านั่งอย่างน่าเอ็นดู
ไอ้บ้านี่! เขายังเป็คนอยู่ไหม ตัวเองโมโหแล้วยังปล่อยให้ลูกหิวไปกับตัวเองอีก?
นางเดินเข้าไปอุ้มเจี่ยนเจี่ยนและเดินออกไปข้างนอกอย่างโกรธเคือง “เจี่ยนเจี่ยน วันนี้พวกเราออกไปกินอาหารดี ๆ ข้างนอกกันเถอะ อยากกินบะหมี่หรือไม่? หรืออยากกินเกี๊ยวน้ำ?”
ฉาจื่ออันที่นอนฟังอยู่ในผ้าห่มลอบกลืนน้ำลาย อดทนไม่ให้ตัวเองเปิดผ้าห่มออก นี่มันเวลาไหนแล้วถึงได้คิดจะออกไปทานข้าวข้างนอกอีก? ฟุ่มเฟือย ฟุ่มเฟือย!
เมื่อได้ยินบทสนทนาห่างออกไปไกล ฉาจื่ออันก็เปิดผ้าห่มออก เขาลุกขึ้นนั่งอย่างโกรธเคือง มองสิ่งใดก็ขวางหูขวางตาไปเสียหมด ฉับพลันก็เอาผ้าห่มมาคลุมตัวเองอีกครั้ง
ท้ายที่สุดฉาจื่ออันก็ตื่นขึ้นมาเพราะความหิว
ภายในห้องมืดสนิทและไม่ได้จุดตะเกียงน้ำมัน ดูเหมือนเขาจะหลับไปครึ่งค่อนคืนแล้ว
เขาลูบท้องไปมาและนอนลงอีกครั้งอย่างไร้เรี่ยวแรง
“โครกคราก โครกคราก” ทันทีที่เอนกายนอนลง เสียงท้องร้องก็ดังขึ้นในห้องอันเงียบสงัด
เขาพลิกตัวไปมา หิวมากจนหัวใจไม่สงบ เพิ่งตื่นนอนก็หิวมากจนนอนไม่หลับ
ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลก สองแม่ลูกนั่นมีสิทธิ์อะไรออกไปกินอาหารดี ๆ กันแค่สองคน และตอนนี้ก็ยังหลับฝันหวานอีก แต่เขาที่เป็ผู้ชายสูงสง่ากลับต้องอดข้าวอยู่ที่นี่
คิดดูดี ๆ แล้ว เขาก็คิดว่าตัวเองไม่ควรจะต้องทนหิวไปจนถึงพรุ่งนี้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะปล่อยให้เขาอดข้าวเช้าด้วยหรือไม่
เขาเปิดผ้าห่มออก สวมรองเท้า และแอบย่องออกไปนอกห้อง ด้านนอกดวงจันทร์สว่างไสว เขาจึงไม่ต้องคลำทางอยู่ในความมืดจนเกินไป
เขาย่องเข้าไปในห้องครัวอย่างเงียบ ๆ ถือตะเกียงน้ำมันและเดินไปรอบ ๆ ครัว “เหตุใดที่นี่ถึงไม่มีอะไรเลย ผู้หญิงใจดำคนนั้นคงไม่ได้ตั้งใจที่จะไม่เหลืออะไรเอาไว้หรอกมั้ง” เขาพึมพำกับตัวเองไปด้วย พลางระมัดระวังการเคลื่อนไหวโดยรอบไปด้วย
รอบด้านมืดสลัว เขาแทบจะพลิกห้องครัวหาก็เจอเพียงแค่ข้าวสารกับมันเทศเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากที่ชายชาตรีสูงแปดฉืออย่างเขาแต่งงานมีภรรยาและมีลูกแล้ว เขาก็ยังต้องทำอาหารให้ตัวเอง ั้แ่โบราณนานมามีคำกล่าวไว้ว่าสุภาพบุรุษควรอยู่ห่างจากห้องครัว แต่ตอนนี้เขากลับเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำเื่ต่ำต้อย
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเข้าไปในครัว และเขาก็เคยเห็นหลิงซานฉิงทำอาหาร แต่นี่ก็เป็ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เขาต้องทำอาหารกินเอง ต้องหุงข้าวอย่างไร? แล้วต้องเผามันกี่หัว?
เมื่อเขาตัดสินใจได้แล้วก็เริ่มทำอาหาร การเผามันไม่ได้เป็ปัญหาอะไรนัก
หากเขาก่อไฟในเตาก็จะมีควันหนาทึบลอยออกมาจากปล่องไฟ และหากใครเห็นเข้า เื่ในวันนี้คงแพร่กระจายออกไปแน่ เช่นนั้นคงน่าอายเกินไป
ถึงอย่างไรก็แค่เผามันหนึ่งหัว ก่อไฟในที่โล่งก็คงจะได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ก่อไฟขนาดเล็กลงบนพื้น รอให้ไฟลุกได้ที่แล้วก็โยนหัวมันเข้าไป
ภายในห้องสว่างเล็กน้อย เขาจึงไม่ได้ถือตะเกียงน้ำมันติดมือมาด้วย ใครจะไปรู้ว่าแค่ขยับตัวเพียงนิดเดียว หัวมันที่เพิ่งโยนเข้าไปจะกลิ้งออกมาชนเข้ากับตะเกียงน้ำมัน ทำให้ตะเกียงน้ำมันตกลงมา และฟืนรอบ ๆ ก็ติดไฟขึ้นมา
เวลานี้เขารู้สึกเพียงแค่ว่าห้องสว่างขึ้นมาก แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร
ทว่าการที่ห้องเริ่มสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติทันที ครั้นหันกลับไปมองก็สะดุ้งขึ้นมาทันที
เขาใสุดขีด เปลวไฟสะท้อนดวงหน้าอันซีดขาวของเขา เมื่อเผชิญหน้ากับไฟที่ลุกโชน ฉาจื่ออันก็ตกอยู่ในสภาวะตกตะลึง และรีบไปเอาน้ำมาดับไฟทันที เขาสาดน้ำเข้าไปทีละถัง แต่มันกลับดูเหมือนตั๊กแตนตำข้าวขวางทางรถ
“ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วยด้วย ไฟไหม้!”
“ใครก็ได้ช่วยด้วย!”
ในตอนนี้เอง ฉาจื่ออันไม่สนใจว่าจะขายหน้าอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาถีบประตูเปิดออกอย่างแรง และะโสุดเสียงอย่างต่อเนื่อง ควันหนาทึบลอยออกมาจากห้องครัว ทำให้เขาสำลักไอโขลก
เสียงนี้ชัดเจนเป็พิเศษในค่ำคืนอันเงียบสงัด สุนัขของเพื่อนบ้านเห่าออกมาไม่หยุด และเพื่อนบ้านทั้งหมดต่างก็ตื่นขึ้นเพราะเสียงะโของเขา
ฉาจื่ออันไม่เห็นหลิงซานฉิง เขาจึงไปที่ห้องของเจี่ยนเจี่ยน และพบว่าประตูถูกใส่กลอนจากข้างใน
เขาไม่มีทางอื่น จึงทำได้แค่เคาะประตูไม่หยุด แต่เสียงเคาะประตูไม่ได้ทำให้นางตื่นขึ้นมาเลย แต่กลับทำให้เพื่อนบ้านโดยรอบหนวกหู
“ดึกดื่นค่อนคืนจะทะเลาะอะไรกันนักหนา อยากตายรึไง!”
“ยังจะให้คนนอนอยู่ไหม บ้านใครกันเนี่ย แม่จะไปด่าให้ คงอยากตายมากสินะ?”
“เ้ารีบกลับไปดูลูกที่บ้านเถอะ หู่จื่อคงใร้องไห้เรียกหาเ้าแล้ว”
ไม่รู้ว่าเสียงเคาะประตูดังมาจากบ้านไหน พร้อมกับเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
“์ เหตุใดยังเกิดไฟไหม้ด้วย รีบมาดูเร็ว นี่ไม่ใช่บ้านของเ้าสามรึ?”
เสียงโหวกเหวกโวยวายจากภายนอกทำให้หลิงซานฉิงนอนไม่หลับ นางเปิดผ้าห่มออกสวมรองเท้าแล้วพุ่งออกไปถีบประตูเปิดออก “ฉาจื่ออัน เ้า...เหตุใดถึงไฟไหม้ล่ะ...แค่กแค่ก...รีบดับไฟเร็ว!”
ควันหนาทึบลอยออกมาจากห้องครัว หน้าต่างกระดาษถูกเผาจนกลายเป็เถ้าถ่าน และไฟยังคงลุกลามอยู่
เจี่ยนเจี่ยนตื่นขึ้นด้วยความงุนงง ขาเล็กก้าวเดินออกมานอกห้อง มองดูแสงเปลวไฟข้างนอก ควันแผ่กระจายฟุ้งออกไป เด็กน้อยรู้สึกสะอึกและล้มลงกับพื้นทันที
หลิงซานฉิงวุ่นอยู่กับการดับไฟจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจี่ยนเจี่ยนได้ออกมาจากห้องแล้ว เพื่อนบ้านต่างออกมาช่วยดับไฟ ฉาจื่ออันเปิดประตูใหญ่ให้คนเข้ามาได้ ซึ่งใครจะรู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านเป็คนแรกที่เข้ามา
เมื่อมองดูไฟที่ลุกลาม สีหน้าของเขาก็ฉายความเคร่งขรึมขณะเอามือไพล่หลัง “เ้ายืนบื้อทำอะไรอยู่ รีบไปดับไฟเร็ว ไม่กลัวมันจะลามไปถึงบ้านของพวกเ้าเองหรือไง?”
เสียงะโดังลั่น ทุกคนที่นิ่งอึ้งต่างก็ได้สติกลับมา รีบนำถังไปตักน้ำ เดินจากบ่อน้ำไปที่ห้องครัว และช่วยกันสาดน้ำเข้าไปเพื่อดับไฟ
“ตระกูลฉาช่างทำให้คนเดือดร้อนจริง ๆ ดึกดื่นค่อนคืนก็ยังก่อความวุ่นวาย” ไม่รู้ว่าเพื่อนบ้านคนใดบ่นขึ้นมา เพียงแต่ได้ยินเสียงสาดน้ำเข้าไปอีกครั้ง เปลวไฟที่ลุกก็เล็กลงไปมาก
หลิงซานฉิงปากกระตุกอย่างช่วยไม่ได้ นางคิดอยากจะไล่คนเหล่านี้ออกไปเหมือนเคย ไม่ยอมให้พวกเขาเข้ามา แต่ตอนนี้คงไม่ได้แล้ว นางจะหาเื่ให้กับตัวเองไม่ได้
เมื่อมีคนหนึ่งบ่นขึ้นมา คนเกือบทุกคนก็จะบ่นตามขึ้น สีหน้าของหลิงซานฉิงอึมครึม แต่ฉาจื่ออันกลับเกลี้ยกล่อมเพื่อนบ้านอยู่ข้าง ๆ และไม่ลืมที่จะขอโทษ
สุดท้าย หลังจากเวลาผ่านไปสองเค่อ เปลวไฟก็มอดดับลง ผู้คนต่างก็โยนถังน้ำทิ้ง และมองไปทางฉาจื่ออัน
“ไฟไหม้ดึกดื่นค่อนคืน ไม่รู้ว่าบ้านเ้าทำอะไร”
“หากมีเื่แบบนี้อีกจะไม่มีใครสนพวกเ้าแล้ว หากไม่ใช่เพราะกลัวถูกลูกหลงไปด้วย ใครจะมาสนใจบ้านเ้า?”
“ใช่ ดึกดื่นค่อนคืน ให้นอนดี ๆ หน่อยไม่ได้รึ! ตัวซวย!”
ความรู้สึกขอบคุณเพียงน้อยนิดของหลิงซานฉิงพลันมลายหายไป นางฉีกยิ้มส่งคนกลับไป แต่เมื่อหมุนตัวกลับมาก็เห็นหัวหน้าหมู่บ้านยังคงยืนอยู่ที่เดิม
หัวหน้าหมู่บ้านเองก็กำลังมองมาที่นางอยู่พอดี ทั้งสองสบสายตากัน ก่อนที่หัวหน้าหมู่บ้านจะเอ่ยอย่างเ็า “ดึกดื่นค่อนคืน เหตุใดถึงเกิดไฟไหม้?” ไม่รอให้พวกเขาได้ตอบอะไรก็พูดต่ออีกว่า “พวกเ้ารู้มั้ย หากไฟไหม้ครั้งนี้ลุกลามขึ้นมา มันจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง? แย่ที่สุดทั้งหมู่บ้านก็จะถูกลูกหลงไปด้วย พวกเ้าจะรับผิดชอบเื่นี้ไหวรึ?”
สีหน้าเคร่งขรึม ทั้งยังเอามือไพล่หลัง ค่ำคืนที่มืดมิดนี้ทำให้เขาดูน่ากลัวเป็พิเศษ
มันไหม้ขึ้นมาได้อย่างไรน่ะรึ? นางเองก็อยากรู้ว่ามันลุกไหม้ขึ้นมาได้อย่างไรเช่นกัน นางเคลื่อนสายตาไปก็เห็นฉาจื่ออันหลบสายตานางอยู่ บางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับเขา
แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ขอจัดการคนนอกก่อน แล้วค่อยสั่งสอนคนซื่อบื้อทีหลัง
หลิงซานฉิงมองไปรอบ ๆ และพูดอย่างจริงจัง “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ในฤดูร้อนที่แผดเผาเช่นนี้ อากาศแห้งแล้ง การที่อุณหภูมิสูงจึงเป็ธรรมดาที่อาจจะมีของบางอย่างติดไฟขึ้นมาเองได้ และก็เป็เื่ที่มักจะเกิดขึ้น เพียงแค่ครอบครัวของข้านั้นโชคร้าย ถึงได้เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น”
นางถอนหายใจออกมา “เ้าว่าเื่นี้แปลกหรือไม่ อยู่ดี ๆ เหตุใดถึงไฟลุกได้ล่ะ ไม่เช่นนั้นท่านหัวหน้าหมู่บ้านลองหาสาเหตุว่าของสิ่งไหนที่มันไหม้เอง แล้วคราวหน้าบ้านข้าจะไม่ใช้มันอีกแล้ว ท่านว่าอย่างไร?”
หัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้วแน่น จุดเกิดไฟที่นางพูดคืออะไร? อะไรคือลุกไหม้ขึ้นมาเอง? ไร้สาระ! เขาเป็หัวหน้าหมู่บ้านผู้สูงส่ง จะฟังเื่ไร้สาระของนางได้อย่างไร
เขากระแอมไอ “ข้าไม่สนว่ามันจะเกิดขึ้นเองหรือเป็ฝีมือของมนุษย์ แต่ไฟมันลุกในบ้านเ้า พวกเ้าก็ต้องออกมารับผิดชอบ โชคดีที่วันนี้ไฟมันไม่ลุกลามมาก หากไฟลุกมาก พวกเ้าจะดับกันได้รึ?” เขาตั้งใจกดเสียงต่ำเป็พิเศษ เผยสีหน้าจริงจัง
เดิมทีฉาจื่ออันก็หวาดผวาอยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะเขาก็คงจะไม่เกิดไฟไหม้ขึ้น และเมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็กลืนน้ำลายทันที “ไม่ ไม่หรอกมั้ง เื่มันก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมาก ครั้งหน้า ไม่สิ ไม่มีครั้งหน้าแล้ว…”
ท่าทางของชายหนุ่มที่แสดงออกมานี้ เห็นได้ชัดว่ากำลังหวาดกลัว หลิงซานฉิงเหลือบมองพลางคิดว่าเขาช่างไม่ได้เื่ได้ราวอะไรเลย
นางมองไปที่หัวหน้าหมู่บ้านอีกครั้ง “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านจะสอนว่าแม้วันนี้ไฟจะไหม้ในบ้านข้าจริง ๆ แต่ั้แ่ต้นจนจบ ท่านแค่เดินดูอยู่ข้าง ๆ และตอนนี้ยังมาชี้นู่นชี้นี่อีก ท่านพูดเช่นนี้ออกมาได้ ข้านับถือจริง ๆ ตอนนี้ไฟดับไปหมดแล้วก็ถือว่าหมดธุระท่านแล้ว ดึกดื่นค่อนคืนท่านกลับไปนอนเถิด” นางโบกไม้โบกมือและหาวออกมา
เห็นได้ชัดว่านางตั้งใจไล่เขาออกไป หัวหน้าหมู่บ้านหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขามาเพื่อตำหนิ แล้วเหตุใดถึงได้กลายเป็เื่ที่ไม่ควรยุ่งล่ะ?
ไม่ได้ ต้องใช้โอกาสนี้ทำลายความเย่อหยิ่งของผู้หญิงโง่เขลาคนนี้เสีย เขามองไปรอบ ๆ เห็นเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ อยู่ไม่ไกลก็เดินเข้าไปถีบมันล้มลง