บทที่ สิบแปด
หลังจากเสร็จสิ้นธุระในเมืองโม่เหวินหานพาหลิวชิงเซียงเดินทางกลับที่พัก ท่ามกลางความเงียบสงบของยามค่ำคืนแม้ตัวเมืองจะยังคึกคักอยู่บ้าง แต่เมื่อมาถึงตรอกที่เรือนพักตั้งอยู่ บรรยากาศกลับเงียบสงัดมีเพียงแสงโคมเล็กๆ ที่ส่องนำทาง
เมื่อก้าวเข้าประตูเรือนเจียงเจียที่ยืนรออยู่หน้าตำหนักก็ขยับตัวเล็กน้อยแววตาของเขาฉายแววบางอย่างขณะที่มองไปยังโม่เหวินหานคล้าย้าส่งสัญญาณบางอย่างให้
โม่เหวินหานพยักหน้าเบาๆเป็การรับรู้ ก่อนจะหันไปกล่าวกับหลิวชิงเซียง
“เ้าคงเหนื่อยแล้ว กลับไปพักผ่อนเถิด” หลิวชิงเซียงมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่งแม้ในใจจะสงสัยว่าโม่เหวินหานมีเื่ใดที่ต้องพูดคุยกับเจียงเจียแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ นางพยักหน้ารับ ก่อนเดินเข้าไปในห้องของตน
เมื่อเห็นว่านางเดินหายไปในเรือนแล้วโม่เหวินหานจึงเอ่ยกับเจียงเจียเสียงเรียบ “ว่ามา”
เจียงเจียจึงยื่นสารฉบับหนึ่งให้“ข่าวจากที่สืบเื่เผ่าซาเฟิงขอรับ”
โม่เหวินหานรับมาเปิดออกอ่านภายใต้แสงโคม ดวงตาคมกวาดมองตัวอักษรเรียงรายก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเริ่มอ่าน
‘..เผ่าซาเฟิงเป็เผ่าปิดการสืบข่าวสารจึงเป็ไปได้ยากทั้งเนื่องจากตั้งอยู่กลางทะเลทรายห่างไกลจากอาณาเขตของส่วนกลาง สารฉบับนี้มีเพียงข้อมูลเบื้องต้นหากแต่ข้าน้อยจะสืบเพิ่มและส่งมาอีกในภายหลัง..’ เขาถอนหายใจเกรงจะไม่ได้ข้อมูลที่้าแต่ก็ยังอ่านต่อ
‘ผู้นำเผ่าคือหลี่เจี๋ยซงตามธรรมเนียมของเผ่าเขาทำให้ชายหญิงครองคู่ได้เพียงครั้งละหนึ่งเมื่อแต่งภรรยาจึงมีได้เพียงคนเดียวแม้จะเป็ผู้นำเผ่าก็ตามและไม่มีอนุใดๆโดยหลังจากฮูหยินเอกเสียชีวิตไปหลายปีก่อนก็ไม่เคยรับภรรยาใหม่มีบุตรสาวเพียงคนเดียวคือหลี่เสวี่ยที่ตอนนี้ส่งไปเป็สนมของฝ่าา’
ชายหนุ่มอ่านมาถึงคำว่านางเป็ของเขาก็อดพยักหน้าไปด้วยไม่ได้'และในเผ่าซาเฟิงประกอบด้วยบุคคลระดับสูงเพียงไม่กี่คนที่เป็สตรีมีเพียงสองนางซึ่งอยู่ในวัยกลางคน อีกหนึ่งคือสาวใช้คนสนิทส่วนอีกคนคือบุตรสาวของหนึ่งในองครักษ์ ถูกเลี้ยงมาพร้อมๆกันจึงรั้งตำแหน่งองครักษ์และสหายของธิดาผู้นำเผ่า นางมีนามว่า..'
“หลิวชิงเซียง”
ปลายนิ้วของโม่เหวินหานชะงักค้างอยู่เหนือกระดาษขณะที่จ้องมองชื่อ ‘หลิวชิงเซียง’ ที่ปรากฏในสารฉบับนั้น
ชิง..?
อักษรตัวเดียวกันกับที่นางเขียนบนแผ่นไม้ยามที่ถูกกดดันหรือคำเดียวกับที่แนะนำตัวกับคนไม่รู้จัก..เขาเงยหน้าขึ้นดวงตาฉายแววครุ่นคิดบางอย่าง ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาเริ่มฉายซ้อนทับกันในห้วงความคิด
หลี่เสวี่ย..สนมของเขานางถูกส่งเข้าวังมาในฐานะบุตรีของผู้นำเผ่าซาเฟิงแต่ั้แ่วันแรกที่นางก้าวเข้ามาโม่เหวินหานกลับรู้สึกว่านางแตกต่างจากสตรีในวังหลังนางไม่เหมือนบุตรสาวของผู้นำที่จะเรียนรู้ปกครองหรือเรียนการเรือนเพื่อแต่งงานกับคนที่เหมาะสมเพื่อขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าต่อ
กลับกันสตรีที่อยู่ข้างกายเขาในตอนนี้แม้แต่วิธีจับกระบี่ยังเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ไม่ได้เกิดจากการฝึกฝนเพียงเพื่อป้องกันตัวอย่างสตรีทั่วไปหากเป็เช่นนั้นจริง..หลี่เสวี่ยที่เขารู้จักอาจไม่เคยมีอยู่ั้แ่แรกแต่คนที่อยู่ตรงหน้าเขาตลอดมาคือหลิวชิงเซียง หรือแท้จริงแล้วนางคือ ‘หลิวชิงเซียง’ บุตรสาวคนสนิทของผู้นำเผ่าซาเฟิง
มือที่ถือสารแน่นขึ้นเล็กน้อยเขาหลุบตาลงข่มความคิดมากมายที่ตีกันยุ่งในหัวเจียงเจียสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของผู้เป็นาย จึงเอ่ยขึ้น“นายท่านมีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่?”
โม่เหวินหานถูดดึงออกจากภวังค์จึงรีบพับสารไปจ่อใกล้ไฟจากตะเกียงจนสารที่ถูกส่งมาหลายร้อยลี้จนมอดไหม้ไม่เหลือก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “สั่งไปว่าไม่ต้องตรวจสอบแล้วให้รอรับคำสั่งต่อไป”
เจียงเจียจ้องมองเ้านายของตนอยู่ครู่หนึ่งอย่างสับสนแต่ถ้าเป็คำสั่งก็มีแต่ต้องน้อมรับจึงโค้งศีรษะแล้วถอยออกไป
ทิ้งให้ผู้เป็นายยืนอยู่ใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาคืนนี้..เขาคงต้องเรียบเรียงความคิดให้กระจ่างและหาคำตอบว่า..สตรีที่อยู่ข้างกายเขามาตลอดแท้จริงเป็ใครกันแน่? ใช่หลิวชิงเซียงจริงหรือไม่? และสำคัญไปกว่านั้น..นางสลับตัวเพื่อสิ่งใด?
หลังครุ่นคิดท่ามกลางเสียงลมพัดแ่เบาที่พาให้กิ่งไม้ไหวเอนแสงดาวเป็ลวดลายจางๆ บนผืนฟ้าดวงตาลุ่มลึกเปี่ยมด้วยความคิดที่ซับซ้อนก็หลับตาลงพลางถอนหายใจเบาแล้วก้าวกลับเข้าไปในเรือนบรรยากาศภายในห้องเงียบงัน ราวกับผู้คนล้วนเข้าสู่นิทราไปหมดแล้วแต่เขารู้ดีว่าภายในห้องเล็กอีกฝั่งยังมีสตรีนางหนึ่งที่พึ่งกลับมาพร้อมกับเขา
‘จะต้องหาทางจับสังเกตให้ได้’ คิดได้ดังนั้นเขาจึงเดินมาหยุดที่หน้าบานประตูไม้ที่ปิดสนิทที่อยู่ภายในห้องของเขาอีกทีในนั้นมีแสงเทียนเลือนรางลอดผ่านช่องเล็กๆ
โม่เหวินหานยืนครู่หนึ่งก่อนเคาะประตูเสียงจากภายในดังขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน “ใคร?”
“เราเอง” เพียงเท่านั้นประตูก็ถูกเปิดออกร่างระหงในชุดสีอ่อนปรากฏขึ้น เส้นผมยาวสลวยปล่อยสยายลงมาถึงกลางหลังขับให้ใบหน้าของนางยิ่งดูอ่อนโยนลง คงจะเปลี่ยนชุดเตรียมเข้านอนแล้ว
นางกะพริบตามองเขาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม“นายท่านมีอันใดหรือ?”
ชายหนุ่มมองสบดวงตาของนางนิ่งราวกับ้าสังเกตทุกความเปลี่ยนแปลงของสีหน้า ก่อนจะแสร้งถอนหายใจออกมา “คืนนี้อาจจะนอนไม่หลับ..จึงอยากมาคุยกับเ้า”
หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็หลีกทางให้เขาเดินเข้ามา“เช่นนั้นก็เข้ามา” นางเอ่ยเรียบๆก่อนหมุนตัวกลับไปนั่งยังโต๊ะไม้ตัวเล็กบุรุษมาใหม่กวาดตามองรอบห้องบนโต๊ะยังมีตำราแพทย์วางค้างอยู่บ่งบอกว่านางคงอ่านก่อนนอน
“เ้ากำลังศึกษาวิชาแพทย์?” เขาเอ่ยถาม นางพยักหน้าช้าๆ
“ข้าเพียงคิดว่า..การรู้วิชาแพทย์ไว้บ้างย่อมมีประโยชน์” นางคิดเช่นนั้นจริงๆก่อนหน้านี้นางก็พอจะเรียนรู้มาบ้าง เพราะหลี่เสวี่ยอาการไม่ค่อยดีป่วยบ่อยนางจึงอยากรู้วิชาพื้นฐาน ตอนนี้มาปลอมตัวเป็คณะเดินทางของหมอเทวดาไม่รู้วิชาแพทย์เลยคงแปลกประหลาด
“ไม่คิดว่าเ้าสนใจการแพทย์มากถึงเพียงนี้?” เขาถามต่อ
นางเพียงแค่ยิ้มบางๆ“ยามที่ข้ายังอยู่ที่นั้นเคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งถ่ายทอดวิชานี้ให้เล็กน้อยหากมีโอกาส ข้าก็อยากศึกษาเพิ่มเติม”
‘อยู่ที่นั่น’ ที่เผ่าซาเฟิงสินะดวงตาของชายหนุ่มฉายแววบางอย่างที่อ่านไม่ออก พลางก้าวเข้าไปใกล้อีกนิดทว่าก่อนจะทันได้ซักไซ้มากกว่านั้น นางกลับเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามกลับ “แล้วท่านล่ะ? ไฉนจึงนอนไม่หลับ?”
คำถามของนางทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อยทว่าสุดท้ายเขาก็หัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าว “ข้ามีเื่ให้คิดอยู่บ้างแต่เ้าอย่าใส่ใจเลย”
หลังจากนั้นความเงียบสงัดก็ปกคลุมภายในเรือนที่แสงเทียนไหวตามแรงลมโม่เหวินหานนั่งอยู่ตรงข้ามหลิวชิงเซียง ดวงตาคมกริบจับจ้องใบหน้าของนางนิ่งหลังจากให้ความเงียบปกคลุมพักใหญ่เสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นก่อน “เ้าเคยบอกว่ามีคนถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้เ้าแล้วกระบี่เล่า?”
คำถามของเขาไม่ได้มีท่าทีจู่โจมทว่ากลับทำให้หลิวชิงเซียงชะงักไปชั่วครู่ นางละสายตาจากเขา ก้มลงรินชาให้ตนเองช้าๆก่อนจะตอบ “ข้าเรียนรู้เพราะเพียงแค่..อยากปกป้องคน”
“ปกป้อง?” โม่เหวินหานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยคล้ายสนใจในคำตอบนั้น นางพยักหน้า แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมากกว่านั้น
เขายิ้มดวงตาคมกริบยังคงมองนางไม่วางก่อนจะยื่นมือไปจับมือนางขึ้นมา แต่หลิวชิงเซียงก็พยายามดึงกลับอย่างที่มักจะทำตัวนางรู้ดีมือตัวเองกร้านจากการฝึกกระบี่จึงไม่ค่อยอยากให้ใครััซึ่งเป็ปฏิกิริยาโต้ตอบของร่างกายจนคุ้นชิน
แต่โม่เหวินหานกลับกุมมือนางแน่นก่อนปลายนิ้วของเขาลูบไล้ไปตามฝ่ามือของนางมือนี้..มิได้เรียวเนียนดั่งสตรีทั่วไปกลับมีร่องรอยของคนที่ผ่านการฝึกฝน ผ่านการจับกระบี่ผ่านการใช้ชีวิตที่มิใช่เพียงการถือพัดร่ายรำหรือถือพู่กันเขียนอักษร
“ไม่เป็ไร มือนี้..” เขาเอ่ยขึ้นเสียงแ่ “ไม่ว่าจะเป็เช่นไร ข้าก็พอใจ..เพราะเป็ของเ้า” ดวงตาของหลิวชิงเซียงสะท้อนแสงเทียนวูบหนึ่งนางหยุดต่อต้าน มองเขานิ่งๆ “ข้าก็จะดูแลเ้าทั้งสิ้น”
คำพูดของเขาอ่อนโยนทว่าก็หนักแน่นในคราเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่านางจะเป็อย่างไรเขาไม่สนใจเพราะเขาสน..แต่ขอแค่เป็สิ่งที่นางพอใจ รวมถึงต่อให้นางจะไม่ใช่หลี่เสวี่ยเขาก็ตามขอแค่ให้รู้ก่อนผู้อื่น เพราะหากผู้อื่นรู้ก่อนแล้วคงใช้มันหาประโยชน์หรือนำมาทำร้ายนางแน่ๆจึงหวังว่านางจะยอมรับกับเขา..
แต่หลิวชิงเซียงไม่ได้รับรู้คาวมหมายแฝงนั้นนางแสร้งหัวเราะเบาๆ เพราะคิดว่านี่เป็คำหวานของบุรุษใช้หว่านล้อมสตรีท่านั้นก่อนจะชักมือกลับ “ท่านกล่าวเกินไปแล้วนายท่าน” นางใช้คำพูดเบี่ยงเบนเื่ราว นอกจากคำหวานบุรุษผู้นี้ยังคิดหาทางรุ่มร่ามใส่นางอีกเผลอเป็ไม่ได้..
แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยิ้มตอบก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืน“เราคงรบกวนเ้ามากพอแล้วเ้าพักผ่อนเถิด”
หลิวชิงเซียงมองเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินตามไปส่งเขาที่หน้าประตูห้อง“ขอให้ท่านฝันดี” แต่แล้วจู่ๆ ไม่รู้อะไรเข้าสิงให้นางพูดเช่นนี้พอพูดจบก็รีบงับประตูปิดทันทีไม่รอคำพูดตอบอีกฝ่าย
ชายหนุ่มที่หยุดเท้าที่หน้าประตูหันไปมองบานประตูที่ปิดลงแล้วดวงตาสีเข้มก็เกิดประกายลึกล้ำอย่างยากจะคาดเดา
รุ่งอรุณวันใหม่มาถึงสายลมยามเช้าพัดผ่านเรือนกลิ่นชาต้มใหม่ลอยคลุ้งไปทั่วห้องรับรองภายในเรือน โม่เหวินหานนั่งอยู่บนตั่งไม้ นิ้วมือเรียวดุจแท่งหยกยกจอกชาขึ้นจิบดวงตาคมกริบทอดมองสตรีที่เพิ่งเดินเข้ามา นางสวมอาภรณ์เรียบง่ายเช่นทุกวันผมยาวถูกรวบไว้หลวมๆ แสงแดดยามเช้าทำให้ภาพตรงหน้านั้นดูสงบ
“เช้านี้ดูเหมือนเ้าจะอารมณ์ดี” โม่เหวินหานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ
ผู้มาใหม่ทำความเคารพก่อนปรายตามองเขาแล้วหย่อนกายนั่งลงตรงข้ามแล้วเริ่มตอบบทสนทนา“ข้าก็อารมณ์ดีทุกวัน”
เขายิ้มเล็กน้อย“ถ้าเช่นนั้นก็ดีไปเดินเล่นกับเราเสียหน่อย”
หลิวชิงเซียงเบ้ปากนางยังไม่ทันได้กินข้าวสักคำเขาก็จะลากนางออกไปเดินข้างนอกแล้ว “ตอนนี้เลยหรือ?”
“ไม่ได้หรือ” น้ำเสียงกระจ่างใสตอบกลับ
นางรู้ดีว่าปฏิเสธไปสุดท้ายก็น่าจะถูกสั่งให้ไปด้วยกันอยู่ดีจึงลุกขึ้นยืนแทนคำตอบอีกฝ่ายก็ไม่พูดอะไรเพียงเดินนำหน้านางไปก่อน
สองคนเดินออกมาที่สวนเล็กๆหลังบ้านพักอากาศยามเช้าสดใสแดดยังไม่แรงพอได้ออกมาหลิวชิงเซียงก็เริ่มคิดว่าดีเหมือนกันแต่ก่อนที่จะได้ปล่อยใจเดินเรื่อยเปื่อยคนข้างกายก็เอ่ยตัดอารมณ์ที่กำลังดื่มด่ำ
“เมื่อคืน…ข้าครุ่นคิดถึงคำพูดของเ้า”
“คำพูดของข้า?”
“เ้าบอกว่าเ้าอยากฝึกกระบี่เพื่อปกป้องคน” เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย “ข้าพลันสงสัยขึ้นมา..นอกจากกระบี่แล้ว เ้าเคยฝึกฝนศาสตร์อื่นอีกหรือไม่?”
ดวงตาของหลิวชิงเซียงวูบไหวอีกครั้งแต่ก็รวบรวมสติได้อย่างรวดเร็วนางแสร้งหันมองท้องฟ้าแล้วเบี่ยงตัวออกเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ท่านหมายถึงศาสตร์อันใด?”
โม่เหวินหานเดินไปหยุดที่ริมกำแพงแล้วโน้มตัวเข้าหาหญิงสาวที่หลบหน้าทันทีที่เขาเอ่ยถาม“เช่น..ศาสตร์ว่าด้วยการปกครอง” เขายังไม่หยุดเพียงเท่านั้น “หรืออาจเป็ศาสตร์ด้านการเจรจาการบริหารผู้คน..”หลังกล่าวจบเขาก็หยุดมองปฏิกิริยาของนางอย่างตั้งใจ“สิ่งเหล่านี้ เ้าเคยร่ำเรียนหรือไม่?”
หลิวชิงเซียงยิ้มบางๆก่อนจะส่ายหน้า “ข้ารู้เื่พวกนั้นเพียงผิวเผินท่านมีอะไร? จะใช้ข้าไปทำอะไรหรือ?”
“ไม่มีอะไรเพียงสงสัยว่าอดีตของภรรยาเป็เช่นไรเท่านั้นเอง ก็เ้าไม่เคยเล่าให้เราฟัง แต่ก็นับว่าเ้าวางแผนการเก่งพอที่จะรับราชการสายบู๊ได้อยู่”
หากแต่หญิงสาวยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งได้ดี“นายท่านกล่าวชมเกินไป”
“เช่นนั้นหรือ?”
“แน่นอน” นางยิ้ม “เผ่าซาเฟิงของเราไม่จำกัดชายหญิงทุกคนเท่าเทียม หญิงก็ปกครองเป็ผู้นำได้อยากเรียนศาสตร์แห่งผู้นำหรือจะเรียนกระบี่ขี่ม้ายิงธนูไม่ว่าสิ่งใดที่ใจประสงค์ก็ไม่ปิดกั้น ทั้งยังเลือกอนาคตให้ตัวเองได้ไม่ต้องอยู่รั้งที่หลังเรือน” เมื่อนางกล่าวจบก็พบว่าบุรุษตรงขยับตัวมาใกล้จนห่างไปเพียงหนึ่งคืบเขามองลึกเข้ามาที่ดวงตาของนางที่พคึ่งพูดจบพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากแต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าเป็รอยยิ้มที่ซ่อนบางสิ่งไว้เช่นกัน
“เข้าใจแล้ว” โม่เหวินหานเอ่ยเสียงแ่ก่อนจะเอนตัวพิงพนังถึงจะดูเหมือนเขาจะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ทว่า..นั้นก็เป็คำตอบในตัวของมันเองนางไม่พอใจที่ต้องมาถูกขังอยู่ในวังหลวงกับเขาสิ่งนี้เป็เื่จริงไม่คิดเรียนวิชาการของผู้นำแต่เลือกเรียนวรยุทธ์ก็เป็เื่จริง และก็จริงอีกที่สตรีผู้นี่เหมาะเป็แมวป่าไม่ใช่แมวเลี้ยง
“แล้วเื่ของข้านี้เกี่ยวอะไรเกี่ยวกับนายท่านด้วย?” เขาพูดคุยเพื่อจะรู้จักนางมากขึ้นแต่กลับมาที่ความจริงและเื่นี้กลับมาจี้จุดที่หลายครั้งเกือบลืมไปพอบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนมีอิสระ อยู่อย่างไร้ทำเนียมเคร่งครัดเช่นในวังมากขึ้นเรื่อยๆก็เผลอปล่อยตัวตามสบายหลิวชิงเซียงต้องย้ำเตือนตนเองว่ารักษาระยะห่างและหาวิธีถูกปลดตำแหน่งแล้วส่งตัวกลับเผ่าต่างหากไม่ใช่ยิ่งสนิทสนมกับบุรุษผู้นี้
เมื่อหญิงสาวกลับมาคิดได้ก็รีบขยับตัวออกห่างว่างท่าไม่อยากเกี่ยวข้องกันรักษาระยะห่าง ท่าทางเช่นนี้เขาไม่เห็นมาหลายวันแล้ว โม่เหวินหานก็เลยรู้สึกขัดใจยิ่งนัก“เหตุใดจึงไม่เกี่ยวทุกสิ่งเกี่ยวกับเ้าล้วนเกี่ยวกับเรา ภรรยาพอใจคือหน้าที่ของสามี”
“..ท่านหาใช่สามี..” ก่อนที่นางจะตอบจนจบประโยคคนผู้หนึ่งก็ถลาเข้ามาในสวนเสียก่อนนางจึงกลืนคำพูดนั้นลงคอไป
ผู้มาใหม่ก็คือเจียงเจียเขาก้าวเท้าเร็วโผล่มาไม่บอกกล่าวราวกับว่ามีเื่สำคัญแต่เื่สำคัญเวลานี้คงไม่พ้นเกี่ยวข้องกับไหลอ๋อง
“นายท่าน..ไหลอ๋องส่งคนมาแล้ว” เขาเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นพร้อมกับเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าพวกเขาทั้งสอง
โม่เหวินหานหรี่ตาลงเล็กน้อยขณะที่หลิวชิงเซียงมองบุรุษที่มาแจ้งข่าวโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
“มีสารมาด้วยหรือไม่แล้วแจ้งความประสงค์ว่าอะไร?” โม่เหวินหานถามกลับ
“พวกเขายังไม่ได้กล่าวเหตุผลเพียงแต่สั่งให้ข้ามาเชิญท่านไปรับฟังด้วยตัวเอง”
โม่เหวินหานครุ่นคิดอย่างเงียบงัน‘จังหวะดีเหลือเกิน..’ เขาอยากสนทนากับหญิงสาวให้จบเสียก่อนแต่เื่เร่งด่วนนี้ก็ไม่อาจรั้งรอร่างสูงถอนหายใจก่อนสั่งองครักษ์คนสนิท “ไปตามท่านหมอด้วยอย่างไรคนของไหลอ๋องก็คงอยากคุยกับท่านหมอไม่ใช่ศิษย์”
“ขอรับ” เจียงเจียรับคำแล้วรีบวิ่งหายกลับเข้าเรือนไป
โม่เหวินหานหันกลับมาหาหญิงสาว“เ้าไปทานข้าวก่อนเถอะข้าจะไปรับแขกก่อน”
หญิงสาวรู้ดีว่าเขาคงไม่อยากพกนางเข้าจวนหลวงของไหลอ๋องด้วยคงมีแค่ตัวเขากับท่านหมอ แม้แต่เจียงเจียก็คงพาไปด้วยไม่ได้สถานที่ปิดเช่นนั้นยากที่จะเปิดรับแขกมากหน้าหลายตาใครที่ไม่จำเป็คงต้องรออยู่ที่นี่ หลิวชิงเซียงจึงพยักหน้ารับทันที..เพราะตอนนี้นางก็เริ่มหิวอยู่แล้วด้วยเขาจะไม่กินก็เื่ของเขา นางต้องกิน!