ขณะที่เซียวยิงยังมีชีวิตอยู่ศักดิ์ฐานะของเซียวเล่ยในตระกูลเซียวสูงส่งไม่เป็รองใครแม้แต่ผู้นำตระกูลในยุคนั้นยังต้องให้ความเกรงใจ มันสมเหตุสมผลเนื่องจากความสามารถอันโดดเด่นของเซียวยิงในสมัยนั้นแสดงถึงความเป็ไปได้ที่เขาจะสามารถก้าวหน้าเป็ผู้มีพลังยุทธ์เข้มแข็งที่สุดของตระกูลเซียวในอนาคตในโลกนี้ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับพลังฝีมือเป็อันดับหนึ่ง ในฐานะของบิดาเซียวยิงเซียวเล่ยถูกยกย่องอย่างสูง ทว่า หลังการตายของเซียวยิงหลานชายเพียงคนเดียวของเซียวเล่ยกลับถือกำเนิดมาพร้อมเส้นชีพจรลมปราณพิการแม้ว่าพลังฝีมือของเซียวเล่ยจะถือเป็อันดับหนึ่งในเมืองเมฆาล่อง จะมีใครหวาดกลัว? บุตรชายเสียชีวิต หลานชายพิการ และไร้ทายาทสืบต่อพลังฝีมือศักดิ์ศรีของเซียวเล่ยภายในตระกูลเซียวตกต่ำลงอย่างน่ากลัว
เซียวเล่ยยังคงเยือกเย็นไร้อารมณ์เนื่องจากความเคยชินในถ้อยคำหยอกล้อเสียดสีเช่นนี้มานานแล้วใบหน้าคงไว้ซึ่งรอยยิ้มไม่เปลี่ยนแปลงพร้อมกล่าวว่า“ขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานด้วยตนเอง ขอให้ทุกท่านจงอย่าได้เกรงใจเชิญดื่มเต็มที่เพื่อฉลองให้กับงานนี้”
“ข้ารักษาหน้าให้เ้าแล้วด้วยการมาร่วมงานนี้ด้วยตนเองข้าไม่้าดื่มสุราหลานของข้าเซียวเฉิงจือตอนนี้สำเร็จวิชาถึงขอบเขตลมปราณแรกเริ่มระดับเจ็ดข้ามาเสียเวลาอยู่นี่นานเกินไปแล้ว ข้าจำเป็ต้องกลับไปดูแลเขา” ผู้าุโที่สามพูดพร้อมลุกยืนขึ้น
“เฉิงจือสำเร็จลมปราณแรกเริ่มระดับเจ็ดแล้ว? เพียงอายุสิบเจ็ดปีก็มีความสำเร็จถึงขั้นนี้อนาคตของเขาต้องกว้างไกลไร้ขอบเขต ไม่น่าแปลกที่วันนี้ท่านดูสง่าราศีเพิ่มพูนขึ้นนี่เป็เื่น่าปลาบปลื้มใจจริงๆ” ผู้าุโหลายท่านล้วนยืนหยัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีพร้อมทั้งมีแววประหลาดใจบนใบหน้า
แม้จะมีความอดทนสักเพียงใดใบหน้าของเซียวเล่ยพลันแสดงออกถึงความโกรธาพี่น้องทั้งสี่ของเขาล้วนให้เกียรติแก่เขาเสมอมาหากแต่เมื่อเซียวยิงเสียชีวิตและเมื่อเส้นชีพจรของเีเ่ได้รับการยืนยันแน่นอนถึงความพิการอุปนิสัยของพวกมันล้วนแปรเปลี่ยนเป็เลวร้าย อันที่จริงแล้วพวกมันเลิกแสดงความเคารพนบนอบต่อเซียวเล่ยอีกต่อไป พวกมันมักจะร่ำร้องต่างๆ นานา เกี่ยวกับหลานชายของพวกมันต่อหน้าเขาแต่ตอนนี้ ในห้องโถงที่เป็สถานที่ประกอบพิธีมงคลสมรสของเีเ่พวกมันยังคงคุยโม้โอ้อวดเกี่ยวกับความสำเร็จของหลานชายของพวกมันอย่างไร้ความเกรงใจพี่น้องของเขาเหล่านี้กำลังใช้ความสำเร็จของหลานชายของพวกมันเพื่อตอกย้ำแผลลึกภายในใจของเขา
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศเปลี่ยนเป็หนักอึ้งจนแทบทำให้เหงื่อไคลไหลร่วงดุจใบไม้ผู้ดำเนินพิธีการเซียวเต๋อเร่งขั้นตอนพิธีแต่งงานและประกาศด้วยเสียงแหลมสูง
“เ้าบ่าวเ้าสาว เตรียมตัวเข้าห้องหอ...แขกผู้มีเกียรติขอเชิญร่วมงานเลี้ยง!!”
ท่ามกลางเสียงบรรเลงอันสุขสันต์ของฆ้องและจังหวะรัวกลองคู่บ่าวสาวที่ทุกผู้คนต่างให้ความสนใจประกอบพิธีบูชาทั้งหลายเสร็จสิ้นตามขั้นตอนและเริ่มต้นเดินมุ่งตรงไปยังลานบ้านของเีเ่ห้องหอของบ่าวสาวคือห้องที่เีเ่อยู่อาศัยมาตลอด ทั้งหลังถูกตกแต่งด้วยสีแดงพรมบนพื้นถูกปักเป็รูปัหงส์ร่ายรำท่ามกลางหมู่เมฆ สัญลักษณ์มงคลของการแต่งงานที่เต็มไปด้วยความสุขห้องนอนแขวนไว้ด้วยไหมสีแดงที่มีอักษร “สุขสันต์” (囍) อยู่บนผืนผ้าเทียนสีแดงถูกจุดและส่องสว่างประกบคู่โคมสีทองอยู่กึ่งกลางัหงส์คู่ที่แกะสลักอยู่บนเทียนแลวับไหวไปมาประดุจเหินบินในแสงเทียนแสงริบหรี่ของเปลวเทียนส่องต้องผ้าม่านสีทองเป็ประกายและดูเหมือนจะเติมเต็มห้องหอด้วยแสงสลัวราวประดุจความฝันช่างดูห่างไกลจากความเป็จริงภายนอกและส่องแสงอันนุ่มละมุนที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายตา
สาวใช้ของเซี่ยชิงเยว่เซี่ยตงหลิงเชื้อเชิญเซี่ยชิงเยว่ให้นั่งลงบนเตียงและเดินจากไปพร้อมปิดประตูอย่างไร้เสียงห้องหอเปลี่ยนเป็เงียบเชียบกระทั่งสองหนุ่มสาวสามารถได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาของตนเอง
เซี่ยชิงเยว่นั่งอยู่กับที่อย่างเงียบงัน ไร้เสียงไร้อารมณ์ความรู้สึกใด เีเ่ไม่ได้เข้าหานาง หากกลับกันเขายืนใกล้กับประตูและมองผ่านมันไปด้วยประกายตามืดหม่น
“ท่านปู่ของท่านถูกลบหลู่ในงานมงคลสมรสของท่านเองท่านคงเสียใจมากใช่หรือไม่?”
สุ้มเสียงอ่อนโยนแจ่มชัดดังแทรกเข้ามาในหูเีเ่และทำให้เขาเปลี่ยนสีหน้าแม้คำพูดของเซี่ยชิงเยว่จะก้องอยู่ในโสตประสาทนางทำให้เขาใที่นางเป็คนเริ่มต้นการสนทนา
เีเ่เหลือบตาลงด้านข้างและกล่าวอย่างตะขิดตะขวงใจ“ท่านควรปลดมงกุฎหงส์นั่นลงได้แล้ว มงกุฎหนักเกินไปที่ท่านจะสวมใส่มันนานๆท่านอาจจะรู้สึกไม่สบายเปล่าๆ”
ตามธรรมเนียมประเพณีของทวีปลมปราณฟ้า เ้าบ่าวต้องเป็คนปลดมงกุฎหงส์ออกจากศีรษะของเ้าสาวก่อนหน้านี้ที่เขาพยายามช่วยพยุงนางขึ้นเกี้ยวเ้าสาวพลังความเย็นของนางแล่นเข้าจู่โจมมือของเีเ่ชายหนุ่มหยิ่งทระนงเกินกว่าจะแตะต้องนางอีกครั้งเนื่องจากความหวาดระแวงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีกนอกจากนี้ เขาคาดว่าเซี่ยชิงเยว่ผู้เ็าคงไม่้าความช่วยเหลือจากเขาในการจัดการกับมงกุฏหงส์แม้ว่าเขาจะเสนอตัวก็ตาม
หลังจากหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเซี่ยชิงเยว่ยกสองมือเรียวงามและปลดมงกุฎเ้าสาวออกจากศีรษะ ชั่วขณะนั้นใบหน้าอันงดงามจนแทบลืมหายใจปรากฏขึ้นต่อหน้าเีเ่หญิงสาวช้อนสายตาเปี่ยมมนต์ขลังขึ้นมองสบตากับชายหนุ่ม
...เขานิ่งแข็งราวกับหินไปในทันที ดวงตาหญิงสาวทอประกายสูงส่งงดงามเหนือคำบรรยายเมื่อประสบพบกับสายตาของเีเ่เปรียบประดุจทุกสรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนซุกซ่อนอยู่ในดวงตาคู่งามไม่ว่าจิตรกรอัจฉริยะคนใดหรือคำบรรยายสูงส่งใดก็ไม่สามารถถ่ายทอดเสน่ห์ความงามของนางออกมาได้ ผิวพรรณขาวราวกับหยกใบหน้าเนียนผุดผ่องเปล่งประกายขาวนวลดุจหิมะภายใต้แสงไฟสลัวภายในห้องหอริมฝีปากประดุจกลีบพฤกษาที่บอบบางน่าทะนุถนอม จมูกโด่งงดงามอย่างที่สุดราวสลักเสลาจากหยก บ่งบอกถึงความภาคภูมิแห่งสายเืของตระกูลสูงศักดิ์
“ชื่อเสียงของท่านด้อยกว่าตัวจริงอยู่บ้าง”เีเ่พึมพำ ประเมินนางด้วยดวงตาไม่กะพริบ ดวงตาอันงดงามคู่หนึ่งจ้องกลับมาที่เขาบังเกิดแรงดึงดูดอันไร้ก้นบึ้งฉุดดึงความคิดและความจดจ่อทั้งหมดของเีเ่ทำให้ยากที่ชายหนุ่มจะถอนสายตาได้
แม้ว่านี่จะเป็การแต่งงานแบบคลุมถุงชนที่ถูกจัดแจงั้แ่ทั้งสองถือกำเนิดนอกเหนือจากบางโอกาสที่เขาเคยได้พบกับเซี่ยชิงเยว่ตอนเด็กๆแล้วนี่เป็ครั้งแรกที่เีเ่ได้มองดูเซี่ยชิงเยว่แบบเต็มๆตาั้แ่พวกเขาอายุครบสิบขวบ นี่สืบเนื่องจากเซี่ยชิงเยว่มีโอกาสน้อยมากที่จะออกจากบ้านเีเ่เองขาดความมั่นใจและพัฒนากลายเป็ปมด้อยในใจของเขาชายหนุ่มเพียงได้ยินข่าวคราวของเซี่ยชิงเยว่ผ่านทางบทสนทนาของผู้อื่นและเมื่อเขาได้รับรู้ว่านางเติบโตมาเป็หญิงสาวงดงามหาใดเปรียบเขาจินตนาการภาพของนางไว้ในใจ
ภาพหม่นมัวในจินตนาการของเีเ่มลายหายไปเมื่อเขามองไปที่เซี่ยชิงเยว่และพบว่าตนเองยืนอยู่ต่อหน้าความงามอย่างแท้จริงเสน่ห์เย้ายวนของเซี่ยชิงเยว่เหนือกว่าจินตนาการจนเขาไม่อาจบรรยายออกมาเป็คำพูดเีเ่ผู้มีความทรงจำอันชัดเจนทั้งสองชาติภพไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากยืนตกตะลึงอย่างปราศจากความคิดอ่านเมื่อแรกเห็น
เซี่ยชิงเยว่ถูกขนามนามเป็โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเมฆาล่องแต่หากมีใคร้ายกย่องนางเป็หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรวายุครามเีเ่คงไม่อาจปฏิเสธ ชายหนุ่มไม่สามารถนึกถึงสิ่งใดที่มีความงามเหนือกว่าภาพโฉมงามเบื้องหน้าของตนได้หญิงสาวที่อยู่ต่อหน้าของเขาอายุเพียงสิบหกปีเปรียบดังดอกไม้ที่ยังไม่ถึงเวลาเบ่งบานเต็มที่
แต่มันแทบจะเป็ไปไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงหญิงสาวเมื่อนางเติบโตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า...ไม่แน่ว่า ณ เวลานั้นความงามของนางอาจเหนือกว่าระดับธรรมชาติสรรค์สร้าง
หญิงสาวผู้ซึ่งทุกความเคลื่อนไหวทุกๆรอยยิ้มล้วนสามารถสั่นะเืโลกหล้ากลับมาบังเกิดในเมืองเล็กๆเช่นเมืองเมฆาล่องและหญิงสาวผู้นี้กำลังจะมาเป็ฮูหยินของตนเอง...เีเ่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากตั้งคำถามว่าสิ่งนี้คือความจริงแน่หรือ
“ท่านเองก็ไม่ได้เป็อย่างที่ข่าวลือบ่งบอกหรืออย่างที่ข้าจินตนาการไว้เลยเช่นกัน”
เซี่ยชิงเยว่เหยียดกายหยัดยืนส่วนโค้งเว้าของร่างกายล้วนถูกขับเน้นยามนางเคลื่อนร่างเข้าหาเีเ่ดวงตาของนางเปล่งประกายดุจสายน้ำเมื่อนางเปิดปากอย่างช้าๆ“ข่าวลือบ่งบอกว่าเส้นชีพจรของท่านล้วนพิการดังนั้นท่านเพียงสามารถบรรลุลมปราณชั้นแรกเริ่มขั้นที่หนึ่งเพราะเหตุนี้ ท่านมีร่างกายอ่อนแอ ขาดความมั่นใจและใช้ชีวิตอยู่แต่ภายในบ้านเพื่อนของท่านมีเพียงอาหญิงเล็กของท่านเซียวหลิงซีและน้องชายของข้าเซี่ยหยวนป้าสิ่งเดียวบนร่างท่านที่สามารถพูดได้ว่าได้เปรียบผู้อื่นคือรูปโฉมเพียงเท่านั้น...”
“...พลังลมปราณของท่านไม่เพียงอ่อนแอ แม้แต่เส้นชีพจรล้วนถูกทำลายอย่างไรก็ตาม บุคลิกของท่านกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับที่ข่าวลือว่าไว้”
เซี่ยชิงเยว่หยุดยืนลงตรงหน้าเีเ่ในระยะสามก้าวและจับจ้องมองเขาอย่างไม่วางตาด้วยดวงตาคู่งาม“แม้ว่าท่านจะพยายามซุกซ่อนและเสแสร้งเพื่อปิดบังบุคลิกอันแท้จริงข้ากลับรู้สึกได้ถึงความยโสทระนงเพียงแวบแรกที่มองดูท่านท่านแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากข่าวลือที่แพร่ไปเ่าั้ ก่อนหน้านี้ที่บ้านของข้าข้าแช่แข็งมือของท่านด้วยพลังลมปราณทว่าปฏิกิริยาอันเยือกเย็นของท่านทำให้ข้าประหลาดใจหากมิใช่ว่ามือของท่านแข็งทื่อผิดปกติ ข้าคงนึกว่าข้าใช้พลังผิดพลาดไปในโถงพิธีแต่งงาน ท่านและท่านปู่ของท่านเผชิญการดูแคลนในโอกาสพิธีสำคัญ หากท่านเพียงแสดงออกถึงความโกรธแค้นเพียงเสี้ยวนาทีและกลับเป็ปกติอย่างรวดเร็วทั้งสีหน้าท่าทาง ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ ล้วนไม่เปลี่ยนแปลงแม้เพียงนิดเดียว !แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ในวัยกลางคนทั่วๆไปยังไม่สามารถฝึกฝนจิตใจตนเองให้บรรลุถึงขั้นนี้ได้!”
“เมื่อท่านมองมาที่ข้าดวงตาของท่านทอประกายแรงกล้า ซึ่งยังคงไม่ลดน้อยลงแม้แต่ตอนนี้”
“เส้นชีพจรที่พิการของท่านเป็จริงแต่ลักษณะนิสัยที่แท้จริงและสภาพจิตใจของท่านหลอกลวงทุกผู้คน” เซี่ยชิงเยว่พูดเสียงแ่เบาราวกระซิบขณะที่ดวงตาลึกล้ำสุดจะหยั่งจ้บจ้องที่เีเ่
เีเ่ตกตะลึงด้วยความประหลาดใจ
ด้วยการยืนอย่างใกล้ชิดของเซี่ยชิงเยว่บางคนอาจรู้สึกตื่นเต้นยินดีเมื่อได้ัักลิ่นกายหอมหวานราวดอกไม้ของนางหากเีเ่ไม่อาจเสียเวลาสนใจในรายละเอียดเหล่านี้หัวใจของเขาเต้นโลดขึ้นมาด้วยความใพร้อมกับจ้องมองไปที่เซี่ยชิงเยว่ด้วยความหวาดหวั่นมันเป็ความจริงทั้งหมดเีเ่เป็คนภาคภูมิในตัวเองไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใดหรือเป็ใครในปัจจุบันเนื่องจากในอดีตที่เขาอยู่ในดินแดนเมฆครามนั้น เขาคือหนึ่งในผู้เยี่ยมยุทธ์ที่นั่นทุกผู้คนในเมืองเมฆาล่องแห่งนี้ล้วนไม่อาจเทียบได้แม้เศษเสี้ยวของผู้แข็งแกร่งอันเป็ตำนานยามที่เขาอยู่ในแดนเมฆครามแม้ความแข็งแกร่งของเขาจะลดน้อยถอยลงอย่างมาก หากจิตใจของเขายังคงเดิมเขาไม่ได้พยายามแสดงให้เป็เช่นนั้นหากนี่เป็บุคลิกดั้งเดิมตามธรรมชาติของเขาเมื่อชาติก่อนอย่างไรก็ดี เขาจำเป็ต้องซุกซ่อนตัวตนอันหยิ่งผยองของตนเนื่องจากสภาพร่างกายอันอ่อนแอในปัจจุบัน
สิ่งที่เซี่ยชิงเยว่พูดล้วนบรรยายตัวตนของเขาในปัจจุบันได้ทั้งหมด!
ระหว่างการเดินทางจากตระกูลเซี่ยกลับมาที่ตระกูลเซียว ชายหนุ่มคาดเดาว่านางคงดูิ่ดูแคลนเขาและไม่ให้ความสนใจด้วยศักดิ์ฐานะสูงส่งประดุจสมบัติล้ำค่าแห่ง์เีเ่เปรียบกับนางเป็เพียงโคลนเลนบนพื้นที่ผู้คนสาปแช่งนี่เป็ความคิดทั่วๆไป
หากทว่าเขาไม่เคยตระหนักถึงสายตาที่เฝ้ามองเขาตลอดทางเดินทางกลับสู่ตระกูลเซียวเีเ่ต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อนางไปในทันทีเมื่อมองเข้าไปในดวงตาอันลึกซึ้งงดงามของนางแววตาใสกระจ่างที่แทงทะลุผ่านเข้าไปเห็นซึ้งถึงจิตใจและรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนสร้างความตกตะลึงให้ชายหนุ่ม
เีเ่ผู้นี้มีความทรงจำและประสบการณ์ของทั้งสองชาติภพและเป็บุคคลผู้ซึ่งไม่สามารถโยกคลอนได้โดยง่ายแม้จะอยู่ต่อหน้าเหล่าสุดยอดฝีมือทั้งหลายหรือแม้แต่ต้องเผชิญกับความตายก็ตาม ! ทว่า นางกลับสามารถมองทะลุถึงตัวตนของเขาได้!
นางเป็เพียงสตรีผู้ซึ่งอายุครบสิบหกปีจริงหรือ !?
เด็กสาวอายุเพียงสิบหกปีจะมีความสามารถน่าหวาดหวั่น ทั้งสายตาและจิตใจที่เฉียบคมเช่นนี้ได้อย่างไร!
เีเ่ถึงกับหวาดระแวงว่าเซี่ยชิงเยว่อาจจะเป็เช่นเดียวกับเขาบุคคลซึ่งหวนกลับมาเกิดใหม่ในโลกนี้!
“ท่านข่มกลั้นไว้ใช่หรือไม่?”เซี่ยชิงเยว่ถามหลังจากหยุดนิ่งไปพักหนึ่ง
“ข่มกลั้น?” เีเ่หัวเราะอย่างจนใจ“ก็อาจเป็ได้ ความจริงที่ข้ามีเส้นชีพจรพิการยังคงไม่เปลี่ยนแปลงในแผ่นดินลมปราณฟ้าการเป็คนที่มีชีวิตพร้อมเส้นลมปราณที่พิการทำให้ผู้คนล้วนดูแคลนพวกมันมองเห็นข้าประดุจดังคราบสกปรกติดรองเท้ามันจะต่างอะไรกับการเป็คนขี้ขลาดเก็บตัว กับคนที่จำต้องทนอย่างเงียบๆ”
ข่มกลั้น? ควรเรียกว่าการจำทนจึงจะถูกต้อง!เีเ่เมื่อวันวานล้วนเป็อย่างที่ผู้คนเล่าขานไม่ผิดเพี้ยน!ไม่ว่าเซี่ยชิงเยว่ชาญฉลาดปานใดล้วนคาดคิดไม่ถึงว่าเีเ่ในปัจจุบันบรรจุเต็มไปด้วยความทรงจำถึงสองชาติภพบุคลิกภาพรวมถึงสภาพจิตใจล้วนเปลี่ยนแปลงไป
ดวงตางดงามของเซี่ยชิงเยว่หรี่ลงเล็กน้อย ทันใดนั้นนางยกมือเรียวงามราวกับหยกขึ้นยื่นเหยียดสองนิ้วััตรงหน้าอกของเีเ่ฉับพลัน คลื่นพลังเย็นระรื่นหากไม่เยือกแข็งแล่นเข้าััหน้าอกของเขาและยื่นขยายครอบคลุมทั้งร่างของเีเ่ขณะที่เีเ่กำลังอ้าปากถามนางว่าทำอะไร พลังความเย็นนั้นกลับสาบสูญเซี่ยชิงเยว่เปิดริมฝีปากบอบบางดุจกลีบดอกไม้ กล่าวว่า “เส้นชีพจรของท่านพิการจริงหากแต่มันไม่ใช่ความผิดปกติแต่กำเนิดท่านสมควรถูกทำร้ายร่างกายเมื่อยังเยาว์วัยและบุคคลผู้นั้นจงใจโจมตีชีพจรลมปราณของท่านโดยตรง!”