สองวันต่อมาฉู่หลินถูกแต่งตั้งให้เป็องค์หญิงและมีราชโองการให้องค์หญิงฉู่หลินเข้าพิธีอภิเษกกับองค์ชายรองแห่งแคว้นฉีอย่างเป็ทางการ
ณคืนอภิเษก
ฉู่หลินที่มีผ้าคลุมหน้าและสวมอาภรณ์ชุดแดงนั่งคอยบนเตียงในห้องหออย่างตื่นเต้น
ผ่านไปไม่นานเ้าบ่าวสูงศักดิ์ก็เสด็จมานั่งอยู่เคียงข้าง
“เราง่วงแล้ว นอนกันเถอะ” องค์ชายรองตรัส
“แล้วพระองค์ เอ่อ ไม่เสวยเหล้ามงคลก่อนหรือเพคะ”ฉู่หลินสงสัย
“เ้าไปหยิบมาสิ รีบดื่มแล้วรีบนอน” องค์ชายรองทรงไม่สนพระทัยประเพณีใดๆทั้งสิ้น
ฉู่หลินส่ายหน้านางก็เลยเปิดผ้าคลุมหน้าเสียเอง และเดินไปรินเหล้า จากนั้นก็ถวายให้องค์ชายรองเสวย
และพระองค์ก็ทรงกระดกจอกเหล้าเสวยอย่างรวดเร็วฉู่หลินเองก็นั่งบนเตียงและค่อยๆดื่มจนหมดจอก
“เ้าไปได้แล้ว เราจะนอน” องค์ชายรองทรงไล่
“แล้วจะให้หม่อมฉันไปที่ไหนล่ะเพคะ” ฉู่หลินสงสัย
“อยากนอนไหนก็นอนแต่ห้ามนอนบนเตียงเดียวกับเราและห้ามออกจากห้องนี้อย่างเด็ดขาดมิเช่นนั้นอาจมีคนสงสัย และถ้าเ้ากล้าออกไป เราจะกระทำในสิ่งที่เ้าบ่าวสมควรทำ”องค์ชายรองทรงขู่
ฉู่หลินก็เลยจำต้องมองหาที่เก็บผ้าปูหมอนและผ้าห่ม นางรีบนำไปปูใกล้ประตูห้องหอเพราะ้าออกห่างจากองค์ชายรองให้ได้มากที่สุด นางคิดในใจว่า “ก็ยังดีที่องค์ชายรองทรงไม่ได้ตั้งพระทัยล่วงเกินข้า”
เช้าวันรุ่งขึ้น
“โอ๊ย ใครเหยียบขาข้า”
“ใครใช้ให้เ้านอนขวางประตูแบบนี้ ฉู่หลิน” องค์ชายรองทรงตื่นขึ้นมาก็รีบจัดการธุระส่วนพระองค์พระองค์นั้นทรงทอดพระเนตรไม่เห็นฉู่หลิน เพราะเข้าพระทัยว่านางตื่นแล้วไม่คิดว่านางจะนอนใกล้ประตูแบบนี้
“ก็พระองค์ตรัสเองไงเพคะว่าให้หม่อมฉันนอนที่ไหนก็ได้” ฉู่หลินกล่าวอ้าง
“เอาล่ะรีบจัดการธุระส่วนตัวของเ้าได้แล้วพวกเราต้องรีบไปเข้าเฝ้าพระสนมเอก” องค์ชายรองทรงเร่งเพราะไม่ชอบการรอคอย
“ทราบแล้วเพคะ”ฉู่หลินรีบไปอาบน้ำแต่งตัวทันที
องค์ชายรองรีบเสด็จออกไปข้างนอก
พอถึงเวลาองค์ชายรองและพระชายาฉู่หลินก็นั่งเกี้ยวคนละเกี้ยวเพื่อเสด็จไปที่ตำหนักพระสนมเอก
ฉู่หลินไปถึงพอลงจากเกี้ยวนางก็รีบเดินดุ่มๆเข้าไปในตำหนักพระสนมเอกโดยไม่รอชายสูงศักดิ์แต่ทว่าองค์ชายรองทรงมีความรวดเร็วคล่องแคล่วว่องไวสามารถจับข้อมือและรั้งนางได้ทัน
“จะรีบไปไหนล่ะ”องค์ชายรองตรัส
“เข้าเฝ้าพระสนมเอกไงเพคะ”ฉู่หลินกล่าว
“เ้าอยู่สถานะไหนแล้วตั้งสติสิ” องค์ชายรองทรงเตือน
“มันต่างกันตรงไหนเพคะ”ฉู่หลินไม่เข้าใจ
องค์ชายรองทรงไม่ตอบพระองค์ทรงโอบเอวฉู่หลินทำทีเหมือนรักใคร่กันมาก ฉู่หลินพยายามดิ้นรนขัดขืนพระองค์ก็เลยกระซิบว่า “อย่าให้เราต้องจูบตรงนี้เล่นละครตามน้ำเดี๋ยวนี้”
ฉู่หลินกำลังจะเถียงแต่พอเห็นองค์ชายทรงเอาจริงและกำลังจะยื่นพระพักตร์เข้ามาใกล้นางก็เลยยอมอยู่นิ่งๆ “รีบเข้าไปเถิดเพคะ เดี๋ยวมีคนสงสัย”
คู่รักข้าวใหม่ปลามันที่เพิ่งผ่านพิธีอภิเษกเมื่อคืนกำลังเสด็จเข้าไปในตำหนักพระสนมเอกที่ไม่ได้ไปร่วมงานพิธีมงคลของน้องสาวที่พระนางรักมากเพราะพระองค์ทรงมีอาการแพ้ท้องอย่างหนัก
ณ ห้องบรรทมของพระสนมเอก
“ต้องขออภัยเพคะที่หม่อมฉันไม่ได้ไปร่วมงานและต้องขออภัยที่ตอนนี้หม่อมฉันไม่อาจต้อนรับพระองค์ให้สมพระเกียรติได้” พระสนมเอกทรงรู้สึกผิด
“เราเข้าใจ พระองค์ทรงเป็อย่างไรบ้างอยากให้เราช่วยอะไรหรือไม่” องค์ชายรองตรัส
“ขอหม่อมฉันคุยกับน้องสาวตามลำพังได้หรือไม่เพคะ”พระสนมเอกตรัส
“ได้สิงั้นเราไปรอข้างนอกนะ”องค์ชายรองเสด็จเข้าไปหอมแก้มพระชายาต่อหน้าพระพักตร์พระสนมเอกจนฉู่หลินถึงกับสะดุ้งและใที่ถูกฝ่ายชายล่วงเกิน
“แหมผ่านค่ำคืนอันแสนหวานมาแล้วพระชายาฉู่หลินยังไม่ชินอีกหรือเพคะ” พระสนมเอกทรงแซวน้องสาว
องค์ชายรองทรงแอบกระซิบก่อนเสด็จออกไปว่า“จำไว้นะฉู่หลิน หากเ้าเปิดโปงความสัมพันธ์ปลอมๆระหว่างเราคืนนี้เราจะทำให้เกิดขึ้นจริง หรือว่าเ้าอยากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งก็ลองทำได้เลย”
ฉู่หลินหน้าซีดนางส่ายหน้าขึ้นมาทันที
“เป็อย่างไรบ้างฉู่หลินคืนแรกมีอาการปวดหรือไม่” พระสนมเอกตรัสถามยิ้มๆ
“ก็ปวดหลังนะเพคะ” ฉู่หลินพูดไปโดยไม่ได้คิดอะไร นางนอนบนพื้นทั้งคืนย่อมปวดหลังเป็ธรรมดา
“ไม่ใช่อย่างนั้น พี่หมายถึงเอ่อ ช่างเถอะ ตอนนี้เ้าก็ออกเรือนไปแล้ว อย่าทำตัวเหมือนเด็กๆอีกล่ะ” พระสนมเอกกล่าวเตือน
“เพคะ” ฉู่หลินเห็นพี่สาวหน้าซีด นางก็เลยเดินเข้าไปจับข้อมือเพื่อจับชีพจร
“นี่เ้าจะทำอะไรน่ะทำเหมือนหมอไปได้” พระสนมเอกทรงสงสัย
“ทรงมีอาการแพ้ท้องหนักมากเลยงั้นหรือเพคะ”ฉู่หลินสอบถามพระอาการ
“ใช่ พี่อาเจียนทั้งคืนรู้สึกเวียนหัวเลยไปร่วมพิธีสำคัญของเ้าไม่ไหว” พระสนมเอกตรัส
“หม่อมฉันจะไปปรึกษาหมอเก่งๆแล้วนำยาบำรุงมาถวายนะเพคะ” ฉู่หลินตั้งใจจะจัดยาบำรุงให้
“อย่าลำบากเลยในวังก็มีหมอหลวง” พระสนมเอกตรัส
ฉู่หลินรู้สึกสงสารแม้ว่าพระสนมเอกจะเคยเป็ศัตรูมาก่อน แต่ตอนนี้พระนางเป็พี่สาวที่ดีต่อนางมากนางก็เลยกล่าวเตือนด้วยความหวังดี “ต่อไปพระองค์ทรงจะต้องระวังเื่อาหารและยาให้มากเพราะชีวิตในวังมันน่ากลัวมากเพียงใด พระองค์ทรงทราบดีใช่มั้ยเพคะ”
“ใครจะกล้าบังอาจทำร้ายพี่หากเป็เช่นนั้นจริง พี่ไม่เอามันไว้แน่” พระสนมเอกตรัส
“อย่าทรงประมาทภัยมืดที่มองไม่เห็นเพคะพวกเราไม่อาจทราบได้ว่าศัตรูจะปองร้ายเมื่อไหร่” ฉู่หลินกล่าวจากประสบการณ์สมัยที่ตนเป็นางกำนัลเหวยเซียง
“แล้วพี่จะระวังให้มากอย่าห่วงเลย เ้ากลับไปเตรียมตัวออกเดินทางเถิดวันพรุ่งนี้ต้องเดินทางอีกไกลไม่ใช่หรือ” พระสนมเอกตรัส
“เพคะ”
พอฉู่หลินเดินออกมาไม่พบพระสวามีนางก็เลยถือโอกาสแอบไปดูอดีตพระสนมเซียงเซียงที่กำลังปลอมตัวเป็แม่นมที่ตำหนักฮองเฮาพอนางไปถึงนางก็ใที่องค์ชายรองทรงกำลังสนทนากับอดีตพระสนม แต่เพื่อไม่ให้ใครสงสัยองค์ชายรองทรงประทับยืน ส่วนนางกำนัลคนนั้นคุกเข่าคุย
ฉู่หลินแอบหลบหลังพุ่มไม้ และคิดในใจว่า“หรือว่าองค์ชายรองทรงรู้ตัวตนที่แท้จริงของแม่นมคนนั้น ทรงฉลาดมากจริงๆทรงทราบได้อย่างไรนะ” ฉู่หลินไม่อยากให้องค์ชายรองทรงสงสัยนางก็เลยกลับไปรอที่อุทยานตำหนักสนมเอกดังเดิม
“รีบกลับกันเถอะเราอยากพักผ่อน” องค์ชายรองตรัส
“ทรงกลับไปก่อนได้มั้ยเพคะหม่อมฉันมีธุระส่วนตัวต้องไปทำ” ฉู่หลินกล่าว
“ธุระอะไร” องค์ชายรองทรงอยากรู้
“มันเป็ธุระส่วนตัวนี่เพคะ”ฉู่หลินไม่ยอมบอก
“งั้นเราจะมอบหมายนางกำนัลคนสนิทคอยรับใช้เ้า”องค์ชายรองทรงใช้วิธีส่งคนมาคุมความประพฤติ
ฉู่หลินพูดพึมพำเบาๆ “คอยคุมเหมือนนักโทษสิไม่ว่า”
“เ้าว่าไงนะ” องค์ชายรองทรงแกล้งทำเป็ไม่ได้ยิน
“เปล่าเพคะแล้วแต่พระองค์เถิด” ฉู่หลินทำใจไว้แล้ว
องค์ชายรองทรงลากจูงหญิงสาวไปที่ป่าหลังอุทยานพร้อมกับเป่าใบไม้เรียกจอมยุทธ์หญิงที่สวมชุดดำ
“มีอะไรให้หม่อมฉันรับใช้หรือเพคะ”
“เราจะมอบหมายหน้าที่ให้เ้าไปทำั้แ่นี้ต่อไปให้เ้าแต่งตัวเป็นางกำนัลคอยรับใช้พระชายาของเรา” องค์ชายรองตรัส
“รับทราบเพคะ”
“เ้าจงกลับไปที่เรือนรับรองไปเปลี่ยนชุดแล้วกลับมาที่นี่”องค์ชายรองตรัส
“เพคะ”
ด้วยความที่จอมยุทธ์หญิงมีวรยุทธ์สูงผ่านไปเพียงไม่นานนางก็กลับมาในสภาพนางกำนัลที่มีใบหน้าสะสวยไม่แพ้ฉู่หลิน
ฉู่หลินคิดในใจว่า “มีแต่สาวงามอยู่ข้างกายองค์ชายรอง”
“จงติดตามพระชายาไปทุกที่อย่าให้คลาดสายตาเด็ดขาด”องค์ชายรองตรัสสั่ง
“เพคะ”
พอองค์ชายรองทรงขึ้นเกี้ยวเสด็จกลับเรือนรับรองเพื่อไปพักผ่อน นางกำนัลคนใหม่นามว่าหงเจินก็เดินตามเกี้ยวของพระชายาที่กำลังมุ่งหน้าไปร้านขายยา
ฉู่หลินขอกระดาษและพู่กันเพื่อเขียนตัวยาที่้า
“พระองค์ทรงซื้อยาไปทำอะไรเพคะ”หงเจินรีบถาม
“มันเป็สูตรบำรุงครรภ์น่ะ”ฉู่หลินกล่าวโดยไม่ปกปิด
“ใครบอกหรือเพคะหม่อมฉันไม่เห็นว่าพระองค์ทรงไปพบหมอที่ไหนเลย” หงเจินสงสัย
“ข้าจำคำพูดของหมอมาหากเ้าไม่เชื่อว่าเป็ยาบำรุง ก็ลองถามคนจัดยาสิ” ฉู่หลินรู้ว่านางไม่ไว้ใจก็เลยท้า
หงเจินกลับถามคนจัดยาจริงๆ“ท่านหมอ ยาที่จัดอยู่นี้ ท่านรู้มั้ยว่าเป็ยาที่ไว้ทำอะไร”
“ก็ต้องรู้สิข้าเป็หมอนี่ มันเป็ยาบำรุงครรภ์น่ะ” คนจัดยากล่าว
“เลิกจับผิดข้าได้แล้วเ้ากลับไปเถิด ข้าจะกลับไปเข้าเฝ้าพระสนมเอก” ฉู่หลินไม่ชอบให้ใครคอยติดตาม
“ฝากหม่อมฉันนำไปถวายก็ได้นี่เพคะ”หงเจินเสนอ
“เ้าไม่ไว้ใจข้าข้าเองก็ไม่ไว้ใจเ้าเช่นกัน ข้าต้องมอบให้กับนางกำนัลที่ไว้ใจได้เพื่อให้นางอยู่ทุกขั้นตอนของการปรุงยา” ฉู่หลินกล่าว
“ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลยนี่เพคะ”หงเจินคิดว่าฉู่หลินระวังตัวมากเกินไป
“ชีวิตในวังมันน่ากลัวมากเ้าเองก็รู้ไม่ใช่หรือ ศัตรูสามารถวางยาพิษได้ทั้งในอาหารและยารักษาโรค” ฉู่หลินต้องหาทางป้องกันภัยให้พี่สาว
“พระองค์ทรงทำเหมือนเคยใช้ชีวิตในวังมาก่อนเลยนะเพคะ”หงเจินกล่าว
“ข้าดูจากชีวิตของพี่สาวน่ะ”ฉู่หลินแก้ตัว
เหวยเซียงในร่างของฉู่หลินนึกถึงเมื่อตอนที่ตนเป็นางกำนัลคนสนิทแม้นางจะเคยเห็นพระสนมเอกเป็ศัตรูของอดีตพระสนมเซียงเซียงมาก่อนแต่ด้วยที่พระสนมเอกทรงเป็พี่สาวที่ดีมากสำหรับฉู่หลินนางก็เลยหวังที่จะทำให้พระสนมเอกทรงคลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย
******************************
วันต่อมาฝ่าาพร้อมกับเหล่าเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนางพากันมาส่งเสด็จองค์ชายรองและพระชายากลับแคว้นฉี
“เราสัญญาว่าจะต้องตามหาอดีตพระสนมเซียงเซียงให้เจอและคืนความเป็ธรรมให้กับนาง พร้อมกับคืนสถานะของนางอย่างสมเกียรติ” ฝ่าาตรัสคำมั่น
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”องค์ชายรองตรัส ทรงอุ่นพระทัยที่รู้ว่าพระขนิษฐาปลอดภัยดีในตำหนักฮองเฮา
“หวังว่าพระองค์จะทรงดูแลน้องสาวของหม่อมฉันเป็อย่างดีนะเพคะ”พระสนมเอกทรงเป็ห่วงฉู่หลิน
องค์ชายทรงแสร้งโอบเอวของฉู่หลินและตรัสว่า“แน่นอนอยู่แล้ว นางเป็ชายาที่เรารักมากนี่”
ฉู่หลินนึกในใจว่า “นี่ข้าต้องโดนอะไรบ้างนี่ข้าไม่น่าหลวมตัวเขียนจดหมายเล่าเื่ราวของฉู่หลินส่งไปให้องค์ชายรองเลยจริงๆ”
ในตอนแรกองค์ชายรองและฉู่หลินก็นั่งรถม้าคันเดียวกันตามปกติแต่พอละสายตาชาวแคว้นฝาง พระองค์ก็ตรัสให้หยุดขบวนกะทันหันแล้วสั่งให้ฉู่หลินไปนั่งรถม้าคันหลังสุดโดยมีนางกำนัลหงเจินนั่งไปด้วย
ฉู่หลินคิดในใจอีกว่า “ตอนนี้ข้ากำลังอยู่ในสถานะนักโทษชัดๆพระองค์ทรงช่างแสดงละครตบตาผู้อื่นได้เนียนจริงๆ”
หลังจากขบวนเสด็จเคลื่อนไปถึงเมืองฝางหลิงม้าที่ผูกติดกับรถม้าของพระชายาก็เผลอเหยียบกับดัก ทำให้รถม้าของพระชายาหยุดกะทันหันในขณะที่รถม้าคันที่อยู่ข้างหน้าก็เดินทางต่อไปโดยไม่รู้ว่าคันหลังนั้นเกิดอะไรขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ”ฉู่หลินะโถาม
“ม้าเหยียบกับดักพะย่ะค่ะ”ทหารรายงาน
“ท่านจับม้าไว้ข้าขอดูอาการม้าก่อน” ฉู่หลินกล่าว
ม้าทั้งร้องทั้งดิ้นด้วยความเ็ปพอฉู่หลินดึงกับดักออกได้ ก็เลยรีบใส่ยาพันาแให้
“ตอนนี้ม้าเจ็บขามากคงรับน้ำหนักไม่ไหว พวกเราต้องเดินเท่านั้น” ฉู่หลินประเมิน
“แต่ขบวนเสด็จล่วงหน้าพวกเราไปไกลแล้วนะเพคะ”หงเจินกังวล
“เอาอย่างนี้เ้ามีกำลังภายใน เ้ารีบไปส่งข่าวบอกองค์ชายรองสิ” ฉู่หลินเสนอ
“งั้นหม่อมฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้เพคะ”หงเจินเห็นด้วย
ฉู่หลินยืนมองจอมยุทธ์หญิงะโหายไปเพื่อปฏิบัติภารกิจนางก็เลยค่อยๆเดิน โดยมีทหารคุมม้าคอยจูงม้าเดินไปเรื่อยๆ
แต่ทว่าผ่านไปครึ่งชั่วยามก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะเห็นขบวนเสด็จหยุดรอพระนางเลยอีกทั้งไม่เห็นว่าจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นจะกลับมา
ฉู่หลินเริ่มฉุกคิดได้ว่า “หรือว่านี่จะเป็แผนการขององค์ชายรอง”
ไวเท่าความคิดอยู่ดีๆก็มีชายชุดดำทั้งแปดะโเข้ามารุมล้อมพระนางกับทหารนายหนึ่งไว้
ทหารผู้ซึ่งพอมีวรยุทธ์ก็เลยบอกให้พระชายาเสด็จหนีไป ส่วนตนก็พยายามรับมือ
ฉู่หลินไม่้าเป็ตัวถ่วงก็เลยยอมวิ่งหนีแต่พอหันหลังไปก็พบว่าทหารชายผู้นั้นถูกฆ่าตายเสียแล้วสักพักกลุ่มคนร้ายก็รีบวิ่งมาโอบล้อมพระนาง
“พวกเ้า้าอะไร”ฉู่หลินกล่าว
“ชีวิตของพระนางไงพะย่ะค่ะ”คนร้ายคนหนึ่งกล่าว
“นี่เ้าเป็คนขององค์ชายรองอย่างนั้นหรือ”ฉู่หลินถามตรงๆ
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้”คนร้ายกล่าวโดยยิ้มมุมปาก
ฉู่หลินถอนหายใจและคิดในใจว่า“อุตส่าห์รอดพ้นความตายมาได้ แต่ก็ต้องมาตายในร่างนี้อยู่ดี” นางก็เลยหลับตารอรับความตาย
“ช้าก่อนนางงดงามถึงเพียงนี้ น่าเสียดายจะตายไป พวกเรามาเสพสุขกันก่อนเถอะค่อยฆ่านางทีหลัง” ชายคนหนึ่งเสนอเพราะถูกใจความงามของพระชายา
“อย่านะ!” ฉู่หลินพยายามวิ่งหนีแต่ด้วยแรงอันน้อยนิด เพียงไม่นาน นางก็ถูกผลักให้ล้มชายสองคนช่วยกันจับแขนของหญิงสาว ส่วนชายคนที่เสนอความคิดรีบถอดเสื้อของตัวเอง ส่วนอีกห้าคนยืนล้อมรอบเพื่อดูฉากขมขื่นอย่างสะใจ
“ช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยข้าด้วย” ฉู่หลินะโเสียงแหบแห้ง
ชายที่กำลังกระทำมิดีมิร้ายฉีกเสื้อผ้าของหญิงสาวอย่างไร้ความปราณี
เหวยเซียงผู้ซึ่งไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเพราะนางเคยชินที่นางไม่ใช่สาวสวยและมักถูกชายหมางเมินเป็ประจำพอมาอยู่ในร่างสาวสวยก็ต้องมาพบกับภัยผู้หญิงแบบนี้ น้ำตาไหลไม่ขาดสายเพราะนางไม่อาจร้องเรียกใครได้อีก คนร้ายเอามือมาปิดปากนางไว้ นางคิดในใจว่า “ข้าเป็หมอ รักษาและช่วยเหลือคนมาทั้งชีวิตข้าไม่มีผลบุญบารมีบ้างเลยงั้นหรือ”
แต่ก็เหมือน์ได้ยินคำพูดของหมอสาวสักพักองค์ชายรองทรงใช้วรยุทธ์เข้าจู่โจมชายชุดดำทั้งแปดผ่านไปไม่นานทหารองค์รักษ์ก็เข้ามาช่วยพระองค์และแล้วชายทั้งเจ็ดก็ถูกทหารองครักษ์ฆ่าตาย เหลือไว้หนึ่งคนเพื่อถามหาผู้บงการ
ชายคนที่เหลือเห็นว่าตัวเองคงไม่รอดเขาก็เลยกินยาพิษฆ่าตัวตาย
ฉู่หลินนอนใช้มือปิดหน้าร้องไห้ด้วยความกลัวสุดขีดนางไม่สนใจว่าคนที่มาช่วยนั้นเป็ใคร
องค์ชายรองทรงถอดเสื้อคลุมมาคลุมร่างของหญิงสาวไว้
“ขอบคุณท่านมาก” ฉู่หลินขอบคุณทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าผู้มีพระคุณเป็ใครแต่พอนางสงบสติอารมณ์ได้ นางก็เลยมองไปเพื่อสำรวจเหตุการณ์ พอรู้ว่าคนร้ายตายหมดและคนช่วยคือองค์ชายรอง นางก็เลยแสดงกริยาแข็งกร้าวตบหน้าชายสูงศักดิ์
“นี้เ้าทำบ้าอะไร”องค์ชายรองทรงกริ้ว
“ทั้งหมดนี่เป็ฝีมือของพระองค์ใช่มั้ยเพคะทรง้าแก้แค้นหม่อมฉัน พระองค์ก็เลยวางแผนทั้งหมดสั่งให้หม่อมฉันไปนั่งรถม้าคันหลังสุด แอบโยนกับดักให้ม้าาเ็และให้จอมยุทธ์หญิงผู้นั้นทิ้งหม่อมฉันไป สุดท้ายก็ส่งคนร้ายมาข่มเหงรังแกหม่อมฉันไม่เห็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยากเลยนี่เพคะ ฆ่าหม่อมฉันซะเลยสิ” ฉู่หลินท้า
“ความตายมันง่ายเกินไปปล่อยให้อยู่อย่างทรมานดีกว่า จะได้สาสมกับความร้ายกาจของเ้า” องค์ชายรองตรัส
ฉู่หลินแย่งมีดสั้นที่องค์ชายรองทรงพกติดตัวมา
“จะฆ่าเราอย่างนั้นหรือ”องค์ชายรองตรัสโดยไร้ซึ่งความเกรงกลัว
“หม่อมฉันไม่อยากเห็นพระพักตร์ของพระองค์อีกในเมื่อหม่อมฉันหนีไม่ได้ สู้ตายเสียดีกว่า” ฉู่หลินนำมีดมาจ่อคอตัวเอง
แต่ทว่าองค์ชายรองก็ทรงแย่งคืนได้อย่างง่ายดายและอุ้มหญิงสาวไปนั่งบนม้าตัวเดียวกับพระองค์
“ปล่อยนะปล่อยหม่อมฉันเดี๋ยวนี้” ฉู่หลินทั้งร้องทั้งดิ้น
“จะหยุดดิ้นดีๆ หรือให้เราหยุดด้วยปาก”องค์ชายรองทรงขู่
ฉู่หลินนึกถึงฉากจูบขึ้นมาได้นางก็เลยหยุดดิ้นและยอมให้พระสวามีโอบเอวของนาง
เมื่อควบม้ามาถึงกระโจมฉู่หลินรีบลงจากม้าและวิ่งหนี เพื่อไปสงบสติอารมณ์ที่ป่าหลังกระโจมโดยไม่สนใจผู้ใดอีก ถึงกระนั้นก็มีทหารองครักษ์คอยคุมพระนางอยู่ห่างๆ
ฉู่หลินร้องไห้ปาดน้ำตาและคิดในใจว่า “นึกไม่ถึงว่าองค์ชายรองจะทรงอำมหิตถึงเพียงนี้หม่อมฉันนึกว่าพระองค์ทรงแค่เ็าเพราะมีภูมิหลังที่เสด็จพ่อของพระองค์ไม่รักเท่านั้น”พอฉู่หลินสงบสติอารมณ์ได้ นางก็เลยยอมกลับไปที่กระโจม
“นำทางไปที่กระโจมของเราสิ”ฉู่หลินสั่งทหารที่คอยคุมนาง
“เชิญทางนี้พะย่ะค่ะ”
แต่ก่อนที่จะไปถึงกระโจมของพระชายาพระนางก็ได้ผ่านกระโจมหลังหนึ่งที่กำลังวุ่นวายโกลาหล
ฉู่หลินก็เลยแอบดูก็พบว่าหงเจินกำลังบ้าคลั่งถือดาบฟาดฟันทหารองครักษ์และองค์ชายรองอย่างคนไร้สติ
“มันเกิดอะไรขึ้นกับหงเจินงั้นหรือ”ฉู่หลินใกับภาพที่เห็น
“ระหว่างที่หงเจินใช้วิชาตัวเบาเพื่อะโไปหารถม้าขององค์ชายรองนางก็ถูกมารหมื่นลี้ดักหน้า ทั้งสองปะทะกันด้วยฝีมือสูสีแต่มารหมื่นลี้ใช้พิษทำให้นางเห็นภาพหลอนมองเห็นทุกคนเป็ศัตรู พวกเรากำลังจะช่วยขับพิษให้นางแต่นางอาละวาดอย่างที่เห็นพะย่ะค่ะ” ทหารรายงาน
“เอาล่ะเ้าล่อให้นางออกจากกระโจมสิ” ฉู่หลินบอกแผน
“ทำอย่างนั้นทำไมพะย่ะค่ะ”ทหารสงสัย
“ทำเถิดน่า เรามีวิธีช่วย”ฉู่หลินวางแผนไว้แล้ว
ทหารองครักษ์ยอมทำตามรับสั่งของพระชายา
เพื่อนทหารพากันแปลกใจก็เลยะโว่า “เ้าวิ่งล่อหงเจินแบบนี้ เดี๋ยวนางก็หนีออกไปได้หรอก”
แต่ทว่าก็ไม่ทันเสียแล้วหงเจินกำลังจะวิ่งออกไปจากกระโจมจริงๆ ผ่านไปไม่นานนางก็สลบเพราะฉู่หลินเป่าผงยาสลบใส่หงเจินแบบไม่ทันตั้งตัว
“เ้าจะทำอะไรน่ะ”องค์ชายรองทรงสงสัย
“ตรวจอาการของนางเพคะ”เหวยเซียงลืมตัวว่าตนอยู่ในร่างของฉู่หลินอยู่ นางก็เลยจับชีพจร และก็รีบนำเข็มที่พกติดตัวมาด้วยมาฝังเข็มให้กับหงเจิน
“เ้าไม่ใช่หมอเ้ากล้าฝังเข็มได้ยังไง เดี๋ยวหงเจินก็ตายหรอก หลีกไปเราจะรีบเดินกำลังภายในขับพิษให้นางเอง” องค์ชายรองตรัส
“ไม่ได้เด็ดขาดเพคะพิษชนิดนี้สามารถแพร่กระจายทั่วร่างกายระหว่างเดินกำลังภายในดังนั้นทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด” ฉู่หลินกล่าว
องค์ชายรองทรงกำลังจะไปห้ามแต่ทว่าสักพักหงเจินก็กระอักเื และคืนสติอย่างคนอ่อนแรง
“มันเกิดอะไรขึ้นกับหม่อมฉันเพคะ”หงเจินรีบถาม
“เ้าถูกพิษของมารหมื่นลี้น่ะสิ”องค์ชายรองตรัส
“เขาคอยรับใช้พระสนมเอกแห่งแคว้นฉีนี่เหตุใดถึงตามพระองค์มาถึงแคว้นฝางล่ะเพคะ” หงเจินสงสัย
“หากองค์หญิงฉู่หลินสิ้นพระชนม์ในขบวนทูตฝ่าาแคว้นฝางต้องทรงกริ้วมากเป็แน่ และอาจนำไปสู่การก่อาระหว่างแคว้นพระสนมเอกแห่งแคว้นฉีทรง้าทำให้เรากลายเป็ต้นเหตุจุดฉนวนล่ะสิท่า” องค์ชายรองทรงคาดการณ์
“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะพระชายาหม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจทิ้งพระองค์แบบนั้นจริงๆพอถูกพิษก็เลยกระทำการอย่างคนไร้สติแบบนั้น” หงเจินรู้สึกผิด
“ช่างเถิดในเมื่อเ้าไม่ได้ตั้งใจ” ฉู่หลินรู้สึกผิดที่ตนเข้าใจองค์ชายรองผิดไปก็เลยว่า “หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ องค์ชายรอง”
“โปรดจำใส่ใจไว้การแก้แค้นมันหลังจากนี้ต่างหาก” หลังจากนั้นองค์ชายรองก็เสด็จออกไปจากกระโจมเพื่อประชุมวางแผนเกี่ยวกับเหล่าคนร้ายซึ่งเป็คนของพระสนมเอกแคว้นฉี
ตอนนี้ฉู่หลินอยู่กับหงเจินตามลำพัง “เราจะจัดยาให้ ทานอีกสามวัน พละกำลังของเ้าจะฟื้นขึ้นมาเหมือนเดิม”
“หม่อมฉันไม่เคยได้ยินว่าพระองค์ทรงมีวิชาแพทย์ด้วย” หงเจินสงสัย
“ก็รู้ไว้ซะั้แ่วันนี้ไง”ฉู่หลินไม่้าอธิบาย
พอฉู่หลินอยู่ในขบวนเสด็จองค์ชายรองแคว้นฉีองค์ชายรองก็ทรงไม่จำเป็ต้องแสดงละครเป็คนรักอีกตอนนี้พระองค์ทรงทำตัวเฉยชาต่อพระชายาราวกับเป็เพียงคนรู้จักกัน หาใช่คนที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันไม่
ฉู่หลินก็เลยคอยดูแลหงเจินและคุยกับนางเพื่อแก้เหงา
“เ้าเคยเห็นเอิ่นลั่วหรือไม่”ฉู่หลินลองถาม
“พระองค์ทรงรู้จักนางด้วยหรือเพคะ”หงเจินสงสัย
“เคยได้ยินมาเห็นว่านางเก่งรอบด้าน เสียอย่างเดียวคือไม่มีวรยุทธ์เท่านั้น” ฉู่หลินกล่าว
“แต่องค์ชายรองก็ส่งองครักษ์คุ้มครองนางเป็อย่างดีนะเพคะ”หงเจินกล่าว
“เ้าล่ะมีฐานะเช่นไรใช่คนรักของพระองค์หรือไม่” ฉู่หลินอยากรู้
“ทรงหึงหรอเพคะ” หงเจินแอบยิ้ม
“เปล่า! เราจะได้ทำตัวถูก หากพวกเรามีฐานะไม่ต่างกันเราก็จะได้ให้เกียรติเ้าด้วย” ฉู่หลินกล่าว
“เป็เพียงบริวารคนหนึ่งเท่านั้นเพคะองค์ชายรองทรงมีพระคุณต่อหม่อมฉันมาก ชาตินี้ก็คงตอบแทนไม่หมด” หงเจินไม่อาจเอื้อม
“มีพระคุณยังไงหรอ”ฉู่หลินอยากรู้
“ไปทานอาหารได้แล้วพวกเราต้องรีบออกเดินทางอีกไกล” องค์ชายรองทรงขัดจังหวะ
“เพคะ”
ขบวนเสด็จปรับรูปแบบใหม่พระชายาฉู่หลินทรงถูกย้ายให้ไปนั่งในรถม้าขององค์ชายรองโดยมีนางกำนัลหงเจินนั่งอยู่เคียงข้างส่วนองค์ชายรองก็ทรงม้านำขบวนเสด็จอย่างองอาจ