ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์

    บทที่ 31 ลมที่สงบ

           คุณยายเรไรตรวจสอบรอยแผลเป็นของภัทรด้วยใจเต้นรัว เพราะรอยแผลพวกนี้ไม่ใช่เพราะหมอชาวสามัญไร้ฝีมือ แต่มันคือร่องรอยการผ่าตัดเพื่อ "คว้านรากมนตรา” ออกไปอย่างป่าเถื่อน! และผู้ที่ลงมือต้องเป็นผู้เยียวยาระดับสูงที่มีความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ระดับปีศาจ! ความสามารถระดับนี้ไม่มีทางที่ผู้เยียวยาทั่วไป... ไม่สิ ต้องบอกว่าแม้แต่ผู้เยียวยาที่เก่งกาจที่สุดในประเทศนี้จะมีความสามารถถึงขั้นนี้ได้


           ไม่เพียงรากมนตราที่ถูกคว้านออกไปจนไม่เหลือแม้แต่ธาตุประจำตัวใดๆ และคุณสมบัติเวทมนตร์เกือบทั้งหมดก็ถูกนำออกไปด้วยแล้ว บริเวณข้อแขนที่เธอตรวจสอบก็มีร่องรอยของการดึงเลือดออกไป หรือก็คือเด็กคนนี้เคยมีโลหิตพิเศษของผู้วิเศษแต่ถูกนำออกไปด้วย


           นอกเหนือจากนี้ เธอจับบริเวณกลางหลังของเขาที่มีรอยแผลอยู่ บริเวณนี้คือบริเวณที่มักปรากฏกระดูกพิเศษ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า ลักษณ์ของผู้วิเศษ แปลว่าเด็กคนนี้ต้องมีพรสวรรค์สูงตั้งแต่กำเนิดและระดับไม่น้อยไปกว่าลูกหลานตระกูลระดับสูงเป็นแน่ แต่กลับถูกชิงออกไปทั้งหมด การที่เขาไม่ตาย แล้วยังกลับมามีพลังวิเศษนี้ก็นับว่าปาฏิหาริย์ซ้อนปาฏิหาริย์มากแล้ว


           สีหน้าของคุณยายเคร่งเครียดขึ้นจนรินสังเกตได้ แต่ภัทรยังคงไม่รู้ตัวเนื่องจากเขาหันหลังอยู่นั่นเอง เธอพูดกับภัทร “น่าจะเป็นเพราะผลกระทบจากอุบัติเหตุ ทำให้เส้นทางเดินเวทในร่างกายเธอเสียหายอย่างหนัก...”


           คุณยายโกหกคำโตเพื่อปกป้องเด็กหนุ่ม “แต่ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวยายจะให้รินช่วยจัดยาบำรุงให้ก่อน... ภัทรออกไปรอข้างนอกก่อนนะลูก”


           “ได้ครับ ขอบคุณมากๆ นะครับคุณยายเรไร” ภัทรสวมเสื้อกลับเข้าที่ก่อนจะขอบคุณแล้วเดินออกไปจากห้องตรวจ


           ทันทีที่ประตูพับปิดลง คุณยายรีบเขียนจดหมายฉบับใหม่ด้วยมือที่สั่นเทา แล้วประทับตราครั่งปิดผนึกอย่างแน่นหนา


           “คุณยายคะ... เขาเป็นโรคร้ายแรงเหรอคะ? ทำไมยายทำหน้าเครียดขนาดนั้น?” รินถามเสียงสั่น


           “ไม่ใช่หรอกลูก... เขาสุขภาพแข็งแรงดี”


           “คุณยายโกหก! หนูรู้นะคะ! มันต้องเป็นเรื่องใหญ่มากแน่ๆ ใช่มั้ยคะ?” รินคาดคั้น


           “ริน...” คุณยายยื่นซองจดหมายและห่อยาสมุนไพรบำรุงให้หลานสาว แววตาจริงจังอย่างที่รินไม่เคยเห็นมาก่อน


           “หนูห้ามพูดเรื่องวันนี้ให้ใครฟังเด็ดขาด... โดยเฉพาะเรื่องแผลของเขา”


           “ทำไมคะ?”


           “และหนู... ชอบเขาหรือเปล่า?”


           อยู่ๆ คุณยายก็พูดแปลกๆ จนเธอตั้งตัวไม่ทัน ปฏิเสธมือไม้พัลวัน “คะ!? ยายพูดอะไรคะเนี่ย! หนูไม่ได้...”


           “ฟังยายนะริน...” คุณยายจับไหล่หลานสาวแน่น “ถ้าหนูไม่ได้คิดจริงจังกับเขา... ยายแนะนำว่า ‘อย่ารู้มากเกินไปจะดีกว่า’ ...ยกเว้นว่าหนูจะมั่นใจ และพร้อมที่จะเป็นเจ้าสาวของเขาจริงๆ ยายถึงจะยอมเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง”


           “นี่คือจดหมายสำคัญ ห้ามเปิดอ่านเด็ดขาด เอาไปให้ริศตัดสินใจเอง เข้าใจมั้ย?” คุณยายทำหน้าจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


           รินยืนตัวแข็งทื่อ คำพูดของคุณยายก้องอยู่ในหัว... ‘เจ้าสาวของเขา...’ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว แต่ในใจกลับหนาวเหน็บด้วยความกลัวในความลับที่ซ่อนอยู่


           “ค่ะ... หนูจะจำไว้” รินรับห่อยากับจดหมายมาถือไว้แน่น แล้วเดินเหม่อลอยออกจากห้องไป


           คุณยายเรไรมองตามหลังหลานสาวแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าอย่างจนใจ “หวังว่าหนูจะเลือกทางที่ถูกต้องนะลูก... ชะตากรรมของเด็กคนนั้น มันหนักหนาเกินกว่าที่คนทั่วไปจะแบกไหวจริงๆ”


           ขากลับพวกเขาก็นั่งรถสกู๊ตเตอร์เหมือนเช่นเคยเนื่องจากเขารู้ทางแล้วจึงไม่จำเป็นต้องถามรินอีก แต่ตั้งแต่ขึ้นรถมา รินเอาแต่นั่งหน้ามุ่ยเงียบกริบมาตลอดทาง จนภัทรเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ


           “มีอะไรรึเปล่าครับคุณรินธิรา?”


           “ไม่มีอะไร” เธอตอบเสียงนิ่ง


           “แต่คุณดูเครียดมาตลอดทางเลยนะครับ”


           “ก็บอกว่าไม่มีอะไรไงเล่า!” เธอตวาดเสียงแหวว แต่มือเรียวกลับเผลอกอดเอวเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว


            ภัทรคิดว่าเธอคงรู้สภาพร่างกายเขาแล้วจึงได้พูดขึ้น “คุณรินธิราไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกครับ... อย่างมากผมก็แค่เป็น ‘นายห่วยพลังศูนย์’ ตลอดไปแค่นั้นเองครับ”


           “ฮึ! ใครห่วงนายกันยะ! ฉันแค่... ฉันแค่... ฉันแค่หิวต่างหาก!”


           “หิวเหรอครับ...” ภัทรเหลือบมองกระจกข้าง เห็นใบหน้าบูดบึ้งที่ซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด


           “อืม... ขามาผมเห็นร้านไอศกรีมอยู่ตรงหัวมุมพอดีเลย งั้นเราแวะไปกินกันเถอะครับ" ภัทรยิ้มบางๆ ก่อนจะหักเลี้ยวรถสกู๊ตเตอร์ไปอีกทาง


           รินอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำกับแผ่นหลังของเขา “ตาบ้า...”


           พวกเขามาถึงร้านไอศกรีมโฮมเมดบรรยากาศน่ารักสไตล์วินเทจ ลูกค้าในร้านส่วนใหญ่เป็นคู่รักวัยรุ่นที่มานั่งจู๋จี๋กัน แต่รินมัวแต่เหม่อลอยจนไม่ได้สังเกตบรรยากาศรอบข้างเลย


            “นี่เมนูค่ะ เชิญเลือกตามสบายเลยนะคะ” พนักงานสาวส่งเมนูให้ทั้งสองคน


           ในที่สุดของหวานก็ดึงดูดความสนใจได้ ดวงตาของรินเป็นประกายวิบวับทันทีที่เห็นรูปไอศกรีมหลากสี เธอชี้นิ้วไล่ไปตามเมนูด้วยความลังเล เลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรดี


           ภัทรถอนหายใจโล่งอกกับบรรยากาศรอบๆ ตัวของเธอ เมื่อเขาเห็นราคาแล้วก็นับว่าไม่แพงมากสำหรับกระเป๋าตังค์เขา จึงพูดขึ้นอย่างใจป้ำ


           “ลองสั่งมาหลายๆ อย่างก็ได้ครับ จะได้รู้ว่าชอบรสไหน”


           “นายพูดเองน้า...” เธอยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปาก


            “พี่คะ! เอาอันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้ค่ะ!” เธอกดจิ้มเมนูรัวๆ ไปที่ ช็อกโกแลตซันเดย์, สตรอเบอร์รี่ซันเดย์ และ ช็อกโกมินต์


           “ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”


           “เอ่อ... คุณรินครับ สั่งเยอะขนาดนั้นจะกินไหวเหรอครับ?” ภัทรเริ่มเหงื่อตก


           “อันไหนฉันกินไม่หมด นายก็กินสิ...” รินตอบหน้าตายเลือกเมนูเครื่องดื่มต่อ


           “เอ่อ... ก็ได้ครับ”


            ภัทรตัดสินใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะตามใจเธอวันนี้ ไม่นานนักไอศกรีมถ้วยโตทั้งสามก็ถูกนำมาเสิร์ฟ


           รินตักชิมถ้วยนั้นทีถ้วยนี้ทีด้วยความเพลิดเพลิน จนในที่สุดเธอก็ยึด ช็อกโกมินต์ ไปครองแต่เพียงผู้เดียว ทิ้งอีกสองถ้วยให้ภัทรรับผิดชอบ


           ภัทรก็ไม่ว่าอะไร เขาหยิบช้อนในแก้วสตรอเบอร์รี่ซันเดย์มาตักกินต่อโดยไม่ได้คิดอะไร


           แต่เมื่อเขากำลังจะตักเข้าปาก รินก็รีบคว้าข้อมือเขาไว้


           “มีอะไรเหรอครับ?”


           “ป... เปล่า... ไม่มีอะไร” รินหน้าแดงแปร๊ด ก่อนจะรีบดึงช้อนที่ปักอยู่ในแก้วช็อกโกแลตซันเดย์ (ที่เธอกินไปแล้ว) เก็บไปไว้กับตัว


           ภัทรมองงงๆ แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไร


           “ขอโทษนะคะ นี่สตรอเบอร์รี่ราดซอสพิเศษของทางร้านค่ะ” พนักงานคนเดิมเดินมาเสิร์ฟถ้วยเล็กๆ เพิ่ม


           “เอ๊ะ? เราไม่ได้สั่งนะคะ” รินทักท้วง


           “อ๋อ เป็นโปรโมชั่นพิเศษสำหรับ คู่รักสิบคู่แรก ของวันนี้ค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ” พนักงานสาวยิ้มหวานแล้วเดินจากไป


           รินสตั๊นไปสามวินาที... พอได้สติเธอก็เอาด้ามช้อนตีไหล่ภัทรดัง ปั้ก!


           “โอ๊ย! ตีผมทำไมครับเนี่ย?”


           “ทำไมนายไม่ปฏิเสธไปยะ ว่าเราไม่ใช่คู่รักกัน!”


           “อ้าว... ผมเป็นผู้ชาย ให้ปฏิเสธอะไรแบบนั้นมันเสียมารยาทนะครับ... อีกอย่าง ของฟรีด้วย ไม่กินเหรอครับ? งั้นผม...”


           “กิน! ฉันจะกิน!” เธอรีบแย่งถ้วยโปรโมชั่นไปกินอย่างรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน โดยไม่ทันสังเกตว่าลูกค้าโต๊ะอื่นแอบมองพวกเขาแล้วอมยิ้มกันใหญ่


           กว่าจะออกจากร้านก็เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แล้ว รินที่อิ่มแปล้เริ่มรู้สึกขี้เกียจกลับไปทำงานที่สำนักงาน เลยชวนภัทรไปเดินย่อยที่สวนสาธารณะใกล้ๆ


           “ภัทร! นั่นมันเครื่องอะไรน่ะ?” รินชี้ไปที่ตู้เกมสีสันสดใสที่เรียงรายอยู่ริมทางเดิน


           “มันคือ ตู้คีบตุ๊กตา ครับ เราต้องหยอดเหรียญแล้วบังคับขาคีบให้จับตุ๊กตาออกมา”


            “ขอเหรียญหน่อย! ฉันอยากได้ตัวนั้น!”


           เธอมองไปที่ ตุ๊กตากระต่ายสีชมพู ที่ใช้กระดุมแทนลูกตา ซึ่งวางอยู่ริมสุดของตู้ด้วยแววตาหมายมั่นปั้นมือ


           “เสร็จฉันแน่... เจ้าราสเบอร์รี่!” (ดูเหมือนเธอจะตั้งชื่อให้มันเรียบร้อยแล้ว)


           “นี่ครับ” ภัทรส่งเหรียญสิบให้เธอหลายเหรียญ


           รินหยอดเหรียญด้วยความมั่นใจ... ครั้งที่หนึ่ง... พลาด


           ครั้งที่สอง... ขาเหล็กปล่อยตุ๊กตาหลุดกลางทาง


    ครั้งที่สาม... สี่... ห้า...


           ผ่านไปหลายเหรียญ เจ้ากระต่ายราสเบอร์รี่ก็ยังนอนนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม จนรินเริ่มเบะปาก น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บใจ


           “นี่มันเครื่องบ้าอะไรเนี่ย! กินเหรียญฉันไปตั้งเยอะแล้วนะ! มันต้องทุบแล้ว! ไอ้เครื่องขี้โกง!”


           รินโมโหจนเผลอหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาเตรียมร่ายเวทระเบิดตู้


           “เดี๋ยวครับคุณรินธิรา! ใจเย็นๆ!” ภัทรรีบห้าม


           “พังมันสิ! เครื่องห่วยๆ แบบนี้!”


           “อย่านะครับ! ที่นี่ห้ามใช้เวทมนตร์ เดี๋ยวตำรวจจับนะครับ... มาครับ เดี๋ยวผมคีบให้เอง”


           “ชิ... ก็ได้! แต่นายต้องคีบให้ได้ในทีเดียวนะ! เราเหลือแค่เหรียญเดียวแล้ว!” รินยัดเหรียญสุดท้ายใส่มือภัทรด้วยความคาดหวัง


           ภัทรรับเหรียญมาแล้วสูดหายใจลึก ความจริงเขาเองก็ไม่เคยเล่นตู้คีบมาก่อน แต่เมื่อเขามองไปที่กลไกของตู้ ด้วย "เนตรพิมพ์เขียว” เซนส์ของนายช่างก็ทำงานทันที


           เขามองเห็นเฟืองที่สึกหรอ และองศาของขาคีบที่เอียงผิดปกติ


           ‘ขาข้างซ้ายมันหลวม... ต้องเล็งเผื่อไปทางขวานิดหน่อย แล้วกดจังหวะที่มันแกว่งกลับมา’


           ภัทรขยับคันโยกอย่างระมัดระวัง โดยมีรินยืนลุ้นจนตัวเกร็งอยู่ข้างๆ


           ปิ๊บ! เขาเลื่อนขาคีบไปตำแหน่งที่ต้องการ


           กึก! เขากดปุ่มหย่อนขาคีบลงไป


           “จับสิๆๆๆ...” รินพึมพำ


           ขาเหล็กงับเข้าที่หัวตุ๊กตากระต่ายพอดีเป๊ะ!


           “ติดแล้ว! อย่าหลุดนะ! อย่าหลุด!” รินยกมือประสานขอพรแทบจะกราบตู้


    ครืดดดด...


           ขาคีบยกตุ๊กตาลอยข้ามช่องว่างมาอย่างช้าๆ... และปล่อยลงในช่องรับของ


    ตุบ!


           “เย้!!! ได้แล้วววว!”


           รินกระโดดดีใจจนตัวลอย เผลอหันมากระโจนกอดคอภัทรเต็มแรงด้วยความดีใจ


           “เก่งมากภัทร! นายทำได้!”


           ทั้งสองกอดกันกลมอยู่ชั่วครู่... จนกระทั่งรินได้สติว่าคนที่เธอกอดอยู่ไม่ใช่พี่ริศ แต่เป็นผู้ชาย (ที่เธอเพิ่งบอกว่าเกลียดขี้หน้า)


           “อะ... เอ้อ...”


           เธอหน้าแดงแปร๊ด รีบผละตัวออกอย่างรวดเร็ว คว้าเจ้าตุ๊กตากระต่ายขึ้นมาอุ้มปิดหน้า แล้วเดินจ้ำอ้าวหนีไปที่รถโดยไม่พูดไม่จา


           ภัทรยืนนิ่งอยู่หน้าตู้คีบตุ๊กตา มือยกขึ้นเกาแก้มแก้เขิน


           เขามองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปโดยไม่ทันสังเกตเลยว่า... ใบหูของเขาเองก็แดงก่ำไม่แพ้กัน

    นิยายแนะนำ