เหมือนเวินจ้านคิดหยั่งเชิงลั่วจิ่งซีเห็นได้ชัดว่าหลายครั้งที่จิ่งซีเกือบพลาดท่า แต่เขาก็ยังแสร้งปล่อยไป
แม้คนอื่นอาจดูไม่ออกแต่ไม่ใช่กับเฝิงเจิ้งชูที่คุ้นเคยกับเวินจาน ทำให้สามารถดูออกได้ทันที
ดูท่าเวินจ้านคงถูกใจเจ้าหนุ่มนี่เข้าแล้วมิเช่นนั้นคงไม่มีทางสู้นานถึงเพียงนี้
ลั่วจิ่งซีที่เป็นฝ่ายจู่โจมเริ่มตระหนักได้ถึงความต่างชั้นของตนเองกับเวินจ้านตาแก่ผู้นี้กำลังแกล้งอ่อนข้อให้เขา ช่างน่าโมโนนัก
เดิมทีก็ไม่คิดว่าจะใช้กระบวนท่านั้นแต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่จริงจัง เขาเองก็จะไม่เกรงใจอีกต่อไป
“รับกระบวนท่า!” ลั่วจิ่งซีตะโกนเสียงดังก่อนจะกระโดดขึ้นเหนือพื้นพร้อมกับปล่อยหมัดพุ่งเข้าหาเวินจ้าน กระบวนท่านี้ทำให้เวินจ้านตกตะลึงชั่วขณะ ในจังหวะที่ตาเฒ่าเผลอหมัดของลั่วจิ่งซีก็กระแทกเข้าที่ใบหน้าของเวินจ้านด้วยความแรง โชคดีที่ตอบสนองได้เร็วหมัดของเด็กหนุ่มจึงเฉียดผ่านข้างแก้มไป ทิ้งไว้เพียงรอยฟกช้ำเท่านั้น
“บังอาจกล้าทำร้ายท่านโหว!”
นายกองหงที่เพิ่งมาถึงเมื่อเห็นท่านโหวถูกทำร้ายก็พุ่งเข้าไปเพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่ท่านโหว
“กลับมานี่!” เวินจ้านตวาด “ข้าเป็นคนพาลเช่นนั้นหรืออย่างไร”
เวินจ้านรับผ้าเช็ดหน้าจากนายกองหงมาเช็ดรอยเลือดบนใบหน้า “ในเมื่อเจ้าทำให้ข้าบาดเจ็บได้เช่นนั้นข้าคงต้องยอมรับความพ่ายแพ้”
“ข้าขออภัยลั่วฮูหยิน! เป็นข้าที่ปากไวไปหน่อยเพียงแต่เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องทำให้กระจ่าง” เวินจ้านเข้าใจในท่าทีของเด็กหนุ่มทั้งสองจึงเอ่ยขอโทษลั่วชีเหนียงด้วยความจริงใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะแสร้งทำเป็นไม่เห็นเยี่ยนรั่วเสวี่ยที่ปรากฏตัวอยู่ในบ้านสกุลลั่ว
“เดิมทีเยี่ยนรั่วเสวี่ยไม่ควรปรากฏตัวที่นี่ข้าจึงต้องการทราบเหตุผล!”
จากคำพูดของเวินจ้านทำให้พอจะคาดเดานิสัยของคนผู้นี้ได้คร่าวๆ ว่าเขาเป็นคนแน่วแน่ หากเรื่องของเยี่ยนรั่วเสวี่ยในวันนี้ไม่อาจรู้ได้แน่ชัดก็คงไม่ยอมเลิกราเป็นแน่
ลั่วจิ่งเฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เรื่องนี้พัวพันอย่างกว้างขวางท่านแม่ของผู้น้อยเองก็มิได้รู้เรื่องมากมายนัก หากท่านโหวต้องการรู้สิ่งใด เรียนเชิญมาคุยกันที่ห้องตำราเถิดขอรับ” พูดจบก็หันไปมองผู้เฒ่าเฝิงและเยี่ยนฉู่ “ท่านผู้เฒ่าเฝิงกับเยี่ยนฉู่ก็ด้วยหากพวกท่านเองก็สนใจ ก็เชิญไปด้วยกันเถิดขอรับ”
ในเมื่อพวกเขามาด้วยกันเช่นนั้นแสดงว่าย่อมรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องของเยี่ยนรั่วเสวี่ย อีกอย่าง เมื่อมองดูสายตาของเฝิงเจิ้งชูกับเยี่ยนฉู่ก็รู้ว่าคงไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเวินจ้านเท่าใดนักในเมื่อรู้กันแล้วถ้าให้เข้าใจเรื่องทั้งหมดอาจจะเป็นการดีกับสกุลลั่วมากกว่าก็เป็นได้เพราะจากสถานะของผู้เฒ่าเฝิงกับเยี่ยนฉู่ แม้ไม่อาจสนับสนุนได้ แต่ก็คงไม่สร้างอุปสรรคใดๆให้พวกตน
ในห้องตำราลั่วจิ่งเฉินได้บอกเล่าเรื่องราวและเหตุผลที่ตนได้ช่วยเยี่ยนรั่วเสวี่ยไว้แบบกระชับและเรียบง่าย “ตอนนั้น ผู้น้อยกับมารดาเคยได้รับความช่วยเหลือจากคุณหนูเยี่ยนและท่านลุงเยี่ยนจึงรอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้ ดังนั้นเมื่อตอนนี้คุณหนูเยี่ยนตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ผู้น้อยก็ไม่เห็นความจำเป็นใดที่จะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือหลังจากได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องสกุลเยี่ยน ผู้น้อยก็พยายามสืบข่าวจากหลายๆ ที่ ส่วนเรื่องข่าวลือที่สกุลเยี่ยนสมคบคิดกับค่ายโจรเลี่ยหยางย่อมเป็นไปไม่ได้ขอรับ”
เฝิงเจิ้งชูนั้นเชื่อว่าลั่วจิ่งเฉินจะไม่พูดอันใดหากไม่มีหลักฐานจึงถามออกไป “แล้วเจ้ามีหลักฐานหรือ?”
“ที่สกุลเยี่ยนต้องมาเกี่ยวพันกับค่ายโจรเลี่ยหยางจนตกกระไดพลอยโจนไปด้วยก็เป็นเพราะครอบครัวของผู้น้อย…”
ไม่ทันรอให้ลั่วจิ่งเฉินพูดจบเวินจ้านก็ยกมือขัด “เป็นไปไม่ได้ ปกตินั้นค่ายโจรเลี่ยหยางมักจะพุ่งเป้าไปที่ขุนนางในราชสำนักหรือไม่ก็เศรษฐีตระกูลใดตระกูลหนึ่งมาโดยตลอดแต่ครอบครัวพวกเจ้า... !”
เวินจ้านมิได้คิดดูแคลนสกุลลั่วเพียงแต่ในบ้านหลังใหญ่นี้ กลับไม่มีแม้กระทั่งคนรับใช้ ทั้งการแต่งกายของพวกเขายังธรรมดาเช่นนี้คาดว่าที่สามารถมาอาศัยในบ้านหลังใหญ่เช่นนี้ได้คงเป็นเพราะมีผู้ที่เล็งเห็นความสามารถของลั่วจิ่งเฉินจึงได้ให้พวกเขาอยู่อาศัยเป็นการชั่วคราวเพราะการเลี้ยงดูบัณฑิตเช่นนี้ให้มีชีวิตที่อยู่ดี ถือได้ว่าเยี่ยมยอดมากแล้ว ดังนั้นค่ายโจรเลี่ยหยางไม่มีทางเล็งเป้าหมายมาที่สกุลลั่วแน่นอน
แม้ว่าเวินจ้านจะไม่ได้เอ่ยว่าสกุลลั่วยากจนแต่ความหมายก็ค่อนข้างชัดเจน
เฝิงเจิ้งชูเองก็ทราบสถานการณ์ของสกุลลั่วอยู่ไม่มากก็น้อยจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย “เจ้าเฒ่าฟังคนเขาพูดยังไม่ทันจบก็แย้งเสียแล้ว ความอดทนเจ้าต่ำเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดหรือเอาสมองไปทิ้งไว้ในสนามรบหมดแล้ว?”
นานทีปีหนที่เวินจ้านจะโต้กลับเฝิงเจิ้งชูไม่ได้เช่นนี้ “จิ่งเฉินเจ้าเล่าต่อเถิดไม่ต้องสนใจเขา”
ลั่วจิ่งเฉินพยักหน้า “บางทีคงเหมือนกับที่ท่านโหวกล่าวมาเดิมทีครอบครัวเราไม่ควรกลายเป็นเป้าหมาย แต่ระหว่างทางขณะที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงพวกเราก็ได้ถูกกลุ่มโจรเลี่ยหยางลักพาตัวไป หากมิใช่เพราะคนของค่ายโจรเลี่ยหยางมีเป้าหมายบางอย่างเกรงว่าครอบครัวเราไม่รอดมาถึงเมืองหลวงเป็นแน่
ท่านแม่กับฮูหยินของใต้เท้าหยางคือสหายที่ดีต่อกันเมื่อตอนที่อยู่อำเภอเฉา คุณหนูเยี่ยนก็ได้รู้จักและพูดคุยกับท่านแม่จึงรู้สึกชื่นชมพอทราบว่าพวกเรากำลังเดินทางไปเมืองหลวง ก็ได้มุ่งหน้ามาต้อนรับที่เมืองอัน เพราะเหตุนี้จึงถูกคนของค่ายโจรเลี่ยหยางจับตัวไปด้วยขอรับ”
เมื่อฟังถึงตรงนี้เยี่ยนฉู่ก็เข้าใจได้สักที “ดังนั้น เพื่อคุณหนูเยี่ยนแล้วเยี่ยนไท่ฟู่จึงได้ไปปรากฏตัวอยู่ที่ค่ายโจรเลี่ยหยางเช่นนั้นสินะ”
ส่วนเวินจ้านที่ได้ฟังกลับมีปฏิกิริยาต่างกันโดยสิ้นเชิง “แม้ว่าสิ่งที่เจ้าพูดจะเป็นเรื่องจริงแล้วเหตุกันผู้คนมากมายจึงหาตำแหน่งของค่ายโจรเลี่ยงหยางไม่เจอ กลับกันเยี่ยนเซี่ยงหมิงกลับหาเจอได้ง่ายดายนัก?หากเขาไม่ใช่พวกเดียวกันกับกลุ่มโจรเลี่ยหยาง จะรู้ได้อย่างไรว่าตำแหน่งค่ายโจรตั้งอยู่ที่ใด?”
“เป็นเพราะความขัดแย้งภายในที่เกิดขึ้นในค่ายโจรเลี่ยหยางขอรับสือเลี่ยหยางถูกลูกน้องหักหลังโดยร่วมมือกับเหล่าเศรษฐีที่เคยถูกค่ายโจรเลี่ยหยางทำร้าย โดยเศรษฐีเหล่านั้นปลอมตัวเป็นลูกค้าและเข้าไปทำลายล้างค่ายโจรเลี่ยหยางจนหมดสิ้นส่วนที่ว่าเหตุใดใต้เท้าเยี่ยนรู้สถานที่ตั้งได้นั้น คิดว่าเหตุผลก็คงเหมือนกับกลุ่มเศรษฐีขอรับ”
สำหรับตรงจุดนี้ลั่วจิ่งเฉินไม่กล้ารับประกัน เพราะถึงอย่างไร เขาก็ไม่เคยถามเยี่ยนเซี่ยงหมิงดังนั้นจึงได้แค่คาดเดาเท่านั้น
คำพูดของลั่วจิ่งเฉินเผยข้อความสำคัญออกมาอย่างแรกคือภายในค่ายโจรเลี่ยหยางเกิดความบาดหมางอยู่แล้วสองคือค่ายโจรเลี่ยหยางตอนนี้ไม่มีอยู่แล้ว
ข่าวสองเรื่องนี้เป็นทั้งข่าวดีและข่าวไม่ดีสำหรับพวกเขา
“เช่นนั้นก็เท่ากับว่าตอนนี้คนของค่ายโจรเลี่ยหยางก็ไม่เหลือแล้ว หากเป็นเช่นนี้เกรงว่าความผิดที่เยี่ยนไท่ฟู่แบกรับไว้คงไม่มีผู้ใดเป็นพยานได้…” เยี่ยนฉู่คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะดำเนินไปเช่นนี้เดิมทีเขายังหวังว่าหากได้ตัวคนของค่ายโจร เพียงแค่คนเดียวก็จะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเยี่ยนไท่ฟู่ได้แล้ว
“ตอนนี้ที่องค์รัชทายาทควรเป็นกังวลมิใช่เรื่องที่ไม่มีคนของค่ายโจรเลี่ยหยางเหลือแล้ว หากแต่ควรเป็นเรื่องการปรากฏตัวกะทันหันของคนในค่ายโจรเลี่ยหยางมากกว่าพ่ะย่ะค่ะ” อันที่จริงลั่วจิ่งเฉินค่อนข้างกังวลคนที่สิงเหล่าซื่อปล่อยตัวไปในตอนนั้น แม้พวกเขารับปากว่าจะไม่เอ่ยถึงค่ายโจรเลี่ยหยางอีกแต่ภายใต้อำนาจของเงินตราแล้ว ก็ใช่ว่าจะง้างปากคนเหล่านั้นไม่ได้
หากมีหนึ่งคนยอมปริปากเช่นนั้นเรื่องของเรือนพักผ่อนอันหยางและสิงเหล่าซื่อก็จะถูกเปิดเผยเช่นกันขอเพียงรู้เรื่อง ผู้อยู่เบื้องหลังย่อมสามารถลงมือทำสิ่งใดก็ได้หลักฐานและพยานบุคคลย่อมเพียบพร้อมไม่ขาด
“ศิษย์พี่กลัวว่าจะมีผู้ไม่หวังดีแอบอ้างเป็นคนของค่ายโจรเลี่ยหยางแล้วออกมาแสดงตัวใช่หรือไม่?”
“ไม่ผิดที่ผ่านมาตำแหน่งที่ตั้งของค่ายโจรเลี่ยหยางค่อนข้างลึกลับ หากคนที่ปรากฏตัวสามารถระบุตำแหน่งได้ทั้งยังมีร่องรอยกับหลักฐานของค่ายโจรเลี่ยหยางปรากฏ หากเป็นเช่นนี้ไม่ว่าคนผู้นี้จะคนของค่ายโจรจริงหรือหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ”
เวินจ้านจ้องมองเด็กหนุ่มภายใต้แสงเทียนความคิดของเด็กคนนี้ช่างละเอียดรอบคอบ ท่าทีก็สุขุม แม้เขาจะรับรู้ได้ถึงความวุ่นวายในสายตาแต่ก็เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้นก่อนจะจางหายไปแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี แม่ลูกสกุลลั่วแต่ละคนช่างไม่ธรรมดาจริงๆ
“เรื่องนี้พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่งอีก”
-----