บทที่ 42 บัวหยกชั้นยอด
อวิ๋นอินอินถูกน้ำเสียงเย็นยะเยือกของเซวียนเหยียนฟู่ทำให้ตกใจ กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “ไม่… ไม่ใช่ดอกบัวธรรมดาหรือเพคะ?”
“นี่เป็นบัวหยกชั้นยอด ทุกห้าปีจึงจะออกดอกครั้งหนึ่ง ข้าขนย้ายมาจากภูเขาเหลียนซานอย่างยากลำบาก ใช้เวลาไปถึงหนึ่งปีถึงทำให้พวกมันเติบโต จนถึงปีนี้ เป็นเวลาห้าปีพอดี”
เอ่อ… เจ้าดอกบัวนี่มันล้ำค่าขนาดนี้เชียวหรือ? อวิ๋นอินอินก้มหน้างุด ตอนนี้ถึงได้พบว่า ดอกบัวพวกนี้ใหญ่กว่าที่นางเคยเห็นมากจริง ๆ และก็ขาวกว่ามาก
เด็กสาวกลืนน้ำลาย เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าน้อย ๆ ก็ซีดเผือด “เช่นนั้น บัวหยกพวกนี้ใช้ทำสิ่งใดหรือเพคะ?”
“ปกป้องชีพจรหัวใจ ป้องกันผู้ฝึกยุทธ์ไม่ให้ธาตุไฟเข้าแทรก ตกสู่วิถีมารได้”
“ถ้าอย่างนั้น ต้องกินกลีบดอกไม้นี้หรือเพคะ? หรือว่าต้องนำไปตากแห้งชงเป็นชาดื่ม? หรือทำเป็นแกง?” อวิ๋นอินอินยิ้มเจื่อน “ข้าสามารถทำมันให้เสด็จอาในตอนนี้ได้นะเพคะ…”
เดิมทีเซวียนเหยียนฟู่ยังเสียดายดอกบัวหยกพวกนี้อยู่มาก แต่เมื่อได้ยินคำพูดของอวิ๋นอินอิน ความโมโหพลันหายไป กระทั่งอยากหัวเราะออกมา
“ลองพูดมา เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกับดอกบัวพวกนี้?”
อวิ๋นอินอินฝืนยิ้ม กล่าวเสียงเบาว่า “เดิมทีข้าตั้งใจว่า พรุ่งนี้จะนำไปทำแกงดอกบัวให้เสด็จอาเสวยเพคะ”
“ตั้งใจทำให้ข้า?”
เซวียนเหยียนฟู่ไม่เชื่อนางแม้แต่น้อย เพราะก่อนหน้านี้เขาได้ยินสาวน้อยผู้นี้กลืนน้ำลาย ตนจึงได้ปล่อยให้นางเด็ดดอกบัวหยกนั่น
“จริงแท้แน่นอนเพคะ!”
อวิ๋นอินอินรีบตอบเสียงดัง ราวกับเมื่อทำเช่นนี้ นางจะสามารถปกปิดความประหม่าของตนได้
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เด็ดให้หมด พรุ่งนี้เจ้านำไปทำแกงดอกบัวเสีย”
กล่าวจบ เซวียนเหยียนฟู่ก็เหยียดปลายเท้า ลอยล่องไปกลางสระบัว ในยามที่กลับมาถึงพื้น ในมือก็ถือดอกบัวหยกไว้หลายดอก ส่วนอวิ๋นอินอินปากอ้าตาค้างไปแล้ว
วิชาตัวเบาในหนัง มาแสดงอยู่ต่อหน้านางแล้ว ของจริงหรือนี่!
ถ้าไม่ใช่เพราะดอกบัวในสระต่างก็หายไปหมดแล้ว อวิ๋นอินอินคงยังไม่กล้าเชื่อว่า เมื่อครู่เสด็จอาไปเก็บดอกบัวหยกมาจริง ๆ นางเพียงเหม่อลอยไปครู่หนึ่งเท่านั้นเอง
“ดอกบัวหยกที่ล้ำค่าเช่นนี้ จะมอบให้ข้าไปทำแกงดอกบัวจริง ๆหรือเพคะ?”
“หากเจ้าไม่ทำ จะโยนทิ้งไปก็ได้”
“ทำทำทำ ต้องทำสิเพคะ” อวิ๋นอินอินรีบนั่งลงเก็บดอกบัวหยกขึ้นมา จากนั้นรับดอกบัวหยกในมือของเซวียนเหยียนฟู่มาอีก แต่สุดท้ายนางก็ยังคงไม่วางใจ “เสด็จอา ดอกบัวหยกพวกนี้ไม่มีอีกแล้ว ยามท่านฝึกวรยุทธ์จะ… หรือไม่เพคะ”
“แค่เปลี่ยนวิธีกิน”
ได้ยินเซวียนเหยียนฟู่กล่าวเช่นนี้ อารมณ์ของอวิ๋นอินอินก็พลันผ่อนคลายลงไม่น้อย จริง ๆ เลย บอกเร็วหน่อยก็ไม่ได้ ข้ายังคิดว่าต้มกินแล้วจะไม่ได้ผลเสียอีก
“เสด็จอา ดึกถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดท่านยังทรงอยู่ที่นี่เล่าเพคะ?”
“คำถามเยอะเสียจริง!” เซวียนเหยียนฟู่หมุนกาย เรียกอวิ๋นอินอินที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ “ยังไม่กลับไปอีก?”
“กลับแน่… แน่นอนว่าต้องกลับไปสิเพคะ”
อวิ๋นอินอินกอดบัวหยกชั้นยอดไว้เต็มอ้อมกอด หัวเราะร่าเริงตามอยู่หลังด้านหลังชายหนุ่ม
“แล้วพบกันใหม่เพคะเสด็จอา ฝันดีนะเพคะ!”
อวิ๋นอินอินหัวเราะอย่างขี้ประจบ ไร้ใครเทียบอยู่หน้าศาลาสวนสน รอจนเซวียนเหยียนฟู่เข้าไปแล้ว ไม่เห็นเงา จึงได้เดินเข้าไปในเรือนกล้วยไม้ที่อยู่ด้านข้าง
ด้านเซวียนเหยียนฟู่ผลักหน้าต่างที่ชั้นสองออก มองดูสาวน้อยวางบัวหยกลงบนโต๊ะหยกขาวที่อยู่กลางลาน จากนั้นหมุนกายไปยกน้ำมาอ่างหนึ่ง อุ้มบัวหยกทั้งหมดขึ้นมา นำไปจัดเรียงไว้ในอ่าง สุดท้ายจึงได้เข้าไปในตำหนักด้านในอย่างพออกพอใจ
วันถัดมา อวิ๋นอินอินลุกขึ้นมาแต่เช้า ไปที่ห้องเครื่องเล็กนำบัวหยกมาต้มน้ำ จากนั้นตัดกลีบดอกบัวที่ไม่ต้องการออกมา ใช้ผงรากบัวผสมกับน้ำตาลทรายขาวผสมน้ำให้เข้ากัน เทลงในน้ำในน้ำดอกบัว รอจนเหนียวข้นแล้ว จึงค่อยโรยผงดอกกุ้ยฮวาลงไปเล็กน้อย
“องค์หญิง หอมเหลือเกินเพคะ พระองค์ใช้เวลาไปตลอดทั้งช่วงเช้าเช่นนี้ จะต้องอร่อยเป็นแน่เพคะ”
เห็นหงรื่อถือช้อนด้วยท่าทางกระตือรือร้นจะได้ลิ้มลอง อวิ๋นอินอินก็รีบปกป้องแกงดอกบัวไว้ในอ้อมกอด
“วันนี้ให้พวกเจ้ากินไม่ได้ ของนี่ทำให้เสด็จอาโดยเฉพาะ”
“เอาเถิดเพคะ เอาเถิด องค์หญิงทรงเห็นพวกข้าสองคนเป็นพวกเด็กจอมตะกละไปจริง ๆ เสียแล้ว”
หลานเยว่หัวเราะ เริ่มเก็บกวาดห้องเครื่องกับหงรื่อ
ส่วนอวิ๋นอินอินก็ยกแกงดอกบัวที่หอมฟุ้งเตะจมูก เดินไปที่ห้องอาหารอย่างยิ้มแย้ม
บนโต๊ะอาหาร เซวียนเหยียนฟู่เพิ่งนั่งลงได้ไม่ถึงครู่
“เสด็จอา อรุณสวัสดิ์เพคะ”
อวิ๋นอินอินวางถ้วยแกงลงตรงหน้า หยิบถ้วยเล็กมาตักใส่ พร้อมกล่าวว่า “เสด็จอา ทรงลองเสวยดูสิเพคะ นี่ก็คือแกงดอกบัวที่ทำจากบัวหยกชั้นยอดของท่าน”
เซวียนเหยียนฟู่รับถ้วยเล็กไปด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ทว่าอาต้าและอาเอ้อร์ที่อยู่ด้านหลัง เมื่อได้ยินคำว่าบัวหยกเพียงสองคำ สีหน้าของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงและเสียดายอย่างหาใดเปรียบ
โดยเฉพาะอาเอ้อร์ เมื่อคิดถึงรากดอกบัวทั้งตะกร้า ทั้งยังเป็นตนที่ปีนภูเขาลุยแม่น้ำ ใช้ความพยายามและผ่านความยากลำบากนานัปการกว่าจะขนกลับมาได้ ทะนุถนอม รอคอยอยู่หลายปี ไม่ง่ายเลยกว่าจะรอจนถึงยามออกดอกในปีนี้ ทั้งเหลือเพียงรอให้มันงอกฝักบัวออกมาเพื่อกินเมล็ดบัวเท่านั้น
ราวกับหัวใจของอาต้ากำลังมีโลหิตหยดลง นายท่าน ทรงนำสิ่งใดมาเอาใจองค์หญิงให้ดีพระทัยก็ได้ เหตุใดต้องมาใช้บัวหยกนี่ด้วย!
พระองค์ทรงวรยุทธ์แกร่งกล้า ไม่จำเป็นต้องใช้เมล็ดบัวหยกพวกนี้ก็จริง แต่ควรคิดถึงข้ากับอาเอ้อร์บ้างสิพ่ะย่ะค่ะ!
สองพี่น้องสบตากันครั้งหนึ่ง ล้วนมีสีหน้าอยากร่ำไห้หากแต่ไร้น้ำตา
ส่วนตัวต้นเหตุยังคงยิ้มโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวแม้แต่น้อย “เสด็จอา อร่อยหรือไม่เพคะ?”
เซวียนเหยียนฟู่พยักหน้า “รสชาติไม่เลว”
แม้อวิ๋นอินอินจะมองตาละห้อยแต่เขาก็ตัดใจกินเองไม่ลง เซวียนเหยียนฟู่จึงวางถ้วยลง ยืนมือไปตักให้นางถ้วยหนึ่ง
“กินเถิด เจ้าคงไม่คิดว่าข้าคนเดียวจะกินแกงชามใหญ่ขนาดนี้ได้หมดกระมัง?”
อวิ๋นอินอินยิ้มอย่างกระดาก ประคองชามยกขึ้นมาดื่มอย่างพอใจ นางไม่มีทางแสดงออกไปเด็ดขาดว่า ความจริงแล้วนางคิดอย่างนั้นจริง ๆ
หลังเซวียนเหยียนฟู่ออกไป อวิ๋นอินอินก็พาหลานเยว่กับหงรื่อไปเดินเล่นในราชอุทยาน ด้วยตอนนี้มีท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการเป็นภูผาให้แอบอิง แม้อวิ๋นอินอินอยู่ในวังย่อมสามารถเดินเชิดได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะพบกับใครเข้า
ในทางกลับกัน นางยังหวังอยู่เล็ก ๆ ว่าจะได้พบใคร ให้ตนได้แก้แค้นดูบ้าง
“องค์หญิงเก้า ท่านทรงเสด็จมาชมดอกไม้เช่นกันหรือ?”
ขณะที่อวิ๋นอินอินกำลังดมกลิ่นหอมของดอกโบตั๋นสีทองดอกหนึ่งอยู่ ด้านหลังก็มีเสียงอ่อนโยนดังมา เมื่ออวิ๋นอินอินหันศีรษะไปดู ก็เป็นหญิงงามบอบบางที่มีบุคลิกอ่อนโยน รูปโฉมงดงามแต่ไม่เย่อหยิ่งนางหนึ่ง
“ท่านคือ?”
ในความทรงจำมีความคลับคล้ายคลับคลาอยู่บ้าง แต่ก็นึกไม่ออกว่านี่คือผู้ใด
สาวงามยิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่รอให้นางเอ่ยวาจา นางกำนัลข้างกายของนางก็กล่าวออกมาก่อนว่า “องค์หญิงเก้า นี่คือพระสนมหลานของพวกเราเพคะ”
สนมหลาน? ที่แท้นางก็คือแม่ของพี่สาม
“พระสนมหลาน ท่านสบายดีหรือเพคะ” เพราะอวิ๋นหมิงอวี่ ในใจของอวิ๋นอินอินจึงมีความสนิทสนมต่อสนมหลานอยู่มาก แม้จะรู้ว่านางเป็นมิตรกับสนมเหมย อีกทั้งยังไม่ชอบให้พี่สามมาหาตนด้วย
สนมหลานมองสำรวจอวิ๋นอินอินจากบนลงล่างอย่างอ่อนโยน
เห็นเด็กสาวสวมอาภรณ์หรูฉวินสีแดงทับทิมตลอดร่าง บนศีรษะเกล้าทรงดอกท้อ ด้านข้างปักปิ่นหยกขาวไว้อย่างเรียบง่าย ทั่วทั้งร่างงดงามอ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแอ
“องค์หญิงเก้ายามนี้เมื่อทรงเปรียบกับเมื่อก่อนแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดินจริง ๆ”
บนใบหน้าของสนมหลานมีรอยยิ้ม ทันใดนั้น นางกำนัลข้างกายของนางก็กล่าวอย่างลนลานประโยคหนึ่ง
“พระสนมเพคะ พระสนมเหมยเสด็จมาทางนี้แล้วเพคะ”