“เฮื่ออออออ......”
มัญชุสาจับลากดึงวิลาสินีมาถึงกลุ่มผู้คนที่มาร่วมทัวร์ด้วยกัน เธอจึงปล่อยมือวิลาสินี และถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หากมีใครถามทำไมเธอถึงดูเหมือนกลัวๆด้วย ใช่สิคนที่ถามไม่ได้อยู่ตรงจุดที่เธออยู่ตรงนั้นนี่ ถึงถามมาอย่างนั้น
ตอนที่เธออยู่ในอ้อมแขนแกร่งและมองสบตากับผู้ชายคนนั้น หัวใจเธองี้ร่วงหล่นไปอยู่ตาตุ่มเลยทีเดียว
“นี่เธอ มันต้องถอนหายใจแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
นั่นไง ถามแล้วนั่นยังไงล่ะ ขนาดว่าวิลาสินียืนอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเธอด้วยนะนั่น ยังเอ่ยถามอย่างคนไม่เข้าใจถึงสถานการณ์อีก
“ก็คนมันโล่งอกที่พ้นมาได้นี่ เธอไม่ลองไปอยู่วงล้อม เห็นสายตาคนพวกนั้นที่จ้องมองดูล่ะ จะได้รู้ว่ามันน่ากลัวไม่ใช่เล่นเลย”
มัญชุสามองค้อนวิลาสินี พร้อมกับสาธยายถึงความรู้สึกของตัวเอง ที่เจอเข้ากับสายตาที่จับจ้องมองมาที่เธอเป็ตาเดียวกัน ซึ่งสายตาทุกคู่มันทำให้เธอหวาดหวั่น ยิ่งดวงตาคมกริบคู่นั้นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เธอทำอะไรไม่ถูกไปเลย
“เื่อะไรฉันจะต้องไปเห็นสายตาคมพวกนั้นด้วยยะ ฉันไม่ได้เดินเซไปชนพวกเขานี่”
“ถึงเธอจะไม่ได้เดินเซไปชนพวกเขา แต่เธอดึงฉันจนฉันเดินเซไปชนนะอย่าลืมสิ”
วิลาสินียักไหล่ ก่อนจะต่อล้อต่อเถียงด้วยน้ำเสียง ที่ไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่ตัววิลาสินีที่เดินเซสู่สถานการณ์อันกดดันที่มัญชุสาพึงเจอมา มัญชุสาก็ถึงกับเถียงกลับ เพราะหากวิลาสินีไม่ฉุดดึงเธอแบบนั้น เธอก็ไม่เดินเซไปชนคนพวกนั้นหรอก
“มีเื่อะไรกันหรือสาวๆ?”
“ใช่มีเื่อะไรกัน? ดูท่าทางตื่นเต้นกันจัง”
เอกวิชกับณัฐนัยเดินเข้ามาหาหญิงสาวทั้งสอง เอกวิชเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง เมื่อดูจากสีหน้าท่าทางของมัญชุสา ดูเธอจะตื่นตระหนกใ เหมือนพึ่งหนีจากอะไรที่ดูน่ากลัวน่าหวาดหวั่นมายังไงยังงั้น ณัฐนัยก็จึงถามอย่างสงสัยด้วยอีกคน
“ไม่มีอะไรหรอก มัญเขาเดินไม่ระวัง เซไปชนพวกอาหรับเข้าให้ ก็เลยกระต่ายตื่นตูมไปอย่างงั้นเองแหละ”
วิลาสินีหันหน้ามายิ้มหวานให้เอกวิช ไม่พอยังยื่นมือไปสวมกอดแขนของเอกวิชด้วยอีกต่างหาก มัญชุสามองวิลาสินีแบบเหนื่อยหน่ายใจ ที่พออยู่กับผู้ชายก็จะแบบไม่สนใจเพื่อนเลย แต่ว่าก็ว่าเถอะ ถึงจะอยู่หรือไม่อยู่กับผู้ชาย วิลาสินีก็ไม่สนใจเพื่อนอยู่แล้ว เพราะวิลาสินีจดจ่อและให้ความสนใจก็คือผู้ชาย
‘ฉันหลวมตัวมาทริปนี้กับยัยนี่ได้ยังไงกันวะเนี้ย ไม่ค่อยจะห่วงเพื่อนเลยจริงๆ’
มัญชุสาพร่ำถามตัวเอง อย่างสงสัยในตัวเองอยู่ภายในใจ แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะโกรธเคืองวิลาสินีแต่อย่างใด ปกติมัญชุสาก็ไม่ได้เก็บเอาคำพูดของใครมาใส่ใจอยู่แล้ว ยิ่งเพื่อนๆ ด้วยแล้ว
เธอเข้าใจว่าต่างคนก็ต่างมีนิสัยที่ไม่เหมือนกัน หากโกรธเคืองกัน ก็พลอยจะทำให้บาดหมางใจกันเปล่าๆ เพราะงั้นเธอจึงไม่ถือสาหาความเพื่อนๆ ทุกคน
“มันเป็เหตุบังเอิญ ที่มัญดันเดินเซไปชนพวกเขา พอเห็นสายตาและท่าทางของพวกเขา ที่ดูนิ่งเคร่งขรึม ก็เลยหวั่นๆ เพราะไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรผิดกับพวกเขาหรือเปล่า ก็แค่นั้นเอง ไม่มีอะไรมากหรอก อย่าใส่ใจเลย”
มัญชุสายิ้มหวาน ก่อนจะบอกเล่าในสิ่งที่ตนเองประสบพบเจอมาให้ฟังคร่าวๆ พอพูดจบก็บอกปัดไม่ให้ชายหนุ่มทั้งสอง ต้องมาเป็ห่วงเป็กังวลในเื่ของเธอ เพราะตอนนี้สภาพจิตใจ ไม่ตื่นเต้น ไม่หวาดกลัว กลับมาสู่โหมดปกติแล้ว
“มัญไม่เป็อะไรก็ดีแล้วล่ะ วิชคิดว่าคงไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่เดินเซไปชนเฉยๆ อุบัติเหตุอย่างนี้มันเกิดขึ้นกันได้”
เอกวิชไม่พูดเปล่า ยังยื่นมือมาจับที่ไหล่บอบบางของมัญชุสาด้วยอีกต่างหาก มัญชุสาใมิใช่น้อย ส่วนวิลาสินีนั้นดูจะไม่พอใจด้วยเหมือนกัน แต่วิลาสินียังทำอะไรมากไม่ได้ เพราะเอกวิชกับตัววิลาสินียังไม่ไปถึงขั้นเป็แฟนกัน
“ลูกทัวร์ทุกท่านครับได้เวลากลับโรงแรมกันแล้วครับ เชิญไปขึ้นรถครับ”
เสียงร้องะโของไกด์นำเที่ยวดังขึ้น บอกให้คณะทัวร์พากันออกไปขึ้นรถ เพื่อจะได้เดินทางกลับไปยังโรงแรมที่พัก เพราะขณะนี้เป็เวลาพอสมควรแก่การเที่ยวชมสถานที่แห่งนี้แล้ว
ตามกำหนดทัวร์ หากไปถึงที่พัก จะมีกิจกรรมหลังจากรับประทานอาหารเย็นด้วย ไกด์และผู้ช่วยไกด์จึงจำเป็จะต้องไปดูความเรียบร้อยในเบื้องต้น
“ไปวิชไปขึ้นรถกัน”
วิลาสินีพูดกับเอกวิช พร้อมกับฉุดดึงแขนของเอกวิชให้เดินไปกับตัวเอง เอกวิชจึงจำต้องเดินไปแต่โดยดี โดยมัญชุสาและณัฐนัยเดินตามหลังไปติดๆ พอขึ้นรถ วิลาสินีถือวิสาสะเปลี่ยนที่นั่ง เพื่อไปนั่งเคียงคู่กับเอกวิช มัญชุสาจึงได้นั่งคู่กับณัฐนัยไปตามระเบียบ
๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒