ผมนั่งลงข้างๆ พี่กั้งอย่างเงียบๆ พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดในบรรยากาศที่ดูเคร่งขรึม รัศมีของผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามแผ่ออกมาอย่างชัดเจน มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดจนไม่กล้าสบตา
“น้องน้ำ…นี่คือคุณภัทรครับ” พี่กั้งเอ่ยแนะนำด้วยน้ำเสียงที่ดูสุภาพกว่าปกติ ผมหันไปมองชายคนนั้นก่อนจะรีบยกมือไหว้
“สวัสดีครับ” ผมกล่าวอย่างสุภาพและพยายามเลียนน้ำเสียงที่นิ่งเรียบของพี่กั้ง
สายตาของคุณภัทรจ้องสำรวจผมั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความคมกริบ
“ชื่อน้ำใช่มั้ย….ดูดีนี่”
คำพูดนั้นทำเอาผมสะอึก ใบหน้าผมร้อนวูบโดยไม่รู้ตัว ผมพยายามฝืนยิ้มออกมาอย่างเก้ๆ กังๆ แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความประหม่า
“ขะ… ขอบคุณครับ” ผมตอบเสียงสั่น รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังเกร็งไปทั้งตัว
“คุณภัทรเอาไปปรับนิดปรับหน่อยก่อนละกัน ยังไงค่อยนัดผมอีกที” เขาหันไปพูดกับพี่กั้งต่อ ราวกับผมเป็วัตถุที่ต้องปรับแต่งให้สมบูรณ์
“รับทราบครับคุณภัทร” พี่กั้งตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเกรงใจ ก่อนจะหันมายิ้มให้ผมเหมือนจะปลอบใจ ผมที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ก็ทำได้แค่ยิ้มตอบบางๆ
“ที่เหลือก็ฝากด้วยละกัน ผมชอบงานสดใหม่…..วันนี้ผมกลับก่อนละกัน” คุณภัทรพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน ความสุขุมของเขาทำให้ผมได้แต่ก้มหน้าหลบสายตา
“เดี๋ยวผมกับน้องน้ำเดินไปส่งที่รถครับ” พี่กั้งพูดขึ้น พร้อมสะกิดแขนผมเบาๆ ผมจึงรีบลุกตามอย่างงงๆ
ระหว่างเดินตามหลังพี่กั้งไปที่รถที่จอดอยู่ในโรงจอดรถข้างบ้าน คุณภัทรไม่พูดอะไรอีกจนกระทั่งถึงรถเขาหันกลับมามองผม สายตานั้นแฝงไว้ด้วยบางอย่างที่ผมไม่เข้าใจ
“ไว้เจอกัน” เขาพูดพร้อมรอยยิ้มที่มีเลศนัย
ผมยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไปโดยไม่พูดอะไร หัวใจยังคงสับสนกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ผมไม่รู้ว่ากำลังถูกดึงเข้าไปในเื่ราวอะไร แต่ ณ ตอนนี้ ผมทำได้แค่ปล่อยตัวไหลตามน้ำไปก่อน
หลังจากกลับเข้ามาในบ้าน พี่กั้งพาผมมานั่งที่โซฟา ก่อนเริ่มอธิบายงานด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งแต่ชัดเจน ทว่าผมกลับจับใจความได้เพียงส่วนเดียว
"เป็งานง่ายๆ …คอยดูแลผู้ใหญ่ที่มาบ้าน ทำแป๊บเดียวไม่กี่ชั่วโมงก็ได้เงิน"
ผมพยักหน้าเหมือนเข้าใจ แต่ในหัวกลับตีกันวุ่นวาย สิ่งที่ผมสรุปได้ในตอนนั้นคือ งานง่ายๆ ที่ไม่น่ามีอะไรมากกว่านี้
แต่พอกลับมานั่งบนเตียงในห้อง ความคิดด้านลึกของผมเริ่มดังขึ้นอย่างชัดเจน
“มันไม่มีทางง่ายขนาดนั้น”
ผมรู้ดีว่าต้องมีอะไรมากกว่าที่พี่กั้งบอก แต่ทำไมกัน? ทำไมผมถึงยังเดินหน้าต่อ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันอาจพาผมไปในทางที่ไม่ควร ผมถอนหายใจยาว สับสน สมเพชตัวเอง แต่ก็ยังเลือกไม่เปลี่ยนแปลงอะไร
คืนนี้ ผมนอนคิดเื่นี้จนแทบไม่ได้ข่มตานอน บทเริ่มต้นใหม่ที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยอุปสรรคค่อยๆ คลุมเครือขึ้นทุกที
เช้าวันต่อมา พี่กั้งพาผมออกไปเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ห้างหรู แวะคลินิกเสริมความงามตามนัดหมาย ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นจนเกินจริง
“ค่อยทำงานใช้เงินคืนพี่ทีหลัง” พี่กั้งพูดย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า รอยยิ้มที่ส่งมานั้นอ่อนโยน แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนถูกโยนเข้าสู่เกมที่ไม่อาจมองเห็นปลายทาง
ทั้งวันผมได้แต่เดินตามเขาไปทีละก้าวอย่างระวัง ของที่ซื้อมากมายถูกพี่กั้งจ่ายให้ทั้งหมด แม้ในใจจะหนักอึ้ง แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
เย็นวันนั้น พวกเรากลับมาถึงบ้านพร้อมถุงข้าวของเต็มไม้เต็มมือ พี่กั้งช่วยถือของมาส่งถึงหน้าห้องผม ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“น้องน้ำ..วันนี้เหนื่อยมั้ยครับ?”
“ไม่เลยครับพี่กั้ง..ขอบคุณที่ซื้อของมากมายให้ผมด้วยนะครับ” ผมยิ้มตอบ แม้ร่างกายจะล้าจนแทบขยับไม่ไหว เพราะเราเดินทั้งวันและแวะหลายที่เหลือเกิน
เขามองผมอย่างพิจารณา ก่อนจะพูดขึ้น “คืนนี้พี่อยากเทรนงานให้เราก่อน…พอไหวมั้ย?”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจผมกระตุกด้วยความตื่นเต้น โอกาสที่จะได้รู้ว่า "งาน" ที่พี่กั้งพูดถึงจริงๆ นั้นคืออะไร ทำให้ผมรีบตอบออกไปทันที
“ได้ครับ”
แต่ในใจลึกๆ ผมกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังก้าวเข้าสู่บางสิ่งที่ไม่มีทางย้อนกลับได้อีกแล้ว
ห้องทั้งห้องพลันมืดลงเมื่อพี่กั้งเดินไปปิดไฟ เหลือเพียงแสงสลัวที่ลอดผ่านช่องประตูเข้ามา ความมืดคลุมทุกสิ่งไว้อย่างน่าอึดอัด ผมรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล หัวใจเริ่มเต้นรัว
"พี่ปิดไฟทำไมครับ?" ผมถามขึ้น น้ำเสียงเริ่มสั่นไหว
เขาไม่ตอบอะไร แต่ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ ร่างสูงเคลื่อนตัวอย่างเงียบงันจนผมเริ่มรู้สึกอึดอัด มือของเขาแตะลงบนหน้าอกผมเบาๆ ความเย็นจากปลายนิ้วทำให้ผมสะดุ้งทันที
ผมถอยหลังไปอย่างช้าๆ เกือบจะติดขอบเตียง ในใจเริ่มกังวลว่าเื่นี้จะไม่จบลงด้วยดี ผมยกมือจับข้อมือเขาเพื่อจะดันออก แต่เขากลับลูบมือลงมาช้าๆ จนถึง่เอวของผม ความใแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย
"พี่กั้ง…จะทำอะไรครับ?" ผมเอ่ยถามเสียงแข็ง ความโกรธและความหวาดกลัวผสมปนเปอยู่ในน้ำเสียงนั้น
เขาหยุดนิ่ง และปล่อยมือ ก่อนจะเดินกลับไปเปิดไฟทันที เสียงสวิตช์ดังลั่น ห้องกลับมาสว่างอีกครั้ง แต่สิ่งที่ผมเห็นในแววตาของเขาคือความโกรธจัด เขาหยิบของที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วโยนใส่ผมอย่างแรง
"กูช่วยชุบมึงขนาดนี้แล้ว มึงก็ควรจะสำนึกบุญคุณกูบ้าง!" เขาตวาด ดวงตาแดงก่ำด้วยอารมณ์
ผมนั่งฟุบลงกับเตียง มองข้าวของที่กระจัดกระจายรอบตัว ความงุนงงถาโถมเข้ามา ความคิดของผมวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น
นี่มันอะไรกันแน่? งานที่เขาให้ผมทำ...คือขายตัวใช่ไหม?
ผมหันไปมองหน้าเขา ความโกรธลุกโชนในสายตา "พี่เอาผมมาขายตัวใช่ไหมครับ?"
เขาแสยะยิ้มเยาะก่อนตอบ "ถ้าใช่แล้วจะทำไม กูถามจริงๆ เหอะ ชีวิตมึงมีสิทธิ์เลือกด้วยเหรอ น้ำ?!" คำพูดของเขาเหมือนมีดที่แทงลึกเข้าไปในใจผม
"ถ้ามึงไม่ทำ กูจะไปแจ้งความว่ามึงเข้ามาขโมยของในบ้านกู!" เขาตะคอก ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง และปิดประตูดังปังจนผมสะดุ้ง
น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว ความเสียใจผสมกับความโกรธจนยากจะแยกแยะออก ผมนั่งนิ่งอยู่บนเตียง กุมหน้าอกตัวเองแน่น เหมือนพยายามปลอบประโลมหัวใจที่กำลังแตกสลาย
"ขอโทษนะ..." ผมพูดกับตัวเองเบาๆ เสียงแทบไม่ได้ยิน ขอโทษที่ผมพาหัวใจดวงนี้มาสู่ความเ็ปอีกครั้ง
ผมเป็แค่เด็กคนหนึ่งที่อยากประสบความสำเร็จ...แค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
แต่สิ่งที่ผมต้องเจอกลับเป็บททดสอบที่เกินกว่าจะรับไหว
คืนนั้นผมนั่งอยู่ในความมืด ร้องไห้จนเสียงแหบ ทุกความรู้สึกปะปนกัน ทั้งความกลัว ความโกรธ และความผิดหวังที่ถาโถมเข้ามา มันหนักหนาเสียจนหัวใจผมเหมือนจะะเิออก
แสงแรกของวันใหม่สาดส่องผ่านหน้าต่าง ผมนั่งรออยู่ในห้อง ั์ตาไร้ประกายจ้องมองไปยังประตูที่ยังปิดสนิท ความคิดวนเวียนอยู่ในหัว ผมไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วจริงๆ หรอ
ไม่นานพี่กั้งเปิดประตูเข้ามา ร่างสูงยืนอยู่ตรงกรอบประตู ดวงตาเรียบนิ่งจับจ้องมาที่ผม
"เมื่อคืน…พี่ขอโทษละกัน" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "น้ำตัดสินใจได้รึยัง?" คำพูดนั้นหนักหน่วงเหมือนค้อนทุบลงกลางอก
"ถ้าน้ำอยากไปจากพี่ตอนนี้ ก็ไปได้เลย แต่พี่มีข้อแม้..." เขาเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาเจือแววข่มขู่ "ถ้าน้ำหาเงินมาคืนพี่ตอนนี้ สองแสนบาทได้ น้ำจะไปไหนก็ไปได้เลย"
สองแสน... ยอดเงินมหาศาลที่ฟังแล้วเหมือนตัวเลขจากอีกโลกหนึ่ง หายใจยังไม่ทันเต็มปอด ความหวังก็หายวับไป
ผมสูดลมหายใจลึกก่อนจะตอบ "ผมจะทำงานใช้หนี้พี่ให้หมด แล้วผมจะขอกลับบ้านครับ" รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่มุมปากเขา รอยยิ้มที่ทำให้ผมขนลุก
"ดี งั้นไปแต่งตัวซะ คุณภัทรมารออยู่แล้ว" เขาพูดจบก่อนจะเดินออกไป พร้อมปิดประตูห้องลง
ผมหันไปมองกระจกบานใหญ่ในห้อง สะท้อนเงาของคนที่เหมือนจะไม่ใช่ผมอีกแล้ว น้ำตาไหลออกมาอย่างช้าๆ
"ขอโทษนะ น้ำ..." ผมพึมพำเบาๆ เสียงแ่เหมือนจะปลอบใจตัวเอง แต่ลึกๆ แล้วรู้ว่าคำขอโทษนี้ไม่มีทางลบล้างสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
เมื่อแต่งตัวเรียบร้อย ผมเดินออกไปยังห้องนั่งเล่น ร่างกายสั่นสะท้านจากสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า คุณภัทรนั่งรออยู่แล้ว เขายิ้มให้ผม รอยยิ้มนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่กลับทำให้ใจผมยิ่งหดหู่
พี่กั้งเดินเข้ามาใกล้ กระซิบข้างหู "ถึงเวลาทำงานแล้ว" เสียงนั้นเหมือนประทับตราสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล
"สวัสดีครับ" ผมยกมือไหว้คุณภัทร พลางมือสั่นเล็กน้อย
"มานั่งนี่สิ" เขาตบเบาๆ ที่โซฟาข้างตัว ราวกับเป็สัญญาณให้ผมทำตาม
"งั้นกั้งขอตัวก่อนนะครับ ขอให้สนุกครับคุณภัทร" พี่กั้งพูดพลางหายไปด้านใน ทิ้งให้ผมอยู่เพียงลำพังกับคนแปลกหน้า
ผมเดินไปนั่งข้างเขา ความหวาดหวั่นแล่นพล่านในร่างกาย พยายามเก็บอาการ แต่ก็รู้ว่ามันปิดไม่มิด
ทันทีที่ผมนั่งลง มือของเขาก็วางลงบนต้นขาผมทันที ลูบไปมาอย่างแ่เบา แต่ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจควบคุม
"น้ำช่วยทำให้พี่สนุกหน่อยนะ" เสียงนั้นดังขึ้น ก่อนทุกสิ่งที่ผมกลัวจะเกิดขึ้นจริง
ผมสูญเสียความบริสุทธิ์ให้กับคุณภัทร ชายคนแรกในชีวิตที่พรากทุกสิ่งไปจากผม เขาไม่ได้แค่ล่วงละเมิดผม แต่ยังทำร้ายร่างกายผมด้วยความโหดร้าย ตบตีและรุนแรงจนปากผมแตก ใบหน้าบวมช้ำ
เมื่อทุกอย่างจบลง ผมนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างกายชาไร้ความรู้สึก แต่ภายในหัวใจกลับเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยิน
นี่หรือชีวิตที่ผมเลือกเอง... หรือจริงๆ แล้วผมไม่เคยมีสิทธิ์เลือกเลยั้แ่ต้น
ชีวิตของผมเหมือนติดอยู่ในเขาวงกตที่ไม่เคยมีทางออก ทุกวันวนเวียนอยู่ในลูปเดิมซ้ำๆ แขกมากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนเข้ามาในห้องที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ที่หลับนอนของผม แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็พื้นที่ทำงานไปเสียแล้ว ความเหนื่อยล้าที่สะสมไม่ได้รับการพักฟื้นทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนจะพังทลายลงในทุกวินาที ส่วนจิตใจ...มันแทบไม่เหลืออะไรให้รู้สึกอีกต่อไป
"ทำไมถึงต้องเป็ผมด้วยนะ?" คำถามนี้ดังก้องในหัวทุกครั้งที่ผมหายใจออก ผมเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่าทำไมทางที่ผมเลือกถึงผิดพลาดเสมอมา และทำไมโอกาสที่ดีๆ ไม่เคยปรากฏในชีวิตของผมเลย
ผมขาดการติดต่อกับแม่ั้แ่วันนั้น วันที่ผมตัดสินใจไถ่โทรศัพท์คืนให้เธอ พี่กั้งยึดโทรศัพท์ของผมและห้ามติดต่อกลับไปหาใคร ความเหงาและความรู้สึกโดดเดี่ยวกัดกินผมจากภายใน
หลังจากแขกคนสุดท้ายของวันเดินออกไป ผมรวบรวมความกล้าที่แทบไม่เหลือเพื่อเดินเข้าไปหาพี่กั้ง ผมถามเขาด้วยเสียงแ่เบาเหมือนจะกลืนหายไปกับอากาศ “หนี้ผมใกล้จะหมดหรือยังครับ?”
ดวงตาของผมเต็มไปด้วยความหวังที่ริบหรี่ เหมือนเปลวเทียนในคืนที่ลมแรง ผมถามคำถามเดิมซ้ำๆ ในทุกๆ วัน ไม่ใช่เพราะผมคาดหวังคำตอบที่แตกต่างออกไป แต่เพราะผมอยากได้ยินคำว่า “หมดแล้ว” แม้ลึกๆ ในใจผมจะรู้ว่ามันไม่มีวันเป็จริง
ในโลกของผมตอนนี้ ทุกสิ่งดูเหมือนถูกขโมยไป ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียง มีเพียงความเ็ป และหัวใจของผมที่คอยที่เป็เพื่อนร่วมทางตลอดกาล
ห้องนอนของผมไม่ได้เป็ของผมอีกต่อไป มันถูกแปลงสภาพเป็พื้นที่ทำงาน รับแขกที่พี่กั้งจัดหาให้ สำหรับที่นี่ ไม่มีพื้นที่ใดที่เป็ส่วนตัว ทุกมุมในบ้านสามารถกลายเป็ “ที่ทำงาน” ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าแขก้าจะให้มันเกิดขึ้นตรงไหน
ผมไม่ได้เป็อะไรเลยนอกจากตุ๊กตา ตุ๊กตาที่ถูกบังคับให้ทำทุกอย่างตามคำสั่ง ถูกลากไปไหนก็ได้ ถูกใช้งานยังไงก็ได้โดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ผมเริ่มลืมความเป็ตัวเอง ลืมว่าครั้งหนึ่งชีวิตของผมเคยมีความฝันหรือความหวัง
มันน่าขันที่ผมเคยคิดว่าพี่กั้งอาจเป็คนที่ผมจะรักได้ ความหวานในวันวานที่เขาเคยมีให้เหมือนแสงแดดที่ลวงตา สุดท้ายสิ่งที่ผมได้รับกลับไม่ใช่ความรัก หากแต่เป็กรงขังที่ไร้กุญแจปลดล็อก ผมได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ ว่านี่คือปลายทางของคำว่ารักจริงหรือ หรือว่ามันคือสิ่งที่คนอื่นเรียกว่าความรัก?
ผมยืนมองเงาสะท้อนในกระจก ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของผมเหมือนถูกบีบจนปวดร้าว ใบหน้าซีดเซียว ตาโหลลึก รอยฟกช้ำที่กระจายไปทั่วร่าง ตัวผอมแห้งจนดูเหมือนคนป่วยหนัก เงาสะท้อนในกระจกนั้นไม่ต่างอะไรจากศพเดินได้
“นี่เราเหรอ...” ผมพึมพำกับตัวเอง สายตาจ้องภาพตรงหน้าอย่างเวทนาและสมเพชในเวลาเดียวกัน แต่ลึกลงไปในใจที่ยังเหลืออยู่ ผมรู้ว่าถ้าผมไม่รักตัวเอง ใครจะรักผมอีก?
ผมหายใจลึก พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความเข้มแข็งที่ยังหลงเหลืออยู่ “ขอบคุณนะ” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ เป็ครั้งแรกในรอบหลายปี
ผมไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะพาผมไปทางไหน หรือจะต้องเจอกับอะไรอีก แต่วันนี้ผมขอบคุณตัวเอง ขอบคุณที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้ ขอบคุณที่ยังยืนหยัด แม้จะล้มลงหลายครั้งก็ตาม
ในที่สุด เสียงคำว่าขอโทษที่เคยวนเวียนอยู่ในหัว กลับถูกแทนที่ด้วยคำว่า “ขอบคุณ” ที่ผมไม่เคยให้กับตัวเองมาก่อน