บทที่ 6
บุหงาหอมล่อภมร
“ที่จวิ้นฮวาโหลวจะไม่มีของให้เลือกเยอะกว่าหรือเ้าคะท่านพ่อ?”
“ฮ่าย! ที่นั่นเป็แหล่งรวมสินค้าคุณภาพดีก็จริง แต่หากจะเลือกเครื่องประดับที่ละเมียดละไมมีเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลก็ต้องร้านทองฟานหรงนี่เท่านั้น เ้าจะเข้าวังทั้งทีจะใช้ของที่ดูธรรมดาได้เยี่ยงไรกันเล่า”
‘เหอซูเซียน’ ต้องพยักเพยิดใบหน้ายอมคล้อยตามเหตุผลของบิดาอย่างไม่มีทางเลือก
“ท่านใต้เท้าลำบากมาเยือนถึงที่นี่เชียวหรือเ้าคะ?” หญิงสูงวัยรูปร่างท้วมแต่งกายด้วยอาภรณ์สีสดใสออกมาต้อนรับอย่างสุภาพ
“ลำบากอะไรกันเล่าเหลาป่านเหนียง ร้านฟานหรงของท่านทั่วทั้งต้าสุ่ยต่างก็ให้การยอมรับในการผลิตเครื่องประดับทั้งนั้น”
“ท่านใต้เท้ากล่าวชมเชยเกินไปแล้ว วันนี้อยากให้ข้าน้อยช่วยเหลืออะไรหรือเ้าคะ?”
เหอซ่งจินดุนหลังบุตรสาวมาข้างหน้าเพื่อแสดงตัว หญิงสาววัยสิบหกปีย่อตัวทำความเคารพผู้าุโกว่าด้วยกิริยานอบน้อม
“โอ้! นี่น่ะหรือธิดาของใต้เท้าเหอที่ใครๆ ต่างก็ร่ำลือถึงความงดงาม”
ผู้เป็บิดาอมยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ขณะที่เ้าตัวเอียงใบหน้าด้วยความเคอะเขิน
“ขอปิ่นประดับที่โดดเด่นสะดุดสายตาแต่ยังคงถ่อมตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าบุคคลชั้นสูงให้นางหน่อยเหลาป่านเหนียง”
“เอ บุคคลชั้นสูงที่ท่านว่า... รึว่าจะเป็...”
“ชู่ว...!” รองเสนาบดีกรมยุติธรรมยกนิ้วขึ้นเป่าพร้อมทั้งส่ายหน้าส่งสัญญาณไม่ให้อีกฝ่ายพูดต่อ
แต่โดยไม่ทันรู้ตัวเลยว่าด้านหลังผ้าม่านบางสีเหลืองทองนั้นมีใครบางคนกำลังแอบฟังการสนทนาของพวกเขาอยู่
บุคคลชั้นสูงงั้นหรือ...?
ใครกันจะเป็บุคคลชั้นสูงในต้าสุ่ยได้หากไม่ใช่ฮ่องเต้
เสียนชินอ๋องแค่นหัวเราะเมื่อตระหนักแล้วว่าพระเชษฐาของตนนั้นกำลังดำริจะสร้างรากฐานอันมั่นคงให้แก่ราชบัลลังก์ของพระองค์เอง
“ดอกเหมยโรยราแต่ไร้ผล... จึงต้องเฟ้นหาความหวังใหม่จากดอกโบตั๋น ฮึ!”
หากฮ่องเต้สามารถให้กำเนิดโอรสขึ้นมาได้จริงๆ โอกาสที่เขาจะเข้าใกล้บัลลังก์โดยชอบธรรมก็จะยากขึ้น
ไม่ได้เด็ดขาด!
เขาจะไม่มีวันปล่อยให้เื่นี้สำเร็จโดยง่ายเป็แน่!
แผ่นดินไม่ได้ร่วมกอบกู้ แต่มาชุบมือเปิดเอาง่าย ๆนั้นก็เกินจะทนแล้ว หากฉินหลี่เยว่ไม่เข้ามาจุ้นจ้านมีหรือที่ใต้หล้านี้จะไม่ได้อยู่ในกำมือของเขา
ราชบัลลังก์ัแห่งต้าสุ่ยที่ต้องถูกคัดเลือกโดยเ้าแม่์จิ่วเทียนเซวียนหนิ่ว[1]...
ฮึ! เหลวไหลสิ้นดี!
หากเป็เช่นนั้นข้าก็จะเป็พระเ้าซืออิ้ว[2]เพื่อท้าทายอำนาจของเ้าอีกสักครา
และจะไม่มีทางยอมปล่อยให้ตนเองพ่ายแพ้
ในหัวของเสียนชินอ๋องเต็มไปด้วยอุบายบางอย่างเพื่อจะเอาตัวรอด การถูกกักขังในคุกเหม็นอับนั่นทำให้เขากักเก็บความคับแค้นไว้ในหัวใจซึ่งสุมด้วยเพลิงพร้อมจะรวบทุกอย่างไว้ในกำมือให้เร็วที่สุดเมื่อออกมาเป็อิสระ
บัดนี้มันเป็เวลาของเขาแล้ว...
“ดอกท้อเบ่งบานแรก ส่งกลิ่นหอมล้อมสวน ฝีก้าวอ่อนช้อย เต้นรำก่อนฤดูใบไม้ผลิ ใบหน้าดุจบัวอ่อน ยิ้มอ่อนหวานราวน้ำค้าง
เพียงเหลียวแลก็ทำให้คนมัวเมา ดุจหลงไปในแดน์...”
ได้ยินน้ำเสียงคุ้นหูร่ายบทกลอนดังออกมาจากมุมรับรองด้านข้างเหอซ่งจินก็รับรู้ได้ทันทีว่าเป็ผู้ใด
“คารวะเสียนชินอ๋อง”
ชายผู้สูงศักดิ์แหวกม่านแล้วก้าวเท้าออกมาปรากฏตัวพร้อมเผยรอยยิ้มกว้างพิมพ์ใจบนใบหน้า
“มิรู้ว่าเป็เพราะโชคชะตาหรือเพียงเหตุบังเอิญ...” แล้วจ้องสบไปยังใบหน้านวลของสตรีดรุณวัยโฉมสะคราญ
ผู้เป็บิดาสะกิดให้บุตรสาวย่อตัวทำความเคารพด้วย
“หม่อมฉันเหอซูเซียนขอคารวะเสียนชินอ๋องเพคะ”
“มิน่าเล่าข้าถึงได้ปรารถนามาที่ร้านนี้จนครั่นคร้ามว่าจะเกิดเป็ลางสังหรณ์ประหลาด แต่ที่ไหนได้... กลับกลายเป็จะได้พันผูกด้ายแดงเกี่ยววาสนากับใครบางคน...”
เหอซูเซียนมองบุรุษคราวอาอย่างมิสู้จะเข้าใจในสายตากรุ้มกริ่มที่ส่งมาให้
หากแต่เหอซ่งจินผู้เป็บิดากลับรับรู้เจตนาของอ๋องผู้ร้ายกาจคนนี้เป็อย่างดี
“เ้ากำลังอยากได้ปิ่นประดับเล่มใหม่ใช่หรือไม่?”
“เอ่อ... คือว่า...” รองเสนาบดีกรมยุติธรรมพยายามแย้งแต่ก็น้ำท่วมปาก
“เหลาป่านเหนียง...”
“เพคะท่านอ๋อง”
“เ้าจงตั้งใจออกแบบให้นางอย่างดี เลือกเฟ้นวัสดุที่คุณภาพเป็เลิศ และใช้เพียงช่างมือทองของฟานหรงเท่านั้น จะเป็เงินสักกี่ตำลึงทองก็มาเก็บเอากับข้าเถิด”
“เพคะ ข้าน้อยน้อมรับคำสั่งและจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”
“ขอท่านอ๋องอย่าได้ลำบากเลยพะย่ะค่ะ”
คนถูกขัดตวัดดวงตาคมไปยังต้นเสียงด้วยความเคืองขุ่น
“ทำไม? ท่านรองเสนาบดีรังเกียจเงินจากคนขี้คุกเช่นข้าหรือ?”
“กะกระหม่อมมิบังอาจ”
รอยยิ้มที่กระตุกขึ้นมาอย่างเย้ยหยันทำให้เหอซ่งจินรู้สึกประหวั่นไม่น้อย เพราะถึงอย่างไรสถานะที่ถูกนำมาประชดประชันก็เพราะตนเองเป็ต้นเหตุทำให้อีกฝ่ายต้องได้รับโทษ
คิดไม่ถึงว่าเขาจะถูกปล่อยตัวในระยะเวลาไม่นาน เช่นนี้ก็เป็ที่ประจักษ์แล้วว่าเสียนชินอ๋องผู้นี้มีอิทธิพลมากล้นที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่สามารถใช้พระราชอำนาจกับเขาได้
“มิบังอาจก็ดี... เพราะประสบเหมาะเคราะห์ดีเราจะได้เกี่ยวดองกัน”
“ทรงหมายความเช่นไรพะย่ะค่ะ?”
“ข้าแสดงไมตรีต่อธิดาของเ้าชัดแจ้งเช่นนี้แล้วยังต้องย้อนถามอีกหรือ ไยขุนนางแห่งราชสำนักผู้แสนเฉลียวฉลาดเช่นเ้าถึงเข้าใจยากเย็นนัก”
เหอซ่งจินนิ่งรับอย่างกระอักกระอ่วนใจ เห็นทีเื่นี้จะไม่จบลงง่าย ๆ เสียแล้ว
“ทั้งข้านั้นก็ปรารถนาจะญาติดีกับสกุลเหอ มิถือโทษเอาความต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา สิ่งนี้... กำลังทำให้เ้าไม่สบายใจหรือ?”
“หามิได้พะย่ะค่ะ เพียงแต่...” ขุนนางตงฉินยกมือประสานไว้ด้านหน้าเพื่อขอความเมตตา
“เอาล่ะๆ วันนี้ข้าอารมณ์ดีรู้สึกจิตใจเบิกบานที่ได้พบเจอบุปผางามมิปรารถนาจะรับฟังและกล่าววาจาให้มากความ ขอเพียงใจความเดียวคือข้าต้องตาแม่นางเหอซูเซียนผู้อ่อนหวานนางนี้เสียแล้ว”
“ท่านอ๋อง...!”
หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ย่อมไม่ได้การแน่!
เหอซ่งจินกำลังตกอยู่ในอาการสบสนและไม่รู้จะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าเยี่ยงไร เสียนชินอ๋องผู้นี้ไม่เคยพูดเล่น หากได้หมายปองสิ่งใดแล้วเขาต้องได้มาให้จงได้ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์หน้าไหนทั้งนั้น
หากครานี้... เกรงว่าบุตรสาวของตนก็จะไม่รอดแล้ว
แต่เดิมที่สมควรจะปิดเป็ความลับ เห็นทีว่าจะต้องเปิดเผยให้ล่วงรู้โดยทั่วกันเพื่อความปลอดภัยของตนเองและลูกแล้ว
“บุปผางามที่ท่านอ๋องหมายปองมาชมเชยดูท่าว่าจะไม่ส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจอีกแล้ว” เหอซ่งจินกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทางนอบน้อม
คนฟังเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเพื่อรอฟังคำอธิบาย
“กระหม่อมขอบพระทัยที่ท่านอ๋องกรุณามอบไมตรีมาให้ กระหม่อมขอรับไว้ด้วยหัวใจอันต่ำต้อยนี้แทนพะย่ะค่ะ”
“เ้าปฏิเสธที่จะมอบธิดาให้ข้างั้นรึ?”
ผู้ถูกย้อนไม่ตอบแต่เม้มริมฝีปากแล้วพยักหน้ายืนยันเจตนารมณ์อย่างหนักแน่น
ได้เห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นเสียนชินอ๋องก็เหยียดยิ้มชวนขนลุกตรึงมุมปาก เรียวคิ้วหนาข้างนั้นก็ยังคงยกค้างไว้พลางจ้องคู่สนทนาไม่ทอดวางสายตา
ก๊ง!
ด้ามสำหรับเคาะปลาไม้ตกลงพื้นหินอ่อนเป็คราที่สามแล้ว หลิวฮุ่ยิหันมองภริยาด้วยดวงหน้าเป็ห่วง
“วันนี้จิตใจของเ้าไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กังวลเื่ใดอยู่หรือ?”
คนถูกถามส่ายหน้าด้วยดวงตาที่กำลังสะท้อนความวิตกขึ้นมาเช่นกัน ก่อนจะก้มกราบพระพุทธรูปองค์ประธานเบื้องหน้าเพื่อเป็การขอขมา
“้าพักก่อนหรือไม่?”
“ข้าไม่ได้เป็อะไร เพียงแต่... ทั้งที่ตั้งใจจะสวดมนต์เป็กิจวัตรแท้ ๆ ไยจึงรู้สึกจิตใจมันว้าวุ่นถึงเพียงนี้?”
“ทูลองค์หญิงและราชบุตรเขย” ยังไม่ทันได้หาคำตอบฉีอิงก็ปรี่เข้ามารายงานด้วยหน้าตาตระหนก
“ว่าอย่างไรฉีอิง?”
“อวี๋เหยาและซิงเฉินขอเข้าพบด้วยเื่ด่วนเพคะ”
เร้าให้สองสามีภรรยาต้องหันมองหน้าด้วยความรู้สึกเดียวกัน ดูท่าแล้วการที่ด้ามเคาะปลาไม้ตกหลายครานั้นจะฟ้องเหตุลางร้ายเป็แน่
“ให้เขาเข้ามาเร็วเข้า”
เมื่อได้รับอนุญาตนางกำนัลสูงวัยจึงกลับไปเปิดประตูเรือนสัจธรรมเพื่อเชื้อเชิญให้นายอารักขาทั้งสองของเ้านายเข้ามา
“มีสิ่งใด?” เรียวคิ้วหนาขมวดมุ่นพร้อมดวงตาคมจ้องเขม็งเมื่อะโถามผู้ใต้บังคับบัญชาของตน
“คารวะองค์หญิง คารวะท่านเสนาบดี บัดนี้ใต้เท้าเหอและธิดาถูกลอบสังหารขอรับ” อวี๋เหยารายงานด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย
“เป็ฝีมือของผู้ใด?” เทียนหลี่เยว่ถามต่ออย่างร้อนรน
“ยังไม่ทราบขอรับ แต่สถานที่พบศพของพวกเขาพ่อลูกคือพงหญ้ารกบริเวณเส้นทางไปอำเภอหงอู่ขอรับ”
“หงอู่... ทางไปจวนเสียนชินอ๋อง?”
“...!”
[1] เ้าแม่จิ่วเทียนเซวียนหนิ่ว (九天玄女) คือ เทวนารีในลัทธิเต๋าของจีน เป็เทพีแห่งาพิชัยา มีลักษณะเป็สตรีงดงาม มักถือดาบเจ็ดดาวและน้ำเต้า และมีสัตว์สัญลักษณ์คือนกฟีนิกซ์หรือหงส์แดง
[2] เ้าแม่จิ่วเทียนเซวียนหนิ่วทรงเป็พระอาจารย์ของพระเ้าหวงตี้ในระหว่างที่พระองค์ทรงทำากับพระเ้าชืออิ้ว