หลังจากที่ปรับลมหายใจ เย่เสวียนก็รู้สึกปวดขมับ ขณะที่ความกังวลแฝงลึกอยู่ในแววตาของเขา
ไม่ใช่ว่าเขาขี้ระแวง ทว่าศัตรูนั้นแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ตำหนักปรภพ แม้จะไม่ใช่สำนักชั้นยอด แต่ก็อยู่ไม่ไกล ผู้ที่แข็งแกร่งในสำนักมากมายดุจเมฆ ลักษณะของพวกเขาล้วนโเี้ และอำมหิต และขึ้นชื่อเื่ความชั่วร้าย
แม้แต่บางสำนักก็ไม่กล้าที่จะยั่วยุพวกเขา
ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขา การเป็ปรปักษ์กับตำหนักปรภพก็เท่ากับการเขย่าต้นไม้ใหญ่
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้คือการหาที่พักพิงที่ปลอดภัย
ไม่นานเสียงเ็าก็ดังขึ้นมาจากจี้อีกครั้ง “ยามนี้ เ้าควรจะรีบออกจากอาณาเขตป่าแห่งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ แล้วมุ่งหน้าไปทิศตะวันออก”
“หากข้าจำไม่ผิด เมื่อหลายพันปีก่อน ทางตะวันออก ห่างจากที่นี่ไปหมื่นลี้ สมควรมีนิกายเล็กๆ ซ่อนอยู่บนูเาน้ำค้าง”
“หากเ้าเข้าสู่นิกายแห่งนั้น เ้าย่อมซ่อนตัวตนของเ้าโดยที่ไม่ดึงดูดความสนใจ บางคราเ้าอาจจะสามารถหลบหนีการไล่ล่าของตำหนักปรภพได้”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ดวงตาของเย่เสวียนก็ทอประกายขึ้น
จริงด้วย เข้าสู่สำนักนิกายอื่นปิดบังตัวตน หลังจากที่ความแข็งแกร่งของตนเองเพิ่มขึ้นก็ย่อมมีโอกาสกลับมาชำระแค้น?
ช่างเป็ความคิดที่วิเศษ!
ทันทีที่เขาคิดได้เช่นนั้น เขาก็เพิกเฉยต่อความเหนื่อยล้า ลุกขึ้นและมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออก
“หึ หากข้าได้พลังกลับคืนมาเพียงครึ่ง มีหรือที่จะกลัวตำหนักปรภพนั่น”
“เพียงดาบเดียวก็สามารถกำจัดพวกมันสิ้น!”
ในเวลานี้มีเสียงบ่นพึมพำดังมาจากจี้ แม้ว่าเสียงนั้นจะเบาบาง แต่ความหยิ่งผยองที่มองดูโลกกลับมิได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
...
ผ่านไปครึ่งเดือน
เย่เสวียนก็ได้มาถึงบริเวณตีนเขาสายหมอกด้วยท่าทางเหนื่อยล้า
เขาแหงนหน้าขึ้นมองไปยังบริเวณยอดเขา ก่อนคิ้วของเขาจะขมวดลงเล็กน้อย "ผู้าุโ นิกายเล็ก ๆ ที่ท่านเอ่ยถึง คงมิใช่นิกายเทพกระบี่หรอกกระมัง"
ทันใดนั้นก็มีเสียงที่เ็าตอบกลับมา: "แน่นอนว่าย่อมเป็นิกายเทพกระบี่ มีปัญหาอันใดรึ?"
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ เย่เสวียนก็ตกตะลึงเล็กน้อย
นิกายเล็ก ๆ อะไรกัน หากสถานที่ที่ผู้าุโกล่าวถึงคือนิกายเทพกระบี่เขาคงจะปฏิเสธมันทันที คงไม่เสียเวลาเดินทางไกลหมื่นลี้
ฟังจากข่าวลือ นิกายเทพกระบี่ ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นิกายอีกต่อไป มรดกเคล็ดวิชาสืบทอดได้ถูกทำลายลงนานแล้ว ศิษย์ภายในนิกายก็ร่อยหรอ มีสภาพทรุดโทรมและตกต่ำถึงขีดสุด
ตราบใดที่ยังพอมีทางเลือก คงไม่มีใครหน้าไหนอยากจะมา
ยิ่งไปกว่านั้น มีข่าวลือเมื่อไม่นานมานี้ว่าเ้านิกายของนิกายเทพกระบี่ได้ถูกตัดศีรษะโดยสำนักสัตโลหะเพราะเขาได้ทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง ปัจจุบันเหลือเพียงศิษย์ใหม่ที่มีพลังขอบเขตฝึกกายาเท่านั้น
นิกายที่ใกล้จะพินาศล่มสลาย แม้ว่าเขาจะเป็เพียงศิษย์ฝึกหัด แต่จะไปทำสิ่งใดได้?
เส้นทางอนาคตย่อมมืดมน!
เย่เสวียนส่ายหัว ได้แต่ยิ้มด้วยความขมขื่น "ผู้าุโ ท่านคงยังจะไม่ทราบ นิกายเทพกระบี่มิใช่นิกายในความทรงจำของท่านอีกต่อไป และมันก็มิได้ต่างไปจากสำนักที่พินาศล่มสลายในยามนี้"
"เ้าพูดอะไร?"
เสียงเ็าก็ดังขึ้น “นิกายเทพกระบี่พินาศล่มสลาย?!”
“มันไม่ควรเป็เช่นนั้น...”
เย่เสวียนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ผู้าุโ ข้าคิดว่าเราควรละทิ้งเื่การเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่และคิดหาหนทางอื่น”
เขาเหลือบมองไปยังยอดเขาสายหมอกอีกครั้ง "แม้ว่าข้าจะขึ้นไป มันก็เสียเวลาเปล่า และข้าจะมิได้รับสิ่งใดที่เป็ประโยชน์"
"โง่เขลา!"
เ้าของเสียงที่เ็าอดไม่ได้ที่จะตำหนิ “นิกายเทพกระบี่กำลังตกต่ำ เ้ายิ่งสมควรจะไปที่นั่น มันเป็ทางเลือกเดียว”
“ประการแรก เนื่องจากนิกายเทพกระบี่ตกต่ำ หมายความว่าย่อมไม่มีผู้ที่แข็งแกร่งอยู่ ฉะนั้นความลับของเ้าย่อมไม่ถูกค้นพบ และตัวตนของเ้าก็ย่อมไม่ถูกเปิดเผย”
“ประการที่สอง เนื่องจากนิกายเทพกระบี่ปราศจากความสำคัญ ตำหนักปรภพคงไม่เชื่อว่าเ้าจะเต็มใจเลือกซ่อนตัวอยู่ในสถานที่เช่นนี้ ดังนั้นเ้าย่อมหลบหนีจากการไล่ล่าของตำหนักปรภพ”
“ประการที่สาม มันมิได้สำคัญสำหรับเ้าว่านิกายเทพกระบี่มีเคล็ดวิชาสืบทอดหรือไม่ ขอเพียงเ้ามุ่งความสนใจไปที่การฝึกฝนของเ้าในนิกาย ด้วยความสามารถและกายาของเ้า เ้าจะค้นพบเคล็ดวิชาของตัวเ้าเองในไม่ช้าก็เร็ว ถึงยามนั้นชื่อเ้าจะสะท้านไปทั่วใต้หล้า”
ได้ยินเช่นนั้น เย่เสวียนก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ หลังจากใช้เวลาทบทวนเล็กน้อยเขาก็เอ่ยขึ้น “ผู้าุโกล่าวได้ถูกต้อง ผู้น้อยจะเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่!”
พูดจบร่างของเขาก็เคลื่อนตรงไปยังยอดเขาสายหมอก
...
ผ่านไปไม่ถึงชั่วยาม
เย่เสวียนก็มาถึงประตูของนิกายเทพกระบี่
วินาทีนั้น เขาก็พลันตกตะลึงเล็กน้อย และเขาไม่สามารถห้ามสายตาไม่ให้จ้องมอง
"นี่มันอะไรกัน?"
“เกิดสิ่งใดขึ้นกับที่นี่?”
“ข้ามิได้มาผิดที่ใช่หรือไม่”
“จากข่าวลือ นิกายเทพกระบี่แห่งนี้อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมิใช่รึ แม้แต่ประตูนิกายก็ยังพังทลาย?”
"แล้วเหตุใดประตูทางเข้าจึงได้ใหญ่โตโอ่อ่า หาได้มีร่องรอยของการพังทลายแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่ามันตระการตายิ่ง!"
ภายในใจเย่เสวียนอดไม่ได้ที่จะสงสัย ระหว่างที่แอบคาดเดา: "เป็ไปได้หรือไม่ว่านิกายเทพกระบี่ ตั้งใจสร้างประตูใหม่เพื่อแสร้งให้มีหน้ามีตา?"
ในขณะที่เย่เสวียนประหลาดใจ จี้กระบี่ก็เปล่งเสียงออกมา และเ้าของเสียงที่เ็าก็ได้จับจ้องไปยังตัวอักษรทั้งสาม "เซินเจี้ยนจง" บริเวณประตูนิกาย
เวลานี้ดวงตาที่ดุจราวกับสายธาร่วสันตฤดูก็พลันเบิกกว้าง ใบหน้าอันงดงามของนางมิอาจเก็บงำความประหลาดใจเอาไว้ได้ ทั่วทั้งร่างจมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งจิต
นางใช้เวลาครึ่งชั่วยามกว่าจะได้สติกลับมา ทว่าใบหน้าที่งดงามของนางยังคงเคร่งขรึม
“เป็ไปได้อย่างไร”
"อักษรเพียงสามคำ 'เซินเจี้ยนจง' เหตุใดจึงมีวิถีกฎเกณฑ์และวิถีแห่งกระบี่ที่ทรงพลัง!"
นางไม่อาจระงับความตกตะลึง
สมบัติล้ำค่าดังกล่าวเหตุใดจึงถูกนำมาวางไว้ที่ประตูทางเข้า?
วิถีกฎเกณฑ์และเจตจำนงแห่งกระบี่์สมควรที่จะเก็บรักษาไว้ภายในส่วนลึกมิใช่รึ?
นี่นับเป็การกระทำที่อุกอาจยิ่ง!
สำนักนิกายชั้นยอดบางแห่งยังไม่ฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้!
อักษรเหล่านี้น่ากลัวเกินไป
นอกเหนือจากวิถีกฎที่ลึกลับแล้ว ยังมีเจตจำนงแห่งกระบี่สถิตอยู่ภายในอักษร'เซินเจี้ยนจง'ทั้งสาม แม้กระทั่งผู้ที่แข็งแกร่งอย่างนางยังรู้สึกกังวลใจ
ในไม่ช้าดวงตาของนางก็เคลื่อนไปทางอนุสรณ์เทพพิทักษ์ประตูข้างประตูนิกายโดยไม่ได้ตั้งใจ
คราวนี้ นางถึงขนาดที่มิอาจระงับเสียงอุทานในใจได้ ทำได้เพียงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ "นี่คือ... นี่คือสมบัติขั้นเซียน?"
“ไม่ผิดแน่ มันคือสมบัติเซียนที่ทรงพลังอย่างแท้จริง!”
"เมื่อใดกันที่นิกายเทพกระบี่มั่งคั่งถึงเพียงนี้?"
นางระงับความใไว้ไม่อยู่ ได้แต่มองเข้าไปในประตูนิกายโดยไม่รู้ตัว
ก่อนจะพบว่าทั่วทั้งนิกายเทพกระบี่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก กลิ่นอายปราณมงคล ปรากฏขึ้นเป็ครั้งคราว
โดยเฉพาะบริเวณใจกลางยอดเขาที่สูงลับฟ้า นางััได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากระยะไกล
พริบตาร่องรอยแห่งความหวาดกลัวค่อยๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาที่ราวกับสายธารในวสันตฤดูของนาง
ระหว่างที่นางเตรียมจะเตือนเย่เสวียนว่าอย่าได้ประมาท นางก็พบว่าเย่เสวียนได้ก้าวเท้าเข้าไปในประตูนิกายเสียแล้ว
ทว่าเย่เสวียนที่เพิ่งก้าวเข้าไปในประตูเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกมึนงงก่อนที่จะมีเวลาสังเกตสิ่งรอบตัว หลังจากที่เขาสะบัดหน้าส่ายหัวไปมา เขาก็พบว่าทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขาได้เปลี่ยนแปลงไปราวกับว่าเขาได้หลุดมายังอีกมิติหนึ่ง
เช่นเดียวกับเย่จิงอวิ๋น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจมหาค่ายกลปกปักนิกาย
่ที่เขากำลังตกตะลึงอยู่ แรงกดดันที่เฉียบคมสุดจะหาใดเปรียบก็ได้กวาดเข้ามาดุจคลื่นที่ถาโถม ราวกับจะบดขยี้ผู้บุกรุก
ความใของเย่เสวียน ประหนึ่งมีสัตว์ร้ายนับหมื่นเคลื่อนโถมเข้ามาในจิตใจของเขา
บัดซบ!
นี่ไม่ได้หมายความว่านิกายเทพกระบี่ได้ปฏิเสธเขาอย่างสมบูรณ์หรอกรึ?
นี่มันค่ายกลปกปักนิกายแบบไหนกัน?
ไหนเล่านิกายตกต่ำที่ว่า?
ไอ้ลูกเต่าตัวไหนมันเป็คนพูด หากหลุดออกจากที่นี่ไปได้ รับรองได้เลยว่าแกถูกเชือดเป็แน่!
เย่เสวียนเผชิญกับความเ็ป มุมปากพลันกระตุก เนื่องจากััได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวของค่ายกลปกปักนิกายนี้อย่างชัดเจน แรงกดที่เฉียบคมและทรงอำนาจทำให้เขาไม่สามารถระงับอาการตัวสั่นได้
ภายในนี้น่ากลัวเพียงใดใครเล่าจะรู้ และหากไม่ระวังก็อาจถึงคราวมอดม้วยมรณา
สำหรับความแข็งแกร่ง ณ ปัจจุบันของเขา เป็เื่ยากที่จะบุกฝ่ามหาค่ายกล สิ่งที่ทำได้มีเพียงประคองชีวิตให้รอด
หากซี้ซั้วเคลื่อนไหว บางทีชีวิตน้อยๆ อาจจบสิ้น!
ยามนี้เย่เสวียนอยากจะร้องไห้ออกมา
มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!
ทำเอาเขาไม่กล้าขยับ...