ตอนที่ 6 แิใหม่เพื่อความร่ำรวย
หลังจากฟังภรรยาพูดอยู่สักพัก ฉาจื่ออันก็ดึงนางเข้ามาในอ้อมกอดด้วยความดีใจ
หลิงซานฉิงยกหัวไชเท้าขึ้นและเคาะลงไปบนหัวของฉาจื่ออัน แม้นางจะยอมรับความจริงที่ว่านางเป็ภรรยา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะยอมรับความใกล้ชิดของเขาได้
ฉาจื่ออันกล่าวอย่างน้อยใจด้วยสีหน้างอแง “ซานฉิง สองวันมานี้เ้าไม่เหมือนกับเ้าในอดีตเลย เ้าในอดีตเป็คนเงียบและมีคุณธรรม แต่ยามนี้เ้าเปลี่ยนไปจากเดิม และไม่รู้ว่าเ้าคิดอะไรอยู่ มันทำให้ข้าทั้งกลัวทั้งดีใจ”
ฉาจื่ออันโอบเอวของหลิงซานฉิงไว้ ฝังศีรษะลงบนลาดไหล่นาง
ลมหายใจที่ไม่คุ้นเคยพ่นอยู่ข้างหูหลิงซานฉิง มันทำให้นางรู้สึกจั๊กจี้ที่หัวใจ
“ข้าเป็หนี้เ้าและเจี่ยนเจี่ยนมากเหลือเกิน พวกเรามาใช้ชีวิตดี ๆ กันในเดือนนี้เถอะ แม้จะหาเงินไปคืนไม่ได้ แต่ข้าก็จะไม่ส่งเ้าออกไปแน่นอน และคงต้องยกเจี่ยนเจี่ยนให้เ้าแล้วล่ะ”
หลิงซานฉิงหักหัวไชเท้าในมือนางออกมาครึ่งหนึ่งแล้วยัดเข้าไปในปากฉาจื่ออัน นางไม่ชอบคำพูดเลี่ยน ๆ ที่ผู้ชายคนนี้เอ่ยออกมา “ตราบใดที่เ้าทำตามที่ข้าบอก มันจะมีทางออกเสมอ แล้วจดหมายที่เ้ากับอาจารย์สวีเขียนในตอนนั้นล่ะ?”
ฉาจื่ออันคลายมือออกแล้วชี้ไปยังกล่องใต้เตียง “อยู่นี่ทั้งหมดเลย เ้าถามถึงสิ่งนี้ทำไม่รึ?”
นางลุกออกจากอ้อมแขนของเขา พลางกอดอกและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหลิงซานฉิงก็ถามว่า “ข้าได้ยินมาว่าบทกวีของอาจารย์สวีมีชื่อเสียง แต่ไม่รู้ว่าจะวาดอย่างไร”
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเจตนาของภรรยาคืออะไร แต่ฉาจื่ออันก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ภาพวาดของอาจารย์ล้ำค่าหายาก ข้าได้ยินจากสหายร่วมชั้นว่าภาพวาดของอาจารย์ที่อยู่ในเมืองหลวงเคยขายได้เงินหลายร้อยตำลึง เพียงแต่อาจารย์ไม่ชอบเงินทอง ดังนั้นใน่ไม่กี่ปีมานี้ นอกจากการเขียนบทกวีแล้ว เขาก็แทบไม่วาดภาพเลย”
นางซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ เพราะเป็อย่างที่นางเดาไว้จริง ๆ
หลิงซานฉิงหยิบจดหมายกองหนึ่งออกมาจากใต้เตียง “ในเมื่อภาพวาดมีค่ามากเช่นนี้ จดหมายนี้ก็ถือว่าเป็ของจริง เกรงว่าคงมีมูลค่าไม่น้อย?”
ฉาจื่ออันฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ “มีคนในตลาดปล่อยข่าวลือว่าได้รับงานของแท้ของอาจารย์มา และยินดีจ่ายราคาสูงถึงสามตำลึงต่อหนึ่งฉบับเพื่อซื้อจดหมายของอาจารย์ เ้าสอบถามเื่พวกนี้ไปทำอะไร?” เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปจิ้มชี้ที่จมูกของภรรยาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “เ้า เ้าวางแผนจะขายจดหมายของอาจารย์ใช่หรือไม่? ข้าไม่ให้!”
“เ้าคนซื่อบื้อ ปล่อยมือของเ้าเดี๋ยวนี้!” หลิงซานฉิงตบหลังมือของเขาออก “ไม่ต้องห่วง ข้าแค่ยืมมาดูเท่านั้น”
ดูเหมือนต้องหยุดความคิดเื่จดหมายเหล่านี้แล้วล่ะ หลิงซานฉิงคิดกับตัวเองว่า ฉาจื่ออัน เ้าคนหัวดื้อคนนี้เคารพอาจารย์สวีมาก หากให้เขาขายจดหมายเพื่อชำระหนี้ เขาต้องไม่ทำอย่างแน่นอน สิ่งที่นาง้าไม่ใช่จดหมาย แต่เป็ตราประทับบนจดหมายต่างหาก
หลังจากเปิดจดหมายออกและวางมันลงบนโต๊ะ หลิงซานฉิงก็คว้าหัวไชเท้าที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็ไปหามีดตัดกระดาษในบ้าน อันดับแรกนางเริ่มคัดลอกตราประทับบนจดหมายก่อน แล้วเอามาเปรียบเทียบกันครู่หนึ่ง ก่อนทำการแก้ไขเล็กน้อย
ฉาจื่ออันมองนางใช้มีดตัดกระดาษค่อย ๆ แกะเป็รูปทรงตราประทับอย่างชำนาญก็ใอ้าปากตาค้าง “เ้า เ้าแกะตราประทับของอาจารย์ข้าไปทำไมกัน! เ้าคิดจะปลอมแปลงมันขึ้นมารึ?"
ภรรยาของเขามีฝีมือด้านการแกะสลักั้แ่เมื่อไหร่กัน?
เพียงแต่ ในเมื่อนางสามารถวาดภาพเช่นนั้นออกมาได้ การแกะตราประทับให้เหมือนของจริงก็คงไม่ยากเท่าไหร่
หลิงซานฉิงใช้มือเคาะโต๊ะด้วยความรำคาญ “เงื่อนไขข้อที่สอง เ้าลืมไปแล้วหรือ?”
อารมณ์ที่ระบายออกมาของฉาจื่ออันราวกับลูกบอลที่เหี่ยวลง หลิงซานฉิงเคาะหน้าผากของเขาแล้วเอ่ยออกมาอีกว่า “ข้าก็แค่ทำเผื่อเอาไว้”
ชาติก่อนนางเคยช่วยใช้ตรายางกับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการแกะสลัก โชคดีที่นางไม่สูญเสียทักษะนี้ไปเมื่อมาอยู่ในร่างนี้
ทว่าหากอยากแกะตราประทับให้เหมือนจริง มันไม่ใช่แค่วันหรือสองวันที่จะทำสำเร็จได้ หลิงซานฉิงวางหัวไชเท้าลง สั่งให้เขาให้วาดภาพต่อไป และนางก็เดินกลับไปที่ห้องครัว
นางคิดในใจว่าหากอาศัยขายภาพวาดเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอ บัดนี้สายตาของนางกำลังจ้องดูหมั่นโถวที่เหลือจากตอนเช้า
หลังจากลังเลอยู่เป็เวลานาน นางก็คิดขึ้นมาได้ว่าหากขี้เถ้าัักับน้ำก็จะเกิดเป็ด่าง ซึ่งสามารถนำมาใช้สำหรับการหมักได้
ยุคนี้ไม่มีด่างและอาศัยการหมักแบบธรรมชาติ ดังนั้นหมั่นโถวที่ทำออกมาจึงมีรสเปรี้ยวและยังไม่นิ่มพอ คิดไปคิดมา นางจึงตัดสินใจที่จะขายหมั่นโถวราคาถูก ๆ และไม่มีความเสี่ยงอะไรมากนัก ที่สำคัญคือเงินที่อยู่ในมือนางมีเพียงพอที่จะซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ได้
นางเติมด่างลงไปในแป้งนวด แล้วคลุมด้วยผ้าสะอาดเพื่อให้แป้งพองขึ้น นางทำอาหารว่างอย่างง่าย ๆ ให้ฉาจื่ออันกับเจี่ยนเจี่ยน จากนั้นก็วุ่นอยู่แต่ในห้องครัว
ท้องฟ้าได้เปลี่ยนเป็สีดำแล้ว ฉาซื่อกลับมาจากข้างนอก และบัดนี้นางกำลังอารมณ์ไม่ดี หลังจากที่นางคุยกับหลี่ฉางแล้วก็ไปพูดคุยนินทากับเพื่อนบ้านต่อในตอนบ่าย
ยามนี้ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าตระกูลฉามีลูกสะใภ้นิสัยโหดร้าย และบีบบังคับให้ลูกชายนางติดคุก
เดิมทีสามพี่น้องตระกูลฉามักจะมากินข้าวด้วยกัน แต่หลังจากเกิดเื่เมื่อวานนี้ พี่คนโตและคนรองก็มารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย และวันนี้ฉาซื่อก็ไปทานข้าวกับครอบครัวของลูกตนโต
เมื่อถึงเวลาพักผ่อนนอนหลับ ฉาซื่อกลับพบว่าตะเกียงน้ำมันในห้องของฉาจื่ออันยังสว่างอยู่ นางที่รักลูกชายอย่างสุดดวงใจก็ผลักประตูห้องของฉาจื่ออันออกทันที
นางเห็นฉาจื่ออันที่กำลังวาดภาพอยู่ คราบสีดำเปื้อนบนใบหน้าของเขา และมันคือผงถ่านที่อยู่ในมือของเขานั่นเอง
ฉาซื่อมองไปรอบ ๆ ห้อง แต่ไม่พบหลิงซานฉิงเพื่อให้นางระบายอารมณ์ นางจึงเอ่ยอย่างไม่พอใจขึ้นมา “ดึกเพียงนี้แล้ว จื่ออัน เ้ายังไม่นอนอีกรึ! เหตุใดจู่ ๆ เ้าถึงวาดภาพขึ้นมาล่ะ? สะใภ้ที่สมควรตายคนนั้นไปไหนแล้ว? เหตุใดไม่มาปรนนิบัติเ้า?”
ฉาซื่อะโออกมาเสียงดังจนสุนัขข้างบ้านเห่าขึ้นมา
ในขณะที่ฉาจื่ออันขมวดคิ้ว เขาวาดเชื่อมเส้นสุดท้ายเสร็จแล้วก็วางแท่งถ่านลง “ซานฉิงยุ่งอยู่ ท่านแม่ ท่านอย่าได้ก่อเื่เลย! ท่านยังทำไม่พออีกรึ? หากไม่ใช่เพราะท่านกับพี่รองร่วมมือกันหลอกข้า เื่มันจะกลายเป็เช่นนี้รึ?”
เอ๊ะ มันไม่ถูกต้อง ฉาซื่อร้อนใจอยู่คนเดียว “นี่เ้าโทษข้ารึ? ผู้หญิงคนนั้นทำลายหนทางการเป็ขุนนางของเ้าไปจนสิ้น เ้าแค่ตกลงส่งนางออกไป คุณชายรองไม่ไล่ตามเงินห้าร้อยตำลึงแน่นอน และเ้าก็จะสามารถมีอนาคตที่ดีขึ้นได้!”
ฉาจื่ออันทนฟังไม่ไหวจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาไม่รอให้ฉาซื่อเอ่ยให้จบก็ดันนางออกไป และปิดประตูใส่อย่างแรง
เมื่อถูกลูกชายทำเช่นนี้ใส่ ฉาซื่อก็กระทืบเท้าอย่างรุนแรง และคิดบัญชีไว้กับหลิงซานฉิง อีกไม่นานนางจะทวงทุกอย่างกลับมา
ไม่รู้ว่าวันนี้เป็วันอะไรแล้ว นี่เป็ครั้งแรกที่หลิงซานฉิงกะปริมาณด่างนึ่งหมั่นโถวด้วยตัวเอง นางล้มเหลวไปหลายครั้ง และขลุกอยู่แต่ในห้องครัวทั้งวัน
ทันทีที่นางใส่แป้งนวดที่เหลือลงในหม้อนึ่ง นางก็นั่งลงข้างกองไฟและผล็อยหลับไป
กระทั่งกลิ่นหอมปลุกนางตื่นขึ้นมา นางก็รู้ทันทีว่ามันสำเร็จแล้ว!
เวลานี้ไก่ข้างนอกก็เริ่มส่งเสียงขันออกมา หลิงซานฉิงะโลุกขึ้นจากพื้น ได้เวลาทำงานแล้ว!
หลิงซานฉิงรู้สึกกลุ้มใจ นางอยู่แต่ในห้องครัวทั้งคืน และฉาจื่ออันก็ไม่มาหานาง นางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “ไอ้คนซื่อบื้อ เ้านอนหลับสบายอยู่บนเตียง และข้าต้องทนตลอดทั้งคืนเพื่อหาเงิน ดูซิว่าข้าจะปลุกเ้าขึ้นมาจากเตียงได้หรือไม่!”
นางจึงรีบกลับเข้าไปในบ้านและถีบประตูเปิดออกอย่างเกรี้ยวกราด
ขณะที่นางกำลังจะเปิดปากด่า หลิงซานฉิงก็เห็นว่าภายในห้องยังมีแสงสลัวอยู่
ตะเกียงน้ำมันใกล้จะมอดแล้ว และใต้แสงไฟนั้นมีคนนอนฟุบอยู่ข้างโต๊ะพร้อมส่งเสียงกรนออกมาเล็กน้อย
มือขวาที่วางไว้บนโต๊ะยังคงถือแท่งถ่านอยู่ และด้านข้างมีกองกระดาษกองใหญ่ตั้งอยู่
ดูเหมือนจะมีใครบางคนขยันหมั่นเพียร นางรู้สึกดีกับสิ่งที่เห็น และหยิบหมั่นโถวออกมาจากแขนเสื้อพลางเขย่ามันไว้ใต้จมูกของฉาจื่ออัน จากนั้นก็ตบแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ “เ้าคนซื่อบื้อ ลุกได้แล้ว! พวกเราไปขายหมั่นโถวกัน!”
ฉาจื่ออันขยับจมูกไปมา เขารู้แค่ว่ามีกลิ่นหอมโชยเข้าไปในจมูกเขาเท่านั้น เขาขยี้ตาและลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็เห็นภรรยากำลังยิ้มตาหยีมองเขาอยู่
เสียงท้องร้องดังออกมา หลิงซานฉิงจึงนำหมั่นโถวยัดใส่ในมือเขา
“ลองชิมฝีมือข้าสิ!”
ฉาจื่ออันกัดหมั่นโถวขาวนุ่มเข้าไป สีของหมั่นโถวที่เติมด่างเข้าไปแล้วนั้นมีสีขาวนวล ดึงดูดให้อยากอาหารมากขึ้น มันนุ่มและอร่อย ฉาจื่ออันจึงจัดการกับหมั่นโถวไปอย่างรวดเร็ว
แม้ตอนนี้เขาจะมีความอยากอาหาร แต่ยังโชคดีที่ไม่ได้ปัญญาอ่อน ในที่สุดเขาก็รู้สึกตัวขึ้นมา “ว่าอย่างไรนะ ขายหมั่นโถว?!”