พอเห็นป้ายม่านรูดข้างทางผมก็ไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ผมตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปโดยไม่สนเสียงร้องด่าแม่ยายที่แกใอย่างมาก เพราะผมดูไม่น่าจะกล้าทำแบบนี้กับแกถึงแม้จะมีแอบจับแอบลูบตัวแกประจำ แต่แกไม่คิดว่าผมจะกล้าขนาดพาแกเข้าม่านรูดแบบนี้ แกร้องด่าและต่อว่าผมเสียๆหายๆตลอดที่รถไหลเข้าซองเรียบร้อย แต่มาถึงตอนนี้ผมไม่กลัวแล้วเพราะยังไงก็เหลือแค่แกกับผมเท่านั้น มาถึงขั้นนี้โอกาสไม่ได้มีกันบ่อยๆ ซึ่งหากไม่ลงมือวันนี้ผมก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว อ้อยเข้าปากช้างแล้วจะให้พลาดได้ยังไง เื่บาปเื่ปัญหาต่างๆค่อยคิดละกัน...
ตอนนั้นมันหน้ามืดไปหมดแล้ว เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่หรอกครับ ยิ่ง่หลังผมแอบลูบแอบจับแกบ่อยๆ แกก็แค่ทำหน้าไม่พอใจแต่ไม่เคยร้องด่าเสียงดังๆสักแอะ มันจึงทำให้ผมคิดเอาเองว่าแม่ยายก็คงมีใจกับผมบ้างละว๊า วันนั้นผมเลยตัดสินใจเลี้ยวเข้าม่านรูดโดยไม่สนเสียงด่าว่าของแกถึงเื่ที่ผมกำลังทำอยู่นี้ แม่ยายผมแกใไม่คิดว่าผมจะกล้าขนาดนี้ เพราะออกจากบ้านมายังไม่พ้นเขตกรุงเทพฯเลยก็ต้องโดนผมแอบพาแกเลี้ยวเข้าม่านรูดซะแล้ว แบบนี้เป็ใครคงไม่คิดใช่มั๊ยครับ พอจอดรถเสร็จแกก็ไม่ยอมลงพร้อมกับแสดงอาการไม่พอใจผมอย่างรุนแรง แต่ผมได้เตรียมแผนการไว้ในหัวแล้วั้แ่ก่อนออกเดินทาง...
ผมเห็นแกหงุดหงิดและโกรธมากผมก็แกล้งไม่พูดตอบโต้แก แล้วก็บอกแกไปว่าผมไม่ได้คิดอะไรกับแกหรอกแต่รถมันดูท่าจะไปไม่รอด ผมจึงแกล้งหลอกแกบอกว่ารถมีปัญหาท่าทางเบรกจะไม่อยู่ พร้อมกับหลอกแกดูหน้าปัดรถไปด้วยแกล้งเปิดที่ปัดน้ำฝนแล้วค้างไว้ ด้วยความซื่อและไม่เคยขับรถเองของแม่ยายทำให้แกไม่รู้ว่าผมแกล้งทำเสีย ซึ่งผมรู้ว่าแม่ยายไม่รู้เื่รถแน่นอนทำให้ผมคิดว่ายังไงแกก็ต้องเชื่อ ซึ่งพอบอกไปแบบนี้ก็ดูหน้าแกคลายกังวลลงได้บ้าง แกก็ร้องถามผมว่าทำไมไม่เข้าอู่เลยละ พาแกเข้าม่านรูดแบบนี้ทำไม พร้อมบ่นอีกหลายอย่าง...
สรุปก็คือยังไม่เชื่อผมอยู่นั้นแหละครับ ทำให้ผมต้องบอกว่ารถมันถ้าจะไปไม่ไหวหากขับไปนานกว่านี้อาจเกิดอุบัติเหตุได้เลยต้องเลี้ยวเข้ามาพักรถทีนี้ก่อน เพราะหากขับไปเกิดเสียกลางถนนขึ้นมารถตามหลังจะเสยชนเอาได้ เลยหาที่พักรถก่อนแล้วจะเรียกช่างมาช่วยซ่อม พร้อมกับบอกให้แม่ยายเข้าไปรอในห้องก่อน ซึ่งแม่ยายผมก็สองจิตสองใจแต่เพราะท่าทางการพูดของผมที่จริงจังประกอบกับตอนเลี้ยวเข้าม่านรูดนั้นผมก็แกล้งขับกระตุกๆอยู่บ่อยๆ จนเข้าซองเรียบร้อยที่ห้อง 013 แกฟังผมพูดก็ยังลังเลผมอยู่จึงยังไม่ยอมลง...
ผมเลยแกล้งเรียกเด็กบอกน้องไปตามช่างรถที่ใกล้นี้สิ เด็กเปิดม่านก็มองหน้างงๆ ผมก็เลยให้ตังค์มันไป 100 มันก็เข้าใจเลยทีนี้ ซึ่งมันเป็ทริกของคนที่เคยใช้ไม้นี้กับเด็กม่านรูด ซึ่งกับคนรับที่นี้ดูจะฝึกมาดี มันคงเจอคนใช้ไม้นี้ตามม่านรูดบ่อยๆก็เลยรู้กันดี เพราะตอนผมพูดผมก็แอบส่งซิกทางสายตาด้วยการขมิบตาข้างนึงเพื่อให้มันรู้เื่ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งไอ้เด็กคนนี้มันก็รู้งานเป็อย่างดีรีบปิดม่านแล้วทำท่าทำทางรีบเดินออกไปพร้อมบอกพี่เดี๊ยวผมไปตามช่างให้ก่อนละกัน รอที่นี่ไปก่อนน่ะครับ...
หลังพูดเสร็จไอ้น้องมันก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว ทำให้แม่ยายผมมองดูแล้วคิดว่าคงจะจริง แม่ยายผมก็เลยยอมเชื่อจนแกยอมเดินออกจากรถเข้าห้องม่านรูดนั้นอย่างรวดเร็ว เพราะแกดูอายและกลัวใครมาเห็นนั้นเอง ซึ่งผมคิดว่าแกคงไม่เคยเข้าห้องม่านรูดแบบนี้แน่นอน เพราะอาการมันฟ้องจนเด่นชัดแบบนี้ แกรีบวิ่งออกจากรถเข้าห้องอย่างรวดเร็ว ผมมองแล้วก็อดยิ้มในใจไม่ได้ เมื่อเหยื่อขึ้นเขียงแล้วจะรอช้าอยู่ไร ผมรีบเดินตามแม่ยายเข้าห้องอย่างรวดเร็ว พร้อมกับจัดการล็อกห้องจนเรียบร้อยทันที แม่ยายก็หันมามองด้วยสีหน้าใแล้วร้องถามผมด้วยเสียงสั่นรนรานว่าผมล็อกห้องทำไม เดี๋ยวช่างซ่อมรถมันก็ไม่รู้หรอก...
แม่ยายพูดด้วยเสียงตื่นๆเพราะคงเริ่มจับสิ่งผิดปกติของผมได้ชัดเจนแล้ว ผมก็ไม่พูดอะไรตอบแกพร้อมรีบเดินปลีเข้าหาแม่ยายพร้อมกันนั้นก็จับโอบกอดแกซึ่งๆหน้าจนแกสะดุ้งใที่โดนลูกเขยหักหาญน้ำใจเข้าแล้ว แกจึงดิ้นร้นพร้อมกับผลักให้ผมถอยห่างร่างแก แต่ครั้งนี้ผมไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยอีกต่อไปแล้ว แกจะด่า จะหยิก จะข่วนผมแรงแค่ไหนผมก็ไม่สนใจอีกแล้ว ภาพโหนกอูมที่ขนฟูฟ๊องของแกยังติดตาผมจนถึงตอนนี้......มีต่อตอนที่ 4