ตอนที่3 ท้าทายนักสู้ต่างถิ่น
ครึ่งก้านธูปต่อมา
หลิวเย่เดินทางมาถึงใกล้ประตูเมืองเขาเดินเข้าเหมือนคนทั่วไป แตกต่างจากขาออกมาที่เขาะโหายตัวผ่านกำแพงเมืองโดยที่ทหารไม่ทันสังเกตเห็นแต่อย่างใด
มีความโกลาหลอยู่ที่ทางเข้าประตู
“นายท่านได้โปรดเถิดข้าขอเข้าไปก่อนได้หรือไม่ ลูกข้าป่วยหนักมาก” คู่สามีภรรยาวัยกลางคนกำลังคุกเข่าอ้อนวอนทหารสองนายด้วยน้ำตานองหน้าในอ้อมแขนของชายคนนั้นมีร่างเด็กน้อยวัยห้าขวบที่หมดสติ
“น่าสงสารพวกเขาทหารอยากได้เงินเพิ่ม มันน่ารังเกียจมาก” มีเสียงพึมพำเบาๆ ดังเข้าหูของหลิวเย่
หลิวเย่ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจเขาสังเกตต่อ
“ข้าสาบานนายท่านหากลูกข้าหายดีแล้ว ข้าและภรรยาจะหาเงินมาให้ท่านแน่นอน ได้โปรด”ชายคนนั้นยังคงอ้อนวอนต่อทหารที่ยังไม่ยอมใจอ่อน
เสียงพึมพำของชาวบ้านที่รอต่อคิวเข้าเมืองเริ่มแสดงความไม่พอใจมากขึ้นหลิวเย่เองก็เสียเวลาเช่นกัน เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาทหารทั้งสองคน
ขณะที่ทหารสองคนแสดงท่าทางไม่พอใจที่มีคนจะเข้ามาสร้างความวุ่นวายเพิ่มพวกเขากำลังจะด่าทอ
แต่ทันใดนั้นเมื่อทหารสองคนสบตากับหลิวเย่เขาใช้ศิลปะสร้างความงงงวยทันทีและมอบเงินเพิ่มให้แก่พวกเขาแทนครอบครัวนั้น
“พวกเ้าไปได้แล้ว”ทหารสองคนยิ้มพอใจพลางโบกมือให้ครอบครัวนั้นและหลิวเย่เข้าเมืองไปได้
“ข้าขอขอบคุณนายท่าน”คู่สามีภรรยาคุกเข่ากล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง
หลิวเย่โบกมือให้ทั้งสองคน“ไม่เป็ไร ไปเถอะ” เขาเพียงไม่้าสร้างปัญหาในขณะนี้มันเป็เพียงว่าเขายังพอมีเงินอยู่บ้าง
เมื่อพวกเขาแยกย้ายกันไปแล้วหลิวเย่ก็เดินมาถึงตรอกเล็กๆข้างโรงสอนวิชายุทธ์ชื่อ “โถงัชาง”เขาปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งเสร็จแล้วก็ะโข้ามกำแพงเพื่อสังเกตเหตุการณ์ภายในจากมุมอับสายตาแห่งหนึ่งมีการฝึกซ้อม
ของลูกศิษย์มากกว่าร้อยคนและมีเวทีอีกด้านหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็การปะทะของยอดฝีมือที่มีระดับมากกว่าลูกศิษย์ด้านหน้า
หลิวเย่ลูบคางพลางครุ่นคิดในใจ“อืม.....ดูจากภาพรวมแล้ว ฉันน่าจะท้าทายระดับหัวหน้าห้องโถงหรือปรมาจารย์ได้ ถึงฉันสู้ไม่ได้ก็สามารถล่าถอยได้อย่างปลอดภัย”
เขาพยักหน้าและตัดสินใจก้าวเดินผ่านประตูเข้าไปในลานกว้างที่พวกเขากำลังฝึกซ้อมอยู่
ทุกคนแปลกใจและหยุดชะงักพวกเขาหันมามองหลิวเย่เป็จุดเดียวหลิวเย่ไขว้มือไว้ด้านหลังและเดินด้วยท่าทางองอาจเข้าสู่กลางลานกว้างพร้อมเปล่งเสียงจากพลังภายในที่ทำให้ได้ยินไปทั่วบริเวณจนถึงอาคารด้านหลัง“ข้าขอท้าทายปรมาจารย์แห่งห้องโถงัชาง”
“อะไร!”
“ไอ้บ้า!”
“เขาเป็ใครถามหาความตาย!” เสียงโวยวายดังท่ามกลางฝูงชน
“เพล้ง!” เสียงถ้วยน้ำชาตกพื้นอย่างแรงจากแรงขว้างของปรมาจารย์ห้องโถงัชางพร้อมเสียงด่าด้วยความไม่พอใจของเหล่าผู้าุโ
“ออกไปดูกันใครที่บังอาจมาท้าทายข้า” ปรมาจารย์หลี่ชางเจ๋อน้องชายคนที่สองของรองแม่ทัพหลี่ชางหลง กล่าวด้วยเสียงเรียบเฉยแต่มีประกายไฟในดวงตา
“ท่านพ่อข้าจะจัดการให้ท่านเอง” หญิงสาวสวยผมยาวสลวยหน้าคมแต่งกายด้วยชุดสีเหลืองอ่อนมือซ้ายถือกระบี่หนึ่งเล่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย่อหยิ่งที่ก่อนที่ทุกคนจะเดินออกจากห้องโถงในอาคารด้านหลัง
“เราออกไปดูก่อนเถอะใครกันที่บังอาจมาดูิ่เรา” ปรมาจารย์หลี่ชางเจ๋อกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจมีประกายตาที่เ็าแวบผ่าน
ชายหนุ่มผมสั้นทรงแปลกตาใบหนึ่งถูกปิดครึ่งล่าง มองเห็นเพียงดวงตาสีดำนิล ดูลึกลับดูดิญญา ร่างสูงโปร่งสวมชุดสีดำยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของลูกศิษย์ทั้งหลายท่าทางอวดดีและสายตาท้าทายที่สาดส่องมายังกลุ่มของปรมาจารย์ที่เดินมาถึงลานกว้าง
ในความเป็จริงแล้วหลิวเย่ประหม่าอยู่ภายในเพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาจะทดสอบฝีมือกับใครสักคนอย่างจริงจัง
หลังจากที่ได้เห็นฝีมือของครูฝึกสอนแล้วเขาประเมินได้ว่าฝีมือเขาเหนือกว่าแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีไพ่ลับอะไรหรือไม่
หลี่ชางเจ๋อหลี่อันอันบุตรสาวและเหล่าผู้าุโอีก 4 คนเดินมาถึงลานหน้าบ้าน “นามเ้าคืออะไร? เหตุใดจึงกล้าที่จะท้าทายเรา”หลี่ชางเจ๋อถามด้วยน้ำเสียงกดดันและแผ่ไอสังหารออกมา ทำให้บรรยากาศโดยรอบแผ่ไอเย็นคนที่อยู่รอบข้างตัวสั่นเทาด้วยความเคารพ
“นามใดไม่สำคัญหากพวกท่านเอาชนะข้าได้ นั่นข้าจะแจ้งพวกท่านให้ทราบ”หลิวเย่กำหมัดกล่าวตอบเสียงดัง
“บังอาจ!” หลี่อันอันะโด้วยความไม่พอใจพร้อมชักกระบี่ออกมาและะโเข้าหาหลิวเย่
“อ๊า!” ทันใดนั้นชั่วพริบตาหลี่อันอันก็ถูกกระแทกเข้าหากำแพง
ทุกคนต่างตัวแข็งทื่อและตกตะลึงเพราะไม่มีใครสังเกตได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นเหงื่อซึมใบหน้าและหลังของหลี่ชางเจ๋อเขาพุ่งฝ่ามือและะโบินเข้าหาหลิวเย่ทันที “บังอาจ! จงรับฝ่ามือของข้า!”
“ตู้มมมมม”เกิดฝุ่นคลุ้งพร้อมแรงะเืและเสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ
เมื่อฝุ่นซาลงทุกคนต่างตื่นตะลึง ปรมาจารย์หลี่ชางเจ๋อกุมแขนสองข้างด้วยความเ็ปและแววตาที่ตื่นตระหนก
พ่ายแพ้ภายในกระบวนท่าเดียว!
“ไม่.....เป็ไปไม่ได้”เสียงพึมพำแสดงความไม่เชื่อเหล่าผู้าุโ
บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่เต็มลานล้วนอ้าปากค้างและตื่นใมีบางคนที่แสดงท่าทางตื่นเต้น
“ท่านพ่อ......”หลี่อันอันรีบเข้าไปพยุงบิดาทันที
เมื่อทุกคนได้สติแล้วต่างมองหาตัวต้นเหตุปรากฏว่าเขาหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงภาพความโกลาหลที่เกิดขึ้น
หลี่อันอันกำลังป้อนยารักษาอาการาเ็ภายในให้หลี่ชางเจ๋อที่มีผ้าพันแขนสองข้างผู้าุโทุกคนต่างก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว
“แค๊ก แค๊ก”หลี่ชางเจ๋อไอพลางถอนใจ
“ท่านปรมาจารย์.....เราควรแจ้งท่านรองแม่ทัพหลี่ให้แก้แค้นแก่ท่าน”ผู้าุโเครายาวเอ่ยออกมาด้วยความขุนเคืองปนหวาดกลัว
“ใช่ ใช่”ผู้าุโทุกคนล้วนผงกหัวเห็นด้วยเต็มที่
หลี่ชางเจ๋อโบกมือห้ามสายตาเหม่อมองออกไปไกลพลางถอนหายใจกล่าวว่า “ไม่จำเป็ชายหนุ่มคนนั้นยับยั้งพลังของเขาไว้ไม่งั้นข้าคงาเ็มากกว่านี้หรืออาจเสียชีวิตไปแล้วพี่ใหญ่ของข้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”เขาตัวสั่นสะท้านอีกครั้งหลังจากนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพียงกระบวนท่าเดียว เขาก็พ่ายแพ้! น่าขายหน้า!
“ท่านพ่อ.....แล้วเราจะทำอย่างไรดี”หลี่อันอันถามด้วยเสียงหงุดหงิด นี่เป็ครั้งแรกที่นางพ่ายแพ้นางที่เป็ผู้สืบทอดของห้องโถงัชาง
ฉับพลันประกายเ้าเล่ห์แวบในดวงตาของหลี่ชางเจ๋อเขากล่าวขึ้นทันที “ผู้าุโซุนท่านรีบส่งข่าวแจ้งพี่ใหญ่ข้า บอกว่าเราพบผู้กอบกู้แผ่นดินแล้ว”น้ำเสียงตื่นเต้นเข้าแทนที่ความเศร้าหมองทันใด
ตอนนี้ผู้าุโทุกคนเงยหน้าและมีรอยยิ้มพวกเขาเข้าใจในความหมายของท่านปรมาจารย์
สถานการณ์นี้หาได้ยากยิ่ง!
ผู้กอบกู้แผ่นดิน!
ทุกคนรู้แล้วว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้ถ้ามีหลิวเย่เข้าร่วมในกองทัพยิ่งสถานการณ์ตอนนี้อาณาจักรเทียนอยู่ในภาวะวิกฤติของาที่อาจพ่ายแพ้ได้
หลิวเย่ไม่ได้รับรู้ว่าการท้าทายดังกล่าวสร้างความโกลาหลมากเพียงใด
ตอนนี้เขากำลังเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรเล่ยทางเหนืออาณาจักรที่อาจกล่าวได้ว่ามีกำลังทหารแข็งแกร่งมากที่สุด
เขาเลือกเดินทางผ่านป่าและหน้าผาเดียวดายพรมแดนธรรมชาติที่คั่นระหว่างอาณาจักรเทียนและอาณาจักรเล่ย
โชคดีที่เขาวางแผนไว้ล่วงหน้าจึงได้จัดเตรียมอาหารมากพอในมิติเก็บของ ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะมาถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้วก็ตามซึ่งสามารถอยู่ได้โดยไม่ทานอะไรเลยเป็สัปดาห์
แต่การรับรสอาหารบ้างก็เป็ความฟินอีกแบบหนึ่ง
“วี๊ด วี๊ดวี๊ด” เสียงลมเคลื่อนผ่านด้วยความรวดเร็วเกิดจากการก้าวเคลื่อนที่ของหลิวเย่หนึ่งก้าวของเขาเกือบห้าสิบเมตร พร้อมกับเปิดใช้งานัั์เขาใช้พลังภายในอย่างฟุ่มเฟือยเพราะที่นี่มีพลังฉีเข้มข้นเพียงสูดหายใจลึกๆครั้งเดียวร่างกายก็สดชื่นทันใด
หลิวเย่แปลกประหลาดใจที่พบว่าพลังภายในของปรมาจารย์ที่นี่อ่อนแอเมื่อเทียบกับเขาทั้งที่สถานที่แห่งนี้มีพลังฉีมากกว่าบนโลกสิบเท่า
“เอ๊ะ!”ขณะกำลังก้าวเดินเขาพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังต่อสู้กันในป่าข้างหน้าเขาหยุดเดินและส่งัั์สำรวจที่เกิดเหตุ
“เคร้ง! เคร้ง!”เสียงดาบและกระบี่กระทบกัน มีชายวัยกลางคนสวมชุดสีครามถูกกลุ่มคนชุดดำปิดหน้าสิบคนรุมล้อมอยู่มีเพียงเสียงอาวุธฟาดฟันกันโดยไม่มีคำกล่าวใดๆจากทั้งสองฝ่ายเหมือนการสังหารศัตรูให้ตายจะสำคัญมากกว่าการเจรจาใดๆ
หลิวเย่หามุมสังเกตการณ์ใกล้ๆดูท่าชายวัยกลางคนใกล้จะย่ำแย่เต็มที หลิวเย่ส่ายหัวพลางยิ้มเล็กน้อยก่อนปิดหน้าแล้วพุ่งออกไปช่วยชายวัยกลางคน
“โอ้ย! อุ๊บ!อ๊า!” เพียงอึดใจเดียวหลิวเย่ก็จัดการทุกคนด้วยหมัดอย่างเดียวถึงพวกเขาจะมีอาวุธแต่เทียบความเร็วกับเขาไม่ได้
ชายวัยกลางคนกุมหน้าอกกลางเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาแสดงความแปลกใจและขอบคุณ“ขอบคุณท่านปรมาจารย์” เขาพยายามคุกเข่าและกล่าวด้วยความตื้นตันใจมีประกายตื่นใแวบในตา
ฟางกงเป็สายลับจากอาณาจักรเล่ยที่แฝงตัวเข้าสืบข่าวในอาณาจักรเทียนแต่ถูกทหารของอาณาจักรเทียนจับได้ จึงต้องเร่งหลบหนีกลับ แต่พลาดท่าระหว่างทางเขาตื่นใที่พบว่ามีปรมาจารย์ยอดฝีมือที่นี่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าอยู่ฝ่ายใดหากหลิวเย่รู้ว่าเขาเป็สายลับ เขาอาจไม่รอด เขากำลังดิ้นรนหาทางรอด
“นายท่านไม่ทราบว่าท่านจะเดินทางไปที่ใด” ฟางกงสอบถามข้อมูลเบื้องต้นก่อนวางแผนต่อไป
ัั์ของหลิวเย่บอกว่าชายวัยกลางคนนี้ไม่ใช่ยอดฝีมือของอาณาจักรเทียนมีความต่างในภาษาเพียงเล็กน้อย หากเป็คนทั่วไปอาจไม่รู้
“ข้าเพียงผ่านมา”หลิวเย่จ้องมองแล้วตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ฟางกงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า“นายท่าน ข้าชื่อฟางกง ข้าเดินทางมาค้าขายแต่บังเอิญพบเจอโจรระหว่างทาง ท่านได้ช่วยชีวิตข้า ข้า้าตอบแทนท่านได้โปรดแจ้งนามผู้มีพระคุณ” ฟางกงกำลังเดิมพันเพื่อตรวจสอบชายหนุ่มปริศนาตรงหน้าพลางหยิบหยกมันแพะสีขาวนวลแผ่นกลมบางขนาดเท่ากำปั้นเด็ก สลักคำว่า “ฟาง”อยู่ตรงกลาง
“ข้าชื่อหลิวซ่ง”หลิวเย่ตอบพลางขอโทษอยู่ในใจที่ยืมชื่อบิดามาใช้
เขาเพ่งมองหยกมันแพะพบว่ามีพลังิญญาหมุนเวียนอยู่มากพอสมควรดูท่าจะเป็หยกคุณภาพสูง
“นายท่านได้โปรดมาพักที่บ้านของข้าให้ข้าได้ดูแลตอบแทนท่านด้วยเถิด” ฟางกงเอ่ยเชื้อเชิญด้วยความคาดหวังที่จะโน้มน้าวใจหลิวเย่ให้เข้าพวกหากเขาทำสำเร็จ เขาจะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างสูงจากจักรพรรดิเล่ยหยางิความสามารถของชายหนุ่มคนนี้น่าหวาดหวั่นหากเขาอยู่ฝ่ายเดียวกับอาณาจักรเล่ยจะเป็อาวุธที่แหลมคม
หลิวเย่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าตอบรับ
เขามีเวลาอีกเพียงแค่หนึ่งวันถึงแม้ว่าจะสามารถเดินทางไปถึงอาณาจักรเล่ยได้ แต่มันจะยุ่งวุ่นวายเกินไปเทียบกับลองหาข้อมูลจากชายน่าสงสัยตรงหน้าดีกว่า เขาเชื่อมั่นในระดับการฝึกฝนที่สามารถล้มปรมาจารย์ระดับสูงได้
ฟางกงยิ้มกว้างด้วยความดีใจแล้วนำเขาไปยังเมืองอันเมืองหลักทางทิศเหนือที่อยู่ห่างออกไปราว 50 ไมล์
ณ เมืองอัน
หลิวเย่มองคฤหาสน์หลังใหญ่ตรงหน้าก่อนก้าวเข้าประตูมีพ่อบ้านชรา ผู้คุ้มกัน และหญิงรับใช้จำนวนหนึ่งออกมาต้อนรับพวกเขา
“นายท่านกลับมาแล้ว”ชายชราและทุกคนโค้งคำนับพลางเข้ามาประครองฟางกงที่ได้รับาเ็
ฟางกงโบกมือห้ามเขาหันมาโค้งคำนับและกล่าวเชื้อเชิญหลิวเย่ “นายท่านหลิวซ่ง ได้โปรดพักผ่อน”ฟางกงส่งสายตาให้ชายชรานำทางให้หลิวเย่ไปพักผ่อนในห้องรับรอง
หลิวเย่ปล่อยัั์สำรวจรอบบริเวณนอกเหนือจากคฤหาสน์หลักใหญ่ตรงหน้าแล้ว ยังมีอาคารลับทางด้านหลังป่าไผ่มีชายฉกรรจ์หลบซ่อนอยู่ไม่น้อยกว่ายี่สิบคน พวกเขาล้วนเป็ปรมาจารย์แต่หลิวเย่ไม่กลัวพวกเขา
หลิวเย่สำรวจภายในห้องพักหลังจากชายชราและสาวใช้ออกไปแล้วััของเขาบอกว่าฟางกงอยู่ในห้องหนังสือในปีกตะวันตกของคฤหาสน์เขากำลังคุยกับชายชุดคลุมสีดำสวมหน้ากากดำ
“นายท่านข้ามาแล้ว” ฟางกงโค้งคำนับชายลึกลับ
“เกิดอันใดขึ้น”ชายลึกลับถามเสียงเ็าพลางปล่อยพลังกดดันแผ่ออกมา
ฟางกงเหงื่อชุ่มหลังด้วยความหวาดกลัวเขารีบคุกเข่าลงก้มหน้าพลางกัดฟันกล่าวตอบ “นายท่าน เรามีหนอน ข้าพบศัตรูระหว่างทางไปเมืองหลวง”
“เ้าประมาทเกินไปกลับไปรับโทษตามกฎ” ชายลึกลับตอบเสียงทุ้ม
“ขอรับนายท่าน”
“ชายหนุ่มคนนั้นเป็ใคร”ชายลึกลับถามด้วยความสงสัย
ฟางกงกล่าวตอบด้วยความหวาดหวั่น“เขาเป็ปรมาจารย์ เขาสามารถล้มทหารฝีมือดีสิบคนเพียงอึดใจเดียว”
“ฮึ! ฮึ!น่าสนใจ! จัดการเขาเสีย!”ชายลึกลับหัวเราะเบาๆ จากนั้นะโหายออกไปทางหน้าต่าง
ฟางกงเข้าใจในความหมายนั้นจากนั้นเขาเรียกพ่อบ้านชราให้จัดเตรียมอาหารพร้อมมอบซองกระดาษสีน้ำตาลให้และกระซิบเบาๆ
หลิวเย่ยิ้มมุมปากเยาะเย้ยฟางกงที่จัดเตรียมการต้อนรับแบบพิเศษให้กับเขาตอนนี้เวลาบัฟเฟอร์สิ้นสุดแล้ว เขาพร้อมที่จะเดินทางกลับบ้านได้ตลอดเวลาเมื่อเขาได้ยินคำเรียกขานจากเทเลพอร์ตถามถึงการเดินทางคราวนี้เขาไม่พลาดตอบรับโดยลืมตัวเหมือนก่อนหน้า ไม่งั้นเขาคงได้กลับบ้านไปแล้ว
เขาสงสัยว่าชายลึกลับใส่หน้ากากเป็ใครดูท่าการตอบรับคำเชิญมาที่นี่ จะมีเื่สนุกให้รับชม
ก่อนทานอาหารค่ำฟางกงและพ่อบ้านชราถือหีบเหรียญทองและหีบหยกคู่มาตอบแทนแก่หลิวเย่ที่ห้องพักตอนนี้หลิวเย่เปิดเผยใบหน้าแล้ว
“โอ้.....นายท่านช่างสง่างามนัก”ฟางกงเอ่ยชื่นชมรูปลักษณ์อันหล่อเหลาของหลิวเย่
“ท่านฟางกงท่านเล่าให้ข้าฟังเกี่ยวกับอาณาจักรเทียนและอาณาจักรเล่ยให้ข้าฟังบ้างเถิดข้าสนใจจะทำการค้าในอนาคตหากเป็ไปได้” หลิวเย่หลอกล่อถามข้อมูลฟางกงก็แสดงน้ำใจเล่ารายละเอียดโดยเน้นด้านดีของอาณาจักรเล่ยเป็ส่วนใหญ่
อาณาจักรเล่ยจักรพรรดิมีนามว่า เล่ยหยางิ มีโอรส 3 องค์ ได้แก่ องค์โต-เล่ยหยางเย่องค์รอง-เล่ยหยางซุน องค์สาม-เล่ยหยางเค่อ มีธิดา 2 องค์ ได้แก่องค์โต-เล่ยเหมยลี่ องค์รอง-เล่ยเหมยเอ๋อ มีแม่ทัพเก่งกาจไร้พ่ายคือ แม่ทัพซุนต้าหวงอาณาจักรเล่ยมีอาณาเขตใหญ่ที่สุดในบรรดาห้าอาณาจักรราชวงศ์นี้ปกครองอย่างเข้มแข็งมาสองร้อยปีแล้ว มีการค้าที่เจริญรุ่งเรืองประชาชนอยู่ดีกินดี
หลิวเย่ได้คืนตราหยกมันแพะที่ได้รับตอนแรกเนื่องจากมันเป็สัญลักษณ์ของฟางกง และเขาได้รับทรัพย์สินตอบแทนแล้ว
เมื่อฟางกงและพ่อบ้านออกจากห้องหลิวเย่เก็บสองหีบเข้าในมิติเก็บของทันทีเพราะเขาสังหรณ์ใจว่าการทานอาหารค่ำคืนนี้คงมีรายการพิเศษเป็แน่
บนโต๊ะอาหารค่ำมีเพียงฟางกงและหลิวเย่เท่านั้นส่วนพ่อบ้าน ผู้คุ้มกัน และหญิงรับใช้ราวสิบคนต่างพากันยืนอยู่ห่างๆ การพูดคุยบนโต๊ะเป็ไปด้วยดีัั์ของหลิวเย่ยังไม่พบความผิดปกติจากอาหารใดๆ ดังนั้นเขาจึงทานได้เรื่อยๆ
ฟางกงค่อนข้างระมัดระวังตัวเนื่องจากเขาได้รับรายงานจากสายสืบว่าพบเหตุการณ์แปลกๆในเมืองซู มีชายปริศนาท้าทายห้องโถงัชางและได้รับชัยชนะเขากำลังสงสัยว่าอาจเป็หลิวเย่เพราะเขาสามารถล้มสายลับที่มาสังหารเขาได้ในชั่วอึดใจ
หญิงรับใช้รินสุราลงในจอกของฟางกงและหลิวเย่“นายท่านหลิวซ่ง ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ท่านได้ช่วยชีวิตของข้าข้าขอคารวะท่าน” จากนั้นฟางกงคำนับและดื่มสุราหมดจอก หลิวเย่กำลังจะดื่มตอบรับ“เอ๊ะ!”ฉับพลันนั้นัั์เตือนพบสารอันตรายในสุราเขายิ้มมุมปากก่อนกระดกสุราหมดจอกเช่นกัน
มีแสงแวบผ่านในดวงตาของฟางกงขณะที่เขาเห็นหลิวเย่ดื่มสุรา
“เอาล่ะ ข้าขอตัวไปพักก่อน”หลิวเย่กล่าวพลางลุกขึ้นโดยมีผู้คุ้มกันสองคนเดินนำหน้ากลับห้องพัก
ระหว่างทางหลิวเย่ใช้พลังปราณขับพิษในร่างกายออกมันเป็เพียงยาสลบที่ออกฤทธิ์รุนแรง แต่ไม่มีผลกับผู้ฝึกฝนอย่างเขา
“พวกเ้ากลับไปได้ข้าจะพักผ่อน” หลิวเย่โบกมือไล่ผู้คุ้มกันสองคนออกจากหน้าห้อง
ทั้งคู่สบตากันอย่างมีความหมายแล้วเดินถอยห่างออกไป