ผ่านไปนานจนเมื่อเยี่ยนชิงหยางได้ยินเสียงถอนหายใจของอวี้ผิงเจินเหริน นางกล่าวว่า “ได้ ข้าจะพาเ้ากลับเขา ให้เ้าเป็ศิษย์รับใช้ ข้าสามารถช่วยได้เท่านี้ ส่วนที่เหลือเ้าต้องเดินไปบนเส้นทางด้วยตัวเ้าเอง”
เมื่อพูดจบ อวี้ผิงเจินเหรินสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง พาเยี่ยนชิงหยางขึ้นไปบนกระสวยใบไม้เขียวพร้อมกับนาง
หลังจากนั้น พยักหน้าให้หลิงจิ่วเซียว แล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
อวี้ผิงเจินเหรินบินไปกับเยี่ยนชิงหยางตลอดทาง ในไม่ช้าก็มาถึงสำนักอวิ๋นหวา
สำนักอวิ๋นหวาอยู่บนเขาอวิ๋นหวา ูเาอวิ๋นหวาสูงมาก มีสามยอดเขาตั้งสูงตระหง่าน ยังมีูเาลูกเล็กๆ อีกหลายสิบลูก รอบๆ ยอดเขามีเมฆหมอกล้อมปกคลุม เผยออกมาเพียงส่วนปลายยอดเขาจำนวนหนึ่ง
บางเวลาจะเห็นแสงวาบขึ้นและหายไป นั่นคือลูกศิษย์ของสำนักอวิ๋นหวากำลังควบกระบี่เหาะเหิน
จนกระทั่งเข้าไปใกล้ จึงได้เห็นภาพรวมทั้งหมด
เห็นูเาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายเทพเซียนอบอวล ต้นไม้เขียวชอุ่มเป็ดั่งร่มเงา อาคารสูงต่ำกระจายอยู่ทั่ว ล้วนเป็กระเบื้องสีเขียวและกำแพงสีแดง ระหว่างอาคารมีศาลาริมน้ำมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอกแห่งเซียน
บางครั้งคราวจะได้ยินเสียงของนกกระเรียน
มองดูภาพที่คุ้นเคย เยี่ยนชิงหยางพลันตื่นเต้น นี่คือที่ที่ตนได้รับการฝึกฝนในชีวิตที่แล้ว ที่นี่ตนมีศิษย์พี่ที่ดีที่สุด มีเพื่อนที่ดีที่สุด ยังมีพี่น้องที่ดูเหมือนจะสนิทกันมากที่สุด แต่ก็มีศัตรูที่เลวร้ายที่สุด...ลั่วซิง!
อวี้ผิงเจินเหรินคิดว่านางมาเยือนสำนักเป็ครั้งแรกก็เลยรู้สึกตื่นตาตื่นใจ จึงไม่ใส่ใจมาก มุ่งตรงไปยังจุดหนึ่งและร่อนลงไป
ศิษย์คนหนึ่งเมื่อเห็นก็รีบเข้ามาต้อนรับ กำลังจะพูด อวี้ผิงเจินเหรินโบกมือ ชี้ไปยังเยี่ยนชิงหยางและเอ่ยกล่าว “รับตัวนางไว้ ให้นางไปอยู่กับศิษย์ใหม่ของปีนี้ อีกอย่าง อย่าให้ใครรู้ว่าข้าพานางมาที่นี่”
เมื่อเอ่ยจบก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไป
ลูกศิษย์คนนั้นสงสัยระคนแปลกใจอย่างมาก อวี้ผิงเจินเหรินไม่รับศิษย์มาเป็เวลาหลายปีแล้ว ครั้งนี้พวกเขาเห็นพาเด็กสาวคนหนึ่งมาด้วยคิดว่า้ารับลูกศิษย์ ใครจะรู้ว่าเป็แค่ศิษย์รับใช้ ศิษย์รับใช้เล็กๆ ไหนเลยจะต้องให้หนึ่งในเ้าหุบเขาพามาด้วยตนเอง
ดังนั้นศิษย์คนนั้นจึงถามอย่างระมัดระวัง “ศิษย์น้อง ไม่ทราบว่าคุณสมบัติของเ้าคืออะไรหรือ”
“ห้ารากิญญา ทุนิญญาหนึ่งส่วน” เยี่ยนชิงหยางตอบเสียงดังฟังชัดทาทางไม่ทุกข์ไม่ร้อน
“อ่า” ศิษย์คนนั้นจ้องมองตะกุกตะกัก ไม่สามารถเก็บปากที่อ้ากว้างได้ จนสุดท้ายะเิเสียงหัวเราะออกมา “ไปเถอะ ศิษย์น้อง ศิษย์ที่รับคนจากแต่ละแห่งกลับมาถึงกันแล้ว ไปยังลานจัตุรัสกลางกับข้าเถอะ”
เยี่ยนชิงหยางไม่พูดอะไรมากอีก ตามศิษย์คนนั้นไป เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็พบกับกลุ่มเด็กขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง
เด็กพวกนั้นส่วนใหญ่อายุประมาณสิบขวบ หันมองรอบกายอย่างสนอกสนใจ จับกลุ่มกระซิบกันกลุ่มละสองสามคน เห็นได้ชัดว่าเป็ศิษย์ใหม่
ขณะนั้น คนสองคนที่แต่งตัวเป็ศิษย์สายในเดินเข้ามา คำรามขึ้น “เงียบ อย่าส่งเสียงดัง ตามข้ามา!”
เมื่อพูดจบ พวกเขาก็พาเด็กเ่าั้เดินไปด้านหน้า เดินไปได้ระยะหนึ่ง ก็ได้เห็นเรือเซียนลำหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่มาก
เรือเซียนมีความยาวประมาณสิบกว่าจั้ง ทั้งลำเป็สีขาวนวล บนลำเรือแกะสลักรูปเซียนกระเรียนและรูปกลุ่มก้อนเมฆที่มีชีวิตชีวาเสมือนจริง
พวกเด็กๆ ถูกสั่งให้ขึ้นไปบนเรือเซียน ก่อนที่เรือเซียนค่อยๆ เริ่มเคลื่อนที่ออกไป เปลี่ยนทิศทางหัวเรือมุ่งสู่เขาอวิ๋นหวา บินออกไปยังยอดเขาที่สูงที่สุด
เห็นเรือเซียนบินได้ พวกเด็กๆ ต่างอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงด้วยความอัศจรรย์ใจ จนเสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
เยี่ยนชิงหยางยืนอยู่ในมุมคนเดียว มองดูด้วยสีหน้าเงียบสงบ จนเมื่อปรากฏเสียงที่ไม่เข้าพวก
“หึ พวกบ้านนอก” กระแสเสียงชัดดังขึ้นที่ข้างหูเยี่ยนชิงหยาง เป็เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีสีหน้าหยิ่งผยองแต่งตัวด้วยชุดสีแดง ยืนอยู่ข้างเยี่ยนชิงหยาง หันหน้ามามองนาง แล้วเลิกคิ้วขึ้น กล่าวอย่างเย่อหยิ่ง “ข้ามาจากตระกูลลู่เมืองหลงอิ่น เ้ามาจากที่ไหน ข้าเห็นเ้าแตกต่างจากพวกเขาที่ไม่เคยเห็นโลกเช่นนั้น แสดงว่ามาจากตระกูลใหญ่ใช่หรือไม่”
เยี่ยนชิงหยางส่ายหน้า ตระกูลลู่เป็เพียงตระกูลปลายแถวในเมืองหลงอิ่น จะนับว่าเป็ตระกูลใหญ่ได้อย่างไร เด็กผู้หญิงคนนี้กลับคิดว่าตัวเองสูงส่ง
เด็กผู้หญิงคนนั้นพูดกับเยี่ยนชิงหยางอีกหลายคำ แต่เยี่ยนชิงหยางไม่สนใจ ทนเสียหน้าไม่ได้ ใบหน้าเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ
ขณะนี้เรือหยุดลงแล้ว พวกเด็กๆ ลงจากเรือตามลำดับ
เด็กสาวเย่อหยิ่งสบถเสียงหนึ่งพร้อมเหวี่ยงแขนเสื้อ ลงจากเรือเซียนไปก่อน
สถานที่ที่เรือจอดคือลานจัตุรัสกลางของสำนักอวิ๋นหวา ที่ยอดเขาสูงสุดของสำนักอวิ๋นหวา...ยอดเขาเถียนฉิง
ถึงแม้ว่าเขาอวิ๋นหวาจะมียอดเขาอยู่มากมาย แต่ไม่ใช่ว่าทุกยอดเขาจะมีผู้อยู่อาศัย
บนูเามียอดเขาที่ใหญ่ที่สุดสามแห่ง แบ่งเป็ยอดเขาเถียนฉิง ยอดเขาไป่เลี่ยน และยอดเขาชื่อตาน
ยอดเขาเถียนฉิงเป็ที่พำนักของเ้าสำนัก เ้าสำนักเถียนฉิงเจินเหรินชำนาญวิชากระบี่
เ้าหุบเขาไป่เลี่ยนคือไป่เลี่ยนเจินเหริน ชำนาญการหลอมยุทธภัณฑ์ ยอดเขาไป่เลี่ยนรับผิดชอบจัดหายุทธภัณฑ์อาคมให้แต่ละยอดเขา
เ้าหุบเขาชื่อตานคือชื่อตานเจินเหริน ชำนาญการปรุงโอสถ ยอดเขาชื่อตานมีหน้าที่จัดหาโอสถให้กับแต่ละยอดเขา ชื่อตานเจินเหรินเป็ศิษย์น้องหญิงของเถียนฉิงเจินเหริน สถานะสูงส่งเกือบจะเท่าเทียมเถียนฉิงเจินเหริน
นอกจากยอดเขาทั้งสามนี้ ยอดเขาอื่นค่อนข้างด้อยลงมา ยังมีอวี้ผิงเจินเหรินแห่งยอดเขาอวี้ผิง
ตอนนี้ สี่เ้าหุบเขากำลังนั่งอยู่้า ที่นั่งตรงกลางมีเถียนฉิงเจินเหริน ชื่อตานเจินเหริน อวี้ผิงเจินเหรินนั่งด้านซ้าย ไป่เลี่ยนเจินเหรินนั่งด้านขวา
เยี่ยนชิงหยางมองไปยังชื่อตานเจินเหรินซึ่งเป็อาจารย์ในชีวิตที่แล้วของตน ไม่มีความชื่นชมในแววตา มันซับซ้อนจนยากเกินบรรยาย
ในชีวิตที่แล้ว ครั้งเมื่อตนเริ่มแรกเข้าสำนักนั้นทำดีกับตน แต่หลังจากนั้นกลับเกลียดชังตนมากขึ้น เมื่อตนถูกใส่ร้ายว่าสมรู้ร่วมคิดกับพวกมาร นางไม่ไต่สวนสิ่งใด ตัดความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ ขับไล่ตนออกจากสำนัก
เมื่อไรกันแน่ที่นางเริ่มเกลียดชังตน คิดว่าคงเมื่อลั่วซิงเข้ามาเป็ศิษย์น้องของตน...
“ศิษย์พี่ เริ่มกันเลยเถอะ” ในเวลานี้ ชื่อตานเจินเหรินพยักหน้าให้กับเถียนฉิงเจินเหรินแล้วเอ่ยบอก
ชื่อตานเจินเหรินพยักหน้าหนึ่งครั้ง ลูกศิษย์ที่แต่งตัวเป็ศิษย์สายในเดินออกมา ประกาศก้องเสียงดัง “ศิษย์รากิญญาเดี่ยวออกมาก่อน”
ในกลุ่มคนมีหลายสิบคนก้าวออกไป เ้าหุบเขาปรึกษากันครู่หนึ่ง ถกเถียงจนสรุปสังกัดของศิษย์เหล่านี้
รากิญญาเดี่ยวสามารถบำเพ็ญเพียรได้เร็วที่สุด ถือว่าเป็อัจฉริยะ ต่อไปสิบกว่าคนนี้ก็จะกลายเป็บุคคลชั้นแนวหน้าของเหล่าศิษย์
เมื่อรากิญญาเดี่ยวได้รับการจัดสรรเสร็จแล้ว ก็เป็รากิญญาคู่ ศิษย์ที่มีคุณสมบัติรากิญญาที่ดีโดยทั่วไปจะได้เป็ศิษย์สายใน
เด็กผู้หญิงหยิ่งผยองที่เพิ่งพูดคุยกับเยี่ยนชิงหยางเป็รากิญญาคู่ไม้และไฟ คุณสมบัติไม้มีมากกว่า ถูกจัดสรรให้ไปอยู่ยอดเขาชื่อตาน
ต่อไปก็มาถึงสามรากิญญา ศิษย์สามรากิญญาที่คุณสมบัติค่อนข้างดีโดยทั่วไปจะจัดให้เป็ศิษย์สายนอก
ต่อมาเป็ศิษย์สี่รากิญญาและศิษย์ห้ารากิญญา สำหรับคุณสมบัตินี้โดยทั่วไปจะได้รับมอบหมายให้ไปทำงานในแต่ละยอดเขา เรียกว่าศิษย์รับใช้
ในหมู่ศิษย์ของสี่รากิญญาและห้ารากิญญา หากมีรากิญญาไฟมากกว่าจะถูกจัดสรรให้ไปอยู่ยอดเขาไป่เลี่ยน หากมีรากิญญาทองมากหน่อยก็ถูกจัดสรรให้ไปอยู่ยอดเขาเถียนฉิง หากมีรากิญญาไม้มากกว่าจะถูกจัดสรรให้ไปอยู่ยอดเขาชื่อตาน
ส่วนห้ารากิญญาเช่นเยี่ยนชิงหยาง การกระจายพลังอย่างเท่าเทียมของรากิญญาทั้งห้าทำให้สามารถจัดสรรได้อย่างอิสระ
ศิษย์รับหน้าที่จัดสรรมาหาเยี่ยนชิงหยาง เอ่ยถามตามปกติ “รากิญญาของเ้าคืออะไร เน้นสิ่งใด ทุนิญญาเท่าไร”
“ห้ารากิญญา ทุนิญญาหนึ่งส่วน” เยี่ยนชิงหยางตอบออกไปอย่างสำรวม
เมื่อนั้น ศิษย์รับหน้าที่จัดสรรเกิดความประหลาดใจและดูแคลนในแววตา
“ชิ~” เด็กหญิงหยิ่งผยองเหยียดมองและเบะปาก
บรรดาศิษย์ใหม่ก็ต่างพูดคุยกัน
“คุณสมบัติต่ำมาก บำเพ็ญเพียรได้เหรอ ไม่ใช่ว่าเป็เหมือนคนธรรมดาทั่วไปหรอกเหรอ”
“นางเข้ามาได้ยังไง ครั้งที่ข้าทดสอบคนที่มาพร้อมกันก็มีห้ารากิญญา พลังแต่ละธาตุต่างไม่เกินห้าส่วนยังถูกคัดออกทั้งหมด”
“เหอะ ดูท่าทางยโสของนางสิ ยังคิดว่าร้ายกาจอยู่เลย เสแสร้ง!”
อันที่จริงแล้วการวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้เป็เพียงเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วที่ได้ยินสิ่งนี้ก็เป็เพียงคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็ศิษย์รับใช้
ที่เด็กหญิงหยิ่งผยองได้ยิน นั่นเป็เพราะนางให้ความสนใจกับเยี่ยนชิงหยาง
สีหน้าเยี่ยนชิงหยางยังคงเหมือนเดิม ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หลังจากหลายปีของการบำเพ็ญเพียรในชีวิตที่แล้ว ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ได้รับการถือว่าเป็อัจฉริยะในวันนั้น แต่ภายหลังถูกใส่ร้ายถูกตามล่าและถูกคุมขัง ประสบการณ์อันใดเล่าที่นางยังไม่เคยได้รับ นับประสาอะไรกับการถูกเยาะเย้ยในวันนี้
ศิษย์รับหน้าที่จัดสรรจ้องมองไปยังทุกคน แล้วฝูงชนจึงหยุดพูดเกี่ยวกับเื่นี้
ไม่นาน เหล่าศิษย์ก็จัดสรรเสร็จสิ้น แต่เถียนฉิงเจินเหรินไม่ปล่อยให้ทุกคนไป เข้าไปใกล้ชื่อตานเจินเหรินและกระซิบประโยคหนึ่ง
ที่เถียนฉิงเจินเหรินพูดคือ “ศิษย์น้องหญิง ยังไม่พบคนที่มีชะตาฟ้าหรือ ค่ายกลอาคมของเ้าจริงๆ แล้วแม่นยำหรือไม่”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/c054af1f144fd2b59ae896f52d0f6c37