บทที่26
การพบเจอกันโดยบังเอิญ
หยุนโม่ไม่คิดว่าตนเองจะพบนางในสถานที่แห่งนี้
จากความทรงจำที่ได้รับมาจากผู้ฝึกตนกลุ่มหมาล่าเนื้อพวกนั้นทำให้หยุนโม่รู้เกี่ยวกับเื่ของิเยว่หลานผู้นี้ไม่น้อย
เพราะว่านางเป็ผู้ฝึกตนหญิงคนเดียวในเมืองที่สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นอย่างหลอมกายาได้
ตัวตนอย่างขอบเขตหลอมกายาในเมืองอวี้หยางมีไม่ถึงร้อยคนสำหรับผู้ฝึกตนที่เป็สตรีเพียงหนึ่งย่อมเป็ที่สนใจอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนมากมายนั้นสนใจนางนอกจากที่นางเป็สตรีที่มีความสามารถ ก็ยังเป็เพราะว่าความงดงามของนางเองด้วย
ผู้คนภายในเมืองจะรู้ดีว่าภายในเมืองอวี้หยางแห่งนี้สตรีนามิเยว่หลานเป็หญิงงานที่ขึ้นชื่อว่าเป็สตรีอันดับหนึ่งของเมือง
มีทั้งความสามารถและก็ความงดงาม
เดิมทีภายในโลกใบนี้ถ้าเกิดว่าเป็สตรีที่มีใบหน้างดงามพวกนางเองก็อาจจะโดนกดขี่แล้วก็อาจจะโดนนายน้อยของตระกูลใหญ่จวนแห่งนึงหิ้วกลับไปที่จวนของตนเองรับเป็อนุภรรยาไปแล้ว
เพียงแต่ว่าิเยว่หลานนั้นแตกต่างออกไปนางไม่เพียงแค่งดงามแต่นางยังมีความสามารถ
ด้วยความสามารถระดับหลอมกายาภายในเมืองอวี้หยางจะมีผู้ใดกล้ามาฉุดกระชากนางไปยังจวนของตนเองกัน
กลุ่มกลีบบุปผาของิเยว่หลานเป็หนึ่งในสองกลุ่มผู้ฝึกตนใหญ่ภายในเมือง
แต่ที่หน้าใมากกว่านั้นก็คือนางไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่
กลุ่มหมาล่าเนื้อภายในเมืองอวี้หยางเป็กลุ่มผู้ฝึกลอนใหญ่แต่ว่ามันเองก็ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่
ทำให้พวกมันกลายเป็กลุ่มผู้ฝึกตนที่มีอำนาจภายในเมือง
แต่สำหรับกลุ่มกลีบบุปผาที่นำโดยิเยว่หลานไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่แต่ว่าพึ่งพาความสามารถของตนเองจนสามารถอย่างรากอย่างมั่นคงภายในเมืองแห่งนี้ได้
เห็นได้ชัดว่าคนที่เป็ผู้นำกลุ่มมาอย่างสตรีผู้นี้ต้องเป็คนที่มีความสามารถเป็อย่างมาก
“ปุถุชนอย่างเ้าเหตุใดจึงมาอยู่ภายในป่าแห่งนี้กัน” เสียงของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้น
หยุนโม่มองไปที่บุรุษหนุ่มผู้นั้น
คนพวกนี้บุคลิกโดดเด่น สวมใส่อาภรณ์จีนโบราณที่ดูปราณีตอีกฝ่ายแต่งกายเหมือนกับพวกคุณชายตระกูลใหญ่หรือพวกบัณฑิต
เครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายแล้วก็บุคลิกท่าทีแตกต่างจากคนภายในกลุ่มที่เหมือนกับพวกนักรบ
คนพวกนี้เห็นได้ชัดว่าทั้งบุคลิกและก็ท่าทางการวางตัวแตกต่างจากบุรุษอีกห้าคนอย่างชัดเจน
อย่างที่พูดออกมาก็พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม
เพียงแต่ว่าคำเรียกขานว่าปุถุชนของอีกฝ่ายเห็นได้ชัดว่าเป็การแบ่งระดับ กับผู้ฝึกตนแล้วก็คนธรรมดาอย่างชัดเจน
“อันใดกัน ข้าก็เพียงแค่เข้ามาหาของป่าเท่านั้น”หยุนโม่พูดอย่างยิ้มๆ
เมื่อเขาพูดออกมาเช่นนี้ทุกคนภายในกลุ่มเองก็ขมวดคิ้ว
พวกเขาเป็ผู้ฝึกตนที่มีประสบการณ์มาก เดินทางภายในป่าอสูรแห่งนี้ในยามราตรี
เห็นได้ชัดว่าพวกเขานั้นมีความคุ้นชินแล้วก็มีความมั่นใจ
เพราะแบบนั้นยามที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดออกมาแบบนี้พวกเขาทั้งหมดยิ่งมั่นใจว่าเ้ามนุษย์ผู้นี้ไม่ธรรมดา
เพียงแต่ว่าชายทั้งหกคนภายในกลุ่มพวกเขาเองก็ไม่มั่นใจเลยว่าเหตุใดหัวหน้าของตนเองจึงเลือกที่จะเข้ามานั่งสนทนากับเ้าคนที่น่าสงสัยผู้นี้
“หาของป่าพูดเล่นแล้วกระมัง ปุถุชนอย่างเ้าเหตุใดเข้ามาหาของป่าภายในป่าอสูรกันไม่กลัวตายอย่างนั้นหรือ” บุรุษหนุ่มที่มีบุคลิกโดดเด่นผู้เดิมเอ่ยเย้าเยาะ
หยุนโม่ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มเช่นเดิมก่อนที่จะแสร้งแสดงท่าทีตกอกใออกมา พร้อมกับะโขึ้นอย่างตื่นตระหนก “อันใดกัน! สถานที่แห่งนี้คือป่าอสูรอย่างนั้นหรือ?”
หลังจากนั้นหยุนโม่ก็เปลี่ยนท่าทีของตนเองเป็หวาดกลัว
เขาหันมองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับตัวเองกลัวพวกสัตว์อสูรที่จะเข้ามาทำร้ายตนเอง
เห็นได้ชัดว่าการแสดงท่าทางเช่นนี้เป็การแสดงที่สมจริงอย่างยิ่ง
แต่ในสายตาของผู้ฝึกตนทั้งหมด พวกเขารู้ได้ในทันทีว่าเ้าบุรุษหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าแสร้งแสดงท่าทีหวาดกลัว
ชายทั้งหกคนหรี่ตาลงจ้องมองเ้าปุถุชนด้านหน้าอย่างจริงจังมากขึ้นกว่าเดิม
มีเพียงแค่ิเยว่หลานเท่านั้นที่ยังคงนั่งอย่างสงบ
ไม่เพียงเท่านั้นมุมปากของนางยังปรากฏรอยยิ้มน้อยๆขึ้นมาอย่างที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นอีกด้วย
มุมปากของบุรุษหนุ่มที่มีบุคลิกท่าทางคล้ายบัณฑิตผู้นั้นกระตุกแววตาของอีฝ่ายเ็าขึ้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่คุกคาม “เ้ากำลังยั่วโมโหข้าอย่างนั้นหรือ?”
ปราณิญญารอบกายของบุรุษหนุ่มที่มีบุคลิกคล้ายบัณฑิตพวกนี้เริ่มค่อยๆเคลื่อนไหวโคจรอย่างช้าๆ จนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หยุนโม่เพียงจ้องมองก็รู้ได้ในทันทีว่าบุรุษหนุ่มที่มีรูปลักษณะคล้ายบัณฑิตผู้นี้อีกฝ่ายเป็ผู้ฝึกตนที่ขอบเขตท่านน่าจะเป็ขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นแปดแล้ว
เพราะว่ามีแต่ผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นปลายเท่านั้นที่สามารถทำให้มองเห็นพวกปราณิญญาที่โคจรอย่างเบาบางรอบร่างกายได้
“อย่าเสียมารยาทกวนิ”ิเยว่หลานเอ่ยขัด
เมื่อได้ยินเสียงของหัวหน้าของตนเองดังขึ้นบุรุษหนุ่มผู้นั้นที่มีนามว่ากวนิก็ค่อยๆ เก็บปราณิญญาของตนเองไป
แต่ว่าแววตาของอีกฝ่ายยังแข็งกระด้างเ็าจ้องมองมาหยุนโม่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของตนเองราวกับตั้งใจที่จะฉีกกระชากร่างกายของเขา
หยุนโม่หรี่ตาจ้องมองไปอีกกวนิ
ด้วยประสาทััที่รวดเร็วของหยุนโม่และด้วยการที่เขานั้นจ้องมองการเปลี่ยนแปลงของสีหน้าและอารมณ์ของทุกคนอยู่ตลอดเวลา
เขารู้ได้ในทันทีว่าเ้าบุรุษหนุ่มกวนิผู้นี้ตั้งแง่กับเขา
“พวกเราเป็แขกทำตัวดีๆหน่อย แยกย้ายกันพักผ่อนเถอะ” ิเยว่หลานเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา
บุรุษทั้งหกคนภายในกลุ่มรวมทั้งบุรุษหนุ่มนามกวนิผู้นั้นก็พยักหน้าตอบรับ
หลังจากนั้นค่ำคืนเองก็กลับสู่ความเงียบต่างฝ่ายต่างไปพักผ่อนในพื้นที่ของตนเองเพียงแต่ว่าก็ยังอยู่ภายในบริเวณรอบกองไฟนั้น
หยุนโม่และิเยว่หลานไม่ได้สนทนาแล้วก็พูดคุยกันอีกแต่หยุนโม่เองก็ยังคอยนั่งฟังบทสนทนาของกลุ่มิเยว่หลานอยู่ตลอดเวลา
ิเยว่หลานหยิบยกเื่ที่พวกเขานั้นเข้ามาภายในป่าแห่งนี้พูดคุยกับคนภายในกลุ่มโดยที่ไม่ได้ปิดบังหยุนโม่ที่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลเลยแม้แต่น้อย
นี่ทำให้หยุนโม่รู้สึกประหลาดใจไม่เพียงแค่เขาคนภายในกลุ่มของิเยว่หลานเองก็ไม่ต่างกัน
พวกเขานั้นรู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดหัวหน้าจึงหยิบยกเื่ภารกิจของพวกเขาในครั้งนี้พูดขึ้นมาในระหว่างที่มีคนนอกนั่งฟังอยู่ด้วย
แต่ว่าิเยว่หลานเหมือนว่าจะไม่ได้สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยความถามของคนภายในกลุ่มนางเองก็ยังพูดเกี่ยวกับเื่ภารกิจในครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง
นั่นทำให้หยุนโม่ได้รู้ว่า ผู้คนจากกลุ่มกลีบบุปผาในกลุ่มผู้ฝึกตนใหญ่ภายในเมืองอวี้หยางเข้ามาภายในป่าครั้งนี้เพราะว่ามีจุดประสงค์เป็การล่าสัตว์อสูรตนนึง
มันเป็สัตว์อสูรที่หายากพวกเขาตามหามันมาเป็เวลานานสัตว์อสูรชนิดนี้เป็สัตว์อสูรระดับสองขั้นสูงสุด
โดยที่มันมีนามว่าพยัคฆ์เกราะทมิฬ
มันเป็สัตว์อสูรที่มีสายเืแข็งแกร่งไม่เพียงแค่นั้นยังมีพลังอำนาจที่ไม่ธรรมดาแต่ว่ามันเองก็เป็สัตว์อสูรที่ทั่วทั้งร่างกายของมันล้วนแล้วเป็สมบัติล้ำค่า
กลุ่มกลีบบุปผาเดินทางเข้ามาในครั้งนี้เป็เพราะว่า้าหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของเ้าพยัคฆ์เกราะทมิฬ มันคือแก่นอสูรของมัน
แก่นอสูรของเ้าอสูรพยัคฆ์เกราะทมิฬแตกต่างจากแก่นอสูรธรรมดาทั่วไปที่ได้รับจากอสูรต่างๆ
เพราะว่ามันเป็แก่นอสูรสายเืไม่ธรรมดามันเลยมีอำนาจมากกว่าแก่นอสูรทั่วไป และยังมีราคาสูงมากๆแต่ว่าพวกเขาไม่ได้บอกว่าพวกเขา้าแก่นอสูรของมันไปทำอันใด