เสียงใบไม้ไหวจากแนวต้นไม้หลังสวนของจวนอวิ๋นซานพลิ้วไหวไปตามลมยามโพล้เพล้ บรรยากาศรอบข้างเงียบงัน แต่กลับชวนให้ขนลุกวาบ แสงสุดท้ายของวันค่อยๆ จางหาย เหลือเพียงความสลัวที่กำลังคลี่คลุม
ไป๋เฉินกับอวิ๋นลั่วยืนนิ่ง ณ จุดที่พบเงาดำพุ่งหลบหนีไปเมื่อครู่ แม้จะเห็นเพียงแว้บเดียว แต่ทั้งสองก็มั่นใจว่าเป็คนไม่ใช่สัตว์ และไม่น่าจะใช่ผู้บุกรุกจิ้งจอกเมื่อคืนอย่างแน่นอน
“เขาต้องมีเป้าหมายอะไรบางอย่างแน่” อวิ๋นลั่วเอ่ย สีหน้าเคร่งเครียด เธอยังคงกำกระบี่ไว้แน่น
“ใช่… อาจเกี่ยวโยงกับเศษผ้าสีดำที่เราพบก็ได้” ไป๋เฉินประเมินพลางหันรีหันขวาง “แปลว่าคืนนี้จะมีเื่สนุก(?) รอเราอยู่แน่…”
เขาแอบกลืนน้ำลาย ติดว่าจะเรียกว่าตื่นเต้นผจญภัยหรือกังวลใจดี เพราะเมื่อระบบส่งเควสต์ “ผู้บุกรุกปริศนา” ให้ ก็หมายความว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะจบลงง่ายๆ
หลังเงาดำนั้นหายตัวไป จวนก็กลับสู่ความสงบระยะสั้น ทว่าทั้งสองรู้ดีว่านี่อาจเป็เพียงความสงบก่อนพายุใหญ่ อวิ๋นลั่วจึงเสนอให้วางแผนกันอย่างจริงจัง
“เมื่อคืนเราต้องคอยเฝ้าจนถึงรุ่งเช้าจนแทบไม่ได้นอน รอบนี้คงต้องทำอะไรที่มีระบบมากขึ้นนะ” เธอพูดพร้อมดึงแผนผังจวนที่เตรียมไว้ออกมา คลี่บนโต๊ะกลางเรือนรับรอง
“โห… ถึงขั้นมีผังเลยเหรอ” ไป๋เฉินตาโต “ปกติเ้าเคยวางแผนสู้กับขโมยบ่อยหรือไง?”
“ไม่หรอกนะ” เธอส่ายหน้าเรียบ “แต่พวกบ่าวต้องรู้ตำแหน่งอาคาร เรือนคลัง โรงครัว ห้องเก็บสมบัติ… ข้าขอให้สาวใช้ร่างให้เมื่อเช้า หลังเกิดเื่จิ้งจอก เราควรเตรียมพร้อม”
ทั้งสองก้มลงดูผัง และพบว่าด้านหลังจวน (ตรงสวนหินที่เคยเจอรอยเื) เชื่อมไปยังมุมกำแพงที่ค่อนข้างเปราะบาง ขณะที่ด้านข้างเป็เรือนเก็บของสำคัญ ส่วนหน้าจวนเป็ทางเข้าออกหลัก พ่อบ้านกับลูกน้องก็ตั้งเวรยามตามปกติอยู่แล้ว
“งั้นเราอาจซ่อนตัวตรงสวนหิน หรือไม่ก็ใกล้เรือนเก็บของ เพราะถ้าผู้บุกรุกตั้งใจจะเอาของในจวน นั่นน่าจะเป็เป้าหมายล่ะมั้ง” ไป๋เฉินชี้ลงบนผัง
“ตกลง!” อวิ๋นลั่วพยักหน้า “ข้าจะให้สาวใช้ปิดไฟในเรือนเก็บของเพื่อให้เหมือนว่าไม่มีใครเฝ้า ส่วนพวกเราก็ดักดูอยู่ใกล้ๆ ถ้าโชคดีคืนนี้เขาอาจย้อนมาอีกครั้ง แล้วเราจะได้จับให้ได้คาหนังคาเขาเลย!”
ก่อนจะถึงเวลาค่ำ อวิ๋นลั่วต้องจัดการงานในจวนอีกเล็กน้อย ไป๋เฉินจึงไปหาสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยที่ยังพักฟื้นอยู่ในเรือน หลังช่วยรักษาแผลมันั้แ่เช้า และตั้งชื่อเล่นให้ว่า “เ้าจุ๊บจิ๊บ”
“เ้าจุ๊บจิ๊บ! เป็ไงบ้างนะ เจ็บแผลไหม?” ไป๋เฉินพูดพลางนั่งลงข้างๆ
จิ้งจอกตัวเล็กมองเขาด้วยดวงตากลมๆ เหมือนจะรับรู้ถึงเจตนาดี มันค่อยๆ ขยับเข้ามาดมฝ่ามือเขา
“โฮ้ย น่ารักกว่าที่คิดนะเนี่ย” เขาหัวเราะเบาๆ “ถ้าเ้าอยู่ดีแล้วลองฝึก ‘หมัดแมวเหมียว’ ดูไหมล่ะ?”
พูดจบ ไป๋เฉินก็อดไม่ได้ที่จะโชว์ท่าหมัดแมวเหมียวฟ้าประทานเบาๆ “…เหมียว!” พร้อมแกล้งทำเสียงแมว ที่ทำให้สาวใช้แถวนั้นแทบหลุดขำ ซึ่งเ้าจิ้งจอกดูงงว่าจะทำตามดีไหม มันเลยเพียงร้อง “แอ๊ง!” กลับมาแทน
“หืม… เดี๋ยวข้าคงได้สร้างสำนักสัตว์ป่ากับแมวเหมียวผสมกันล่ะมั้ง!” เขาพูดเอาฮา จนสาวใช้หัวเราะคิกคัก
พอดีอวิ๋นลั่วเดินผ่านมาพร้อมพ่อบ้าน เห็นภาพไป๋เฉินกำลังทำท่าหมัดแมวให้จิ้งจอกดู เธอถึงกับยืนกอดอกส่ายหน้า “เ้านี่…ไม่เคยอยู่เฉยจริงๆ นะ”
“เอาน่า ข้าพักผ่อนใจบ้างสิ ค่ำนี้ต้องลุยงานเฝ้าดักผู้ร้ายอีกนะ!” เขายิ้มแห้ง โดนจิ้งจอกเลียมือจนจั๊กจี้ไปหมด
ยามค่ำเข้าใกล้เรื่อยๆ ทั้งสองทำตามแผนอย่างเคร่งครัด บ่าวไพร่ถูกสั่งให้อยู่นิ่งๆ ส่วนคนคุมเวรยามตรงด้านหน้าจวนก็ทำหน้าที่ตามปกติ โดยไม่รู้ว่าอวิ๋นลั่วและไป๋เฉินได้ซุ่มอยู่ใกล้เรือนเก็บของด้านหลัง
ไฟตะเกียงในเรือนเก็บของนั้นถูกปิดแทบหมด มีเพียงแสงสลัวจากโคมเล็กๆ หนึ่งดวง ดูเงียบสงบราวกับไม่มีใครเฝ้า ในขณะที่ด้านนอกมีเงาของสองคนหลบหลังพุ่มไม้ใหญ่
“เฮ้อ คืนนี้จะมีใครเข้ามาจริงๆ ไหมนะ” ไป๋เฉินกระซิบ
“อดทนหน่อย ข้าคิดว่ามันไม่ใช่เื่บังเอิญที่เราพบเงาดำที่นี่ถึงสองครั้ง” อวิ๋นลั่วตอบเสียงเบา “ถ้าเขาหมายตาสมบัติหรือของสำคัญในเรือนนี้ คงต้องลงมือสักคืนใกล้ๆ นี้”
เธอชี้ไปที่ประตูหลังของเรือนเก็บของ ซึ่งเป็บานไม้สองชั้น มีแม่กุญแจปิด แต่ก็ไม่ได้แ่ามาก หากเป็ยอดฝีมือตัวเบาดีๆ ก็สามารถงัดหรือใช้เข็มสะเดาะได้ไม่ยาก
กลางดึก… ดวงจันทร์ถูกเมฆบังเป็พักๆ ลมโกรกเย็นะเืกว่าปกติ ไป๋เฉินแอบขนลุกเล็กน้อยเพราะอากาศหนาว แถมต้องคอยระวังไม่ให้เผลอหลับ
ทันใดนั้นเอง เขาััถึงเสียงฝีเท้าแ่เบา แต่มั่นคง “ตึก…ตึก” ใกล้กับกำแพงด้านหลังเรือนเก็บของ สะท้อนผ่านอากาศที่เงียบสงัด
“…มีคน!” อวิ๋นลั่วเลื่อนมือแตะกระบี่ทันที
เงาดำหนึ่งปรากฏขึ้นที่ขอบกำแพง มันะโลงมาเบื้องล่างอย่างคล่องแคล่วราวกับนินจาในเงามืด ไป๋เฉินกับอวิ๋นลั่วแทบกลั้นหายใจ นี่คือผู้บุกรุกที่พวกเขารอคอยสินะ!
ชายชุดดำคนนี้สวมผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าส่วนล่าง เขาสาวเท้าไปยังประตูเรือนเก็บของ กลอกตาสอดส่องไปรอบๆ สักพักจึงเริ่มใช้อุปกรณ์บางอย่างงัดแงะ บ่งบอกว่าฝีมือไม่ธรรมดา
“ชัดเลย นี่แหละหัวขโมย หรือมีจุดประสงค์อื่น?” ไป๋เฉินกระซิบใกล้หูอวิ๋นลั่ว
เธอพยักหน้ารับเป็นัยๆ เบาๆ แผนคือรอให้เขาเปิดประตูสำเร็จแล้วจึงปรากฏตัวจับให้คาหนังคาเขา
เงาดำสะเดาะแม่กุญแจเป็เวลาสั้นๆ จนประตูแง้มออก ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมคล้ายยิ้มพอใจอย่างเยียบเย็น จากนั้นเขากำลังจะก้าวเข้าไปในเรือน
“หยุดนะ!” อวิ๋นลั่วตวาดก้อง เธอกับไป๋เฉินกระโจนออกจากที่ซ่อนอย่างพร้อมเพรียง
เงาดำสะดุ้งโหยง รีบะโถอยหลบไวอย่างน่าทึ่ง อวิ๋นลั่วตวัดกระบี่เข้าปะทะ ทว่าอีกฝ่ายกันได้เฉียดฉิวด้วยมีดสั้นสีดำ
“ปล่อยให้ข้าบ้าง!” ไป๋เฉินะโ ซัดหมัดแมวเหมียวทันที… แต่เงาดำเบี่ยงตัวหนีอย่างรู้ทัน และที่น่าอายคือ ไป๋เฉินดันเผลอส่งเสียง “เหมียว!” ออกมาดังลั่น
“เหมียวอีกแล้วเหรอ!?” เงาดำอุทาน ก่อนหัวเราะหยันในลำคอ “ไอ้วิชาประหลาดนี่เรอะ!?”
เขาฉวยโอกาสถีบไป๋เฉินจนเซถลา ขณะที่อวิ๋นลั่วเองก็ต้องเร่งเข้าไปช่วย “ระวังนะ เ้านั่นฝีมือไม่เลว!”
“โอย… ข้ารู้แล้ว…” ไป๋เฉินลุกขึ้นเซๆ “กะแล้วเชียวว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา”
การแลกกระบี่ไม่กี่กระบวนท่าชี้ชัดว่าเงาดำมีวรยุทธ์ระดับสูงพอตัว เขาดูจะไม่อยากเสียเวลาสู้ยืดเยื้อ จึงโยนลูกกลมๆ ออกมาจากชายเสื้อ สิ่งนั้นกระแทกพื้นแล้วปะทุควันสีดำกึ่งๆ กลิ่นฉุน
“ย่าห์!!” อวิ๋นลั่วยกแขนปิดจมูกะโถอยหลัง ไป๋เฉินเองก็ะโตามเพราะควันบดบังการมองเห็น
พอควันจางลง เงาดำก็อันตรธานหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแม่กุญแจที่ถูกสะเดาะ กับประตูเรือนเก็บของที่แง้มออก
“หนีไปได้อีกจนได้!” ไป๋เฉินพูดอย่างเจ็บใจ
“ดูนี่…” อวิ๋นลั่วชี้ไปยังพื้นดิน เงาดำน่าจะทำของบางอย่างหล่น เป็กระดาษเล็กๆ ขนาดฝ่ามือ มีรอยคราบเืเล็กน้อยคล้ายของเก่า “มันคงตกตอนเขาโยนลูกะเิควัน”
ไป๋เฉินหยิบขึ้นมาอ่าน ถึงกับขมวดคิ้วเมื่อเห็นข้อความสั้นๆ ที่เขียนไว้
“หาก้า ‘ยันต์ัสลัก’ ให้มารับในค่ำเดือนสิบสอง ที่สุสานตระกูลโบราณ”
“ยันต์ัสลักอะไรเนี่ย?” เขาหันไปสบตาอวิ๋นลั่ว
“ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน แต่ฟังดูกลิ่นอายโบราณน่าดู” เธอกล่าว “แล้วทำไมเกี่ยวข้องกับพ่อข้าหรือจวนนี้?”
“หรือมันกำลังตามหาสิ่งนี้ในเรือนเก็บของ? หรืออาจตามหาสมบัติบางอย่างที่เชื่อมโยงยันต์นี่?” ไป๋เฉินคาดเดา
『ภารกิจ “ผู้บุกรุกปริศนา” สำเร็จ 80%… เหลือสืบสาวหาความจริงของยันต์ัสลัก』
เสียงระบบก้องในหัวเขา
เหตุการณ์จบลงอย่างกะทันหัน เงาดำหลบหนีไปได้ ทิ้งไว้เพียงปริศนาในมือตัวละครทั้งสอง — “ยันต์ัสลัก” ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวพันกับการบุกรุก และอาจเชื่อมโยงเื้ัอะไรที่ลึกกว่านั้น
“ไปบอกพ่อเ้าไหม?” ไป๋เฉินถาม
“คงต้องบอก… แล้วค่อยสืบหาข้อมูล ยันต์ัสลักคืออะไรกันแน่” อวิ๋นลั่วสูดหายใจลึก แววตายังคงตื่นตัวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
ยามนั้น เสียงร้อง “แอ๊ง…” ของเ้าจุ๊บจิ๊บ (จิ้งจอกน้อย) ดังมาจากในเรือนเหมือนเรียกหา แทรกกับเสียงลมกลางคืน ทำให้บรรยากาศเดี๋ยวตึงเครียดเดี๋ยวขบขันอย่างประหลาด ไป๋เฉินได้แต่ยิ้มแห้ง โบกมือให้มันเป็เชิงว่า “รอเดี๋ยวสิ!”
“เื่ของ ‘ยันต์ัสลัก’ จะพาพวกเขาไปสู่อันตรายแค่ไหน? และเื้ัการปรากฏตัวของเงาดำจะโยงใยถึงศัตรูเก่าใหม่อย่างไร?”
(โปรดติดตามในตอนถัดไป )