ยามราตรีที่ควรจะเงียบสงบไร้ชีวิตชีวาเพราะผู้คนต่างพากันพักผ่อนแต่ทว่าเมืองมนตราแห่งนี้กลับต่างไปสิ้นเชิงยิ่งดึกกลับยิ่งดูมีชีวิตชีวา
ดวงดาราฉายแสงเต็มผืนนภาอันกว้างใหญ่ไฟศาลแข่งกันทอแสงระยับตาคล้ายกำลังบรรเลงท่วงทำนองแห่งความฝันและความหวัง
สอดรับกับดวงจันทร์เหลือง
ผ่องอำไพลยิ่งทำให้เมืองมนตราสมดังชื่อมันคล้ายกับภาพทั้งหมดเป็มนต์สะกดจนแทบไม่ยากจะเชื่อในสายตาว่าจะมีเมืองไหนงดงามพิลาศล้ำได้ถึงเพียงนี้
ศิลาได้ไปยืนต่อแถวเรียงคิวเพื่อรับภารกิจเพื่อเรียนเวทมนต์ เขาหันซ้ายทีความทีก็พบว่ามีผู้คนมากมายต่างค่อยๆทยอยมาเข้ารับภารกิจเรียนเวทมนต์ส่วนใหญ่จะเป็คนที่ยากจะเป็จอมเวทย์
เป็ที่รู้กันดีว่าพลังโจมตีที่ทรงพลังที่สุดก็คือเวทมนต์จึงไม่แปลกที่มันจะเป็อาชีพยอดฮิตแต่ทว่าพลังโจมตีที่มหาศาลก็ต้องแลกมากับการร่าย
เวทมนต์ที่ช้าและท่าร่างที่ช้าไม่ได้รวดเร็วแบบนักสู้แต่พลังทำลายของเวทมนต์ก็กลบจุดด่อยตรงนั้นไปจนหมด
“เร่เข้ามาครับ เร่เข้ามา เชิญชมเชิญเลือกซื้อหาของที่ใช้สำภารกิจเรียนเวทมนต์ได้เลย”
เสียงเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่เป็ผู้เล่นะโเรียกลูกค้าโว่ยๆดังไม่ขาดสายพร้อมกับร้านค้าแพงรอย ที่มีอยู่เต็มหน้าวิหารจอมเวทย์ เนื่องจากผู้เล่นที่ทักษะค่าสถานะไม่ได้สูงมากภารกิจก็ยิ่งง่ายและส่วนใหญ่จะเป็ภารกิจคล้ายๆกันเหล่าพ่อค้าเลยไปล่าหาสิ่งของเ่าั้จากสัตว์อสูรมาขายเพื่ออำนวยความสะดวกคนซื้อได้ของได้ผ่านภารกิจเร็วขึ้นพ่อค้าได้เงินวินๆทั้งสองฝ่าย
หรือจะออกไปผจญภัยหาไอเท็มตามภารกิจเองก็ย่อมทำได้แต่คนส่วนใหญ่เลือกจะซื้อจากพ่อค้าเพราะไม่ต้องไปเสี่ยงและเสร็จภารกิจเร็วขึ้นหลายเท่าตัวทำให้มีเวลาไปทำอย่างอื่นมากยิ่งขึ้น
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงในที่สุดก็มาถึงคิวของศิลา เบื้องหน้าของศิลาเป็โต๊ะยาวสีทองพร้อมกับSPCของเมืองมนตรา บนโต๊ะจะมีแผ่นสี่เหลี่ยมประมาณสองฝ่ามือทาบที่มีสัญญาลักษวงเวทย์ปรากฎ
“กรุณาวางมือบนแผ่นตรวจค่า
สถานะและประเมินระดับภารกิจด้วยครับ”
ชายหนุ่มในชุดจอมเวทย์สีแดงเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
ศิลาไม่รอช้าให้เสียเวลาวางมือทาบลงไปบนแผ่นโลหะสีเงินวาวทันที
วินาทีนั้นเขาพลันรู้สึกถึงอะไรบางอย่างมันไหลจากแผ่นโลหะเข้าร่างของเขาอย่างรวดเร็วพร้อมกับโคจรไปทั่วทั้งร่างกาย และเมื่อโคจรทั่วร่างกายของเขาเสร็จรอบหนึ่งกระแสพลังนั้นก็ไหลกลับไปยังแผ่นโลหะ
ทว่าทุกอย่างมันไม่ง่ายสำหรับศิลา
วินาทีต่อมาเื่ประหลาดพลันอุบัติขึ้น
แผ่นโลหะสีเงินวาวกลับเปลี่ยนเป็สีดำสนิทพร้อมกับสาดแสงสีดำเข้มข้นออกมาทั่วบริเวณโดยรอบเรียกทุกสายตาให้หันมามองด้วยความสงสัยอยากรู้ จากนั้นแสงสีดำก็เปลี่ยนเป็สีแดงสาดไปมา จากนั้นก็เปลี่ยนเป็สีฟ้ากระพิบวูบวาบ ตอมาก็เปลี่ยนเขียว สีน้ำตาล สีส้ม และแสงสว่างราวดวงอาทิตย์
ศิลาชะงักอึ้งตลึกด้วยความสงสัย
จอมเวทย์เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสีหน้ากลับแย่กว่าศิลาอย่างเห็นได้ชัดจอมเวทย์ร่วมสิบกว่าคนในบริเวณทำการทดสอบหน้าซีดเผือดพร้อมเม็ดเหงือไหลออกมาอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เออ!...กรุณารอสักครู่นะครับ”
จอมเวทย์ที่ประจำโต๊ะศิลาตั้งสติได้หันมาบอกเขาเสียงขรึมๆ จากนั้น
เหล่าจอมเวทย์ทั้งหมดก็ลุกจากโต๊ะของตัวเองพร้อมกับเดินไปยังมุ่มๆหนึ่งจับกลุ่มกันพร้อมกับคุยอะไรกันสักอย่างเหมือนกำลังห้าข้อสรุปหรือทางออกของเื่ที่เกิดขึ้น
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงเสียงเหล่าผู้เล่นที่เห็นว่ายังคุยกันไม่เสร็จก็เริ่มไม่พอใจส่งเสียงกันยกใหญ่ทำให้จอมเวทย์ประจำโต๊ะของศิลาเดินกลับมาหาเขาพร้อมกับจอมเวทย์คนอื่นกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง
ชายจอมเวทย์เดินกลับมาด้วยสีหน้าขรึมบ่งบอกชัดเจนว่ากำลังเจอปัญหา
“ขอโทษนะครับที่ให้รอพอดีมันเป็เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่สิพวกเราไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ”
ชายจอมเวทย์เอ่ยด้วยสีหน้าที่ยังคงตึงเครียด
“แสดงว่าพวกคุณรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ศิลาถามเพื่อคลายสงสัย
“ครับเชิญอาคัตตุกะมาทางนี้ครับผมจะนำทางคุณไปพบกับท่านเ้า”
ชายจอมเวทย์เอ่ยพร้อมกับเดินนำทางศิลาเดินตรงลึกเข้าไปด้านในที่เป็เขตหวงห้ามบุคคลภายนอกเข้า
“พอดีว่าทักษะค่าสถานะด้านเวทมนต์ของคุณมันสูงเกินค่าลิมิตที่พวกเราตั้งไว้นะครับ ทั้งที่คุณระดับสิบเจ็ดเองแท้ๆการเพิ่มทักษะต่างๆก็จัดว่าหินเอาเื่แต่ค่าสถานะด้านเวทมนต์ของคุณมันเต็มร้อยนี่สิครับผมละปวดหัว”
ชายจอมเวทย์เดินนำทางลึกเข้าไปข้างในวิหารที่ทำจากหินผลึกธาตุเวทมนต์เอ่ยอธิบายให้ศิลาฟังเพราะข้างนอกมีผู้เล่นมากเขาจึงไม่สามารถอธิบายให้ศิลาฟังในตอนนั้นได้
“แบบนี้ค่าสถานะระดับเวทมนต์ของผมมันจะเพิ่มไม่ได้แล้วหรอครับ”
“เพิ่มได้ครับเพิ่มได้เท่ากัยระดับเลเวลเพียงแต่ตอนนี้คุณยังใช้เวทมนต์ ไม่ได้ใช่ไหมล่ะครับ”
“ใช่ครับ”
“นั่นและครับมันเลยไม่ทำให้ระดับเวทมนต์ของคุณไม่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าเมื่อใดที่คุณเรียนเวทมนต์และใช้มันได้มันก็จะเพิ่มขึ้นเลื่อยๆเองครับ ถ้าหากคุณผ่านภารกิจล่ะนะครับ”
จอมเวทย์เอ่ยพร้อมกับเดินนำทางลึกเข้าไปเลื่อยๆทางเดินนั้นกว้างราวๆสามวาทำจากผลึกเวทมนต์สีขาวธาตุแสงบนเพดานวิหารประดับด้วยหิน
เวทมนต์ส่องแสงสว่างทำหน้าที่เป็ไฟหลากสีระยิบระยับคล้ายดวงดาวบนท้องฟ้าคล้ายกับว่าศิลากำลังเดินบนเส้นทางแห่ง์หรือทางช้างเผือกก็ไม่ปาน
เมื่อเดินมาสักพักศิลาก็พบกับประตูที่ทำจากผลึกธาตุหินเวทมนต์ผลึก
เวทมนต์ประตูบานใหญ่ตั้งตระหง่าขวางทาง ทั่วบานประตูเต็มไปด้วยวงเวทย์และตัวอักษรมากมายยิ่งดูทำให้ยิ่งรู้สึกถึงอาคมแรงกล้าและความศักดิ์สิทธิ์ในเวลาเดียวกัน
ชายจอมเวทย์เปิดประตูให้ศิลาเข้าไปโดยที่เขานั้นไม่ได้เข้าไปด้วยทำเพียงยืนรอหน้าประตูก่อนที่เขาจะปิดบานประตู
เมื่อเข้ามาก็พบทางเดินตรงไปอีกหลายเมตรตรงหน้าเป็บานประตูแบบเดิมอีกชั้นหนึ่ง ศิลาเริ่มรู้สึกแปลกเพราะว่าเขายิ่งเดินเข้าไปใกล้บานประตูบานตรงหน้าเท่าไหร่ ััพลังเวทมนต์พลังศักดิ์สิทธิ์อันเปี่ยมล้นและการคงอยู่ที่หนักแน่นสุดจะบรรยายทำให้เขาต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอ
ื แต่ด้วยความอยากรู้ทำให้ทั้งสองเท้าของเขายังคงก้าวไปได้อยู่ศิลาเปิดประตูเข้ามาก็พบกับห้องกว้างขนาดใหญ่พร้อมกับใจกล้างห้องพบเสาร์เจ็ดแท่งเจ็ดสีตามแต่ละธาตุขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งเมตรตั้งเรียงเป็ตำแหน่งวงกลมพร้อมกับที่พื้นปรากฎเส้นสีทองคล้ายใยแมงมุมเป็รูปวงเวทย์ รอบห้องยังมีหน้าจอหนังสือต่างๆลอยเคว้งไปมาในอากาศ
ศิลาปรายตาไปรอบห้องก็สะดุดเข้ากลับร่างของชายหนุ่มชุดจอมเวทสีขาวสนิททั้งตัวผมสีดำสนิทยาวถึงพื้นหน้าตาคมคายขรึมเข้มดวงตาลึกล้ำเฉียบคมั์แต่นิ่งสงบจนแทบจะเยือกเย็นและเ็าคล้ายกับอยู่มานานแสนนานจนเฉยชากับทุกสรรพสิ่ง
กำลังยืนส่งยิ้มให้เขาอย่างเป็มิตร
ก่อนที่ศิลาจะเอ่ยทักตามมารยาท
“สวัสดีครับคุณคือ?..” ศิลาถาม
“เราคือเ้าเมืองแห่งนี้นามว่ามนตรา
เราได้เห็นค่าสถานะทางเวทมนต์ของท่านแล้ว เชิญท่านเข้ามานั่งก่อนสิอาคันตุกะผู้แข็งแกร่ง”
มนตราเอ่ยเชิญศิลาพร้อมกับปรากฎโซฟาร์ขึ้นมากลางห้องทันทีใกล้ๆกับวงเวทย์กลางห้องศิลาเดินเข้าไปตามคำเชิญในสภาพเรียบร้อยถึงขีดสุด
ั้แ่สบตากับบุรุษตรงหน้าศิลาทราบได้ทันทีด้วยสัญชาติญาณว่าบุรุษตรงหน้าแข็งแกร่งกว่าเขาหลายสิบล้านปี ศิลาและมนตรานั้งฝั่งตรงข้ามหันหน้าเข้าหากันแสงสลั่วๆของหินเวทมนต์ยิ่งส่งเสริมให้บรรยากาศดูลึกล้ำ
“เราขอเข้าเื่เลยนะ” มนตราหลับตาสักพักก่อนจะเอ่ย
“ครับ” ศิลารับคำอย่างว่าง่ายก่อนที่มนตราจะอธิบาย
“เป็ที่รู้กันดีว่าหากไม่ได้มารับภารกิจเรียนเวทมนต์จะไม่มีทางใช้เวทมนต์ได้เป็อันขาดและการจะเรียนเวทมนต์ในโลกนี้ก็มีแค่เมืองมนตราที่เดียวเท่านั้น เรามั่นใจว่าท่านไม่เคยเรียนเวทมนต์มาก่อนและไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้ แต่ที่เราแปลกใจคือทำไมระดับเวทมนต์ทั้งเจ็ดธาตุของท่านถึง100% มันสูงส่งเกินไป”
“ผมไม่มีสิทธิ์เรียนเวทมนต์หรอครับ
แบบนี้ก็ไม่แฟร์นะครับ”
“เปล่าเลยท่านมีสิทธิ์เราไม่มีสิทธิ์ที่ห้ามไม่ให้ใครเรียนเวทมนต์ได้หลอกเพียงแต่ขนาดท่านยังใช้เวทมนต์ไม่ได้ระดับพลังเวทมนต์ของท่านยังสูงส่งขนาดนี้ ถ้าท่านใช้เวทมนต์ได้มันคงพัฒนาอย่างน่ากลัวถ้าเป็ไปได้เราก็ไม่อยากให้ท่าเรียนเลยจริงๆขนาดจอมเวทย์ยังมีระดับเวทมนต์ไม่เท่าท่านด้วยซ้ำแถมท่านยังสามารถใช้ได้ถึงเจ็ดธาตุอีก”
ในโลกของDemonlordนั้นคนๆหนึ่งสามารถใช้พลังธาตุได้เต็มที่สุดก็แค่เพียงสองธาตุอาจจะมีผู้ที่ใช้ได้ถึงสามธาตุแต่ก็น้อยจนนับคนได้ และคนไหนใช้พลังธาตุไหนได้เวทมนต์ก็จะเป็ธาตุนั้นๆ ดังนั้นศิลาที่มีพลังธาตุถึงเจ็ดธาตุมันจึงกลายเป็ว่าพลังเวทมนต์ของเขาถึงเจ็ดธาตุ
และที่มนตราหวั่นใจคือการใช้เวทมนต์มันไม่ใช่แค่ใช้ธาตุเดียวโจมตีออกไปแต่มันยังพลิกแผลงได้ไม่จบสิ้นเช่น เอาเวทมนต์ธาตุน้ำผสมกับธาตุดินแล้วโจมตี หรือธาตุลมผสมธาตุไฟ ดังนั้นศิลาที่มีถึงเจ็ดธาตุหากเขารู้ถึงข้อนี้เมื่อไหร่มันก็เท่ากับว่าเขาวามารถพลิกแผลงเวทมนต์ได้จนแทบไม่จำกัดแล้วไหนจะเวทมนต์ที่เขาสามารถคิดค้นพัฒนาขึ้นมาเองได้อีก จึงไม่แปลกใจที่มนตราไม่อยากให้เขาเรียนเวทมนต์มันจะทำให้ศิลาห่างชั้นกับผู้เล่นอื่นจนเกินค่าความเท่าเทียมไปไกลเดิมทีเวทมนต์ก็เป็การโจมตีที่รุนแรงที่สุดอยู่แล้วแล้วไหนจะพลังธาตุของศิลาอีกก่อนที่มนตราจะเอ่ยอีกครั้ง
“เราจึงอยากจะขอร้องให้ท่านไม่รับภารกิจเรียนเวทมนต์จะได้หรือเปล่า
และเพื่อแลกเปลี่ยนเราจะให้ไอเท็ม
ระดับSกับท่านสามชิ้น”
มนตราเอ่ยพร้อมกับผายมือขวาออกมาข้างหน้าปรากฎต่างหูกำไลแหวนแค่เห็นก็รู้ทันทีว่ามันคือไอเท็มระดับS
ที่แสนจะหายาก แต่ทว่าศิลากลับไม่สนใจชายตาแลสักนิดเขาเลือกที่จะตอบปฏิเสธทันควัน
“ไม่ครับ ผมจะรับภารกิจเพื่อเรียนเวทมนต์ในเมื่อคนอื่นมีสิทธิ์ที่จะเรียนผมเองก็มีสิทธิ์ถ้ายากให้ผมไม่เรียนก็ทำให้เวทมนต์หายไปสะสิอยากได้ความเท่าเที่ยมไม่ใช่หรือไงทำเเบบ
นั้นก็จบ”
ศิลาตอบด้วยเสียงเเข็งกร่าวพร้อมกับแสดงออกถึงความไม่พอใจถึงขีดสุดเพราะเพียงแค่ทักษะสูงแค่นั้นทุกคนก็อย่างจะเก่งพัฒนาฝีมือกัน ศิลาเองก็เช่นกัน คำตอบของศิลาทำเอามนตราเบิกตาฉงน พร้อมกับสงสัยว่าเหตุใดบุรุษตรงหน้าเขานั้นกลับไม่สนใจไอเท็มระดับสูงสักนิด
แถมยังเป็ที่รู้กันดีค่าสถานะยิ่งสูงภารกิจยิงโหด และถ้าล้มเหลวในภารกิจเพียงครั้งเดียวคนๆนั้นจะไม่มีสิทธิ์เรียนเวทมนต์อีกตลอดชีวิต ศิลาเองก็รู้เื่นั้นแต่เขาเลือกที่จะเสี่ยง
ชีวิตคนเรามันต้องท้าทายถึงจะมีค่าให้ใช้ชีวิต
“เข้าใจแล้วเราไม่สามารถห้ามท่านได้แต่เราก็สามารถขัดขวางท่านได้ด้วยการให้ภารกิจที่ยากที่สุดระดับS+
แก่ท่านแน่นอนถ้าหากท่านทำสำเร็จท่านสามารถเรียนเวทมนต์ได้ั้แ่ขั้นที่หนึ่งถึงขั้นสูงสุดขั้นที่เจ็ด”
“ได้...ผมจะผ่านมันให้ดูแล้วจะทำให้คุณรู้ว่าสิ่งที่พวกคุณคิดห้ามคเทพๆไม่ให้เรียนเวทมนต์มันผิด”
จากนั้นศิลาก็ได้รับภารกิจจากมนตราระยะเวลาที่มนตราให้เขานั้นคือสี่เดือนหากเขาทำไม่สำเร็จจะไม่มีสิทธิ์เรียนเวทมนต์อีกตลอดไปและถ้าเขาใช้เวทมนต์ไม่ได้คงไม่ต้องคิดถึงอาชีพที่เขาอยากจะเล่นมันจะพังทลายทันทีแต่ทว่าเขาคือศิลามีหรือที่จะยอมอะไรง่ายๆ