ตอนที่34 : งานกลางคืนที่ได้เงินดีกว่า
เช้าวันต่อมาหลินซูเหยาไม่ได้เปิดสมุดเมื่อคืนซ้ำ
สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบไม่ได้เปลี่ยนเพียงเพราะอ่านมันหลายครั้ง
เธอกินไข่ต้มหนึ่งฟองกับนมอุ่นในห้างแล้วออกมาทำงาน
ที่ลานมีผู้หญิงสามคนนำของที่ตากเองมาวางตามนัด
หลินซูเหยาดูตัวอย่างทีละตะกร้า
ตะกร้าแรกแห้งดีแต่มีเศษรากมาก
ตะกร้าที่สองสะอาดแต่บางก้านยังชื้น
ตะกร้าที่สามคุณภาพใกล้กับชุดที่สหกรณ์รับก่อนหน้า
“ของพี่ชุดนี้ได้ค่ะ”เธอบอกคนที่สาม “สองชุดนี้แก้อีกนิดก็ได้เหมือนกัน”
หญิงคนแรกถอนหายใจ“ถ้าต้องมานั่งคัดละเอียดทุกครั้งจะคุ้มไหม”
“ถ้าของที่เสียถูกหักน้ำหนักมากกว่าค่าแรงที่ใช้คัดก็ยังคุ้มค่ะ”
“รู้ได้ยังไง”
ซูเหยาหยิบสมุดเล็กออกมา
เธอไม่ได้พูดลอย ๆแต่เอาผลจากการคัดของจริงมาเปรียบเทียบให้ดู
เมื่อก่อน วัตถุดิบสิบชั่งต้องคัดทิ้งเกือบสองชั่ง
แต่หลังจากคัดคุณภาพตั้งแต่ต้นของเสียกลับเหลือไม่ถึงหนึ่งชั่ง
แค่เปลี่ยนวิธีคัด ของที่เคยต้องทิ้งก็ลดลงเกือบครึ่ง
ต่างกันเท่าไรทุกคนมองเห็นเอง
หัวหน้ากลุ่มยืนฟังอยู่ข้างๆ
“ถ้าหลายบ้านทำได้แบบนี้ของรวมรอบหนึ่งจะมากขึ้นโดยไม่ต้องเก็บเพิ่ม”
หลินซูเหยาพยักหน้า“ใช่ค่ะ”
คนรับของจากสหกรณ์มาถึงตอนสายเขาตรวจตัวอย่างแล้วบอกให้รวมตะกร้าที่ผ่านเข้าชุดเดียวกัน
ครั้งนี้ของจากสามบ้านรวมกันได้มากกว่าของส่วนตัวของซูเหยาหลายเท่า
เงินทั้งหมดไม่ใช่ของเธอ
แต่เมื่อยอดถูกจ่ายให้เจ้าของแต่ละบ้านอย่างถูกต้องซูเหยากลับมองภาพตรงหน้านานกว่าตอนรับสามหยวนของตัวเอง
เงินเริ่มหมุนผ่านระบบที่เธอช่วยออกแบบ
คนหนึ่งได้เงินกลับบ้านมากกว่ารอบก่อนเพราะของเสียถูกหักน้อยลง
อีกคนถามว่าจะเอามาส่งอีกได้วันไหน
คนรับของพูดว่า
“ถ้าสัปดาห์หน้ามีมากกว่านี้ให้บอกผมก่อน ผมจะเอากระสอบมาเพิ่ม”
หัวหน้ากลุ่มเอ่ยขึ้น“ถ้าจะทำต่อ ต้องไม่ให้คนคิดว่าซูเหยาเป็นคนรับเงินแทนสหกรณ์นะ”
“ใช่ค่ะ”เธอตอบทันที “เงินของใครต้องลงชื่อคนนั้น น้ำหนักของใครต้องแยกคนนั้นฉันช่วยเรื่องเกณฑ์คุณภาพได้แต่ไม่ถือเงินแทน”
ชายสูงวัยมองเธอครู่หนึ่ง
“คิดถึงเรื่องนี้ก่อนด้วยหรือ”
“เคยมีคนรับของแทนฉันจนฉันไม่รู้ว่าอะไรเป็นของตัวเองค่ะ”
คำตอบทำให้เขาไม่ถามต่อ
ซูเหยาจึงกำหนดง่ายๆ ว่า ของแต่ละบ้านผูกเชือกคนละปมและมีเศษกระดาษเขียนชื่อไว้ก่อนชั่ง
วิธีหยาบมากเมื่อเทียบกับระบบในชีวิตก่อน
แต่เหมาะกับสิ่งที่มี
นี่คือคำตอบที่ชัดกว่าคำชม
หลินซูเหยาไม่จำเป็นต้องออกเก็บเองทุกกำ
สิ่งที่ต้องทำคือรักษามาตรฐานให้คนซื้อยังอยากรับ
เธอไม่รู้เลยว่าในเวลาเดียวกันบ้านอีกฝั่งของหมู่บ้านกำลังเลือกเงินอีกแบบหนึ่ง
หลินต้าจวงกินข้าวเย็นเร็วผิดปกติ
หวังชุนฮวามองสามีที่เปลี่ยนเสื้อแล้วถาม
“จะไปไหนอีก”
“รับจ้างขนของ”
“ของหน่วยผลิต?”
“ไม่ใช่”
“แล้วของใคร”
เขาวางชาม“ถามทำไม”
หญิงวัยกลางคนเม้มปาก
งานกลางคืนแบบนี้เริ่มจากกระสอบสองสามใบไม่มีแต้มงาน ไม่มีชื่อในบัญชี แต่จ่ายเงินสดทันที
ช่วงหลังของหนักขึ้นระยะทางไกลขึ้น และค่าจ้างก็สูงขึ้นตาม
หลินต้าจวงคิดว่าเป็นของหลบระบบ ของตลาดมืดหรือของที่เจ้าของไม่อยากให้เจ้าหน้าที่เห็น
เขาไม่สนใจตราบใดที่เงินถึงมือ
ก่อนออกจากบ้านหลินต้าจวงเปิดช่องเล็กใต้เสื่อหยิบเงินที่เก็บไว้ออกมาดู
เงินจากงานกลางคืนรวมกันเริ่มมากกว่าแต้มงานหลายสัปดาห์
เขานับซ้ำแล้วเก็บกลับ
เงินพวกนี้ซื้อธัญพืชได้
ซื้อผ้าได้
อาจใช้ให้หลินเทียนโย่วแต่งงานในอนาคตได้
เหตุผลเหล่านี้ทำให้คำว่าเสี่ยงดูเบาลงทุกครั้ง
หวังชุนฮวาเคยบอกให้เลิกตั้งแต่งานเริ่มไกลขึ้น
แต่เขากลับคิดว่าถ้าคนอื่นกล้าจ่ายมาก แปลว่างานมีค่ามาก ไม่ใช่แปลว่าอันตรายกว่า
คืนนี้ชายคนเดิมรออยู่หลังโรงสี
“ช้ากว่านี้อีกนิดก็ไม่ต้องมา”
“ของอยู่ไหน”
อีกฝ่ายเปิดผ้าคลุมเกวียน
มีลังไม้สี่ใบกับกระสอบอีกสองใบ
“เอาไปจุดเดิม?”
“จุดใหม่”
“ไกลกว่า”
“เงินก็มากกว่า”
คำตอบทำให้หลินต้าจวงหยุดเถียง
จุดใหม่อยู่เลยทางตัดไปอีกช่วงหนึ่ง
ต้องผ่านทางดินที่กลางคืนแทบไม่มีคนใช้
ต้าจวงถาม“ทำไมต้องเปลี่ยนที่”
ชายสูบบุหรี่ตอบ“จุดเดิมคนผ่านเยอะ”
“เมื่อก่อนก็ไม่เห็นเป็นอะไร”
“เมื่อก่อนคือเมื่อก่อน”
คำตอบทำให้ต้าจวงเงียบ
ระหว่างเดินไปจุดใหม่มีเสียงรถจากถนนใหญ่ดังมาไกล ๆ
ชายสูบบุหรี่ดับตะเกียงทันที
ทุกคนหยุดโดยไม่ต้องสั่ง
หลินต้าจวงยืนนิ่งอยู่ในความมืดใจเต้นแรงจนได้ยินเอง
เสียงรถผ่านไปโดยไม่เลี้ยวเข้ามา
ตะเกียงถูกจุดใหม่
ชายคนนั้นทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่หลินต้าจวงเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดค่าจ้างคืนนี้ถึงสูง
มันไม่ใช่เพราะของหนักกว่าอย่างเดียว
เขาเริ่มรู้แล้วว่างานนี้มีคนตัดสินใจอยู่เหนือคนที่ยืนตรงหน้าอีกชั้นแต่ยิ่งรู้ก็ยิ่งไม่อยากถาม
เขายกลังแรกขึ้น
หนักกว่ากระสอบธัญพืชและน้ำหนักไม่เคลื่อนเหมือนของเม็ดด้านใน
แสงตะเกียงจากเกวียนวูบผ่านด้านข้างลัง
มีเลขสั้นๆ กับเครื่องหมายพิมพ์สีเข้ม
ไม่ใช่ชื่อร้าน
ไม่ใช่ตราสหกรณ์
เขาเอื้อมมือจะปัดฝุ่นดูให้ชัด
ชายสูบบุหรี่คว้าข้อมือ
“อย่าเปิดอย่าถาม”
หลินต้าจวงดึงมือกลับ “ฉันยังไม่ได้เปิด”
“เห็นเครื่องหมายแบบนี้ก็ทำเป็นไม่เห็น”
“แล้วถ้ามีคนถาม”
“ก็บอกว่าไม่รู้”
หลินต้าจวงมองเงินมัดเล็กที่อีกฝ่ายยื่นเป็นค่ามัดจำ
มากกว่างานสามคืนก่อนรวมกัน
ความไม่สบายใจยังอยู่
แต่สุดท้ายเขาก็ก้มลงยกลังต่อ
เพราะเงินมากขึ้น
เพราะคิดว่าแค่ขน
และเพราะยังเชื่อว่าตราบใดที่ไม่รู้ว่าของข้างในคืออะไร เรื่องนั้นก็ไม่เกี่ยวกับตัวเอง
ระหว่างขากลับหลินต้าจวงผ่านทางแยกที่มองเห็นไฟไกล ๆจากค่ายทหาร
เขาเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
งานหลายคืนก่อนยังทำให้รู้สึกเหมือนฉวยโอกาสหาเงินเพิ่ม
คืนนี้เป็นครั้งแรกที่เขาไม่อยากเจอคนในเครื่องแบบแม้จะไม่มีใครเรียก
ความกลัวชนิดนี้ทำให้เขาหงุดหงิด
เขาบอกตัวเองว่าไม่ได้ขโมยของจากค่ายไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าขนอะไร
แต่คำแก้ตัวที่ต้องพูดกับตัวเองมากกว่าหนึ่งครั้งเริ่มไม่น่าเชื่อเหมือนเดิม
เมื่อกลับถึงบ้านเกือบรุ่งต้าจวงไม่ได้นอนทันที
เขานับเงินอีกครั้ง
มันมากกว่าทุกครั้ง
แต่คราวนี้ความรู้สึกตอนเห็นมันต่างจากคืนก่อน
เงินไม่ได้ทำให้สบายใจ
กลับทำให้สงสัยว่าคนจ่ายกำลังซื้อความเงียบของเขาแพงขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่
เขาเก็บเงินใต้เสื่อแล้วล้างมือคราบดำตรงเล็บยังออกไม่หมด
หวังชุนฮวาพลิกตัวบนเตียงถามงัวเงียว่า“กลับมาแล้วหรือ?”
“อืม”
“คุ้มไหม”
หลินต้าจวงมองมือของตัวเอง
“คุ้ม”เขาตอบ
แต่คืนนั้น เขานอนลืมตาอยู่บนเตียงอีกนานกว่าจะหลับ