เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 183 งานเล่าเรื่องของเฉิงเถี่ยหนิว

            แม่นมกู่ยังอยากจะพูดต่อแต่กลับสังเกตเห็นว่ากงจื้อหมิงกำลังอุ้มลูกชายและป้อนโจ๊กให้เจ้าเด็กอ้วนซุกซนเป็นอย่างมากพยายามจะใช้มือหยิบโจ๊กขึ้นมากินทำให้มือเลอะเทอะไปหมด แถมยังทำให้เสื้อของพ่อเลอะเป็นแถบๆ อีกด้วย แต่กงจื้อหมิงกลับไม่โกรธแม้แต่น้อยเขาเป่าโจ๊ก ชิม แล้วก็ป้อนให้ลูกชาย ดูยุ่งอยู่ตลอดเวลาและชำนาญมากเห็นได้ชัดว่าปกติคงทำแบบนี้อยู่บ่อยๆ

            นี่คือนายน้อยที่เย็นชาและเงียบขรึมคนนั้นจริงหรือ? คือนายน้อยที่เคยไม่ยอมใส่เสื้อขาวซ้ำเกินสองครั้งจริงงั้นหรือ?

            แม่นมกู่รู้สึกคิดอะไรไม่ออกอีกครั้งจนกระทั่งกลับมาตั้งสติได้อีกครั้ง อาหารในชามก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้วรสชาตินั้นอาจจะไม่ได้วิเศษมาก แต่เมื่อกินเข้าไปในท้องก็รู้สึกสบายใจและเมื่อมองไปที่หญิงสาวที่กำลังยิ้มพลางคอยดูแลนายน้อยและคุณชายน้อยนางจึงทำได้เพียงก้มหน้าลงเงียบๆ

            บางทีอาจเหมือนกับที่เจ้าแก่อวิ๋นเคยพูดไว้ว่าต่อไปนางต้องมองอะไรให้มากขึ้น ไม่ควรดื้อรั้นมากเกินไปเพราะหากทำผิดพลาดครั้งใหญ่ไปจริงๆ ก็จะไม่มีหน้าไปพบท่านฮูหยินที่จากไปแล้ว

            ฟางซิ่นกินจนเกือบอิ่มเมื่อคิดถึงเรื่องในวันนี้แล้วมองไปที่น้องสาวที่กำลังยิ้มแย้มพลางดูแลทั้งคนแก่และเด็กความอาลัยอาวรณ์ค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นในใจ ไม่ว่าจะในฐานะพี่ชายหรือความชื่นชมที่เคยมีให้แต่สุดท้ายแล้วต้องดับลง เขาจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง

            “น้องสาวในครัวเหลือของกินอะไรบ้าง? เดี๋ยวพี่จะเอากลับไปให้ท่านพ่อที่จวนสักหน่อย”

            ติงเหว่ยไม่ได้คิดมากอะไรนางตักไข่ตุ๋นให้ลูกชายแล้วตอบกลับไปว่า “วันนี้ไม่ได้เตรียมอาหารเอาไว้เยอะแต่หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงทำไว้หม้อใหญ่นอกจากจะแบ่งให้คนที่อยู่ในเรือนนอกลองชิมของใหม่ๆ แล้ว ก็เหลืออีกชามเอาไว้ให้อวี้ฉือถ้าพี่ชายไม่รังเกียจก็เอากลับไปได้วันหลังข้าจะทำอาหารบำรุงสุขภาพให้ท่านผู้อาวุโสสักสองอย่างเอง”

            ฟางซิ่นพยักหน้าแต่ท่านผู้อาวุโสเหว่ยกลับบ่นอย่างเสียดาย “ทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงแล้วทำไมไม่ยกออกมาให้ข้ากินด้วยข้าเองก็ไม่ได้กินมาหลายวันแล้วนะ”

            ลุงอวิ๋นซึ่งปกติไม่ค่อยมีความเห็นเหมือนกับศัตรูเก่าก็พลอยบ่นตามไปด้วย “ใช่แล้ว ข้าก็อยากกินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงเหมือนกัน”

            ติงเหว่ยหัวเราะออกมาและตอบว่า “ท่านอาจารย์ ลุงอวิ๋น พวกท่านอายุมากแล้วไม่ควรกินอาหารที่มันมากเกินไปเพราะจะทำให้ย่อยยาก”

            เมื่อสองผู้อาวุโสได้ยินเช่นนั้นก็รู้ว่าวันนี้คงไม่ได้กินแน่ๆ จึงทำได้เพียงแย่งกันกินซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานแทนเพื่อคลายความอยากอาหารลง

            ในเรือนนอกของจวนอู่โฮ่วพวกข้ารับใช้เก่าแก่และเด็กๆ ที่ถูกรับมาเลี้ยงดูไว้รวมถึงเฉิงเถี่ยหนิวและหลินลิ่วก็มีสามโต๊ะพอดีทุกคนต่างพากันชื่นชมหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่วางอยู่กลางโต๊ะเป็นอย่างมากลุงจิ่งดื่มเหล้าแรงหนึ่งอึก กินเนื้อหนึ่งคำ จนหนวดกระดกด้วยความยินดี

            แม้ว่าผู้อาวุโสอู่จะไม่พูดอะไรมากแต่ตะเกียบของเขาก็ไม่เคยห่างจากชามเนื้อหมูเลย ส่วนเด็กๆ คนอื่นๆต่างก็กินจนปากมันแผลบและพุงกลม

            เฉิงเถี่ยหนิวเป็นคนซื่อๆเมื่อคิดว่าจะต้องอาศัยอยู่ในจวนแห่งนี้ไปนานๆก็เลยกินเนื้อแค่สองสามคำแล้วไม่กินอีก

            ลุงอู่ที่มีความช่างสังเกตก็ถามขึ้นว่า“เจ้าหนุ่ม รูปร่างของเจ้าใหญ่ขนาดนี้ น่าจะต้องกินอาหารเยอะเลยทำไมไม่กินเนื้อล่ะ?”

            เฉิงเถี่ยหนิวหัวเราะอย่างซื่อๆแล้วเกาศีรษะพลางตอบว่า “แม่นางของพวกเราเป็นคนใจดี เคยให้ข้ากินหลายครั้งแล้วตอนนี้เห็นว่าทุกคนชอบกิน ข้าก็จะกินให้น้อยลงสักหน่อย ยังไงอยู่กับแม่นางและคุณชายน้อยต่อไปก็ไม่ขาดอาหารดีๆแน่นอน”

            ลุงจิ่งดื่มเหล้าแรงดัง“อึกๆ” แล้วพูดชมขึ้นมาว่า “ข้าได้ยินมาว่าเหล้านี้ก็เป็นแม่นางของพวกเจ้าที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้ในการล้างบาดแผลจากการถูกมีดฟันโดยเฉพาะ? นี่มันเสียของมาก เหล้าดีขนาดนี้!”

            เฉิงเถี่ยหนิวได้ยินเขาพูดเหมือนมีการตำหนิแม่นางของตนก็รีบถลึงตาใส่แล้วพูดว่า “เหล้านี้เดิมทีก็เป็นแม่นางของพวกเราที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อรักษาเหล่าพี่น้องที่บาดเจ็บไม่ว่าจะถูกฟันแค่ไหน ใช้เหล้าเช็ดแผลให้สะอาด เย็บไม่กี่เข็มอีกไม่กี่วันก็กลับมาเป็นลูกผู้ชายอีกครั้งแล้ว!”

            ลุงจิ่งหัวเราะเสียงดังแล้วตบหัวเขาเบาๆ “ได้ เจ้านี่ซื่อสัตย์จริงๆแค่พูดไม่ดีเกี่ยวกับนายหญิงประโยคเดียวก็ทนฟังไม่ได้แล้ว”

            ลุงอู่ก็พยักหน้าขณะที่คนอื่นๆ กินอิ่มกันเกือบหมดแล้วก็เริ่มมีอารมณ์คุยเล่นกันมากขึ้นแม้ว่าพวกเขาจะคุ้นเคยกับหลินลิ่วมากกว่าแต่พวกองครักษ์เงาที่ปรากฏตัวแล้วหายไปอย่างรวดเร็วเหล่านี้ ปากของพวกเขาปิดสนิทจะถามอะไรเพิ่มเติมก็เป็นไปไม่ได้เลย คราวนี้มีเฉิงเถี่ยหนิวที่ซื่อๆ อยู่ด้วยพวกเขาจึงอยากถามเพิ่มเติมสักหน่อย

            มีคนหนึ่งเดินเข้ามาร่วมวงแล้วถามยิ้มๆ“พี่ชาย รอยแผลเป็นทั้งตัวของท่านนี่มาจากที่ไหนหรือ? ต้องผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดมาแน่ๆ เลยใช่ไหม?”

            เฉิงเถี่ยหนิวไม่ได้ถือว่าฉลาดเฉลียวแต่คำสั่งของนายหญิงที่มอบหมายมาเขากลับไม่เคยฝ่าฝืน เขาคิดอย่างละเอียดก็พบว่าแม่นางและพี่สาวทั้งหลายไม่ได้กำชับว่าห้ามไม่ให้พูดถึงเรื่องนั้น

            ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าตอบ“ครั้งก่อน แม่นางและคุณชายน้อยเดินทางออกจากจวนเพื่อจะไปที่เมืองเฉียนโจวข้ากำลังเร่งขับรถม้าเข้าเมือง แต่ถูกทหารชุดดำใช้มีดฟันหลายแผล เลือดไหลแทบจะหมดตัวสุดท้ายแม่นางก็คิดค้นยาและอาหารตลอดทั้งวันทั้งคืน จนทำให้ข้ารอดชีวิตมาได้”

            ทุกคนได้ยินก็รู้สึกตกใจและประหลาดใจที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นลุงอู่ถึงกับตบไหล่เขาอย่างแรงแล้วชมว่า “เจ้านี่เก่งจริง เป็นลูกผู้ชายจริงๆ!”

            ลุงจิ่งก็วางแก้วเหล้าแล้วพยักหน้าว่า“ใช่ เป็นลูกผู้ชายตัวจริง ที่แท้เจ้าได้ช่วยชีวิตแม่นางติงและคุณชายน้อยเอาไว้การที่พวกเขาจะดูแลเจ้าอย่างดีก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้วแม้แต่พวกเราทุกคนในจวนอู่โฮ่วก็ต้องขอบคุณเจ้าที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องคุณชายของน้อยของพวกเรา!”

            พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนคำนับเฉิงเถี่ยหนิวคนอื่นๆ ที่เห็นก็พากันทำตาม

            คนอื่นอาจไม่รู้แต่พวกเขารู้ดีว่าสายเลือดของสกุลกงจื้อมีความสำคัญมากเพียงใดแทบจะทุกรุ่นจะมีทายาทสืบทอดเพียงคนเดียว ถ้าหากคุณชายมีอันตรายหรือเป็นอะไรไปพวกเขาคงไม่มีที่ให้ร้องไห้อย่างที่รู้กันว่าความมั่งคั่งร่ำรวยนั้นอาจสูญเสียไปและหาใหม่ได้แต่ทายาทคือรากฐานของตระกูล

            “ไอ๊หยานี่มันหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” เฉิงเถี่ยหนิวรีบร้อนที่จะพยุงทุกคนขึ้น แล้วพูดว่า “อีกอย่างข้าช่วยได้แค่คุณชายน้อย ส่วนแม่นางติงขี่ม้าล่อพวกทหารชุดดำออกไปจนกระทั่งถูกบีบให้กระโดดหน้าผา สุดท้ายก็เป็นท่านแม่ทัพใหญ่ที่ไปช่วยนางกลับมาได้”

            “อะไรนะ?” ทุกคนที่เพิ่งจะนั่งลงที่เดิมพอได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ก็เกือบจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาเร่งถามต่อว่า “ยังมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?เจ้าเล่าให้ละเอียดหน่อย ทหารชุดดำพวกนั้นมาจากไหน? ทำไมจู่ๆ ก็มาฆ่าพวกเจ้า? อีกอย่างทำไมถึงจ้องจะตามล่าแม่นางติงโดยเฉพาะ?”

            เฉิงเถี่ยหนิวปกติไม่ได้พูดเก่งเหมือนนักเล่านิทานแต่คำพูดตรงไปตรงมาของคนซื่อๆอย่างเขากลับทำให้คนฟังยิ่งรู้สึกตื่นเต้นและตกใจมากขึ้น ส่วนใหญ่คนในที่แห่งนี้เคยตามเจ้านายไปออกรบมาก่อนทำให้พวกเขาพอจะนึกภาพความเสี่ยงในวันนั้นได้จากคำพูดไม่กี่คำ

            เมื่อได้ยินว่าติงเหว่ยยอมตายดีกว่าถูกจับตัวจึงกระโดดลงจากหน้าผาและเกือบจะถูกหมาป่ากัดกิน ทุกคนก็ตื่นเต้นจนใจเต้นระส่ำโชคดีที่นายน้อยมาช่วยไว้ทันเวลาไม่เช่นนั้นวันนี้พวกเขาคงไม่ได้เจอหญิงสาวที่มีชื่อเสียงลือชาคนนี้และก็คงไม่ได้กินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงแสนอร่อยนี้ด้วย

            “แม่นางติงช่างเป็นคนกล้าหาญจริงๆ!”ลุงอู่ที่ปกติไม่ค่อยพูดกลับยกนิ้วโป้งชมเชย “ทหารชุดดำพวกนั้นชัดเจนเลยว่าต้องการจับตัวนางไปข่มขู่ท่านแม่ทัพแต่นางกลับยอมตายดีกว่าถูกจับตัวไป ช่างเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญเหมือนทหารจริงๆ!”

            พี่จิ่งก็ทุบโต๊ะด้วยหมัดแล้วร้องออกมาว่า“ถ้าวันนั้นข้าอยู่ที่นั่น ข้าจะฆ่าพวกมันให้พ่ายแพ้จนต้องวิ่งหนีไปทำไมถึงปล่อยให้พวกมันมารังแกแม่นางติงกับคุณชายน้อยได้!”

            เฉิงเถี่ยหนิวนึกถึงเจ้าซานเจียงและคนอื่นๆที่เสียชีวิตในวันนั้น จึงรีบพูดแทนพวกเขาว่า “พี่น้องเหล่านั้นทุกคนทำเต็มที่แล้วตอนที่ท่านแม่ทัพนำคนมาถึงมีเหลือรอดแค่สามคนเท่านั้นส่วนที่เหลือรวมทั้งพี่น้องในกระโจมค่ายทหารบาดเจ็บ…ก็ยอมสละชีวิตกันหมดแล้วแม่นางของพวกเราได้ขอให้ท่านแม่ทัพช่วยส่งคนไปหาครอบครัวของพวกเขาถ้ามีพ่อแม่หรือเด็กที่ไม่มีใครเลี้ยงดู ก็จะรับมาดูแลเองแม่นางบอกว่าจะซื้อบ้านไร่หลังใหญ่เพื่อดูแลพ่อแม่ของพี่น้องเหล่านี้จนวันสุดท้ายและสอนเด็กๆ ให้ได้เรียนหนังสือและมีความสามารถ”

            “ดีดี” ทุกคนได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมออกมาอีกครั้ง

            “นี่แหละคือสิ่งที่ควรทำ!จวนอู่โฮ่วของเราจะไม่ยอมให้พี่น้องคนไหนต้องหลั่งน้ำตาในปรโลก!หากใครได้สละชีพเพื่อเจ้านาย ครอบครัวของพวกเขาก็เป็นความรับผิดชอบของจวนอู่โฮ่วของเราแม่นางติงทำเช่นนี้ราวกับว่าเกิดมาเพื่อเป็นคนในจวนอู่โฮ่วของเรา!”ลุงจิ่งที่พูดตรงไปตรงมาและดื่มจนกึ่มๆ เขาตบมือพร้อมหัวเราะและพูดว่า “ควรจะดื่มฉลองให้กับการที่คุณชายได้พบหญิงสาวดีๆแบบนี้ ส่วนองค์หญิงคนนั้นข้าไม่ชอบเอาเสียเลย

            ทุกครั้งที่มาแสดงความห่วงใยก็แค่เสแสร้งก็คงเพราะได้ยินมาว่านายน้อยยังไม่ตาย ก่อนหน้านี้เวลามีคนไม่รู้เรื่องมารังแกถึงหน้าประตูทำไมนางไม่ออกมาช่วยบ้าง? ทุกวันนี้ก็แค่ให้ของมาเล็กน้อยแล้วหวังให้พวกเราก้มกราบน่ารำคาญจริงๆ...”

            “พอแล้วอย่าพูดมากไป” ลุงอู่ที่ไม่อยากให้เขาพูดจนเกิดปัญหา รีบหยุดเขาแล้วหันไปพูดกับเฉิงเถี่ยหนิวถึงเรื่องสนุกๆ ในเมืองหลวง เฉิงเถี่ยหนิวนึกถึงเวลาที่จะออกไปข้างนอกกับนายหญิงเขากลัวว่าจะไม่รู้จักทางจึงถามไปหลายเรื่องทุกคนที่ฟังแล้วก็ยิ่งเห็นว่าเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์ดีจึงเริ่มแอบรู้สึกสนิทสนมกับติงเหว่ยผู้เป็นนายหญิงของเขามากขึ้นอีกสามส่วน

            ไม่ต้องพูดถึงว่านายน้อยของพวกเขาชอบสตรีคนนี้แม้แต่คุณชายน้อยก็เกิดจากท้องของนางแค่พูดถึงความกล้าหาญที่ยอมตายดีกว่าถูกจับก็ถือเป็นคุณสมบัติของผู้กล้าในตระกูลทหารการเก็บรวบรวมเด็กกำพร้าที่พ่อเสียชีวิตในสนามรบก็เป็นการกระทำที่มีคุณธรรมเป็นอย่างยิ่งเหตุใดจะไม่ทำให้คนอื่นรักนางได้? มีหญิงสาวแบบนี้เป็นนายหญิงคนรับใช้อย่างพวกเขาคงโชคดีมากจริงๆ…

            ติงเหว่ยไม่รู้เลยว่าเฉิงเถี่ยหนิวได้จัด“การเล่าเรื่อง” ขึ้นในลานนอกบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจและทำให้คนในจวนอู่โฮ่วหันมาสนับสนุนนางโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้นางเพิ่งกล่อมลูกชายจนหลับและจัดให้นอนบนเตียงในห้องโดยให้เฉิงเหนียงจื่อคอยดูแลไว้จากนั้นนางออกมาก็เห็นว่ากงจื้อหมิงยังไม่มีท่าทีจะออกไป นางจึงเดินเข้าไปพูดว่า “ข้ากับอันเกอเอ๋อร์จัดการเรียบร้อยแล้วในจวนก็มีลุงอวิ๋นดูแลอยู่ ท่านไปทำธุระสำคัญต่อเถอะ!”

            กงจื้อหมิงกลับส่ายศีรษะเขามองนางอย่างละเอียดเห็นว่านางไม่ได้ดูเหนื่อยล้าเท่าไร จึงยิ้มและพูดว่า “ข้าจัดการวางแผนไว้แล้วเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพวกนี้หรอก ระหว่างที่อันเกอเอ๋อร์หลับอยู่ข้าจะพาเจ้าเดินชมรอบๆ จวน”

            ดวงตาของติงเหว่ยเป็นประกายขึ้นด้วยความดีใจและตอบว่า“ดีสิ ข้ากำลังคิดอยากจะทำแบบนั้นอยู่เลย”

            กงจื้อหมิงลุกขึ้นจับมือนางแล้วทั้งสองก็เดินออกจากเรือนหลักด้วยกัน ค่อยๆ เดินชมรอบๆแม้ว่าคนในจวนอู่โฮ่วจะลดลงไปกว่าครึ่ง แต่ระหว่างทางพวกเขาก็ยังพบคนที่ “บังเอิญ”เดินผ่านอยู่ไม่น้อย ติงเหว่ยรู้สึกเขินอายเล็กน้อยและพยายามจะดึงมือออกแต่กงจื้อหมิงกลับจับมือนางไว้แน่นขึ้น สุดท้ายนางก็ไม่ขัดขืนอีกต่อไป

            ทั้งสองเดินคุยกันอย่างหวานชื่นหยุดพักที่ลานฝึกสักครู่ นั่งเล่นริมทะเลสาบสักพักและเดินชมลานที่สวยงามไปอีกหนึ่งรอบ พวกเขาเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามกว่าโดยไม่รู้ตัวขาของติงเหว่ยที่ยังบาดเจ็บก็เริ่มปวดขึ้นมา นางจึงบอกว่า “วันหลังค่อยมาพาข้าเดินอีกนะตอนนี้ขาของข้าเริ่มปวดแล้ว”

            กงจื้อหมิงรีบย่อตัวลงนวดขาให้นางจากนั้นก็อุ้มนางขึ้นหลังแล้วพานางกลับไปที่เรือนหลักและคงไม่ต้องบอกว่าระหว่างทางมีคนรับใช้ “บังเอิญ” เดินผ่านมามากขึ้นไปอีก…

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663