บทที่ 3
ดวงจิตบริสุทธิ์
“ฝ่าา!!”
เสียงโวยวายหน้าวังอัคคีทำให้ไห่หยางหลงขมวดคิ้ว มือเรียวสวยยกขึ้นกุมขมับ
“หากของในวังข้าเสียหายข้าจะคิดทบเป็สองเท่า”
เทพจูเชว่เอ่ยพร้อมวางหมากสีขาวในมือลงบนกระดาน ไห่หยางหลงขบกรามแน่นก่อนที่หางตาจะเห็นเซียนสตรีที่คุ้นตาวิ่งเข้ามาพร้อมกับ ตงเฟิ่งเหล่ยที่พยายามห้ามปราม
“เฟิ่งเหล่ยไร้ความสามารถ ไม่อาจห้าม...”
เทพจูเชว่เพียงยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้คนสนิทถอยห่างออกไป หวังอี้เฟยพุ่งตรงไปยังที่ว่างด้านข้างผู้เป็สวามี พลางเอ่ยเสียงดังพร้อมใบหน้าอาบน้ำตา
“ฝ่าา ท่านต้องให้ความเป็ธรรมแก่หม่อมฉันนะเพคะ”
“เกิดอันใดขึ้น”
“ฝ่าา....”
สตรีชุดแดงอีกคนวิ่งเข้ามา ครั้งนี้ใบหน้าของจูเชว่พลันเคร่งเครียดขึ้นมา ปกติเขาไม่ชื่นชอบความวุ่นวาย แต่เพราะเห็นแก่ฐานะสหายยามที่หวังอี้เฟยสนมคนโปรดของไห่หยางหลงวิ่งเข้ามาเขาจึงพยายามมองผ่าน แต่ยามเมื่อเห็นสตรีอีกคนพุ่งเข้ามาใบหน้าของเขาก็พลันกระตุกขึ้นมา
“ฝ่าา...เป็นางที่รังแกหม่อมฉันก่อนนะเพคะ”
“เกาหยุนซีเ้าว่าร้ายให้ข้า”
หวังอี้เฟยลุกขึ้นก่อนร่ายเวทย์ใส่สตรีผู้มาใหม่ เกาหยุนซีหมุนตัวหลบก่อนจะตอบโต้กลับ ไห่หยางหลงยกมือขึ้นห้ามสนมรักทั้งสอง เพียงแต่ไม่ทันได้เอ่ยปากพลังสายหนึ่งก็พุ่งไปหาพวกนาง ร่างบอบบางเย้ายวนกระเด็นห่างไปถึง10จั้งพร้อมกระอักเืออกมา ใบหน้าของไห่หยางหลงพลันซีดเซียว
“ดูเหมือนคนของเ้าจะหลงลืมกฎของวังอัคคีไป”
“ท่านเทพ...บัวหิมะ์!!!”
ตงเฟิ่งเหล่ยเอ่ยเสียงแตกตื่น ดวงตากลมใสของเขาเบิกกว้าง เทพจูเชว่หันไปมองยังบึงา ดอกบัวหิมะ์ที่เคยเบ่งบานกลางบึงยามนี้กลีบดอกร่วงโรย เทพจูเชว่ขมวดคิ้วเข้มก่อนส่งพลังปราณไปยังบัวหิมะ์
“ไปตามราชินีบุปผามาเดี๋ยวนี้”
สิ้นคำสั่งตงเฟิ่งเหล่ยก็จากไปในทันที ไม่ถึงครึ่งเค่อราชินีบุปผาก็มายืนที่ข้างกายเทพจูเชว่ สายตางดงามมองไปยังบัวหิมะ์ที่กำลังได้รับพลังปราณเซียนของเทพจูเชว่
“ท่านเทพ ไม่มีประโยชน์แล้วเพคะ บัวหิมะ์ดอกนี้มิอาจกลับมางดงามเช่นเดิมแล้ว”
เทพจูเชว่ขมวดคิ้วเข้ม นิ้วเรียวยาวร่ายคาถาเวทย์ บัวหิมะ์ที่กลางบึงาพลันหลอมรวมเป็ดวงจิตสีขาวเปล่งประกาย
“เป็ไปได้อย่างไร”
ราชินีบุปผาเบิกตากว้างมองดวงจิตที่เทพจูเชว่ส่งมาให้นาง การที่บุปผาดอกหนึ่งจะฝึกฝนจนมีดวงจิตได้นั้นต้องใช้เวลานับแสนปี แน่นอนว่าแม้เป็บุปผาในดินแดนบุปผาก็มิอาจเบ่งบานได้นานเพียงนั้น
“บัวหิมะ์ดอกนี้ได้รับพลังปราณเซียนของท่านเทพหล่อเลี้ยงมาหลายพันปี”
ตงเฟิ่งเหล่ยเห็นแววตาสงสัยของราชินีบุปผาจึงเอ่ยชี้แจง ขณะที่เทพจูเชว่ส่งดวงจิตตรงหน้ามาให้นาง
“นับจากนี้รบกวนท่านแล้ว”
ราชินีบุปผาก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนรับดวงจิตนั้นมาเก็บไว้ในวงแหวนบุปผาแล้วทะยานกลับแดนบุปผาในทันที
หลังจากจัดการเื่ของบัวหิมะ์เรียบร้อยแล้ว เทพจูเชว่ก็ปรายตามายังตัวต้นเื่ทั้งสองคน
“เฟิ่งเหล่ยสั่งลงโทษสถานหนักยามเฝ้าประตู นับจากนี้ประกาศปิดวังอัคคีไม่ว่าผู้ใดห้ามก้าวเท้าเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“จูเชว่ ฟังข้าก่อน”
ไห่หยางหลงสลัดแขนออกจากพระสนมทั้งสองก่อนเร่งเดินตามร่างสูงโปร่งของสหายเข้าไปด้านใน เพียงแต่ติดตามได้เพียงสองก้าวปราการแก้วก็ปรากฏ แรงกระแทกจากปราการแก้วทำให้ไห่หยางหลงและสนมทั้งสองคนกระเด็นออกจากวังอัคคีในทันที
ราชินีบุปผานำวงแหวนบุปผาวางที่แทนพิธี ใบหน้าฉายแววกังวลขึ้นมาดวงจิตนี้ยังซึมซับพลังฟ้าดินไม่สมบูรณ์ หากครั้งนี้ไม่ได้ท่านเทพจูเชว่ถ่ายพลังปราณเซียนของเขาให้เกรงว่าดวงจิตที่พึ่งถือกำเนิดนี้อาจแตกดับไปแล้ว เพียงแต่ที่สำคัญคือดวงจิตนี้ไม่ได้ถือกำเนิดจากบัวหิมะ์อย่างที่เทพจูเชว่เข้าใจ แต่เป็หยาดน้ำทิพย์ที่ใจกลางบัวหิมะ์
“หากเ้าถือกำเนิดมาจากบัวหิมะ์ข้าย่อมช่วยส่งเสริมเ้าได้ไม่ยากนัก เพียงแต่เมื่อเป็เช่นนี้คงมีเพียงวิธีการเดียวเท่านั้น”
ราชินีบุปผาร่ายคาถาเวทย์หลอมรวมบุปผาในแดนบุปาผาขึ้นเป็ดวงแก้วบุปผา ก่อนเคลื่อนย้ายดวงจิตบริสุทธิ์ตรงหน้าเข้าไป แล้ววางที่กลางแทนพิธีเพื่อรับพลังจากสุริยันและจันทรา
ห้าพันปีผันผ่านราชินีบุปผามองดวงแก้วบุปผาตรงหน้า ดวงจิตที่ท่านเทพจูเชว่ฝากนางดูแลนั้นยามนี้ได้กำเนิดเป็ทารกหญิงผู้หนึ่ง ราชินีบุปผาร่ายเวทย์ซียนสลายดวงแก้วบุปผาก่อนรับทารกหญิงมาแนบอก
“เฝ้ามองเ้ามาหลายพันปีในที่สุดก็กำเนิดกายทิพย์ขึ้นมาเสียที”
ดวงตากลมใสจดจ้องราชินีบุปผานิ่ง มือเล็กขยับไปมาไขว่คว้าหยอกล้อจนราชินีบุปผาหัวเราะเสียงดังลั่น
“หากเทพจูเชว่ได้เห็นเ้าในยามนี้จะเป็เช่นใดกัน”
ราชินีบุปผากล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนพานางออกไปยังด้านนอก แสงจากจันทร์เปล่งประกายสว่างไสว งดงามสะท้อนดวงตากลมเปล่งประกาย
“เช่นนั้นนับจากนี้เ้าก็ใช้ชื่อว่าเย่ว์เอ๋อร์เถิด”
เวลาผ่านไปสามพันปี เย่วเอ๋อร์เติบโตเป็เซียนสตรีรูปร่างบอบบาง เพียงแต่เพราะพลังเซียนนั้นยังน้อยนิด ผิวพรรณที่ควรงดงามเปล่งปลั่งเช่นเซียนสตรีอื่นจึงกระดำกระด่างอัปลักษณ์ ราชีนีบุปผามองเด็กสาวที่ตนเลี้ยงดูมาด้วยแววตาเห็นใจ
“เย่วเอ๋อร์เ้าช่างเป็เด็กที่น่าสงสารยิ่งนัก”
“มิใช่เพคะ...หม่อมฉันเป็เซียนน้อยที่โชคดีมากต่างหาก”
เย่วเอ๋อร์วางศีรษะตนบนตักเล็กของราชินีบุปผา แม้ร่างกายของตนจะไม่งดงามเช่นผู้อื่น แต่เย่วเอ๋อร์รู้ดีว่า์ได้เมตตานางมามากพอแล้ว
“จิตใจที่งดงามของเ้านี้ช่างน่ายกย่องยิ่งนัก”
ราชินีบุปผากล่าวจบก็ไอชุดใหญ่ หลายหมื่นปีก่อนร่างกายของนางถูกพิษร้าย ทำให้นางต้องเก็บตัวบำเพ็ญตนในแดนบุปผาแห่งนี้และกลายเป็ราชินีบุปผา แปดพันปีมานี้เพื่อดูแลดวงจิตที่เทพจูเชว่ฝากฝังนางจึงมิได้บำเพ็ญเพียรยามนี้ตะบะจึงอ่อนแอจนมิอาจคุมพิษในตัวได้
“เย่วเอ๋อร์เ้าเองเติบโตเพียงนี้แล้วสมควรมีอาจารย์สั่งสอน”
“หากเสด็จแม่เห็นสมควร หม่อมฉันก็ยินดีเพคะ”
ราชินีบุปผาพาเย่วเอ๋อร์มาที่ภพ์ ดวงตากลมใสกระจ่างเปล่งประกายด้วยความตื่นตะลึง เบื้องหน้าเป็เรือนขนาดใหญ่ กลางเรือนมีหม้อขนาดใหญ่เปล่งประกายแสงสีขาวเรืองรองออกมา ชายชราผู้หนึ่งที่กำลังเติมบางสิ่งใส่หม้อยาทะยานตัวมาในทันทีที่เห็นว่ามีแขกมาเยือนถึงเรือนตน
“ฮวาเอ๋อร์!!!อ่า….ไม่พบเ้า หลายหมื่นปีเหตุใดเ้าจึงยังงดงามเหมือนเดิมเช่นนี้”
ราชินีบุปายิ้มอ่อนหวาน สหายผู้นี้เป็เช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร ยามพบเจอนางมักเอ่ยชมจนเกินจริง
“นั่นคือเทพโอสถ สหายของข้า”
“เย่วเอ๋อร์คำนับท่านเทพเ้าค่ะ”
เย่วเอ๋อร์ยิ้มอ่อนโยน ย่อกายคำนับชายชราเบื้องหน้าตามคำแนะนำของราชินีบุปผา
“อ่า….เซียนน้อยผู้นี้เป็ใครกัน เหตุใดจึง…”
เย่วเอ๋อร์รู้ดีว่าเทพโอสถกำลังหมายถึงผิวพรรณที่กระดำกระด่างของตน ริมฝีปากบางฉีกยิ้มอ่อนโยนไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็ปมด้อยของตนแต่อย่างใด
“เป็บุตรบุญธรรมของข้าเอง”
“อ่อ...ที่แท้เทพบุปผาน้อยนี่เอง”
เทพโอสถเอ่ยพร้อมยิ้มแห้งยกมือขึ้นเกาผมขาวของตน
“ว่าแต่ฮวาเอ๋อร์พิษในกายเ้าเป็เช่นไรบ้าง”
“เพราะเื่นี้วันนี้ข้าจึงได้มารบกวนท่าน”
เทพโอสถขมวดคิ้วของตนมองสหายเก่าด้วยแววตาสงสัย
“ข้าต้องเก็บตนบำเพ็ญตะบะเพื่อขับพิษ จึงอยากฝากบุตรสาวคนนี้ไว้เป็ศิษย์เ้าได้หรือไม่”
“ย่อมได้”
นับจากวันนั้นเทพบุปผาน้อยเย่วเอ๋อร์จึงกลายมาเป็ศิษย์เอกของเทพโอสถ เพียงแต่อาจเพราะตอนที่นางกำเนิดร่างกายของนางยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ นางจึงไม่ได้มีพลังวิเศษเช่นเทพเซียนตนอื่น อีกทั้งใบหน้ายังอัปลักษณ์ ผิวพรรณเป็กระดำกระด่างน่ารังเกียจ เทพเซียนในวัยเดียวกันจึงมักรังแกและว่ากล่าวว่านางเป็จุดด่างพร้อยของ์ชั้นเซียน
“เย่วเอ๋อร์ วันนี้เซียนน้อยอย่างพวกเราจะมีงานชมแสงจันทร์ที่ริมสระสกุณา์”
“วันนี้งานที่เรือนโอสถมีมากนักข้าคงมิอาจไปร่วมได้”
เย่วเอ๋อร์เอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาหวานหลุบต่ำซ่อนใบหน้าอัปลักษณ์ของตน
“เ้ากล่าวเช่นนี้หรือเพราะในใจมองว่าพวกเราต่ำต้อยไม่สมควรคบหา”
“นางจะคิดเช่นนั้นก็ไม่แปลก ตัวนางเป็ถึงบุตรของราชินีบุปผาผู้งดงามเป็หนึ่งแห่งแดน์ พวกเราเป็เพียงเซียนชั้นผู้น้อยย่อมมิคู่ควรคบหา”
เสียงของเซียนสตรีสี่นางกล่าวโต้ตอบกันไปมา ทุกประโยคล้วนกดดันให้เย่วเอ๋อร์ไม่อาจปฏิเสธได้ เย่วเอ๋อร์ยิ้มอ่อนโยนแม้ตัวนางจะมีอายุเพียงสามพันปี นับดูแล้วยังเด็กนักหากเทียบกับเซียนสตรีผู้อื่น แต่นางมิได้โง่งมเช่นที่เหล่าเซียนสตรีนางอื่นเข้าใจ
เสด็จแม่ทรงตรัสว่า เราจะพบมิตรแท้ในยามที่ลำบาก ดูแล้ว์ชั้นฟ้านี้ข้าคงมิอาจหามิตรแท้ได้
ในเมื่อมิอาจกล่าวปฏิเสธเย่วเอ๋อร์จึงตอบรับคำเชิญไป เพียงไม่นั่งฟังพวกนางกล่าวกระทบกระทั่งเล็กๆน้อยๆ พอสมควรแก่เวลาก็กลับมาก็เท่านั้น