พอมาถึงเขตปล่อยภัยสิ่งแรกที่ผมทำคงจะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากตรวจสอบค่าสถานะของตัวเองที่คาดว่าน่าจะเละไปแล้วตั้งแต่ได้ฉายาแปลก ๆ มา
“เปิดหน้าต่างสถานะ”
ชื่อตัวละคร :ลักซ์ เลเวล :-1 (-99999/20) คลาส: ไร้คลาส ฉายา : ผู้อยู่ระหว่างความตาย *สถานะผิดปรดติจะไม่ส่งผลกับท่านเท่าที่ควร *คุณจะไม่ตายเมื่อถูกฆ่า เมื่อพลังชีวิตหมดท่านจะเป็นอมตะ5 วินาที ระยะคูลดาวน์12 ชั่วโมง ผู้ค้นพบเมืองลับแลแห่งป่าแอนท์ *ค่าประสบการ์ที่ได้จากการล่ามอนสเตอร์ในเขตป่าแอนท์ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น30% พลังชีวิต :32/32 มานา :40/40 พลังทางกายภาพ : 10 ความอดทน : 10 ความว่องไว : 10 สติปัญญา : 10 ความชำนาญ : 10 โชค : 50 ค่าสถานะคงเหลือ : 0 สกิล: เสริมความว่องไว (ระดับสูง)LV.1 เสริมพลังโจมตี (ระดับกลาง)LV.4 เสริมพลังโจมตีเวทมนต์(ระดับต้น)LV.8 ฟื้นฟูอัตโนมัติ LV.1 ‘เลเวล-1 กับค่าประสบการณ์เพื่ออัพเลเวล(-99999/20) รวมไปถึงค่าความโชค50’
มีไม่กี่อย่างที่คิดออกคือ บัค! บัคแน่ ๆไอ้เกมเวรนี่มีบัคโว้ยยย ผมแทบอยากจะตะโกนออกไปแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่เก็บกั้นมันเอาไว้
‘ลีซอนบี’ อุสาโม้เอาไว้ว่า‘New Horizon’ ไม่มีบัค เรื่องเลเวลติดลบกับค่าประสบการณ์ติดลบแบบนี้มันต้องมีเหตุผลสิ
พอพยายามใช้สมองที่มีแสนน้อยนิดคำนวนแบบย้อนกลับจากเลเวล 54 กดเกิดนะจุดเดิมจะเสียค่าประสบการณ์2 เท่ากันจากที่ควรจะเป็น ทุกอย่างสมเหตุสมผลที่จะเหลือเลเวล1 แต่ว่าทำไมถึงกล้ายเป็น-1 แถมมีค่าประสบการณ์ติดลบได้นะ
ผมพยายามยืนคิดอยู่นานแต่ทว่า..
“เอ่อ อ่า ขอโทษนะครับ ท่านเป็นนักเดินทางที่มาจากเมืองอาคาเซียหรือเปล่า”
ชายหนุ่มผมสีน้ำตาในชุดที่ถักจากฝ้ายคล้ายกับชุดของพวกช่างตีเหล็กทักผมขึ้น ทำให้ผมรู้สึกตัวว่าตอนนี้เกิดเหตุการณ์ไทยมุงโดยมีผมเป็นศูนย์กลางอยู่
“เป็นนักเดินทาง มาจากอาคาเซียครับ”
ผมตอบกลับชายคนที่ถามไป ในตอนแรกเขาและชาวบ้านแสดงสีหน้าและท่าทางที่วาดกลัวมาก แต่พอผมกล่าวออกไปเช่นนั้นบรรยากาศกลับแปรเปลี่ยนเป็นสายที่อบอุ่นและพร้อมจะต้อนรับ แน่นอนว่าผมไม่เข้าว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
“ไม่ทราบว่าขอทราบชื่อท่านได้ไหมขอรับ”
ท่าทางของชายหนุ่มตรงเปลี่ยนไปเป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้น แต่เขาก็ยังรักษามารยาทไว้อยู่ และก็ไม่มีสาเหตุที่ผมจะต้องปฏิเสธความเป็นมิตรแบบนั้นด้วย
“ลักซ์ครับ เรียกผมว่าลักซ์ก็ได้”
“ท่านลักซ์สินะครับ”
เขายังดูเกร็งอยู่เล็กน้อย คงจะรู้สึกผิดปกติเวลาเจอผู้คนแปลกใหม่สินะ เข้าใจเลยเพราะที่ผมยังตอบกลับได้ดีแบบนั้นได้ มันเรียกว่าสกิลดึงหน้ายังไงล่ะ!
“เรียก ลักซ์ อย่างเดียวก็พอครับ ไม่จำเป็นต้องเรียกว่าท่านหรอก”
“มิได้ครับ ท่านเป็นแขกที่ท่านเซร่าแนะนำมาด้วยคงจะทำอะไรแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ”
เซร่า? พามาด้วยที่ไหนกัน?
เซร่าเป็นเจ้าของร้านหนังสือที่ผมไปหาบ่อยแทบทุกวันที่เมืองอาคาเซีย เธอเป็นคนใดจี ดูลึกลับไปบ้าง เป็นผู้ใหญ่กว่าที่คิด เป็นคนฉลาดรอบรู้แต่ก็ยังมีนิสัยแบบเด็กน้อยอยู่บ้างนิดหน่อย
อยากจะถามกลับแต่ว่า เพราะความคิดแบบนั้นเองสินะทำให้ทุกคนมอบบรรยากาศที่ดีแบบนี้ให้กับเรา
โอ๊ะ ตรงจุดนี้ต้องให้ไอ้นั้นสินะ
ผมรีบหยิบจดหมายซองหนึ่งออกมาจากช่องเก็บของก่อนจะยืนให้ชายที่ออกมาต้อนรับผมตรงหน้า
“เจ้าของร้านหนังสือในเมืองอาคาเซียผ่านผมมาน่ะ”
“อ่า คงเป็นท่านเซร่า จริง ๆ นั้นแหละครับ”
เขาหยิบซองจดหมายไปเปิดอ่านดู ทุกอย่างเป็นปกติดีจนกระทั่ง
“…”
“เห้ยๆ เป็นอะไรไปทำไมจู่ ๆ ถึงร้องไห้ได้ล่ะ”
ชายหนุ่มที่เป็นซองจดหมายอ่านจู่ ๆ ก็บ่อน้ำตาแตกขึ้นมากลางวงไทยมุงแบบไม่มีปี่มีปลุ่ยเนื้อหาภายในมันซาบซึ้งขนาดนั้นเลยหรอ
“ขะ.. ขออภัยครับ พอดีตัวผมดีใจมากเกินไป”
“ดีใจ?”
“ในทีสุดท่านเซร่าก็กลับมาแล้วนิครับ”
“กลับมาแล้วหรอ ไหนฟะ---”
ผมยังพูดไม่จบประโยคก็เกิดเป็นวงเวทขนาดใหญ่ข้าง ๆ กับร่างกายของผม ก่อนที่มันจะค่อย ๆ ลดระยะลงมาและปรากฏเป็นเงาแสงที่ขาว
เมื่อวงเวทตกถึงพื้น เงาสีขาวก็แต่กระจายออกไปกลายเป็นร่างของสาวรูปงามผมสีม่วงเข้มยาว หางตาที่คมสวยราวกับนางแบบ
“แหม่ ๆ เจ้าใช้เวลาเร็วกว่าที่เราคิดว่านะ ลักซ์”
“เอ๊ะ”
เสียงที่คุ้นเคย เป็นเสียงเจ้าของร้านหนังสือในเมืองอาคาเซีย ตอนนั้นเธอสวมฮู้ดสีดำคลุ้มปิดหน้าปิดตาไว้ทำให้ผมไม่สามารถสังเกตอะไรได้มากนักและการจะแอบมองใครก็ไม่ใช่มารยาทที่ดีด้วย
“เซร่าไม่ใช่หรอ”
“ใช่ เราเอง ขอแนะนำตัวอีกครั้ง เราคือ เซร่า สตาร์ไลท์ ถึงจะพูดเองจะแปลก แต่เราเป็นจอมปราชญ์”
เซร่าแนะนำตัวอย่างสุภาพ วินาทีนั้นเองที่ผมได้มีโอกาสเลือบไปมองชาวบ้านที่ยังไทยมุง ทุกคนต่างดีอกดีใจด้วยความยินดีที่จอมปราชญ์ของพวกตนกลับมา
“ขอถามอย่างหนึ่งได้ไหมครับ”
“อืมได้สิ เดียวอย่างไงเจ้าก็ต้องตอบคำถามเราอยู่แล้วเพราะงั้นแลกกันก่อนก็ไม่เป็นไร”
ไอที่บอกว่าเราต้องตอบคำถามเขาที่มันยังไงๆอยู่แฮะ ช่างมันก่อนล่ะกันเพราะมีคำถามหนึ่งที่คาใจผมมาตั้งแต่เห็นชาวเมืองที่นี่แล้ว
“ที่สวมฮู้ดอยู่ตลอดก็เพราะหูยาว ๆ แบบนั้น เป็นเอลฟ์ใช่ไหมครับ”
ผมถามออกไปแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ก็แหง่ล่ะ คำถามแบบนี้มันเหมือนกับว่าถามชายคนจีนว่าคนเป็นชาวเอเชียหรือเปล่านั้นแหละ
“ใช่แล้ว เอลฟ์”
เป็นเอลฟ์กันสินะ ถึงได้มาตั้งหมู่บ้านอยู่ห่างไกลในป่าในเขาขนาดนี้
“ถ้างั้นก็จะพูดอะไรกันต่อรบกวนเชิญท่านทั้งเข้าไปในหอต้นไม้แห่งปัญญาก่อนดีไหมครับ อยู่ตรงนี้ต่ออาจจะทำอะไรไม่ได้สะดวกนัก”
จู่ ๆ ชายหนุ่มคนที่รับจดหมายไปทีแรกแล้วร้องไห้ก็แทรกขึ้นมา จริงด้วยสิผมก็พึ่งจะสังเกตเห็นเหมือนกันว่าเรากับตกเป็นเป้าสายตาหลายสิบคู่อยู่
เมืองลับแลก็คือเมืองลับแล มีความเป็นเอกลักษณ์ชัดเจนในชื่ออยู่แล้วเพราะงั้นมันควรจะไม่สร้างความสับสนในแก่ใคร
เป็นเมืองที่เล็กจนเรียกว่าหมู่บ้านมากกว่า ที่แห่งนี้มีเศรษกิจส่วนใหญ่เป็นแบบพึ่งพาตัวเองเพราะไม่ต้องการจะติดต่อกับบุคคลภายนอก บ้านเรือนส่วนใหญ่ถูกสร้างอยู่ภายในต้นไม้ขนาดยักษ์แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีโครงสร้างเป็นเหล็กกล้าอันแข็งแรงแสนทนทานเป็นตัวผยุงโครงสร้างไว้ด้วย
ผมถูกพามายังต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คงจะเป็นที่ที่เข้าเรียกว่า หอต้นไม้แห่งปัญญาล่ะมั้ง
“เอาล่ะนี่คือด่านทดสอบแรกของเจ้า”
จู่ ๆ เซร่า… ควรจะเรียกว่าท่านเซร่ามากกว่าก็ทักขึ้นมา
“หอต้นไม้แห่งปัญญาจะเปิดรับเฉพาะผู้ที่มีความรอบรู้เท่านั้น ถ้าเจ้าได้อ่านหนังสือที่ข้าแนะนำไปก็อาจจะผ่านไปได้นะ แล้วเราจะรออยู่ที่ชั้นบนสุด”
เซร่าพูดจบ ก่อนที่เธอจะหายไปพร้อมกับวงเวท ทิ้งผมที่ทำหน้าตา@_@ ไว้กับชายหนุ่มคนที่มารับผมก่อนหน้านี่
“คงจะค่อนข้างปวดหัวสินะครับ เดินทางกับท่านเซร่าเนี่ย”
เขาถามผมที่ยังทำหน้า@_@ งุนงงอยู่
“ไม่ค่อยปวดหัวเท่าไรหรอก เรียกว่าไม่รู้สึกตัวเลยดีกว่า เรื่องที่เธอเดินทางมาพร้อมผมน่ะ”
“แปลกจังเลยนะครับ ไม่รู้สึกหนัก ๆ ที่ไหล่หรือปวดเมื่อยตัวมากกว่าปกติเลยหรอ”
สรุปแล้วเธอเป็นผีหรอ
“ท่านคงจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจนชินกับภาระสินะครับ หรือไม่ก็คงเป็นเป็นนักเดินทางมากฝีมือจริงๆ”
เรียกของที่ต้องเรียกว่า "ท่าน" ว่าภาระเลยหรอ ทำแบบนี้อาจจะไม่มีงานทำพรุ่งนี้เช้าก็ได้ ส่วนเรื่องที่สองอย่างการเป็นนักเดินทางมากฝีมือ ต้องขอโทษนะครับที่ตอนนี้ผมเลเวล-1 แถมมีค่าประสบการณ์ติดลบด้วย
“ว่าแต่เราคุยกันมาตั้งนานแล้ว ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลยนะครับ”
ผมพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้รายละเอียดพวกนั้นวนกับมาเข้าตัว
“อ่า ต้องขออภัยจริง ๆ ครับ เรียกว่าอัลเดลก็ได้ครับ”
“ถ้างั้นยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณอัลเดล”
“เช่นกันครับ ท่านลักซ์”
“ว่าแต่ว่า ช่วยอธิบายเหตุการณ์ตอนนี้ให้ผมเข้าใจสักหน่อยได้ไหมครับ”
ผมพยายามพากลับเข้าเรื่องที่ท่านเซร่าทิ้งค้างเอาไว้
“อืม.. ท่านเซร่าไม่ได้บอกอะไรก่อนมาถึงเข้ามาที่หรอกหรอครับ”
“ไม่เลยครับ ไม่ได้บอกอะไรเลยเลย”
“เรื่องป่าแอนท์ที่มีต้นไม้ดูดวิญญาณด้วย”
“ไม่ครับ”
“เรื่องที่ต้นไม้ดูดวิญญาณจะดูดเอาค่าสถานะกับค่าประสบการณ์ไปด้วยก็ไม่บอกหรอครับ”
หางคิ้วของผมกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“มันทำอย่างนั้นได้ด้วยหรอครับ”
ผมถามออกไปเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ยินอะไรผิดไป
“ครับ ต้นไม้ดูดวิญญาณสามารถดูดเอาค่าสถานะจากมอนสเตอร์หรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ก็ได้ นอกจากนี้มันก็สามารถเปลี่ยนแร่ธาตุในดินเป็นสถานะของตัวเองได้อีกเช่นกันครับผม”
พอจะรู้สาเหตุแล้วว่าทำไมเลเวลถึงติดลบได้ จะแค้นก็แค้นไม่ลงเพราะต้นไม้โง่พวกนั้นทำให้ผมสูญเสียเลเวลไปทั้งหมด เรียกได้ว่าตอนนี้ผมคงเป็นอันดับสุดท้ายจากหมู่ผู้เล่น 2.5 พันล้าน แต่กลับกันผมก็ได้ฉายาที่เข้าขั้นโกงอย่าง‘ผู้อยู่ระหว่างความตาย’มา คงเป็นวิธีมองโลกในแง่ดีสุด ๆ แล้วมั้ง
เมื่ออัลเดลรู้ว่าท่านเซร่าไม่ได้บอกอะไรผมเลยก็หัวเราะยิ้มแห้งออกมาทีหนึ่งในอารณม์ประมาณว่า ไม่เป็นไรนะครับปกติของท่านเซร่าอยู่แล้ว
“หอต้นไม้แห่งปัญญา เป็นหอสมุดครับ”
ประโยคมีเรียกความสนใจจากผมได้พอตัวเลย
“ทั้งหมดเลยหรอ”
“ครับหอต้นไม้แห่งปัญญามีทั้งหมด8 ชั้น ไล่ตามระดับความยากและเนื้อหาของหนังสือไปยิ่งอยู่สูงก็แปลว่าเป็นเนื้อหาที่ยากครับ”
“แล้วที่ว่าบททดสอบนี้คือ…”
“ครับ การจะเข้าไปชั้นแรกนั้นง่ายมากเพียงแค่มีใจรักในการแสวงหาความรู้แค่นั้นก็เพียงพอแล้วล่ะครับ”
พูดจบอัลเดลก็เปิดประตูหอต้นไม้แห่งปัญญาออก พอมองเข้าไปก็ เห็นเป็นม่านคล้ายกระจกเด้งได้อยู่ตรงหน้า พอผมลองเอามือไปจับ ๆ ดูก็บอกว่ามันเด้งตามมือได้
ผมอยากจะลองดูว่ามันเด้งได้ขนาดไหน มือทั้งสองข้างวางไว้บนม่านกระจกเด้งๆ ผมพยายามดันแรงอย่างเบา ๆ
แต่ว่า
ตุบ!
เกิดเสียงของอะไรสักอย่างตกลงบนพื้น ไม่ใช่อะไรอื่นไกลเป็นร่างของผมเอง ตอนนี้ผมอยู่ในสถาพที่นอนอยู่บนพื้นโดยมีมือสองข้างยืนออกไปด้านหน้า ร่างส่วนบนของผมหลุดเข้ามาอยู่ภายในหอแล้ว แต่จากมุมมองของคนภายนอกแล้วคงจะคิดว่าร่างกายส่วยล่างของผมไม่รักในการแสวงหาความรู้แน่ ๆ ผมเลยดึงขาตัวเองกลับมาก็จะลุกขึ้นยืน
“เท่านี้ก็ด่านแรกผ่านแล้วสินะครับ”
อัลเดลพูดพร้อมกับเดินตามผ่านม่านป้องกันเข้ามา
ภายในหอต้นไม้แห่งนี้ใหญ่โตกว่าที่คาดไว้มาก มองไปทางไหนก็มีแต่หนังสือ ช่วงนี้กำลังเสพติดเรื่องทฤษฎีพลังเวทของเมอร์ลินตามตำนานของกษัตริย์อาร์เทอร์อยู่คิดว่า ถ้าหากเป็นNew Horizon จะสามารถสามารถใช้เวทมนตร์คาถาแบบนั้นได้หรือเปล่า หวังว่าภายในนี่จะมีแหล่งอ้างอิงที่ใช้ได้นะ ผมคิดเช่นนั้น เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยเจอหนังสือเวทเล่มหนึ่งท้ายรถม้าระหว่างออกจากอาคาเซียกล่าวถึงเรื่องแบบนั้น
“ท่านลักซ์อยากจะไปชั้นต่อไปเลยไหมครับ”
อัลเดลที่เห็นผมนิ่งเห็นไปพักใหญ่ทักถามขึ้น
“จำเป็นต้องรีบไหม ผมอยากจะลองหาอะไรอ่านดูหน่อยน่ะครับ”
“ควรจะรีบหน่อยก็ดีแต่ว่าสักช้าไปสักสามสี่วันไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้างั้นผมจะเป็นคนนำทางเอง สนใจหมวดหมู่ไหนหรอกครับ”
ไม่รู้ว่าเวทมนตร์หรือสกิลในโลกนี้สามารถเรียนได้จากไหนบ้าง แต่หาก‘New Horizon’ มองความเป็นไปได้ไร้ที่สิ้นสุดได้จริงคงต้องลองกันหน่อยแล้วล่ะ
“ทฤษฎีพลังเวท คำร่าย และสกิล มีของประมาณนี่ไหมครับ”
ผมตอบอัลเดลกลับไปหลังจากคิดอยู่สักพัก
“มีครับ ทางงั้นตามผมมาเลย”
อัลเดลนำทางผมเดินผ่านกองหนังสือหลายพันเล่ม ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าไม่ถามหาทางผมจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการหากันเนี่ย
พอผ่านไปได้สักพักหนึ่งผมก็มาถึงชั้นที่เขียนว่า
‘ทฤษฎีพลังเวท คำร่าย และสกิล’
เดียวนะ ที่พูดไปเมื่อกี้นี่แปะขนาดนี้เลยหรอ บ้างครั้งก็ขนลุกกับตัวเองนิดหน่อยนะ
“อ่าผมลืมบอกไป หอต้นไม้แห่งปัญญาจะพิเศษกว่าที่อื่นนิดหน่อย หากอยู่ภายในที่แห่งนี้เป็นเวลา1 วันตามชั้นต่าง ๆ จะมีโอกาสเพิ่มค่าสติปัญญา พลังทางกายภาพ และความชำนาญขึ้น แบบสุ่ม ชั้นที่หนึ่งจะสุ่ม0~10 และพออ่านหนังสือในชั้นจบหนึ่งเล่มก็จะได้อีก1~3 นะครับ พอขึ้นไปชั้นที่สูงขึ้นโอกาสการสุ่มก็จะสูงขึ้นไปเลื่อย ๆ นะครับ”
โกง! หอสมุดแห่งนี้มันจะโกงเกินไปแล้ว! พอคิดแบบนั้นผมก็หยิบหนังสือที่สนใจออกมาจากชั้นด้วยค่าพลังทางกายภาพ 10 แต้มอันแสนภาคภูมิใจ
ตุบ!
เป็นไปตามคาด ผมพอจะรู้แล้วว่าทำไมถึงได้สุ่มพลังทางกายภาพด้วย
หนังสือเล่มเมื่อครู่ ผมไม่สามารถือมันได้ พยายามยกอยู่นานจนสุดท้ายอัลเดลก็ต้องมาช่วยแบกไปที่โต๊ะแถว ๆ นั้น ในที่สุดผมก็สามารถเริ่มอ่านมันได้เสียที
เวลาใน ‘New Horizon’ ผ่านไปสี่วัน ผมอ่านหนังสือจบไป17 เล่ม
เมื่อคิดว่าควรจะเริ่มไปชั้นต่อไปได้แล้วเพราะไม่อยากให้ท่านเซร่ารอนาน ผมเลยบอกอัลเดลให้ทำทางต่อ ระหว่างนั้นก็ถือโอกาสเปิดค่าสถานะของตัวเองดูหน่อยล่ะกัน
ชื่อตัวละคร :ลักซ์
เลเวล :-1 (-99999/20)
คลาส: ไร้คลาส
ฉายา :
ผู้อยู่ระหว่างความตาย
*สถานะผิดปรดติจะไม่ส่งผลกับท่านเท่าที่ควร
*คุณจะไม่ตายเมื่อถูกฆ่า เมื่อพลังชีวิตหมดท่านจะเป็นอมตะ5 วินาที ระยะคูลดาวน์12 ชั่วโมง
ผู้ค้นพบเมืองลับแลแห่งป่าแอนท์
*ค่าประสบการ์ที่ได้จากการล่ามอนสเตอร์ในเขตป่าแอนท์ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น30%
ผู้แสวงหาความรู้ในต้นไม้แห่งปัญญา
*อัตราการเติบโตของค่าสติปัญญาจะเพิ่มขึ้น1.5
พลังชีวิต :48/48
มานา :192/192
พลังทางกายภาพ : 24
ความอดทน : 10
ความว่องไว : 10
สติปัญญา : 38
ความชำนาญ : 22
โชค : 50
ค่าสถานะคงเหลือ : 0
สกิล: เสริมความว่องไว (ระดับสูง)LV.1 เสริมพลังโจมตี (ระดับกลาง)LV.4 เสริมพลังโจมตีเวทมนต์(ระดับต้น)LV.8 ฟื้นฟูอัตโนมัติ LV.1 วิเคราะห์เวทมนตร์(ระดับกลาง)LV.2 เข้าใจโครงสร้างของเวทมนตร์(ระดับกลาง)
‘โกง!’
บอกได้คำเดียวว่าหอสมุดแห่งนี้มันสถานที่แห่งความโกงชัด ๆ ถ้าหากมีบุคคลภายนอกเข้ามาได้ล่ะก็มันจะต้องทำลายสมดุจของเกมนี่แน่ ๆ
ผมได้ฉายาใหม่อย่าง‘ผู้แสวงหาความรู้ในต้นไม้แห่งปัญญา’ ที่มีผลเพิ่มอัตราการเติบโตของค่าสติปัญญา 1.5 เท่า ไม่บอกก็รู้ว่านี่เป็นหนึ่งในฉายาในฝันของผู้เล่นสายจอมเวทแน่ ๆ เมื่อคิดแบบนั้นเสียงของอัลเดลก็ดึงผมกับมาสู่โลกของความเป็นจริง(?)
“ตอนนี้เราอยู่หน้าม่านที่สองแล้วครับ”
อัลเดลกล่าวพร้อมกับชี้ไปทางด้านหน้า
ไม่ต่างอะไรกับประตูทางเข้าเลยสักนิด แต่เราคงจะประมาณแบบท่าเข้ามาด้านในตอนชั้นหนึ่งไม่ได้
“เงื่อนไขต่อจากนี้จนถึงชั้นที่ 5 คือจำนวนหนังสือที่เคยอ่านครับผม ชั้นที่สองคือ500 เล่ม ชั้นที่ 3 800 เล่ม ชั้นที่4 1000 เล่ม และชั้นที่5 2000เล่มครับ”
ผมแถบจะหมดคำพูดเมื่อได้ยินเงื่อนไขดังกล่าว เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องล็อกอิน‘New Horizon’ ทุกครั้งที่จะอ่านหนังสือในแท็บเลต
“แล้วมีโบนัสเมื่อชั้นหนึ่งไหมแบบว่า อ่านหนึ่งเล่มได้อะไร อ่านหนึ่งวันได้อะไรแบบนี้”
“มีครับผม แต่เป็นไปได้ผมอยากให้ท่านลักซ์รีบผ่านไปถึงชั้นห้าให้เร็วดีกว่าเพราะการจะผ่านไปชั้นหกนั้นยังไงก็ต้องหาวิธีจากชั้นห้าอยู่แล้วครับ”
นั้นสินะ เรามีเรื่องเวลามาเกี่ยวข้องด้วย
“อีกเรื่องหนึ่งครับผม”
อัลเดลหยุดผมไว้ก่อนที่มือของผมจะสัมผัสลงบนม่านกระจกเด้งๆ
“ชั้น2 ถึง5 มีโบนัสหนังสือด้วย ถ้าหากคนที่มาครั้งแรกผ่านไปถึงชั้นไหนได้แบบไม่หยุดจะได้โบนัสเป็นค่าสติปัญญาตามจำนวนหนังสือที่เคยอ่านนะครับเช่น 800 เล่มไปได้ถึงชั้นสามก็จะได้แค่800x(0.2+0.3) นะครับ เพราะงั้นโปรดตัดสินใจดี ๆ ด้วย”
ผมแสยงยิ้มเล็กน้อยใจ ตอนแรกก็คิดว่าเงื่อนไขแบบนี้มันทำให้เกมเสียสมดุลไปได้เลยไม่ใช่หรอ แต่อีกใจก็แอบคิดว่าใครมันจะล็อกอินเกมเพื่ออ่านหนังสือแบบเรา
คนที่สามารถกวาดโบนัสแบบนั้นได้น่ะ ไม่มีหรอก
และ‘ไกอา’ เองก็คงคาดไม่ถึงเหมือนกันสินะ
ผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเงื่อนไขพิเรน ๆ แบบนี้มีไว้เพื่อผมคนเดียว
ตั้งแต่เจอร้านหนังสือโทรม ๆ…
ตั้งแต่เจอร้านหนังสือที่ดูคลั่งแปลก ๆ ลากยาวมาจนถึงเมืองลับแล จะมีใครที่หลงมาไกลขนาดนี้ได้กัน
ในสถานที่ที่ห่างไกลแบบนี้ ไม่มีหรอกคนที่จะเดินทางค้นหาสิ่งใหม่ๆ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมมั่นใจว่าสามารถผ่านถึงชั้น5 ได้เลย”
พูดจบผมก็เดินเข้าใส่ม่านกระจกเด้ง ๆ ทันที
ในตอนนั้นเองก็มีข้อความของระบบขึ้น
[เนื่องจากมีเงื่อนไขพิเศษสำโบนัสในครั้งแรก ท่านต้องการจะเข้าสู่หอต้นไม้แห่งปัญญา ชั้น 2 หรือไม่]
“ตกลง”
[กำลังตรวจสอบจำนวนหนังสือที่อ่านย้อนหลัง…]
[ยอดรวมหนังสือทุกประเถทที่ท่านอ่านใน New Horizonคือ2897 เล่ม]
[ท่านได้รับโบนัสค่าสติปัญญา 4056 แต้มจากต้นไม้แห่งปัญญา]
[ผลจาก ผู้แสวงหาความรู้ในต้นไม้แห่งปัญญา อัตราการเติบโตของค่าสติปัญญาจะเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า ทำให้ท่านได้รับโบนัสอีก2028 แต้ม]
[ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 1000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น10 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น20% ลดทรัพยากรในการใช้มานา5 %]
[ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 1500 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น15 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น25% ลดทรัพยากรในการใช้มานา10 %]
[ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 3000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น30 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น70% ลดทรัพยากรในการใช้มานา 15 %]
[ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 4000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น50 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น100% ลดทรัพยากรในการใช้มานา 20 %]
[ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 5000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น70 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น120% ลดทรัพยากรในการใช้มานา 25 %]
[ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 6000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น100 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น150% ลดทรัพยากรในการใช้มานา 30 %]
[ท่านสามารถผ่านเข้าสู่หอต้นไม้แห่งปัญญาชั้น 5 ได้ในทันทีต้องการจะเคลื่อนย้ายไปยังที่หมายเลยหรือไม่]
ข้อความระบบมากมายปรากฏขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ บนหน้า
“ตกลง เคลื่อนย้ายไปชั้นห้าที”
หลังจากนั้นทัศนวิสัยของผมก็ย้อมไปด้วยสีขางโพลน ก่อนทีร่างจะหายไปจากเบื้องหน้าด่านทางเข้าชั้นที่สอง
อัลเดลได้แต่ตะลึงในสิ่งที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่มีชีวิตอยู่มาหลายสิบปีทันทีที่เขาได้สติจากภาพติดตา เขาก็ไม่รอช้าที่จะเคลื่อนย้ายไปเช่นเดียวกัน