การเดินทางของพ่อมดไร้เทียมทาน

    ตอนที่ 2 : ป่าแอนท์ของพ่อมด (2)

            พอมาถึงเขตปล่อยภัยสิ่งแรกที่ผมทำคงจะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากตรวจสอบค่าสถานะของตัวเองที่คาดว่าน่าจะเละไปแล้วตั้งแต่ได้ฉายาแปลก ๆ มา
            “เปิดหน้าต่างสถานะ”
            ชื่อตัวละคร :ลักซ์        เลเวล :-1 (-99999/20)        คลาส: ไร้คลาส        ฉายา :        ผู้อยู่ระหว่างความตาย        *สถานะผิดปรดติจะไม่ส่งผลกับท่านเท่าที่ควร        *คุณจะไม่ตายเมื่อถูกฆ่า เมื่อพลังชีวิตหมดท่านจะเป็นอมตะ5 วินาที ระยะคูลดาวน์12 ชั่วโมง        ผู้ค้นพบเมืองลับแลแห่งป่าแอนท์        *ค่าประสบการ์ที่ได้จากการล่ามอนสเตอร์ในเขตป่าแอนท์ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น30%        พลังชีวิต :32/32        มานา :40/40        พลังทางกายภาพ : 10        ความอดทน : 10        ความว่องไว : 10        สติปัญญา : 10        ความชำนาญ : 10        โชค : 50        ค่าสถานะคงเหลือ : 0        สกิล: เสริมความว่องไว (ระดับสูง)LV.1 เสริมพลังโจมตี (ระดับกลาง)LV.4 เสริมพลังโจมตีเวทมนต์(ระดับต้น)LV.8 ฟื้นฟูอัตโนมัติ LV.1        ‘เลเวล-1 กับค่าประสบการณ์เพื่ออัพเลเวล(-99999/20) รวมไปถึงค่าความโชค50’
            มีไม่กี่อย่างที่คิดออกคือ บัค! บัคแน่ ๆไอ้เกมเวรนี่มีบัคโว้ยยย ผมแทบอยากจะตะโกนออกไปแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่เก็บกั้นมันเอาไว้
            ‘ลีซอนบี’ อุสาโม้เอาไว้ว่า‘New Horizon’ ไม่มีบัค เรื่องเลเวลติดลบกับค่าประสบการณ์ติดลบแบบนี้มันต้องมีเหตุผลสิ
            พอพยายามใช้สมองที่มีแสนน้อยนิดคำนวนแบบย้อนกลับจากเลเวล 54 กดเกิดนะจุดเดิมจะเสียค่าประสบการณ์2 เท่ากันจากที่ควรจะเป็น ทุกอย่างสมเหตุสมผลที่จะเหลือเลเวล1 แต่ว่าทำไมถึงกล้ายเป็น-1 แถมมีค่าประสบการณ์ติดลบได้นะ
            ผมพยายามยืนคิดอยู่นานแต่ทว่า..
            “เอ่อ อ่า ขอโทษนะครับ ท่านเป็นนักเดินทางที่มาจากเมืองอาคาเซียหรือเปล่า”
            ชายหนุ่มผมสีน้ำตาในชุดที่ถักจากฝ้ายคล้ายกับชุดของพวกช่างตีเหล็กทักผมขึ้น ทำให้ผมรู้สึกตัวว่าตอนนี้เกิดเหตุการณ์ไทยมุงโดยมีผมเป็นศูนย์กลางอยู่
            “เป็นนักเดินทาง มาจากอาคาเซียครับ”
            ผมตอบกลับชายคนที่ถามไป ในตอนแรกเขาและชาวบ้านแสดงสีหน้าและท่าทางที่วาดกลัวมาก แต่พอผมกล่าวออกไปเช่นนั้นบรรยากาศกลับแปรเปลี่ยนเป็นสายที่อบอุ่นและพร้อมจะต้อนรับ แน่นอนว่าผมไม่เข้าว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
            “ไม่ทราบว่าขอทราบชื่อท่านได้ไหมขอรับ”
            ท่าทางของชายหนุ่มตรงเปลี่ยนไปเป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้น แต่เขาก็ยังรักษามารยาทไว้อยู่ และก็ไม่มีสาเหตุที่ผมจะต้องปฏิเสธความเป็นมิตรแบบนั้นด้วย
            “ลักซ์ครับ เรียกผมว่าลักซ์ก็ได้”
            “ท่านลักซ์สินะครับ”
            เขายังดูเกร็งอยู่เล็กน้อย คงจะรู้สึกผิดปกติเวลาเจอผู้คนแปลกใหม่สินะ เข้าใจเลยเพราะที่ผมยังตอบกลับได้ดีแบบนั้นได้ มันเรียกว่าสกิลดึงหน้ายังไงล่ะ!
            “เรียก ลักซ์ อย่างเดียวก็พอครับ ไม่จำเป็นต้องเรียกว่าท่านหรอก”
            “มิได้ครับ ท่านเป็นแขกที่ท่านเซร่าแนะนำมาด้วยคงจะทำอะไรแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ”
            เซร่า? พามาด้วยที่ไหนกัน?
            เซร่าเป็นเจ้าของร้านหนังสือที่ผมไปหาบ่อยแทบทุกวันที่เมืองอาคาเซีย เธอเป็นคนใดจี ดูลึกลับไปบ้าง เป็นผู้ใหญ่กว่าที่คิด เป็นคนฉลาดรอบรู้แต่ก็ยังมีนิสัยแบบเด็กน้อยอยู่บ้างนิดหน่อย
            อยากจะถามกลับแต่ว่า เพราะความคิดแบบนั้นเองสินะทำให้ทุกคนมอบบรรยากาศที่ดีแบบนี้ให้กับเรา
            โอ๊ะ ตรงจุดนี้ต้องให้ไอ้นั้นสินะ
            ผมรีบหยิบจดหมายซองหนึ่งออกมาจากช่องเก็บของก่อนจะยืนให้ชายที่ออกมาต้อนรับผมตรงหน้า
            “เจ้าของร้านหนังสือในเมืองอาคาเซียผ่านผมมาน่ะ”
            “อ่า คงเป็นท่านเซร่า จริง ๆ นั้นแหละครับ”
            เขาหยิบซองจดหมายไปเปิดอ่านดู ทุกอย่างเป็นปกติดีจนกระทั่ง
            “…”
            “เห้ยๆ เป็นอะไรไปทำไมจู่ ๆ ถึงร้องไห้ได้ล่ะ”
            ชายหนุ่มที่เป็นซองจดหมายอ่านจู่ ๆ ก็บ่อน้ำตาแตกขึ้นมากลางวงไทยมุงแบบไม่มีปี่มีปลุ่ยเนื้อหาภายในมันซาบซึ้งขนาดนั้นเลยหรอ
            “ขะ.. ขออภัยครับ พอดีตัวผมดีใจมากเกินไป”
            “ดีใจ?”
            “ในทีสุดท่านเซร่าก็กลับมาแล้วนิครับ”
            “กลับมาแล้วหรอ ไหนฟะ---”
            ผมยังพูดไม่จบประโยคก็เกิดเป็นวงเวทขนาดใหญ่ข้าง ๆ กับร่างกายของผม ก่อนที่มันจะค่อย ๆ ลดระยะลงมาและปรากฏเป็นเงาแสงที่ขาว
            เมื่อวงเวทตกถึงพื้น เงาสีขาวก็แต่กระจายออกไปกลายเป็นร่างของสาวรูปงามผมสีม่วงเข้มยาว หางตาที่คมสวยราวกับนางแบบ
            “แหม่ ๆ เจ้าใช้เวลาเร็วกว่าที่เราคิดว่านะ ลักซ์”
            “เอ๊ะ”
            เสียงที่คุ้นเคย เป็นเสียงเจ้าของร้านหนังสือในเมืองอาคาเซีย ตอนนั้นเธอสวมฮู้ดสีดำคลุ้มปิดหน้าปิดตาไว้ทำให้ผมไม่สามารถสังเกตอะไรได้มากนักและการจะแอบมองใครก็ไม่ใช่มารยาทที่ดีด้วย
            “เซร่าไม่ใช่หรอ”
            “ใช่ เราเอง ขอแนะนำตัวอีกครั้ง เราคือ เซร่า สตาร์ไลท์ ถึงจะพูดเองจะแปลก แต่เราเป็นจอมปราชญ์”
            เซร่าแนะนำตัวอย่างสุภาพ วินาทีนั้นเองที่ผมได้มีโอกาสเลือบไปมองชาวบ้านที่ยังไทยมุง ทุกคนต่างดีอกดีใจด้วยความยินดีที่จอมปราชญ์ของพวกตนกลับมา
            “ขอถามอย่างหนึ่งได้ไหมครับ”
            “อืมได้สิ เดียวอย่างไงเจ้าก็ต้องตอบคำถามเราอยู่แล้วเพราะงั้นแลกกันก่อนก็ไม่เป็นไร”
            ไอที่บอกว่าเราต้องตอบคำถามเขาที่มันยังไงๆอยู่แฮะ ช่างมันก่อนล่ะกันเพราะมีคำถามหนึ่งที่คาใจผมมาตั้งแต่เห็นชาวเมืองที่นี่แล้ว
            “ที่สวมฮู้ดอยู่ตลอดก็เพราะหูยาว ๆ แบบนั้น เป็นเอลฟ์ใช่ไหมครับ”
            ผมถามออกไปแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ก็แหง่ล่ะ คำถามแบบนี้มันเหมือนกับว่าถามชายคนจีนว่าคนเป็นชาวเอเชียหรือเปล่านั้นแหละ
            “ใช่แล้ว เอลฟ์”
            เป็นเอลฟ์กันสินะ ถึงได้มาตั้งหมู่บ้านอยู่ห่างไกลในป่าในเขาขนาดนี้
            “ถ้างั้นก็จะพูดอะไรกันต่อรบกวนเชิญท่านทั้งเข้าไปในหอต้นไม้แห่งปัญญาก่อนดีไหมครับ อยู่ตรงนี้ต่ออาจจะทำอะไรไม่ได้สะดวกนัก”
            จู่ ๆ ชายหนุ่มคนที่รับจดหมายไปทีแรกแล้วร้องไห้ก็แทรกขึ้นมา จริงด้วยสิผมก็พึ่งจะสังเกตเห็นเหมือนกันว่าเรากับตกเป็นเป้าสายตาหลายสิบคู่อยู่
             
            เมืองลับแลก็คือเมืองลับแล มีความเป็นเอกลักษณ์ชัดเจนในชื่ออยู่แล้วเพราะงั้นมันควรจะไม่สร้างความสับสนในแก่ใคร
            เป็นเมืองที่เล็กจนเรียกว่าหมู่บ้านมากกว่า ที่แห่งนี้มีเศรษกิจส่วนใหญ่เป็นแบบพึ่งพาตัวเองเพราะไม่ต้องการจะติดต่อกับบุคคลภายนอก บ้านเรือนส่วนใหญ่ถูกสร้างอยู่ภายในต้นไม้ขนาดยักษ์แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีโครงสร้างเป็นเหล็กกล้าอันแข็งแรงแสนทนทานเป็นตัวผยุงโครงสร้างไว้ด้วย
            ผมถูกพามายังต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คงจะเป็นที่ที่เข้าเรียกว่า หอต้นไม้แห่งปัญญาล่ะมั้ง
            “เอาล่ะนี่คือด่านทดสอบแรกของเจ้า”
            จู่ ๆ เซร่า… ควรจะเรียกว่าท่านเซร่ามากกว่าก็ทักขึ้นมา
            “หอต้นไม้แห่งปัญญาจะเปิดรับเฉพาะผู้ที่มีความรอบรู้เท่านั้น ถ้าเจ้าได้อ่านหนังสือที่ข้าแนะนำไปก็อาจจะผ่านไปได้นะ แล้วเราจะรออยู่ที่ชั้นบนสุด”
            เซร่าพูดจบ ก่อนที่เธอจะหายไปพร้อมกับวงเวท ทิ้งผมที่ทำหน้าตา@_@ ไว้กับชายหนุ่มคนที่มารับผมก่อนหน้านี่
            “คงจะค่อนข้างปวดหัวสินะครับ เดินทางกับท่านเซร่าเนี่ย”
            เขาถามผมที่ยังทำหน้า@_@ งุนงงอยู่
            “ไม่ค่อยปวดหัวเท่าไรหรอก เรียกว่าไม่รู้สึกตัวเลยดีกว่า เรื่องที่เธอเดินทางมาพร้อมผมน่ะ”
            “แปลกจังเลยนะครับ ไม่รู้สึกหนัก ๆ ที่ไหล่หรือปวดเมื่อยตัวมากกว่าปกติเลยหรอ”
            สรุปแล้วเธอเป็นผีหรอ
            “ท่านคงจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจนชินกับภาระสินะครับ หรือไม่ก็คงเป็นเป็นนักเดินทางมากฝีมือจริงๆ”
            เรียกของที่ต้องเรียกว่า "ท่าน" ว่าภาระเลยหรอ ทำแบบนี้อาจจะไม่มีงานทำพรุ่งนี้เช้าก็ได้ ส่วนเรื่องที่สองอย่างการเป็นนักเดินทางมากฝีมือ ต้องขอโทษนะครับที่ตอนนี้ผมเลเวล-1 แถมมีค่าประสบการณ์ติดลบด้วย
            “ว่าแต่เราคุยกันมาตั้งนานแล้ว ผมยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลยนะครับ”
            ผมพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้รายละเอียดพวกนั้นวนกับมาเข้าตัว
            “อ่า ต้องขออภัยจริง ๆ ครับ เรียกว่าอัลเดลก็ได้ครับ”
            “ถ้างั้นยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณอัลเดล”
            “เช่นกันครับ ท่านลักซ์”
            “ว่าแต่ว่า ช่วยอธิบายเหตุการณ์ตอนนี้ให้ผมเข้าใจสักหน่อยได้ไหมครับ”
            ผมพยายามพากลับเข้าเรื่องที่ท่านเซร่าทิ้งค้างเอาไว้
            “อืม.. ท่านเซร่าไม่ได้บอกอะไรก่อนมาถึงเข้ามาที่หรอกหรอครับ”
            “ไม่เลยครับ ไม่ได้บอกอะไรเลยเลย”
            “เรื่องป่าแอนท์ที่มีต้นไม้ดูดวิญญาณด้วย”
            “ไม่ครับ”
            “เรื่องที่ต้นไม้ดูดวิญญาณจะดูดเอาค่าสถานะกับค่าประสบการณ์ไปด้วยก็ไม่บอกหรอครับ”
            หางคิ้วของผมกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
            “มันทำอย่างนั้นได้ด้วยหรอครับ”
            ผมถามออกไปเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ยินอะไรผิดไป
            “ครับ ต้นไม้ดูดวิญญาณสามารถดูดเอาค่าสถานะจากมอนสเตอร์หรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ก็ได้ นอกจากนี้มันก็สามารถเปลี่ยนแร่ธาตุในดินเป็นสถานะของตัวเองได้อีกเช่นกันครับผม”
            พอจะรู้สาเหตุแล้วว่าทำไมเลเวลถึงติดลบได้ จะแค้นก็แค้นไม่ลงเพราะต้นไม้โง่พวกนั้นทำให้ผมสูญเสียเลเวลไปทั้งหมด เรียกได้ว่าตอนนี้ผมคงเป็นอันดับสุดท้ายจากหมู่ผู้เล่น 2.5 พันล้าน แต่กลับกันผมก็ได้ฉายาที่เข้าขั้นโกงอย่าง‘ผู้อยู่ระหว่างความตาย’มา คงเป็นวิธีมองโลกในแง่ดีสุด ๆ แล้วมั้ง
            เมื่ออัลเดลรู้ว่าท่านเซร่าไม่ได้บอกอะไรผมเลยก็หัวเราะยิ้มแห้งออกมาทีหนึ่งในอารณม์ประมาณว่า ไม่เป็นไรนะครับปกติของท่านเซร่าอยู่แล้ว
            “หอต้นไม้แห่งปัญญา เป็นหอสมุดครับ”
            ประโยคมีเรียกความสนใจจากผมได้พอตัวเลย
            “ทั้งหมดเลยหรอ”
            “ครับหอต้นไม้แห่งปัญญามีทั้งหมด8 ชั้น ไล่ตามระดับความยากและเนื้อหาของหนังสือไปยิ่งอยู่สูงก็แปลว่าเป็นเนื้อหาที่ยากครับ”
            “แล้วที่ว่าบททดสอบนี้คือ…”
            “ครับ การจะเข้าไปชั้นแรกนั้นง่ายมากเพียงแค่มีใจรักในการแสวงหาความรู้แค่นั้นก็เพียงพอแล้วล่ะครับ”
            พูดจบอัลเดลก็เปิดประตูหอต้นไม้แห่งปัญญาออก พอมองเข้าไปก็ เห็นเป็นม่านคล้ายกระจกเด้งได้อยู่ตรงหน้า พอผมลองเอามือไปจับ ๆ ดูก็บอกว่ามันเด้งตามมือได้
            ผมอยากจะลองดูว่ามันเด้งได้ขนาดไหน มือทั้งสองข้างวางไว้บนม่านกระจกเด้งๆ ผมพยายามดันแรงอย่างเบา ๆ
            แต่ว่า
            ตุบ!
            เกิดเสียงของอะไรสักอย่างตกลงบนพื้น ไม่ใช่อะไรอื่นไกลเป็นร่างของผมเอง ตอนนี้ผมอยู่ในสถาพที่นอนอยู่บนพื้นโดยมีมือสองข้างยืนออกไปด้านหน้า ร่างส่วนบนของผมหลุดเข้ามาอยู่ภายในหอแล้ว แต่จากมุมมองของคนภายนอกแล้วคงจะคิดว่าร่างกายส่วยล่างของผมไม่รักในการแสวงหาความรู้แน่ ๆ ผมเลยดึงขาตัวเองกลับมาก็จะลุกขึ้นยืน
            “เท่านี้ก็ด่านแรกผ่านแล้วสินะครับ”
            อัลเดลพูดพร้อมกับเดินตามผ่านม่านป้องกันเข้ามา
            ภายในหอต้นไม้แห่งนี้ใหญ่โตกว่าที่คาดไว้มาก มองไปทางไหนก็มีแต่หนังสือ ช่วงนี้กำลังเสพติดเรื่องทฤษฎีพลังเวทของเมอร์ลินตามตำนานของกษัตริย์อาร์เทอร์อยู่คิดว่า ถ้าหากเป็นNew Horizon จะสามารถสามารถใช้เวทมนตร์คาถาแบบนั้นได้หรือเปล่า หวังว่าภายในนี่จะมีแหล่งอ้างอิงที่ใช้ได้นะ ผมคิดเช่นนั้น เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยเจอหนังสือเวทเล่มหนึ่งท้ายรถม้าระหว่างออกจากอาคาเซียกล่าวถึงเรื่องแบบนั้น
            “ท่านลักซ์อยากจะไปชั้นต่อไปเลยไหมครับ”
            อัลเดลที่เห็นผมนิ่งเห็นไปพักใหญ่ทักถามขึ้น
            “จำเป็นต้องรีบไหม ผมอยากจะลองหาอะไรอ่านดูหน่อยน่ะครับ”
            “ควรจะรีบหน่อยก็ดีแต่ว่าสักช้าไปสักสามสี่วันไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้างั้นผมจะเป็นคนนำทางเอง สนใจหมวดหมู่ไหนหรอกครับ”
            ไม่รู้ว่าเวทมนตร์หรือสกิลในโลกนี้สามารถเรียนได้จากไหนบ้าง แต่หาก‘New Horizon’ มองความเป็นไปได้ไร้ที่สิ้นสุดได้จริงคงต้องลองกันหน่อยแล้วล่ะ
            “ทฤษฎีพลังเวท คำร่าย และสกิล มีของประมาณนี่ไหมครับ”
            ผมตอบอัลเดลกลับไปหลังจากคิดอยู่สักพัก
            “มีครับ ทางงั้นตามผมมาเลย”
            อัลเดลนำทางผมเดินผ่านกองหนังสือหลายพันเล่ม ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าไม่ถามหาทางผมจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการหากันเนี่ย
            พอผ่านไปได้สักพักหนึ่งผมก็มาถึงชั้นที่เขียนว่า
            ‘ทฤษฎีพลังเวท คำร่าย และสกิล’
            เดียวนะ ที่พูดไปเมื่อกี้นี่แปะขนาดนี้เลยหรอ บ้างครั้งก็ขนลุกกับตัวเองนิดหน่อยนะ
            “อ่าผมลืมบอกไป หอต้นไม้แห่งปัญญาจะพิเศษกว่าที่อื่นนิดหน่อย หากอยู่ภายในที่แห่งนี้เป็นเวลา1 วันตามชั้นต่าง ๆ จะมีโอกาสเพิ่มค่าสติปัญญา พลังทางกายภาพ และความชำนาญขึ้น แบบสุ่ม ชั้นที่หนึ่งจะสุ่ม0~10 และพออ่านหนังสือในชั้นจบหนึ่งเล่มก็จะได้อีก1~3 นะครับ พอขึ้นไปชั้นที่สูงขึ้นโอกาสการสุ่มก็จะสูงขึ้นไปเลื่อย ๆ นะครับ”
            โกง! หอสมุดแห่งนี้มันจะโกงเกินไปแล้ว! พอคิดแบบนั้นผมก็หยิบหนังสือที่สนใจออกมาจากชั้นด้วยค่าพลังทางกายภาพ 10 แต้มอันแสนภาคภูมิใจ
            ตุบ!
            เป็นไปตามคาด ผมพอจะรู้แล้วว่าทำไมถึงได้สุ่มพลังทางกายภาพด้วย
            หนังสือเล่มเมื่อครู่ ผมไม่สามารถือมันได้ พยายามยกอยู่นานจนสุดท้ายอัลเดลก็ต้องมาช่วยแบกไปที่โต๊ะแถว ๆ นั้น ในที่สุดผมก็สามารถเริ่มอ่านมันได้เสียที


             
            เวลาใน ‘New Horizon’ ผ่านไปสี่วัน ผมอ่านหนังสือจบไป17 เล่ม
            เมื่อคิดว่าควรจะเริ่มไปชั้นต่อไปได้แล้วเพราะไม่อยากให้ท่านเซร่ารอนาน ผมเลยบอกอัลเดลให้ทำทางต่อ ระหว่างนั้นก็ถือโอกาสเปิดค่าสถานะของตัวเองดูหน่อยล่ะกัน
            ชื่อตัวละคร :ลักซ์
            เลเวล :-1 (-99999/20)
            คลาส: ไร้คลาส
            ฉายา :
            ผู้อยู่ระหว่างความตาย
            *สถานะผิดปรดติจะไม่ส่งผลกับท่านเท่าที่ควร
            *คุณจะไม่ตายเมื่อถูกฆ่า เมื่อพลังชีวิตหมดท่านจะเป็นอมตะ5 วินาที ระยะคูลดาวน์12 ชั่วโมง
            ผู้ค้นพบเมืองลับแลแห่งป่าแอนท์
            *ค่าประสบการ์ที่ได้จากการล่ามอนสเตอร์ในเขตป่าแอนท์ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น30%
            ผู้แสวงหาความรู้ในต้นไม้แห่งปัญญา
            *อัตราการเติบโตของค่าสติปัญญาจะเพิ่มขึ้น1.5
            พลังชีวิต :48/48
            มานา :192/192
            พลังทางกายภาพ : 24
            ความอดทน : 10
            ความว่องไว : 10
            สติปัญญา : 38
            ความชำนาญ : 22
            โชค : 50
            ค่าสถานะคงเหลือ : 0
            สกิล: เสริมความว่องไว (ระดับสูง)LV.1 เสริมพลังโจมตี (ระดับกลาง)LV.4 เสริมพลังโจมตีเวทมนต์(ระดับต้น)LV.8 ฟื้นฟูอัตโนมัติ LV.1 วิเคราะห์เวทมนตร์(ระดับกลาง)LV.2 เข้าใจโครงสร้างของเวทมนตร์(ระดับกลาง)
            ‘โกง!’
            บอกได้คำเดียวว่าหอสมุดแห่งนี้มันสถานที่แห่งความโกงชัด ๆ ถ้าหากมีบุคคลภายนอกเข้ามาได้ล่ะก็มันจะต้องทำลายสมดุจของเกมนี่แน่ ๆ
            ผมได้ฉายาใหม่อย่าง‘ผู้แสวงหาความรู้ในต้นไม้แห่งปัญญา’ ที่มีผลเพิ่มอัตราการเติบโตของค่าสติปัญญา 1.5 เท่า ไม่บอกก็รู้ว่านี่เป็นหนึ่งในฉายาในฝันของผู้เล่นสายจอมเวทแน่ ๆ เมื่อคิดแบบนั้นเสียงของอัลเดลก็ดึงผมกับมาสู่โลกของความเป็นจริง(?)
            “ตอนนี้เราอยู่หน้าม่านที่สองแล้วครับ”
            อัลเดลกล่าวพร้อมกับชี้ไปทางด้านหน้า
            ไม่ต่างอะไรกับประตูทางเข้าเลยสักนิด แต่เราคงจะประมาณแบบท่าเข้ามาด้านในตอนชั้นหนึ่งไม่ได้
            “เงื่อนไขต่อจากนี้จนถึงชั้นที่ 5 คือจำนวนหนังสือที่เคยอ่านครับผม ชั้นที่สองคือ500 เล่ม ชั้นที่ 3 800 เล่ม ชั้นที่4 1000 เล่ม และชั้นที่5 2000เล่มครับ”
            ผมแถบจะหมดคำพูดเมื่อได้ยินเงื่อนไขดังกล่าว เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องล็อกอิน‘New Horizon’ ทุกครั้งที่จะอ่านหนังสือในแท็บเลต
            “แล้วมีโบนัสเมื่อชั้นหนึ่งไหมแบบว่า อ่านหนึ่งเล่มได้อะไร อ่านหนึ่งวันได้อะไรแบบนี้”
            “มีครับผม แต่เป็นไปได้ผมอยากให้ท่านลักซ์รีบผ่านไปถึงชั้นห้าให้เร็วดีกว่าเพราะการจะผ่านไปชั้นหกนั้นยังไงก็ต้องหาวิธีจากชั้นห้าอยู่แล้วครับ”
            นั้นสินะ เรามีเรื่องเวลามาเกี่ยวข้องด้วย
            “อีกเรื่องหนึ่งครับผม”
            อัลเดลหยุดผมไว้ก่อนที่มือของผมจะสัมผัสลงบนม่านกระจกเด้งๆ
            “ชั้น2 ถึง5 มีโบนัสหนังสือด้วย ถ้าหากคนที่มาครั้งแรกผ่านไปถึงชั้นไหนได้แบบไม่หยุดจะได้โบนัสเป็นค่าสติปัญญาตามจำนวนหนังสือที่เคยอ่านนะครับเช่น 800 เล่มไปได้ถึงชั้นสามก็จะได้แค่800x(0.2+0.3) นะครับ เพราะงั้นโปรดตัดสินใจดี ๆ ด้วย”
            ผมแสยงยิ้มเล็กน้อยใจ ตอนแรกก็คิดว่าเงื่อนไขแบบนี้มันทำให้เกมเสียสมดุลไปได้เลยไม่ใช่หรอ แต่อีกใจก็แอบคิดว่าใครมันจะล็อกอินเกมเพื่ออ่านหนังสือแบบเรา
            คนที่สามารถกวาดโบนัสแบบนั้นได้น่ะ ไม่มีหรอก
            และ‘ไกอา’ เองก็คงคาดไม่ถึงเหมือนกันสินะ
            ผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเงื่อนไขพิเรน ๆ แบบนี้มีไว้เพื่อผมคนเดียว
            ตั้งแต่เจอร้านหนังสือโทรม ๆ…
            ตั้งแต่เจอร้านหนังสือที่ดูคลั่งแปลก ๆ ลากยาวมาจนถึงเมืองลับแล จะมีใครที่หลงมาไกลขนาดนี้ได้กัน
            ในสถานที่ที่ห่างไกลแบบนี้ ไม่มีหรอกคนที่จะเดินทางค้นหาสิ่งใหม่ๆ
            “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมมั่นใจว่าสามารถผ่านถึงชั้น5 ได้เลย”
            พูดจบผมก็เดินเข้าใส่ม่านกระจกเด้ง ๆ ทันที
            ในตอนนั้นเองก็มีข้อความของระบบขึ้น
            [เนื่องจากมีเงื่อนไขพิเศษสำโบนัสในครั้งแรก ท่านต้องการจะเข้าสู่หอต้นไม้แห่งปัญญา ชั้น 2 หรือไม่]
            “ตกลง”
            [กำลังตรวจสอบจำนวนหนังสือที่อ่านย้อนหลัง…]
            [ยอดรวมหนังสือทุกประเถทที่ท่านอ่านใน New Horizonคือ2897 เล่ม]
            [ท่านได้รับโบนัสค่าสติปัญญา 4056 แต้มจากต้นไม้แห่งปัญญา]
            [ผลจาก ผู้แสวงหาความรู้ในต้นไม้แห่งปัญญา อัตราการเติบโตของค่าสติปัญญาจะเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า ทำให้ท่านได้รับโบนัสอีก2028 แต้ม]
            [ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 1000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น10 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น20% ลดทรัพยากรในการใช้มานา5 %]
            [ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 1500 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น15 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น25% ลดทรัพยากรในการใช้มานา10 %]
            [ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 3000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น30 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น70% ลดทรัพยากรในการใช้มานา 15 %]
            [ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 4000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น50 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น100% ลดทรัพยากรในการใช้มานา 20 %]
            [ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 5000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น70 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น120% ลดทรัพยากรในการใช้มานา 25 %]
            [ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 6000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น100 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น150% ลดทรัพยากรในการใช้มานา 30 %]
            [ท่านสามารถผ่านเข้าสู่หอต้นไม้แห่งปัญญาชั้น 5 ได้ในทันทีต้องการจะเคลื่อนย้ายไปยังที่หมายเลยหรือไม่]
            ข้อความระบบมากมายปรากฏขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ บนหน้า
            “ตกลง เคลื่อนย้ายไปชั้นห้าที”
            หลังจากนั้นทัศนวิสัยของผมก็ย้อมไปด้วยสีขางโพลน ก่อนทีร่างจะหายไปจากเบื้องหน้าด่านทางเข้าชั้นที่สอง
            อัลเดลได้แต่ตะลึงในสิ่งที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่มีชีวิตอยู่มาหลายสิบปีทันทีที่เขาได้สติจากภาพติดตา เขาก็ไม่รอช้าที่จะเคลื่อนย้ายไปเช่นเดียวกัน