เช้าวันรุ่งขึ้นมู่ถงเหยาก็เตรียมตัวจะออกไปข้างนอกหานอี้เซินออกไปทำงานั้แ่เช้าตรู่แล้วเมื่อคืนเขาก็นอนค้างกับนางที่เรือนนี้แต่ก็เป็อย่างเช่นคืนก่อนที่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
อาจจะเป็นางที่คิดมากไปเองเพราะอย่างไรคนที่เขาชอบก็คือมู่ไช่อิงผู้หญิงคนอื่นก็คงไม่ได้อยู่ในสายตาเขาหรอกแต่ที่เขายังมานอนกับนางบ้างก็คงจะเป็เพราะไม่อยากให้เกิดข่าวลือแปลกๆออกไปให้เป็เื่ซุบซิบกระมัง
มู่ถงเหยาคิดไปคิดมาก็ตัดสินใจหยุดพักเื่นี้ไว้แล้วกลับมาให้ความสนใจกับเื่ที่จะได้ไปร้านขายหนังสือแทนนางคาดหวังไว้สูงว่าจะต้องมีหนังสือที่เป็เบาะแสที่สามารถคลำทางกลับไปยังโลกเดิมได้แม้จะต้องใช้ความพยายามในการตามหาแต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคใหญ่เพราะว่านางมีเงินไม่ว่าจะเื่อะไรหากมีเงินทุกอย่างก็เป็เื่ง่ายเสมอจะว่าไปโลกนี้ก็ดีเหมือนกันนะอยู่แบบคนรวยๆ ไม่ต้องคิดมากเื่เงิน
รถม้าแล่นมาถึงหน้าร้านขายหนังสือขนาดใหญ่มู่ถงเหยาที่คิดว่าจะใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในร้านนี้ก็มีแอบลังเลอยู่นิดหน่อยเพราะตลอดข้างทางที่ผ่านมามันดูแปลกใหม่แล้วก็น่าสนใจจนอยากจะลองไปเดินเล่นดูสักครั้งแต่โอกาสที่นางจะได้ออกมาข้างนอกนั้นมีน้อยมากจึงต้องใช้มันให้คุ้มค่าจนไม่สามารถจะเสียเวลาไปกับอย่างอื่นได้อีก
มู่ถงเหยาเดินลงจากรถม้าเข้าไปในร้านขายหนังสือ ร้านนี้ค่อนข้างใหญ่ลู่ลู่บอกว่าที่นี่เป็ร้านขายหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงแล้ว คนส่วนใหญ่ที่มาก็มักจะเป็เหล่าบัณฑิตกับผู้ที่เตรียมตัวสอบรับราชการ
เถ้าแก่ร้านเมื่อเห็นว่ามีลูกค้าก็เดินเข้ามาต้อนรับเห็นว่าเป็หญิงสาวที่ดูจากการแต่งกายก็รู้ว่าแต่งงานแล้วจึงสอบถามอย่างสุภาพ
“ฮูหยินท่านนี้ไม่ทราบว่า้าหนังสือแบบใดหรือขอรับ”
เห็นเถ้าแก่ร้านเอ่ยถามเช่นนี้มู่ถงเหยาก็ไม่รอช้าเพราะดูจากขนาดร้านที่มีถึงสองชั้นกับหนังสือที่มีอยู่มากมายขนาดนี้หากให้หาเองนางก็คงจะไม่ได้ในสิ่งที่้าแน่
“ข้าอยากได้หนังสือจำพวกเื่แปลกพิศดารหรือไม่ก็มหัศจรรย์ลี้ลับอะไรประมาณนั้นน่ะเถ้าแก่ร้านพอจะช่วยข้าหาได้หรือไม่?”
“อืม ข้าน้อยขอคิดก่อนนะขอรับ… มีขอรับเชิญฮูหยินทางนี้” เถ้าแก่ร้านที่นิ่งคิดไปสักครู่ก็ร้องบอกพร้อมทั้งพาเดินไปยังหนังสือจำพวกที่มู่ถงเหยา้า
เถ้าแก่ร้านพามู่ถงเหยาเดินขึ้นมาที่ชั้นสองตรงบริเวณนี้ไม่ค่อยจะมีคนอยู่มากนักเพราะเป็จำพวกหนังสือที่ไม่ค่อยมีใครสนใจมู่ถงเหยาเมื่อเดินมาถึงก็ค้นพบว่าที่นี่แหละคือ์ของนางส่วนเถ้าแก่ร้านเมื่อมาส่งเสร็จก็เดินกลับไปยังที่เดิมทั้งยังบอกว่าหาก้าอะไรเพิ่มก็ให้คนไปบอกเขาได้
“ลู่ลู่ วันนี้เรามีเงินมากหรือไม่”มู่ถงเหยาหันไปถามลู่ลู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน
“หนึ่งพันตำลึงเ้าค่ะ” ลู่ลู่ตอบกลับทันที
“หนึ่งพันตำลึงเลยหรือเหตุใดจึงพกเงินมากขนาดนี้!”มู่ถงเหยารู้สึกใกับจำนวนเงินเหตุใดจึงมีมากขนาดนี้ แม้จะรู้ว่าพื้นเพครอบครัวร่ำรวยแต่ก็ไม่คิดว่าจะพกเงินไปไหนมาไหนเยอะขนาดนี้
“ตอนแรกบ่าวพกมาแค่ห้าร้อยตำลึงเ้าค่ะ แต่เมื่อเช้าท่านเสนาบดีให้คนเอามาให้เพิ่มอีกห้าร้อยตำลึงบ่าวไม่กล้าขัดคำสั่งจึงรับไว้เ้าค่ะ”ลู่ลู่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงยินดีเมื่อเช้านางก็คิดว่าจะบอกฮูหยินแต่ทำนู้นทำนี่จนยุ่งเลยลืมไปเสียสนิท
“เป็เช่นนี้เองอย่างนั้นก่อนกลับข้าก็ควรซื้อของไปฝากท่านพี่ด้วยดีหรือไม่”แม้จะไม่รู้เหตุผลที่หานอี้เซินทำดีกับนางแต่อย่างน้อยก็ควรแสดงความมีน้ำใจกับเขาสักหน่อย
มู่ถงเหยาไม่สนใจเื่ของหานอี้เซินอีก นางเดินไล่ดูไปตามชั้นที่มีหนังสือเรียงรายอยู่มากมายหยิบเล่มนั่นทีเล่มนี้ทีจนเวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยามโดยที่ไม่รู้ตัว
ลู่ลู่ก็ยืนอยู่ด้วยกันอย่างเงียบเชียบนางไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินจึงได้สนใจหนังสือพวกนี้นักแต่ก็ไม่ได้ถาม
“นี่ เ้าได้ยินเื่หานอี้เซินหรือไม่”เสียงกระซิบกระซาบของชายผู้หนึ่งดังขึ้นมู่ถงเหยาที่พอได้ยินว่าเป็เื่เกี่ยวกับหานอี้เซินก็กางหูตั้งใจฟังอย่างดี
“เื่อะไร?” ชายอีกคนก็เอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“ก็เื่ที่เขาว่ากันว่าหานอี้เซินใช้เส้นสายของบิดาเพื่อให้ได้ตำแหน่งเสนาบดีอย่างไรเล่า”แม้จะเป็เพียงการกระซิบกระซาบกันของสองคนแต่มู่ถงเหยากลับได้ยินอย่างชัดเจน
“จะเป็ไปได้อย่างไรไหนใครต่อใครต่างก็พูดกันว่าหานอี้เซินมีสติปัญญาล้ำเลิศยิ่งกว่าบิดาของเขาเสียอีกหรือนี่ไม่ใช่เื่จริงกัน?” ชายอีกคนออกความคิดเห็นทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็พูดกันถึงเื่นี้เมื่อตอนที่หานอี้เซินได้ตำแหน่งเสนาบดีใหม่ๆ
“จะจริงได้อย่างไร ข้าว่าคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งเสนาบดีก็คือโหยวเยวี่ยเหอมากกว่า”
มู่ถงเหยาพอได้ยินชื่อนี้หัวใจกระตุกวูบทันที ‘โหยวเยวี่ยเหอ’นี่ไม่ใช่นามของพ่อพระเอกหรอกหรือ