เจียงฮุ่ยหลินลืมตาขึ้นมาช้าๆ พร้อมกับความเ็ประบมไปทั่วร่างกาย ใบหน้างามจมอยู่ในดินโคลนไปซีกหนึ่ง สายฝนเม็ดหนาตกกระหน่ำลงมาจนนางลืมตาแทบไม่ขึ้น นางหลับตาลงอีกครั้งเพื่อพยายามค้นหาความผิดปกติของร่างกายว่ามีส่วนใดแตกหักไปหรือไม่
เมื่อเช้านางออกมาเก็บเห็ดอยู่ในป่า แต่พอฝนตกหนักนางก็รีบหาที่หลบฝน ซึ่งก็คือบริเวณใต้ชะง่อนผาสูงที่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมอยู่อีกเป็จำนวนมาก แล้วอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังโวยวายอยู่เหนือศีรษะ
วูบเดียวร่างของนางก็ถูกอะไรบางอย่างตกลงมากระแทกอย่างรุนแรง หญิงสาวเพิ่งได้สติจึงพยายามมองหาต้นเหตุที่ทำให้นางต้องมาเจ็บตัวอยู่ในเวลานี้
เจียงฮุ่ยหลินพยายามใช้สองมือยันกายให้ลุกขึ้นนั่ง นางมองเห็นบุรุษผู้หนึ่งนอนจมแอ่งน้ำฝนอยู่ไม่ห่างจากนางเท่าใดนัก ม้าสีน้ำตาลตัวโตนอนหมดลมหายใจพร้อมกับมีโลหิตสายหนึ่งไหลปนออกมากับน้ำฝนอยู่ถัดไปจากร่างนั้น นางไม่แน่ใจว่าเืที่นางเห็นเวลานี้เป็เืของม้าหรือของบุรุษผู้นั้นกันแน่
เมื่อนางเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นว่าต้นไม้และกิ่งไม้ที่โผล่ออกมาจากชะง่อนผาล้วนล้มระเนระนาดมีร่องรอยแตกหัก นางคาดเดาว่าคนผู้นี้น่าจะกำลังขี่ม้าอยู่ และอาจเป็เพราะฝนตกหนักพื้นดินลื่นเขาจึงพลาดพลั้งตกจากหน้าผาลงมา ประจวบเหมาะกับนางยืนหลบฝนอยู่ด้านล่างจึงเกิดอุบัติเหตุที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้นี่เอง
“เกือบตายแล้วสินะ” หญิงสาวยกมือขึ้นกุมหน้าอก รู้สึกใจหายใจคว่ำจนมือไม้สั่นเทา
นางรีบเคลื่อนกายไปใกล้บุรุษโชคร้ายผู้นั้น ใช้มืออังจมูกของชายหนุ่ม
“ยังมีลมหายใจอยู่” เจียงฮุ่ยหลินระบายลมหายใจออกมาได้ในที่สุด พยายามพลิกร่างใหญ่ที่สลบไสลมองหาาแของอีกฝ่ายด้วยความร้อนใจ
โชคยังดีที่บุรุษแปลกหน้ามีเพียงแผลถลอกและรอยขีดข่วนที่ดูไม่เป็อันตรายเท่าใดนัก แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายยังไม่ได้สติ เจียงฮุ่ยหลินก็ยังวางใจไม่ได้ว่ากระดูกแขนขาของเขาจะยังสมบูรณ์ดีหรือไม่
“แล้วเืนั่น?” หญิงสาวเพิ่งจะนึกได้ เืที่ไหลนองเป็แอ่งแม้จะไม่มากแต่ก็ไม่น้อย ในเมื่อนางและชายแปลกหน้าไม่มีาแร้ายแรง ก็คงจะเป็เืของม้าแล้วกระมัง
เจียงฮุ่ยหลินลุกขึ้นยืนอย่างยากเย็น แม้นางจะไม่ได้รับาเ็ร้ายแรง แต่การถูกกระแทกอย่างแรงจนสลบก็ยังทำให้ร่างกายนางบอบช้ำไปทั้งตัว
ดวงตาคู่งามของหญิงสาวเบิกโพลงด้วยความตื่นใอย่างหนัก เวลานี้นางได้เห็นเต็มสองตาแล้วว่าโลหิตสายนั้นไม่ได้มาจากม้า แต่เป็โลหิตที่ไหลออกมาจากร่างของสตรีอีกผู้หนึ่งซึ่งถูกร่างของม้าทับเอาไว้ครึ่งตัว าแบริเวณศีรษะ แขนและขาของหญิงสาวมองเห็นได้ชัดเจนท่ามกลางสายฝนที่ยังกระหน่ำลงมาไม่หยุดหย่อน
แต่ที่น่าใที่สุดก็คือ ร่างนั้นคือร่างของนางเอง!
ตะกร้าเห็ดที่นางถือมาด้วยยังคงถูกมือบอบบางจับเอาไว้แน่น เห็ดหลายดอกกระเด็นออกมาจากตะกร้ากระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนปนคราบโลหิตสีแดง
เจียงฮุ่ยหลินก้มลงไปมองสองมือที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างรุนแรงของตนเอง นิ้วมือขาวผ่อง เล็บมือยาวแต้มสีสันเอาไว้เช่นนี้ไม่ใช่มือของนางชัดๆ นางลูบคำใบหน้าของตัวเองอย่างแตกตื่น เส้นผมยาวจนถึงบั้นเอวของหญิงสาวหลุดลุ่ยลงมาจนไม่เป็ทรง เสื้อผ้าที่นางสวมใส่อยู่ก็เป็เสื้อผ้าเนื้อดีต่างจากชุดที่นางสวมใส่อยู่ทุกวัน
ร่างเล็กก้าวขาที่ยังสั่นไม่หายไปที่ร่างของตนเองที่นอนจมกองเืและน้ำฝนช้าๆ
“ข้าตายไปแล้ว” เจียงฮุ่ยหลินไม่รู้จะใช้คำพูดใดมาบรรยายความรู้สึกในเวลานี้ได้แม้แต่น้อย เห็นอยู่กับตาว่าสตรีที่นอนสิ้นลมหายใจอยู่ตนหน้าก็คือตนเอง แล้วนางที่ยืนสับสนหวาดกลัวอยู่ตรงนี้เล่าคือผู้ใด?
ร่างเล็กนั่งร้องไห้อย่างน่าเวทนาท่ามกลางพายุฝน นางพยายามสอดส่ายสายตามองหาความช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีผู้ใดผ่านทางมาเลยสักคน
สุดท้ายหญิงสาวก็ตระหนักได้ว่า ิญญาของนางคงจะหลุดออกจากร่างที่ไร้ลมหายใจแล้วเข้ามาอยู่ในร่างของสตรีที่นางไม่รู้จักผู้นี้ ส่วนิญญาของสตรีแต่งกายงดงามผู้นี้ก็คงจะเข้าไปอยู่ในร่างของตนและจากไปอยู่คนละภพภูมิกับตนแล้วเป็แน่
เจียงฮุ่ยหลินตัดสินใจช่วยเหลือบุรุษที่ยังมีลมหายใจอยู่ตรงหน้าผู้นี้ก่อน หากเขาฟื้นขึ้นมาอย่างน้อยนางก็จะได้รู้ว่าตัวตนของร่างที่นางมาอาศัยอยู่คือใคร นางจะมีหนทางตอบแทนสตรีผู้ที่ต้องมาเสียชีวิตแทนตนเองได้อย่างไรบ้าง
หญิงสาวพาร่างอันบอบช้ำเดินไปหากิ่งไม้ขนาดพอเหมาะมามัดรวมกัน พลิกร่างของบุรุษตัวโตให้ขึ้นมานอนอยู่บนกิ่งไม้ที่มัดเป็ลากเลื่อนแบบง่ายๆ เอาไว้ ใช้เชือกที่นางใส่ตะกร้ามาสำหรับมัดฟืนโยงลากเลื่อนไม้ชั่วคราวชิ้นนี้เข้ากับร่างกายแล้วออกแรงลากเขาไป โดยมีจุดมุ่งหมายเป็กระท่อมของนางซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
แม้พื้นดินจะลื่น น้ำหนักของลากเลื่อนไม้กับร่างสูงใหญ่นั้นจะทำให้เจียงฮุ่ยหลินต้องหยุดพักอยู่หลายรอบ แต่ก็เป็เพราะน้ำฝนเช่นกันที่ช่วยส่งแรงให้นางลากร่างไร้สติกลับมาจนถึงกระท่อมหลังเล็กได้สำเร็จ
นางไม่สามารถแบกร่างของบุรุษแปลกหน้าขึ้นไปนอนบนเตียงได้ จึงไปขนหญ้าแห้งมาปูกับพื้นกลางเรือน ใช้ผ้าปูทับไว้ไม่ให้ระคายผิวแล้วพลิกร่างนั้นให้ไปนอนอยู่้า วิ่งกลับไปเอาผ้าห่มมาคลุมร่างของเขาเอาไว้ชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันความหนาวเย็นก่อนจะย้อนกลับไปลากร่างไร้ิญญาของตนกลับมาอีกรอบ
ด้วยร่างกายใหม่ที่บอบบางอ่อนแอกว่าร่างกายเดิมของตน กอปรกับนางเองก็ได้รับาเ็ภายในอยู่เช่นกัน กลับเข้ามาในกระท่อมอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้เคลื่อนย้ายศพตนเองลงจากลากเลื่อน เจียงฮุ่ยหลินก็เป็ลมล้มพับไปด้วยความอ่อนเพลีย
หญิงสาวตื่นขึ้นมาอีกครั้งกลางดึกจากความหนาวเย็นและกระหายน้ำอย่างหนัก นางพบว่าตนเองกำลังมีไข้อ่อนๆ แต่ยังต้องประคองร่างอันบอบช้ำลุกขึ้นจุดไฟต้มน้ำด้วยตัวเอง
ร่างไร้ิญญาของตนยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นมองดูน่ากลัวพิกล จนนางต้องหาผ้าอีกผืนมาคลุมเอาไว้จนมิดชิด
หลังจากผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงได้เดินไปดูชายแปลกหน้าอีกครั้ง
“เขาก็มีไข้เช่นกัน ทำอย่างไรดี”
นางจำต้องถอดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นของอีกฝ่ายออกจนหมดด้วยใบหน้าแดงก่ำ อย่างไรนางก็เป็สตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน บุรุษในหมู่บ้านนางก็ยังแทบจะไม่เคยพูดคุยด้วย เวลานี้กลับต้องมาเปลื้องผ้าชายแปลกหน้าทำเอาหญิงสาวมือไม้สั่นอยู่ไม่น้อย
หยิบเสื้อผ้าของบิดาที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานมาเปลี่ยนให้เขา ระหว่างนั้นหญิงสาวก็กลั้นใจสำรวจดูจนทั่วตัวอีกฝ่ายจนแน่ใจว่าไม่มีร่องรอยแตกหักของกระดูกตรงไหน มีเพียงรอยเขียวช้ำหลายแห่งทั่วตัวเช่นเดียวกับตน
คืนนั้นทั้งคืนเจียงฮุ่ยหลินไม่เป็อันทำอะไรนอกจากเช็ดเนื้อเช็ดตัวเพื่อลดไข้ให้กับตัวเองสลับกับคนป่วย จนเกือบรุ่งสางเนื้อตัวที่ร้อนผ่าวของคนทั้งสองเริ่มลดลงแล้วนางจึงเผลอหลับไปอีกครั้ง
รู้สึกตัวอีกที นางก็เริ่มจะมีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาหุงหาอาหารที่มีอยู่ภายในเรือน ป้อนน้ำข้าวให้บุรุษแปลกหน้าอยู่อีกพักใหญ่เขาก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมาแม้ว่าพิษไข้จะลดลงไปแล้วก็ตาม
“ต้องจัดการกับศพเสียก่อน จากนั้นก็ต้องไปตามหมอมาดูอาการของเขา” หญิงสาวพยายามรวบรวมสติเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่คิดฝันยามนี้
กระท่อมเล็กๆ ของนางปลูกอยู่ห่างจากหมู่บ้านหวงหลิงไกลพอสมควร บิดามีอาชีพเป็นายพรานเพิ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อห้าเดือนก่อน เวลานี้นางจึงอาศัยอยู่ในกระท่อมเพียงลำพัง
นางไม่สามารถขุดหลุมฝังศพตัวเองได้โดยลำพังเป็แน่ อีกอย่างหากนางหายตัวไปแล้วมีคนแปลกหน้าสองคนเข้ามาอาศัยในกระท่อมหลังนี้แทน อีกไม่นานคนในหมู่บ้านที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับบิดาอาจมาพบเข้า นางต้องเลือกเปิดเผยว่าเจียงฮุ่ยหลินผู้นั้นเสียชีวิตไปแล้วจึงจะเป็การให้เกียรติร่างเก่าของตนเอง
“แล้วจะบอกกับผู้อื่นว่าข้าและคนผู้นั้นเป็ใครกันเล่า?” หญิงสาวพยายามเร่งความคิดจนปวดหัว จะปล่อยศพเอาไว้นานก็ไม่ได้ คนป่วยก็้าหมออีก