ทิงเสวี่ย ฉินหยวนเฟิง และหวังกังแอบย่องออกมาจากป่า เมื่อเดินห่างออกมาไกลพอสมควร ทั้งสามคนก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดหัวเราะเสียงดังออกมาพร้อมกัน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาทำเรื่อง ‘เลวร้าย’ แบบนี้ด้วยกัน ต้องยอมรับเลยว่าความรู้สึกนี้มันช่างสะใจอย่างบอกไม่ถูก!
หลังจากหัวเราะจนหนำใจ ทิงเสวี่ยก็เริ่มสงบลงและเอ่ยถามด้วยความกังวล “เมื่อกี้พวกนายลงมือหนักไปหน่อยหรือเปล่า? เขาจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม ถ้าตีจนพิการขึ้นมาจะแย่เอานะ”
หวังกังรีบตอบ “เธอวางใจเถอะ เรารู้จักยั้งมืออยู่แล้ว ไม่ได้เล็งจุดสำคัญหรอก อย่างมากก็แค่เจ็บเนื้อเจ็บตัวสักพัก”
ฉินหยวนเฟิงเสริม “ป่านนี้ไอ้เด็กนั่นคงคลานออกจากกระสอบกลับบ้านไปแล้วล่ะ”
ประมาณสิบนาทีต่อมา ทั้งสามคนแอบย้อนกลับไปที่ป่าอีกครั้ง ก็พบเพียงกระสอบเปล่าตกอยู่ แสดงว่าหวงเทาดิ้นรนออกมาแล้วกลับบ้านไปจริงๆ เมื่อเห็นดังนั้นทิงเสวี่ยก็วางใจ ลำพังการสั่งสอนหวงเทาสักครั้งไม่ใช่เรื่องใหญ่ เธอแค่กลัวว่าเพื่อนทั้งสองจะพลั้งมือหนักเกินไปจนเขาบาดเจ็บสาหัส ทว่าในเมื่อคลานกลับบ้านเองได้ ก็แสดงว่าคงไม่เป็นอะไรมาก
ทางด้านหวงเทาพยายามดิ้นรนสุดชีวิตจนออกมาจากกระสอบได้สำเร็จ เขาร้องไห้พลางเดินกะโผลกกะเผลกกลับบ้าน ทั้งเนื้อทั้งตัวปวดระบมไปหมดราวกับกระดูกจะหัก แต่ที่แย่ที่สุดคือเขาไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนทำร้ายเขา
ภรรยาหวงควนเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลเดินโซซัดโซเซกลับมา ก็รีบวิ่งเข้าไปประคอง “เป็นอะไรไปลูก? ใครทำอะไรลูก?”
หวงเทาร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง พอรู้ว่าลูกชายถูกหลอกไปที่ป่าแล้วถูกยัดกระสอบรุมทำร้าย หัวอกคนเป็นแม่ก็แทบสลาย “ไอ้คนชั่วที่ไหนมันเลวระยำขนาดนี้! ถ้าฉันจับได้นะ ฉันจะบีบคอมันให้ตายเลย!”
เธอค่อยๆ ประคองหวงเทาไปนอนบนเตียง แล้วถอดเสื้อผ้าเขาออก ช่วงฤดูร้อนเสื้อผ้าค่อนข้างบาง แขนขาของหวงเทามีรอยฟกช้ำดำเขียวเต็มไปหมด สิ่งที่ภรรยาหวงควนกังวลที่สุดคือ ‘ของสำคัญ’ ของลูกชาย โชคดีที่ส่วนนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บ เธอจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เทาเทา ลูกจำไม่ได้จริงๆ เหรอว่าคนที่ส่งกระดาษให้ลูกหน้าตาเป็นยังไง? บอกแม่หน่อยสิ” ภรรยาหวงควนไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ ต่อให้หาคนตีไม่เจอ อย่างน้อยถ้าหาคนส่งกระดาษเจอก็เป็นเบาะแสสาวไปถึงตัวคนร้ายได้
หวงเทาพยายามนึก “ผมจำไม่ได้จริงๆ ครับ เขาสูงพอๆ กับผม แต่หน้าตาผมไม่ได้มองให้ละเอียด”
ภรรยาหวงควนทอดถอนใจ “ถ้าจำหน้าไม่ได้ แล้วเราจะไปหาตัวมันได้ที่ไหนล่ะ? หรือว่าลูกจะต้องโดนตีฟรีๆ แบบนี้?” เธอไม่ยอมเด็ดขาด ลูกชายสุดที่รักจะโดนตีฟรีๆ ได้อย่างไร แต่ในเมื่อไม่มีเบาะแสอะไรเลยจะทำอย่างไรได้?
ไม่นานหวงควนก็กลับมาจากไร่ พอรู้ว่าลูกชายถูกหลอกไปยัดกระสอบรุมกระทืบ เขาก็โกรธจัดและฟันธงทันที “คนที่ตีเทาเทาต้องเป็นยัยหลินทิงเสวี่ยแน่ๆ! ไม่อย่างนั้นมันจะบังเอิญขนาดนี้ได้ยังไง เทาเทาเพิ่งจะแกล้งมันไป แล้วก็มาโดนแบบนี้!”
หวงเทารีบแย้ง “พ่อครับ ไม่ใช่หลินทิงเสวี่ยหรอก เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวจะมีแรงขนาดนั้นได้ยังไง ผมมั่นใจว่าคนที่ตีผมเป็นผู้ชายสองคนครับ”
ภรรยาหวงควนจิ้มหน้าผากลูกชาย “แกนี่มันโง่จริงๆ! หลินทิงเสวี่ยจะจ้างคนมาตีแกไม่ได้หรือไง?” แล้วเธอก็หันไปพูดกับสามี “เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือยัยเด็กนั่นจ้างคนมาทำแน่ๆ ขนาดพ่อมันยังกล้าเอามีดมาขู่เรา ลูกมันจะจ้างคนมาตีเทาเทาก็ไม่แปลก ไม่คิดเลยว่าเด็กแค่นี้จะใจคอโหดเหี้ยมขนาดนี้!”
หวงควนส่งเสียง ‘ฮึ’ อย่างเย็นชา กัดฟันพูดว่า “ถ้าพ่อลูกคู่นั้นไม่ร้ายกาจขนาดนี้ เราก็คงไม่ตกต่ำถึงขั้นนี้หรอก! ลุงใหญ่กับป้าใหญ่นี่มันโง่เง่าจริงๆ ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะต้องเสียใจ!” การถูกตัดขาดทำให้หวงควนกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งหมู่บ้าน แม้เวลาจะผ่านไปครึ่งปีกว่า แต่ความแค้นก็ยังคงฝังแน่น ความบาดหมางระหว่างสองบ้านหยั่งรากลึกจนยากจะถอน
คืนนั้นทิงเสวี่ยตัดสินใจเล่าเรื่องที่เธอ หวังกัง และฉินหยวนเฟิงร่วมมือกันสั่งสอนหวงเทาให้พ่อฟัง เมื่อฟังจบ หลินกั๋วผิงก็ทำหน้าเคร่งขรึม “เสียวเสวี่ย ต่อไปห้ามทำเรื่องแบบนี้อีกเด็ดขาดนะ ถ้าหวงเทามันกล้าแกล้งลูกอีก พ่อจัดการเอง แต่ลูกห้ามไปลอบทำร้ายมันลับหลังแบบนี้ ลูกเป็นผู้หญิงจะไปสู้แรงผู้ชายได้ยังไง อีกอย่างถ้าพ่อแม่มันรู้ว่าเป็นฝีมือพวกลูก เพื่อนลูกจะเดือดร้อนไปด้วยนะ ลืมไปแล้วเหรอว่าปีที่แล้วแม่มันบุกไปอาละวาดถึงบ้านยายหวัง ท่านแก่แล้วทนเรื่องวุ่นวายแบบนี้ไม่ไหวหรอก”
ทิงเสวี่ยพยักหน้าเบาๆ ตอบเสียงเบา “พ่อคะ ต่อไปหนูจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วค่ะ” หลินกั๋วผิงลูบแก้มลูกสาวอย่างอ่อนโยน “ดีมาก ไม่ทำอีกก็เป็นเด็กดีแล้ว ดึกแล้วรีบไปนอนเถอะ”
เมื่อทิงเสวี่ยเข้านอนแล้ว หลินกั๋วผิงก็เริ่มทำงานต่อ ตั้งแต่เปิดร้านซาลาเปาเขาก็ยุ่งกว่าเดิมหลายเท่า ช่วงนี้ได้นอนแค่วันละประมาณห้าชั่วโมงก็ต้องตื่นมาเตรียมของ แม้จะมีหลินกั๋วอันกับภรรยาหลินกั๋วจวินมาช่วยแต่งานก็ยังล้นมือ อากาศร้อนถ้าผสมไส้ล่วงหน้าอาจจะเสียได้ เขาจึงต้องตื่นแต่เช้ามืดมาทำไส้ จากนั้นเจ้าสามกับพี่สะใภ้ใหญ่ก็จะมาช่วยห่อ แม้จะเหนื่อยแต่การใช้ชีวิตที่วุ่นวายและเปี่ยมสุขแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาดี
เวลาผ่านไปรวดเร็ว พริบตาเดียวก็สิ้นสุดภาคเรียนแล้ว
เมื่อถึงวันสอบปลายภาค ทิงเสวี่ยทำใจให้สงบ ไม่ได้กังวลว่าจะรักษาตำแหน่งที่หนึ่งไว้ได้หรือไม่ เธอแค่ตั้งใจทำข้อสอบให้ดีที่สุดก็พอ และก็ไม่น่าแปลกใจที่เธอยังคงสอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้น ส่วนต่งน่าที่ใฝ่ฝันอยากจะได้ที่หนึ่งมาตลอด ครั้งนี้กลับหลุดจากสามอันดับแรกไปได้ที่สี่ร่วมกับสวี่หัวลี่
เมื่อเห็นผลสอบ ต่งน่าก็น้ำตาไหลออกมาทันที เธอพยายามอย่างหนักเพื่อจะได้ที่หนึ่งแต่ทำไมถึงไม่เคยสมหวังสักที? ทำไมหลินทิงเสวี่ยที่ต้องทำงานหาเงินทุกวัน ไม่มีแม่คอยดูแล ต้องทำงานบ้านสารพัด ถึงสอบได้ที่หนึ่งตลอด? ทิงเสวี่ยเห็นต่งน่าตาแดงๆ ก็รู้ว่าเพิ่งร้องไห้มา แค่สอบไม่ได้ที่หนึ่งต้องเสียใจขนาดนี้เลยเหรอ?
เทอมนี้ฉินหยวนเฟิงยังคงสอบได้ที่หนึ่ง หวังกังได้ที่สอง ส่วนอันดับท้ายๆ ก็ยังคงเป็นหวังเหว่ยไฉกับหลินหงเหมย หลินหงเหมยแทบไม่มีพัฒนาการใดๆ พอกลับถึงบ้านก็โดนจางเสี่ยวเสียตีไปอีกชุดใหญ่ แต่ตอนนี้หลินหงเหมยโตแล้ว ต่อให้เจ็บแค่ไหนเธอก็ไม่ร้องไห้ออกมา
คืนนั้นจางเสี่ยวเสียประกาศกร้าว “ในเมื่อไม่ตั้งใจเรียน เทอมหน้าก็ไม่ต้องไปแล้ว! เอาเงินค่าเรียนไปให้น้องชายเรียนดีกว่า ผู้หญิงอ่านออกเขียนได้ก็พอแล้ว!”
หลินกั๋วเซิ่งขมวดคิ้ว “หงเหมยยังเด็กขนาดนี้ ไม่เรียนแล้วจะไปทำอะไรได้? อย่างน้อยก็ให้เรียนจบประถมก่อนเถอะ” จางเสี่ยวเสียไม่พอใจ “เรียนเพิ่มอีกปีก็เสียเงินเปล่า! ไม่ต้องเรียนแล้ว อยู่บ้านทำไร่แล้วก็หัดเย็บผ้า อีกไม่กี่ปีก็หาคนแต่งงานด้วยซะ!”
“แม่คะ หนูอยากเรียน! หนูรู้ว่าสอบไม่ได้แต่หนูก็พยายามแล้วนะคะ ถ้าออกจากโรงเรียนตอนนี้จะโดนคนอื่นหัวเราะเยาะเอา แม่คะ... หนูเรียนไปด้วยช่วยทำงานบ้านไปด้วยก็ได้ค่ะ” แม้จะเรียนไม่เก่งแต่หลินหงเหมยก็ไม่อยากออกจากโรงเรียนตอนนี้ เพราะกลัวโดนเพื่อนล้อและต้องรับภาระงานบ้านทั้งหมดคนเดียว
หลินกั๋วเซิ่งรีบช่วยพูด “บ้านเราจะจนแค่ไหน ก็ต้องให้หงเหมยเรียนจบม.ต้นก่อน ค่อยไปหางานทำที่โรงงาน ตอนนี้ลูกยังเด็กจะมีใครรับเข้าทำงานล่ะ?” จางเสี่ยวเสียคิดครู่หนึ่งแล้วยอมอ่อนข้อ “ก็ได้! งั้นให้เรียนจบ ม.ต้น พอจบแล้วก็ไปทำงานที่โรงงานทอผ้าขนสัตว์ในอำเภอซะ ลูกพี่ลูกน้องแกทำงานที่นั่น ปีหนึ่งหาเงินได้ตั้งพันกว่าหยวน!” แค่ได้เรียนจบ ม.ต้น หลินหงเหมยก็พอใจแล้ว เพราะรู้ตัวดีว่าคงสอบเข้า ม.ปลาย ไม่ได้แน่ๆ
เมื่อรู้ว่าลูกสาวสอบได้ที่หนึ่งอีกครั้ง หลินกั๋วผิงก็ดีใจมาก “ครั้งนี้อยากได้รางวัลอะไรล่ะเสียวเสวี่ย?” ทิงเสวี่ยทำท่าครุ่นคิดแล้วตอบ “หนูอยากได้ทีวีค่ะ หนูรู้ว่าเงินเราไม่พอซื้อทีวีสี งั้นซื้อทีวีขาวดำเครื่องเล็กๆ ก่อนก็ได้ค่ะ”
หลินกั๋วผิงตอบตกลงทันที “ได้สิ! อีกสองสามวันพ่อจะพาไปอำเภอ ซื้อทั้งทีก็ซื้อทีวีสีไปเลย! เรื่องเงินไม่ต้องห่วง!” ถ้าไม่ใช่เพราะปีที่แล้วให้ญาติยืมเงินไป ป่านนี้คงซื้อได้นานแล้ว เงินเขายังขาดอยู่นิดหน่อยสำหรับทีวีสี แต่เขาอยากให้ลูกสาวได้ดูเดี๋ยวนี้จึงตัดสินใจไปยืมหลินกั๋วอัน
หลินกั๋วอันเพิ่งขายหมูได้เงินมาเป็นพันหยวน นอกจากเลี้ยงหมูเขายังเลี้ยงแพะ การเลี้ยงแพะคุ้มค่ามากเพราะไม่ต้องเปลืองค่าอาหาร หลินกั๋วอันอยู่ตัวคนเดียวแถมยังใช้ชีวิตประหยัด จึงมีเงินเก็บอยู่ไม่น้อย พอหลินกั๋วผิงเอ่ยปากขอยืมเงินซื้อทีวีสี หลินกั๋วอันก็รีบหยิบสมุดบัญชีให้ทันที “พี่ไปถอนที่สหกรณ์ฯ ได้เลย เอาไปซื้อทีวีสีเครื่องใหญ่ๆ เลยนะ!”
หลินกั๋วผิงรับสมุดบัญชีมา เมื่อรวบรวมเงินครบก็พาทิงเสวี่ยไปซื้อทีวีที่อำเภอ แม้ทิงเสวี่ยจะอยากได้ทีวีขาวดำเพราะไม่อยากให้พ่อสิ้นเปลือง แต่หลินกั๋วผิงกลับตัดสินใจซื้อทีวีสียี่ห้อแพนด้าขนาดสิบเจ็ดนิ้ว ราคาหนึ่งพันแปดร้อยกว่าหยวน! แม้จะแพงหูฉี่ แต่เขาก็กัดฟันซื้อมาจนได้ เงินจำนวนนี้ในช่วงต้นยุค 90 ถือเป็นเงินมหาศาลสำหรับคนในชนบท
“พ่อคะ มันแพงเกินไป เราซื้อทีวีขาวดำดีกว่าค่ะ” ทิงเสวี่ยกระซิบ หลินกั๋วผิงลูบหัวลูกสาว “พ่อตัดสินใจแล้ว” ทิงเสวี่ยพบว่าพ่อนับวันยิ่งมีความเด็ดขาดมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อซื้อทีวีสีกลับมาถึงบ้าน ไม่นานข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่ว ในละแวกนี้มีแค่สองบ้านที่มีทีวีแต่เป็นขาวดำ ฤดูร้อนปีที่แล้วบ้านหลินกั๋วผิงซื้อตู้เย็น ปีนี้ซื้อทีวีสี ก่อนหน้านี้ยังสร้างร้านซาลาเปา ช่างลงทุนจริงๆ!
พอรู้ข่าว จางเสี่ยวเสียก็รีบพาลูกๆ มาร่วมยินดี ตอนนี้ทีวีกำลังวางบนตู้ หลินกั๋วผิงกำลังปรับเสาอากาศอยู่แต่ภาพยังไม่ชัด “อ้าว เจ้ารอง แกนี่มันรวยจริงๆ นะเนี่ย! ซื้อทีวีสีเครื่องใหญ่ขนาดนี้มาได้ คงจะหมดไปเยอะล่ะสิ!” จางเสี่ยวเสียตะโกนมาแต่ไกล
หลินกั๋วผิงหันไปตอบ “ก็หมดไปเยอะอยู่ครับ พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ได้ไปไร่เหรอครับ?”
จางเสี่ยวเสียตอบ “ฉันเพิ่งกลับมา ได้ยินว่าบ้านแกซื้อทีวีสีก็เลยรีบมาดูหน่อย! ดีเลย! ต่อไปฉันก็มาดูทีวีที่บ้านแกเลย ใกล้กว่าไปบ้านอื่นตั้งเยอะ!”