บุปผาราชัน

    19 เจ้าหญิงจากคาบันเน่ย์


    19เจ้าหญิงจากคาบันเน่ย์
    ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ทอดยาวเหนือน่านมหาสมุทรแห่งนี้ประกอบไปด้วยหกอาณาจักร เรียกขานรวมกันว่าทวีปแห่งพาเรนเธีย แบ่งขั้วอำนาจอย่างชัดเจนง่ายดายเป็นทางตอนเหนือใต้ และจุดศูนย์กลางของภาคพื้นทวีปทางตอนเหนือ ตลอดจนตะวันออกจรดตะวันตกนั้นก็ดูจะเป็นของจีโอเนราฟาอย่างที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้
    จีโอเนราฟา ดินแดนแห่งสรรพสิ่ง หรือที่เรียกกันอย่างสั้นย่อว่า ‘จีโอเนส’ นั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานมานับพันปี เป็นเขตพื้นที่ราบลุ่มซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากน่านน้ำที่เป็นทางออกสู่ทะเลในทิศตะวันออกแล้ว รายรอบด้านทิศอื่นก็ยังมีอาณาเขตติดต่อกับเพื่อนบ้านถึงสี่อาณาจักร ยกเว้นเพียงคาบันเน่ย์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของทวีปเท่านั้น
    แน่นอนว่าพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ที่สุด ย่อมตกเป็นของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในการต่อสู้แย่งชิง นับแต่อดีตมาจีโอราฟาขึ้นชื่อเสมอเรื่องความเข้มแข็งด้านกองกำลังทางทหาร ในยามสงบศึกแล้วบทบาทของทหารก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยเป็นรักษาความปลอดภัยภายใน จนแทบจะเรียกได้ว่าอาณาเขตเมืองหลวงของจีโอเนราฟานั้น ปลอดภัยและแทบจะปลอดโจรผู้ร้ายได้เลยทีเดียว
    องค์กษัตริย์แห่งจีโอเนสในรัชสมัยปัจจุบันนั้นยังเป็นหนุ่มแน่น กำลังจะมีพระชนมายุครบยี่สิบเก้าพรรษา มีสิริโฉมเลื่องลือไปทั่วหล้าว่าหล่อเหลายิ่งกว่าชายใด นอกจากจะทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างมากแล้วยังมีนิสัยสุภาพอ่อนโยน และที่สำคัญซึ่งสั่นคลอนหัวใจหญิงสาวที่ถูกเชิญมางานเลี้ยงเต้นรำได้นั้นคือยังไม่อภิเษกสมรส แม้จะมีพระสนมสามคนที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้แล้วก็ช่างปะไร ในเมื่อตำแหน่งราชินีที่ยังว่างนั้นมีอำนาจเหนือยิ่งกว่าสตรีคนใดในจีโอเนราฟา
    “ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
    ห้องท้องพระโรงในยามเย็น สถานที่ซึ่งทางกองพิธีการจัดตกแต่งไว้สำหรับรับแขกของบ้านเมืองนั้นเต็มไปด้วยพระราชอาคันตุกะจากคาบันเน่ย์ที่เพิ่งจะเดินทางมาถึง
    อาณาจักรคาบันเน่ย์ ดินแดนแห่งความมั่งคั่ง เพียบพร้อมด้วยเงินตราสุราและนารี เมืองแห่งการท่าที่มีความเจริญรุ่งเรืองด้วยการค้าทางทะเล แผ่นดินซึ่งอยู่ทางตอนใต้สุดเยื้องไปทางตะวันตกเฉียงใต้หากมองจากแผนที่ในจุดกึ่งกลาง ที่นี่เปรียบได้กับประตูแห่งทวีป ที่เปิดออกไปสู่ทวีปใกล้เคียงอย่างอาตูกูส และเจริญก้าวหน้าด้วยวิทยาการอันหลากหลาย
    เจ้าหญิงมาโมเนตผู้เป็นตัวแทนของพระบิดา...กษัตรย์แห่งคาบันเน่ย์เพื่อมาถวายพระพรนั้นก้าวเข้ามาในห้องอย่างมาดมั่น และถวายความเคารพองค์ราชันแห่งจีโอเนสที่ให้เกียรติมาต้อนรับด้วยพระองค์เอง
    “ยินดีต้อนรับสู่จีโอเนราฟา ไม่เจอกันนานนะมาโมเนต เห็นอีกทีก็เติบโตเป็นสาวงามเสียแล้ว”
    “ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” หญิงสาวกลับมายืนตัวตรงเงยดวงหน้าสวยคมขึ้น สีผิวของหญิงสาวคล้ำกว่าผิวพรรณของหญิงสาวชาวจีโอเนส และเป็นสีน้ำผึ้งที่ดูเข้ากับโครงหน้าคมนั้นอย่างหมดจด และลดความดุให้ดูอ่อนโยนลงด้วยนัยน์ตาและเรือนผมยาวพลิ้วเป็นลอนใหญ่สีน้ำตาลอ่อน
    ในพระทัยขององค์แดริสไหววูบขึ้นเล็กน้อย นางช่างคล้าย... คล้ายกับพี่สาวผู้จากไปแล้วของนางเหลือเกิน
    “ขอบคุณที่มาร่วมงานเลี้ยงของข้า เดินทางมาตั้งไกลเจ้าคงเพลียแย่แล้วสินะ”
    “ไม่ถึงขนาดนั้นเพคะ หม่อมฉันรู้สึกสนุกเสียมากกว่า ฝ่าบาทเองก็ทรงดูพระเกษมสำราญดีนะเพคะ ได้ยินมาว่ามีพระสนมถึงสามคน หม่อมฉันตื่นเต้นอยากได้ลองพบพวกนางสักครั้งยิ่งกว่าฝ่าบาทอีกเพคะ เพราะได้ยินมาว่าพระสนมแต่ละคนเลอโฉมเหลือเกิน”
    “แล้วกัน นี่ข้าสำคัญน้อยกว่านางสนมอีกรึ”
    “หามิได้เพคะ แต่นี่คือสงครามของเหล่าสตรีอย่างแท้จริง”
    แม้คำพูดนั้นจะชวนให้คนอื่นรู้สึกทำหน้าไม่ถูกไปตามๆ กัน แต่องค์ราชันเจ้าบ้านกลับหัวเราะรับคำนั้นอย่างอารมณ์ดี
    “เจ้านี่ไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ มาเถอะ ข้าจะพาไปดูที่พัก”
    องค์เหนือหัวยื่นพระหัตถ์ของตัวเองไปตรงหน้ารอรับมือของเจ้าหญิงมาโมเนตด้วยพระองค์เอง เหล่าข้าราชสำนักทั้งหลายแทบน้ำตาไหล เมื่อเห็นว่าองค์เหนือหัวทรงรู้สึกสนใจเจ้าหญิงต่างแดนถึงเพียงนี้ เห็นวี่แววมาอย่างชัดเจนว่างานนี้คาบันเน่ย์ถือธงเดินโบกรอใกล้เส้ยชัยแล้ว
    เหล่าคณะเสด็จเฝ้าติดตามองค์ราชาและเจ้าหญิงต่างแดนไปยังเขตที่พักของพระราชอาคันตุกะ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระราชวัง ทรงสนทนากันอย่างสนิทสนมและมีเสียงหัวเราะตลอดเวลา
    ฟีออนเองก็ร่วมอยู่ในคณะเสด็จ และคอยสังเกตทุกสิ่งรอบตัวของเจ้าหญิงมาโมเนตให้ละเอียดที่สุด หญิงสาวรู้สึกว่าพระนางดูร่าเริงมีอารมณ์ขันคล้ายกับพระสนมจีโอเรีย แต่คำพูดคำจาที่ฟังดูติดตลกนั้นกลับแฝงด้วยอะไรบางอย่างมีสาระอยู่เสมอ และกริยาท่าทางนั้นแม้จะไม่นับว่าอ่อนโยนอ่อนหวานอย่างพระสนมจานิสต้า แต่ก็ไม่ได้ดูแข็งกระด้างเย็นชาอย่างพระสนมราญารี พระนางช่างเป็นส่วนประกอบที่ลงตัวราวกับหาจุดกึ่งกลางของพระสนมสามคนได้ออกมาอย่างพอดิบพอดีเหลือเกิน
    ชาติกำเนิดก็เป็นถึงเจ้าหญิง รูปโฉมนั้นแม้จะไม่สะคราญตามากเท่าพระสนมจานิสต้า แต่นั่นก็มากพอแล้วที่จะเรียกได้ว่าทรงเป็นหญิงงาม บทสนทนาต่างๆ ก็ชวนให้รู้สึกว่ามีความคิดความรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ไม่น้อย คงเหลือแต่ด้านนิสัยใจคอที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นอย่างไร
    แต่ก็เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ หากจะมีใครสักคนที่ดูพอเหมาะพอดีกับฝ่าบาทได้ หญิงสาวก็นึกถึงเจ้าหญิงพระองค์นี้เป็นคนแรก สมัยที่เคยได้ไปอยู่ที่คาบันเน่ย์กับพ่อ ฟีออนเคยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความเก่งกาจของเจ้าหญิงผู้นี้ ซึ่งมีอายุมากกว่านางเพียงแค่ปีเดียวมามากมาย เคยเห็นผ่านๆ ไกลๆ อยู่หนึ่งครั้ง แต่นั่นก็นานมาแล้วจนภาพนั้นลบเลือนไป
    เมื่อถึงที่พำนักและเสด็จดูโดยรอบเพียงสองพระองค์แล้ว องค์เหนือหัวก็รับสั่งอะไรบางอย่างที่ทำเอาหลายคนเงยมองพระพักตร์อย่างแปลกใจ
    “เจ้ามีองครักษ์มาด้วยก็จริง แต่พวกเขาอาจจะไม่ชำนาญพื้นที่ทำให้ทำอะไรได้ไม่สะดวกนัก ระหว่างที่อยู่ที่นี่ ข้าจะให้หนึ่งในทหารมหาดเล็กฯ คนสนิทของข้าคอยดูความปลอดภัยและเรื่องต่างๆ ให้ คาอูล...มานี่ซิ”
    ผู้ถูกเรียกชื่อแม้จะแปลกใจไม่น้อยกว่าคนอื่น แต่ก็ก้าวออกไปรอน้อมรับพระบัญชา
    “คาอูลเป็นท่านชายแห่งเวฮาเนสต์ ตระกูลเชื้อพระวงศ์สายรองของเรา เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านอำมาตย์หลวง มีความสามารถอยู่ในแนวหน้า จนข้าเลือกให้เขาเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์เมื่อสี่ปีที่แล้ว”
    คาอูลโค้งศีรษะทำความเคารพแก่เจ้าหญิงจากต่างแดนเมื่อได้รับการแนะนำ เจ้าหญิงมาโมเนตเองก็ย่อตัวรับเช่นกันเมื่ออีกฝ่ายก็เป็นถึงคนของราชวงศ์
    “ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” เมื่อทูลกับฝ่าบาทจบแล้ว มาโมเนตก็หันไปบอกกล่าวกับคาอูลต่อ
    “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านคาอูลมาคอยอำนวยความสะดวกให้ค่ะ”
    “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ เป็นเกียรติของกระหม่อมที่ได้รับใช้เจ้าหญิง”
    ฟีออนนิ่งมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกแปร่งในใจ นับตั้งแต่กลับจากงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของท่านอำมาตย์หลวงวันนั้นแล้ว นางกับท่านคาอูลยังไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้พูดคุยกันอีกเลยสักครั้ง
    ฝ่าบาทพกนางติดตัวไปด้วยตลอดในแทบทุกที่ และมักจะสั่งให้ท่านคาอูลไปทำธุระในเรื่องที่ต้องออกไปไกล และเมื่อท่านคาอูลกลับมาปฏิบัติหน้าที่อยู่กับฝ่าบาทเมื่อไร ฟีออนก็จะถูกส่งตัวไปอยู่กับคุณข้าหลวงใหญ่พร้อมกับกองงานมากมายที่โถมเข้าใส่จนแทบทำให้ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลย
    แต่หญิงสาวไม่อยากจะคิดอะไรมาก ยิ่งใกล้วันงานเท่าไรดูเหมือนใครต่อใครก็ยิ่งยุ่งเหยิงมีอะไรให้ต้องทำมากมาย เพราะนี่คืองานเลี้ยงรื่นรมย์ครั้งแรกในรอบสิบสี่ปี นับตั้งแต่กษัตริย์พระองค์นี้ขึ้นครองราชย์มานี้
    แม้แต่ฝ่าบาทเองก็คงจะยุ่งมากและโหมงานหนักจนเหน็ดเหนื่อยทุกวัน เพราะในช่วงห้าวันก่อนและหลังงานเลี้ยงจะมีการยกเลิกการว่าราชกิจไป ทำให้ต้องเร่งมือจัดการเรื่องอะไรๆ ที่อาจเร่งด่วนให้แล้วเสร็จ และนับตั้งแต่คืนที่มีการเรียกพระสนมเข้าเฝ้าซ้ำซ้อนกัน ก็ยังไม่มีพระสนมคนไหนถูกเรียกเข้าเฝ้าอีกเลย
    สองพระองค์ล่ำลาด้วยการนัดแนะดื่มชาในช่วงบ่ายของวันพรุ่งนี้ และคาอูลก็ถูกทิ้งไว้ตรงนั้นเป็นการถาวรแม้ขบวนเสด็จจะกลับไปแล้วก็ตาม

    วันเวลาดำเนินมาถึงช่วงค่ำ ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ทั้งหลายถูกบอกให้กลับไปพักผ่อนได้แล้วเสียทีหลังจากที่วิ่งวุ่นกันมาทั้งวัน เหลือเพียงทหารองครักษ์ที่มีการเปลี่ยนเวรยามรักษาความปลอดภัยอีกชั้นให้กับฝ่าบาทตลอดเวลา
    ฟีออนยังไม่ถูกบอกให้กลับไปพัก หญิงสาวกำลังยืนฝนหมึกเงียบๆ อยู่ด้านข้างกษัตริย์หนุ่มที่สั่งห้ามไม่ให้นางพูดอะไรจนกว่าพระองค์จะหันมารับสั่งอะไรด้วย ฝ่าบาทมักออกกฎนี้กับนางเสมอตั้งแต่กลับมาจากงานเลี้ยงของท่านอำมาตย์หลวง พระองค์เองก็คงจะรู้เรื่องสถานะของนางกับท่านคาอูลแล้ว ถึงได้ทำตัวเย็นชาสุดขั้วและไม่เอ่ยเรื่องนั้นกับนางอีกเลย ฟีออนเองก็หลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเช่นกัน ทุกครั้งที่สนทนาทั้งสองจะมีแต่เรื่องงานเท่านั้น
    หลังกลับจากการไปสำรวจอุทยานโดยรอบเมื่อเดือนก่อน หญิงสาวก็ถูกโยนไปอยู่ตามกองงานต่างๆ อีกมากมายของวังหลัง โดยปกติแล้วภายในวังหลวงจะมีสามสังกัดใหญ่ที่คอยดำเนินการควบคุมเรื่องต่างๆ
    สังกัดนางกำนัลขึ้นอยู่กับราชินี และมีนางกำนัลใหญ่ซึ่งในปัจจุบันคือคุณฟิลิพป้าเป็นตัวแทนในการดูแล ในสังกัดนี้แบ่งแยกออกเป็นหกแผนก ซึ่งก็คือแผนกห้องเครื่อง แผนกเย็บปัก แผนกการแสดงซึ่งในปัจจุบันถูกยุบไปเพราะไม่มีงานเลี้ยงรื่นเริง มีนางกำนัลชั้นสูงเป็นผู้ที่ทำงานในแผนกนี้ ลำดับถัดไปที่มีนางกำนัลชั้นต้นและเหล่านางกำนัลเด็กฝึกหัดคอยทำงานอยู่คือแผนกซักล้างและทำความสะอาด และสุดท้ายคือแผนกตักน้ำนั้นจะเป็นหน้าที่ของเหล่าคนงานซึ่งมีทั้งชายและหญิง และในอดีตยังต้องคอยควบคุมเหล่าพระสนมอีกด้วย
    สังกัดข้าหลวงนั้นอยู่ในอำนาจของข้าหลวงใหญ่ และข้าหลวงสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์อย่างคุณบลูเบลล่าก็กำลังรับผิดชอบหน้าที่นี้ สังกัดข้าหลวงเป็นสังกัดที่ใหญ่ที่สุดในวังหลวง มีทั้งหมดสิบเอ็ดกองงานที่อยู่ในความดูแล กองบุคคล กองพิธีการ กองโยธา กองอุทยาน กองพาหนะ กองเสบียง กองศิลปกรรม กองเลขานุการ กองขนส่ง ส่วนอีกสองกองที่ยุบไปแล้วคือ กองมหาดเล็ก เพราะมีทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์เข้ามาแทนที่ และกองกิจวัตรราชวงศ์ซึ่งถูกยุบไป เพราะเชื้อพระวงศ์สายตรงนั้นไม่เหลือใครอีกแล้วนอกจากองค์แดริส
    นอกเหนือจากนั้นแล้วจะเป็นกองงานที่สังกัดกับองค์กษัตริย์โดยตรง อันได้แก่กองราชองครักษ์ กองพระคลัง กองแพทย์หลวง กองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่พระเจ้าแดริสแต่งตั้งขึ้นมาใหม่แทนที่กองมหาดเล็ก และตำแหน่งร่างอักษรประจำพระองค์
    หากไม่นับกองราชองครักษ์ ฟีออนก็ถูกโยกไปทำงานเรียนรู้งานจนเกือบครบทุกแผนกทุกกองงานที่ว่ามาแล้ว ขณะนี้นางกำลังถูกส่งไปทำงานที่กองแพทย์หลวง ชื่อของหญิงสาวเริ่มแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว และตกเป็นที่สงสัยอย่างเหลือสุดว่านางเป็นใครกันแน่ ถึงได้สามารถเดินเข้าออกเขตพระราชฐานส่วนพระองค์ได้เป็นว่าเล่น มิหนำซ้ำยังถูกย้ายไปทำงานที่ต่างๆ ไปเรื่อยทั้งที่ก็ไม่ได้มีความผิดหรือความชอบใดๆ กระทั่งใครหลายคนคิดว่า นางอาจจะเป็นตัวตายตัวแทนของคุณบลูเบลล่าในอนาคตเลยทีเดียว
    ตะเกียงไฟน้ำมันถูกจุดไว้ตามที่ต่างๆ ภายในห้องทรงอักษรตั้งแต่ตอนใกล้มืด องค์แดริสหาได้เงยพระพักตร์มาสนใจฟีออนเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าหญิงสาวจะเดินไปจุดตะเกียงหรือหยิบจับทำอะไร แต่แล้วเสียงท้องร้องแห่งความหิวที่ราวกับดังประท้วงแทนนั้น ก็เรียกความสนพระทัยจากฝ่าบาทให้หันมามองหญิงสาวในที่สุด ทรงหันไปมองนอกหน้าต่างและดูเหมือนเพิ่งจะทรงรู้สึกพระองค์ว่า ฟ้าด้านนอกนั้นมืดลงสนิทแล้ว
    “ไปกินข้าวแล้วกลับไปพักผ่อนเถอะ”
    “ฝ่าบาทเองก็ต้องเสวยมื้อเย็นด้วยนะเพคะ”
    “ไม่ต้องมาห่วงข้าหรอก เจ้ามีคนอื่นให้ห่วงกว่าข้าแล้วนี่”
    แม้จะประชดประชันแต่ก็เป็นครั้งแรกที่ฝ่าบาทตรัสเรื่องนั้นขึ้นมากับฟีออน
    “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉัน...”
    “พอ... ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ข้าไม่อยากฟัง ไม่ยอมรับด้วย เจ้ายังเป็นว่าที่ราชินีของข้าตราบใดที่เจ้ายังหาใครคนอื่นมาแทนไม่ได้” หญิงสาวถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อได้ฟัง
    “หม่อมฉันเสนอไปแล้วเพคะ แล้ววันนี้พระองค์ก็ดูโปรดปรานเจ้าหญิงมาโมเนตไม่น้อย ทรงพูดคุยกันอย่างถูกคอและสนิทสนมเหลือเกิน”
    “นั่นเพราะข้ากับนางรู้จักกันมาก่อน เมื่อก่อนนางเป็นคนติดพี่สาวมาก เราก็เลยได้คุยอะไรกันมากมาย”
    “แต่นั่นก็เป็นนิมิตหมายที่ดีไม่ใช่หรือเพคะ นับเป็นเรื่องดีต่างหาก ไม่ว่าด้านใดก็ลงตัวไปหมดหากเป็นเจ้าหญิงจากคาบันเน่ย์พระองค์นั้น”
    องค์แดริสนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนพระทัยแล้วตัดสินใจเล่าเรื่องบางอย่างที่ไม่เคยบอกใครออกมา
    “เจ้าจำที่ข้าเล่าว่ามารีอาร์จมน้ำได้ไหม”
    “เพคะ จำได้แน่นอน”
    “ข้าเคยสงสัยว่านางเป็นคนผลักพี่สาวตัวเองตกน้ำ”
    “เพคะ!?” ฟีออนขึ้นหางเสียงสูงอย่างตื่นตระหนก นั่นเป็นถ้อยคำกล่าวหาที่รุนแรงมากขนาดจะแตกหักความสัมพันธ์ของสองอาณาจักรได้เลยทีเดียว
    “พระนางมีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนั้นเพคะ”
    “นางเป็นคนเอาแต่ใจมากเวลาอยู่กับคนใกล้ตัว อยากได้อะไรก็ต้องได้เสมอและไม่ค่อยเลือกวิธีการ แต่นางก็มักจะฉลาดพอที่จะไม่ทำให้ถูกจับได้ว่าทำความผิดอะไร ตอนที่ได้พบกันนั้นนางเพิ่งจะสิบขวบ แม้จะยังเด็กนางก็หลักแหลมไม่แพ้ผู้ใหญ่เลย หลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าเคยเห็นมา มันก็เป็นเพียงแค่การแอบเกเรในขีดจำกัดของเด็กสิบขวบเท่านั้น แต่ตอนนี้นางไม่ใช่เด็กอีกแล้ว ข้าไม่รู้ว่านิสัยนั้นจะหายไปแล้ว หรืออาจหนักขึ้นตามอายุของนางเอง อีกอย่างดูเหมือนตอนนั้นนางจะติดข้าแจยิ่งกว่าพี่สาวของนางเสียอีก”
    “พระนางชอบฝ่าบาทตั้งแต่ตอนนั้นหรือเพคะ”
    “ไม่รู้สิ…ข้าก็ไม่รู้ใจผู้หญิงขนาดนั้นและนางก็ยังเด็ก อาจจะติดข้าเพราะเจอคนที่คุยกันถูกคอมากกว่า และตอนนั้นข้าก็สนใจแค่มารีอาร์”
    “ฝ่าบาทกำลังพยายามจะพูดอ้อมๆ ว่าพระนางทรงอิจฉาเจ้าหญิงมารีอาร์ เลยทำแบบนั้นลงไปหรือเพคะ”
    “แค่เคยคิดน่ะ ไม่มีเหตุผลเลยที่อยู่ๆ ก็เกิดเรื่องนั้น ตอนเช้ามืดมารีอาร์กลับจากที่พำนักของข้า ไม่กี่ชั่วโมงถัดมาก็มีคนพบศพของนางในสระน้ำไม่ไกลจากที่พักของข้านัก”
    “...ทรงลอบพบกันยามวิกาลก่อนอภิเษกอย่างเป็นทางการหรือเพคะ” น้ำเสียงของฟีออนนั้นมีแววล้อเลียนอยู่ในตัวเลยทีเดียว
    “มันก็แค่เรื่องของชายหนุ่มหญิงสาวคนรักพบปะกันเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป นี่เจ้าอย่าเปลี่ยนประเด็นสิ”
    “เพคะๆ แล้วทำถึงได้ทรงสงสัยเจ้าหญิงมาโมเนตขึ้นมาล่ะเพคะ”
    “หลังจากมารีอาร์กลับไปได้สักพักใหญ่ๆ มาโมเนตก็มาหาข้า เคาะเรียกอย่างไม่เกรงอกเกรงใจทีเดียว ข้าหลับได้เล็กน้อยแล้วแต่ก็ต้องตื่นขึ้นมา นางตัวสั่นวิ่งเข้ามากอดข้าแล้วร้องไห้ไม่หยุด ถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่พูด บอกแค่ว่านางรู้สึกผิดต่อข้าเหลือเกิน ข้านั่งปลอบนางอยู่นานจนเริ่มสงบสติอารมณ์ได้ก่อนจะกลับไป ข้านึกว่านางแค่เศร้าที่เช้ารุ่งสางข้าจะเดินทางกลับก็เลยไม่ได้คิดอะไรจนกลับไปนอน และตื่นมาพบความจริงที่ทำให้รู้ว่าไม่มีมารีอาร์ในโลกอีกต่อไปแล้ว ข้าร้องไห้กอดศพเย็นชืดของนางที่เหล่าทหารพาขึ้นมาไว้ในวังแล้วเชียวล่ะ ถ้าเจ้าสงสัยว่าข้ารู้สึกยังไงล่ะก็...”
    ฟีออนพูดอะไรไม่ออก คงจะทรงรักเจ้าหญิงมารีอาร์มากจริงๆ มากจนไม่มีเหลือให้กับใครคนอื่น และนี่อาจเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ยังไม่เสกสมรสกับใครจนถึงทุกวันนี้ และมีความคิดแบบที่ว่า พระองค์ไม่จำเป็นต้องมีความรัก ราชินีจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นที่พระองค์เห็นว่าเหมาะสมเท่านั้นก็พอ และฟังดูแล้วก็น่าชวนให้พระองค์รู้สึกสงสัยเจ้าหญิงมาโมเนตเหลือเกิน
    แต่น้องสาวจะทำแบบนั้นกับพี่สาวเพียงเพราะอิจฉาได้จริงน่ะหรือ
    “อยากให้หม่อมฉันไปสืบหาข้อมูลอะไรไหมเพคะ”
    “ข้าว่าเจ้าเริ่มจะเหมาะกับการทำงานในกรมพิพากษ์คดีมากกว่าร่างอักษรฯ เข้าทุกวันแล้วนะ ไม่เป็นไร ถึงจะสงสัยแต่ข้าก็ไม่อยากรู้ความจริงนักหรอก เพราะถึงรู้ไปมารีอาร์ก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมา และมันอาจทำให้ข้าลำบากใจหากจะทำอะไรบางอย่างขึ้นมาก็ได้” นั่นสินะ ฟีออนได้เพียงนึกในใจอย่างเห็นด้วย ในช่วงหนึ่งที่นางถูกโยนไปอยู่กองพระคลังนั้น ฟีออนรู้ขึ้นมาได้อย่างชัดเจนว่า จีโอเนสต้องการผลประโยชน์ที่เป็นธรรมทางการค้ากับคาบันเนย์มากกว่านี้ แม้เจ้าหญิงมาโมเนตจะเหมาะสมกับพระองค์ที่สุดอย่างที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ทั้งโดยสถานะและผลประโยชน์ทางการเมือง แต่พระองค์ก็ยังดูลังเลอย่างผิดคาด เพราะหากเป็นองค์แดริสในแบบปกติแล้ว ฟีออนไม่คิดว่าจะทรงลังเลเป็นแน่

    อยู่ๆ หญิงสาวก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างประหลาด เมื่อเห็นว่าพระองค์ยังมีความไม่แน่ใจ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าพระองค์ยังทรงมีหัวจิตหัวใจเหมือนผู้คนปกติอยู่บ้าง ที่เห็นความรู้สึกของตนมาก่อนผลประโยชน์ของบ้านเมือง
    “ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ เพราะมีเรื่องนั้นก็เลยทำให้ข้ากล้าๆ กลัวๆ ที่จะเลือกนาง หากรู้ความจริงหลังอภิเษกฯ ข้าคงไม่อยากมองหน้านางอีกเลย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมข้ายังวางเจ้าไว้เป็นอันดับหนึ่งมากยิ่งกว่าคนอื่น”
    วกไปวนมาก็กลับมาเข้าเรื่องเดิมจนได้ ฟีออนแทบกลับมาตั้งรับไม่ทันทีเดียว หากไม่ใช่เจ้าหญิงมาโมเนตที่ดีพร้อมพอแล้ว หญิงสาวก็นึกไม่ออกแล้วจริงๆ ว่าจะมีใครที่ไหนอีกบ้าง
    “ฝ่าบาททรงโปรดพระสนมจานิสต้าถึงเพียงนั้น ไม่อยากให้พระสนมเป็นราชินีจริงหรือเพคะ แม้พระสนมจานิสต้าจะยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารการจัดการนัก แต่หม่อมฉันเชื่อว่าพระสนมจะต้องตั้งใจเรียนรู้ฝึกฝนแน่นอน”
    องค์เหนือหัวถอนพระทัยออกมาเมื่อฟังคำบอกเล่านั้นจบ
    “จริงสินะ มีไม่กี่คนนักหรอกที่ข้าจะยอมให้เห็นตัวตนที่แท้จริง จากเรื่องโอลลีคราวก่อน เจ้าเองก็คงรู้จักข้าขึ้นมาอย่างดีแล้ว ข้ามันน่ารังเกียจ แม้จะนับถือและจงรักภักดี แต่เจ้าเองก็คงรังเกียจข้ามากสินะ ถึงได้ชอบผลักไสข้าไปหาคนอื่นอยู่เรื่อย และเพราะแบบนั้นเจ้าถึงได้เลือกคาอูล”
    “ฝ่าบาทอย่าได้ทรงตรัสเช่นนั้นอีกเลยเพคะ หม่อมฉัน...” ฟีออนสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อ “ขนาดพระองค์เองยังเคยมีความรัก หม่อมฉันเองก็...”
    “พอ...ข้าไม่อยากฟังเจ้าพร่ำบอกรักชายอื่นต่อหน้านักหรอกนะ”
    “แต่หม่อมฉันต้องทูลเพคะ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะไม่ทรงปล่อยหม่อมฉันไป และฝ่าบาทจะไม่ทรงคิดหาราชินีของพระองค์เองอย่างจริงจัง ตราบใดที่ยังยึดติดกับหม่อมฉันแบบนี้เพคะ”
    “ออกไป”
    “แต่ฝ่าบาท...”
    “ข้าบอกให้ออกไป!”