
...ผ่านไป 3 วันที่หวังอี้อยู่ในคุกเขาผอมลงมากไม่รู้ทำไมเ้าหน้าที่ถึงไม่ยอมให้อาหาร เขาได้เพียงน้ำดื่มวันละครึ่งกระบวยเท่านั้นเอง จนร่างกายเขาซูบผอมลงกว่าเดิมอีก ปาก,มือ,ิัแห้งเพราะขาดน้ำหวังอี้พยายามไม่เคลื่อนไหวเพื่อนรักษาแรงไว้
และแล้วค่ำคืนวันที่ 4 เ้าหน้าที่ 2 คนก็เปิดกรงดึงหวังอี้ออกมาพวกเขาปลดโซ่ตรวนที่เท้าและใช้แค่เชือกผูกมัดข้อมือหวังอี้ พอออกมาก็เอาผ้าปิดตาและหวังอี้ก็ถูกนำตัวขึ้นอวี๋เชอ(รถม้ารถมีห้องโดยสารมีหลังคามีม่านปิดทึบ)
หวังอี้ใช้ประโยชน์จากความเงียบยามค่ำคืนฟังพยายามเสียงเท้าม้าสักพักใหญ่รถม้าก็จอด หวังอี้ถูกดึงลงมาจากรถ พอเปิดผ้าเขาก็ใเล็กน้อย
“เ้าหนูปลอดภัยนะ”
ชายตรงหน้าคือคุณชายไป๋คนรักท่านเซียนหญิงนั่นเองเขาเข้ามาแก้เชือกให้หวังอี้ และปัดฝุ่นเช็ดรอยเปื้อนที่แก้มให้ด้วย แถมเอาของกินและน้ำให้ซึ่งหวังอี้ก็กินด้วยความหิว เขากินเยอะมากจนคุณชายหัวเราะเอาอาหารและน้ำมาเพิ่มให้เขาอีกถึง2 ครั้ง
ระหว่างกินเขายังชวนหวังอี้คุยต่อส่วนมากถามประวัติหวังอี้ ซึ่งหวังอี้ตระหนักคำเตือนศิษย์พี่เสมอจึงพยายามตอบแบบเลี่ยงๆ ถ้าจนตรอกจริงๆถึงจะโกหก
“ป้ายหยกนี้ข้ามอบให้นางเอง แทนสัญญารักของพวกเรา”
“เออนี่! เ้าหนู นอกจากป้ายหยกนี้เ้าเห็นอย่างอื่นอีกไหม?”
หวังอี้ส่ายหน้าปากเขายังเคี้ยวอาหารอยู่ คุณชายจ้องมองเขาด้วยแววตาแปลกๆ
พอหวังอี้กินเสร็จเขาก็ลุกขึ้นโค้งศรีษะให้คุณชาย
“ขอบคุณขอรับที่ช่วยข้าจากนี้ข้าคงรีบไปให้ไกลจากเมืองหลวงก่อนตะวันขึ้นขอรับ”
แล้วหวังอี้ก็หันหลังจะเดินจากไป แต่ทันใดนั้นก็มีชายฉกรรจ์ 3 คนโผล่ออกมาจากที่ซ่อน พวกมันถือดาบด้วย
“เดี๋ยวสิเ้าหนู...”
หวังอี้หันหลังมามองคุณชายไป๋ใบเขาเปลี่ยนไปเป็คนละคนจากเมื่อกี้ที่ดูใจดี ตอนนี้กลับดูเกรี้ยวกราด
“ถุงสมบัตินั่นพี่ขอดูหน่อยสิ”
หวังอี้มองทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
“เป็ท่านนี่เองที่ฆ่านาง”
“หึหึถ้าใช่แล้วจะทำไม? อีกเดี๋ยวเ้าก็ต้องไปอยู่กับนางแล้ว”
“ข้าทดสอบแล้ว ว่าเ้ามันแค่มนุษย์ธรรมดาไม่มีรากิญญา รีบส่งถุงสมบัตินั่นมาดีกว่าเผื่อข้าจะใจดีปล่อยเ้าไป”
หวังอี้คิดในใจมิน่าล่ะถึงให้ข้าอดข้าวอดน้ำ เพราะหากบรรลุเซียนระดับ 1 รวมปราณ ไปแล้ว ร่างกายจะไม่ค่อยอยากอาหารการกินจะลดลงเรื่อยๆตามระดับขั้น จนถึงขั้นอิ่มทิพย์ ไม่ต้องกินอีกแล้ว
“ในถุงนั่นมีแต่ของทั่วไปคนร่ำรวยอย่างเ้าหาซื้อเอาเองก็ได้นี่”
คุณชายไป๋หัวเราะในความอยากจะหลอกถามของหวังอี้แต่เขาก็ยอมโง่ตอบเพราะคิดว่าหวังอี้ไม่รอดแน่แล้ว
“ของในถุงน่ะข้าไม่้าหรอกแต่สิ่งที่ข้าอยากได้คือตัวถุงสมบัตินั่นต่างหาก”
“ถ้าตอนนั้นเ้าอสูรหมาป่านั่นไม่โผล่มาซะก่อนป่านนี้ข้าคงไม่ต้องลำบากแบบนี้แล้ว”
“มันก็แค่ถุงสมบัติทั่วๆไปเ้าจะเอาไปทำไม?”
“ดูภายนอกน่ะใช่แต่จริงๆมันคือมิติพิเศษที่อะไรเข้าไปอยู่ในนั้นได้โดยเวลาเร็วกว่าข้างนอกถึง 84เท่า”
คุณชายหัวเราะ
“คิดดูสิถ้าเราเอาพืชล้ำค่าที่ออกดอกออผลยาก เช่นบัวหิมะพันปีหรือไผ่อัสนีลงไป มันจะโตเร็วแค่ไหน?”
“จากพันปีลดลงเหลือแค่ 12 ปีเองฮ่าๆ ขี้โกงสุดยอดเลยไหมล่ะ! นี่มันสมบัติ์ชัดๆ”
“สมบัติที่บิดเบือนกาลเวลาเช่นนี้ ต่อให้ราชวงศ์รู้เข้า ก็พร้อมฆ่าคนทั้งเมืองเพื่อแย่งมัน”
“แล้วคนเข้าไปอยู่ได้ไหม?”
“หึ จะรู้ไปทำไม ได้เวลาตายแล้ว!”
แล้วคุณชายก็ส่งสัญญาณให้ชายฉกรรจ์ทั้งสามเข้าสังหารหวังอี้ๆรีบใช้ปราณธรรมชาติที่ดึงมาไว้ที่รากปัญญาในขณะที่หลอกชวนคุยเมื่อกี้ทำให้ตัวลอยขึ้น7 ฉื่อครึ่ง(2.5 ม.)แล้วใช้เชือกที่ใช้มัดเขาไว้เมื่อกี้ขว้างไปคล้องต้นไม้แล้วรีบดึงตัวเองห้อยหนีไปทันที
กระนั้นเขาก็ไม่ได้คล่องเสียทีเดียว ทั้งมีกระแทกกิ่งไม้ ทั้งมือถลอกเืออกตอนไต่กำแพง หวังอี้หนีไปอย่างทุลักทุเล
คุณชายไป๋โกรธมากะโสั่งลูกน้องไล่ตามไปแต่ไม่ทันแล้ว หวังอี้สอดส่ายสายตาสำรวจั้แ่ตอนกินอาหารเมื่อกี้แล้วว่าเขาจะขว้างเชือกโหนไปที่ไหนต่อเนื่องได้บ้างนี่เองเขาถึงทำท่าหิวโซกินเยอะเพื่อซื้อเวลาให้ใช้สายตาได้สำรวจทั่วๆมากกว่าเดิมนั่นเอง
หวังอี้หลับมาที่กำแพงมุมหนึ่งที่ไม่มีทหารยามเขาลอยขึ้นไปเล็กน้อยแล้วถึงขว้างเชือก เพราะกำแพงสูงมากเลยลอยข้ามตรงๆไม่ไหวแล้วรีบไต่เชือกปีนหนีออกไปจากกำแพงเงียบๆ
เมื่อถึงเขตป่าหวังอี้มองกลับมาที่เมืองหลวงแล้วพูดว่า
“ท่านเซียนหญิงข้าทำตามที่รับปากท่านไว้แล้ว ขอให้ท่านละทิ้งอดีต และไปสู่สุขคติเถิด”
ขากลับใช้เวลาเพียง20 วันเร็วกว่าขาไปถึง 10 วันเพราะหวังอี้รีบกลับ และพยายามหลบเลี่ยงเข้าเมืองใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงเ้าหน้าที่ทางการเผื่อโดยประกาศจับ
“ขาไปข้าเดินด้วยเท้า แต่ขากลับ ข้าเดินด้วยใจ”
เมื่อถึงสำนักม่านเมฆาคืนนั้นพระจันทร์เต็มดวง เขาก็เล่าทุกสิ่งให้ศิษย์พี่ฟัง และเป็ศิษย์พี่เองที่ทดลองมุดเข้าไปในถุงสมบัตินั้นสักพักเขาก็ออกมา
“ผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว?”
“ครึ่งชั่วยามครับ(1 ชม.)
“โห! แต่ข้าอยู่ที่นั่น 3 วันครึ่งแล้วนะ”
ศิษย์พี่ใช้2 มือจับบ่าหวังอี้
“ถ้าเ้าบรรลุเซียนได้สิ่งนี้จะมีประโยชน์มากๆๆ เพราะมันช่วยลดเวลาบำเพ็ญในโลกปกติลงได้มากๆ”
“1,000ปีในนั้น แค่ 12 ปีบนโลกเอง เ้าคิดดูสิ สุดยอดจริงๆ!”
“ทำไมเวลาถึงแตกต่างกันได้ศิษย์พี่?”
“นี่คือแรงดึงแห่งฟ้าดิน(เทียนตี้อิ่นลี่-แรงโน้มถ่วง)”
“1ชั่วยามแดน์ = 7 วันโลกมนุษย์ หรือ 1 วันบน์ = 84 วันบนโลก”
“แดนอเวจีก็ด้วยนะข้าเคยอ่านบันทึกในหอตำราเผ่าปีศาจมา?”
“ปีศาจ?”
“ใช่! ปีศาจทั่วๆไปอย่างเ้าอสูรหมาป่านั้นเป็พวกระดับต่ำแต่ปีศาจชั้นสูงนอกจากแปลงเป็มนุษย์ได้แล้ว พวกเขาสืบต่อภูมิปัญญาความรู้มายาวนานไม่ต่างจากแดน์เลย”
"ปีศาจาุโหลายตนความรู้เยอะกว่าปราชญ์มนุษย์อีกนะ แต่หลายคนไม่รู้ชอบคิดว่าพวกปีศาจใช้แต่กำลัง โง่ สมองน้อย"
“หอตำราที่พระราชวังปีศาจก็ใหญ่มากๆ”
หวังอี้ทำหน้าสงสัย
“ศิษย์พี่ทำไมท่านเข้าแดนปีศาจได้?”
“แหะๆข้า...เอิ่ม เ้าอย่ารู้เลยนะ ให้ข้ามีความลับบ้างสิ”
“ได้ๆ”
หวังอี้ไม่รู้ตัวว่าคราวก่อนศิษย์พี่เข้าสิงร่างเขาไปปราบัไฟเขาพูดภาษาเผ่าัได้ด้วย
“อ้อ!”
หวังอี้เอาทองคำเล็กๆ1 ก้อนคืนให้ศิษย์พี่
“โห่ใช้ไม่หมดซะด้วย กินอยู่ประหยัดน่าดูเลยนะเรา”
“แต่เ้าเก็บไว้เถอะข้าไม่มีความจำเป็ต้องใช้แล้ว”
หวังอี้ก้มหน้าทำหน้าน้อยใจศิษย์พี่สงสัยจึงถาม
“น้อยใจอะไรอีก”
“คือข้าท้อใจเื่ที่พยายามยังไงก็ไม่มีรากิญญาเซียนสักที”
“มันเหมือนข้ากำลังใช้ 2 มือเปล่าขุดเส้นทางของตนเองผ่านภูผา”
“ข้าควรยอมแพ้ดีไหม?”
เด็กน้อยทำหน้าหงอยๆแววตาเศร้าๆยังไงๆเขาก็ยังเป็แค่เด็กอายุ 15 อยู่เลยนี่เนอะ (ถึงจะตัวสูงกว่าผู้ใหญ่ทั่วไปก็ตาม)
ทำใดนั้นก็มีเสียงกลองฆ้อง และประทัดส่งเสียงดังกังวานไปทั่วศิษย์พี่และหวังอี้ขึ้นไปยืนดูจากระเบียงชั้นบนสุดของหอตำราก็พบว่าเป็เสียงดังมาจากในหมู่บ้าน
“หวังอี้! ดูฟ้า!”
ดวงจันทร์เต็มดวงเกิดคราส มันค่อยๆถูกเงามืดกลืนอย่างช้า แสงจันทร์เคยสาดส่องบัดนี้เริ่มหายไปความมืดจนมองอะไรแทบไม่เห็นเข้ามาปกคลุม
เงามืดนั้นค่อยๆกลืนกินดวงจันทร์ทีละน้อยราวกับอสูรร้ายอ้าปากเขมือบ์
แสงจันทร์ที่เหลือก็แปรเปลี่ยนเป็สีแดงฉานของโลหิตลางอัปมงคลปกคลุมไปทั่ว
ชาวบ้านยิ่งตีฆ้องกลอง และประทัดดังกันดังมากกว่าเดิม คนแก่คนเฒ่าต่างคุกเข่าสวดภาวนาหวาดกลัวว่าฟ้าดินกำลังส่งลางร้ายลงมา
“หวังอี้เ้าเป็อะไร!!”
หวังอี้หลับตาเหงื่อโชกกุมขมัยทรุดลงกับพื้นแต่ยังไม่ทันที่ศิษย์พี่จะย่อตัวลงเขาก็มองเห็นบางสิ่งอยู่ด้านล่าง
“นั่นอะไร?”
ในความมืดสนิทนั้นมีหิ่งห้อยไม่กี่ตัวบินวนอะไรสักอย่าง แสงห้อยห้อยนั้นค่อยๆทำให้ภาพนั้นปะติดปะต่อกันเป็ผู้ที่สวมผ้าตลุมสีดำและถือเคียวที่มีดวงิญญาร้องโหยหวนวนรอบน่าขนลุก
“เป็ไปไม่ได้! ยมฑูต!”
.
.
.
เพิ่มอรรถรสการอ่าน
ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ แรงโน้มถ่วงเกิดจากการที่มวลขนาดใหญ่ทำให้มิติของ "อวกาศและเวลา" (Spacetime) เกิดการโค้งงอ
ยิ่งสิ่งใดอยู่ในบริเวณที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมากเท่าไหร่ (เช่น ใกล้จุดศูนย์กลางโลกหรือใกล้หลุมดำ) ความโค้งงอของเวลาจะยิ่งมีมาก ส่งผลให้ "เวลาเดินช้าลง" ดังนั้น หากเปรียบเทียบกัน คนที่ยืนอยู่บนพื้นโลกซึ่งมีแรงโน้มถ่วงสูงกว่า จะมีเวลาที่เดินช้ากว่าคนที่อยู่ในอวกาศที่ไร้แรงโน้มถ่วงเล็กน้อยครับ (ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Gravitational Time Dilation)