พระอาทิตย์ยามเช้าโผล่ขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้าที่บ้านหลังหนึ่งในเขตสุงินะมิ ชายสองคนกำลังหันดาบเข้าใส่กัน
“บุกเข้ามาเร็วๆ!!!”
เสียงตวาดเกรี้ยวกราดดังขึ้นดูไม่เหมาะกับเวลาเช้าตรู่ในเขตพื้นที่อยู่อาศัยที่สงบเงียบเสียเลย เสียงดังลั่นชนิดว่าหากผู้คนที่อาศัยในบริเวณรอบๆจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาก็ไม่แปลกใจหากแต่ บ้านหลังนี้มีบริเวณกว้างขวางนอกจากนี้ยังมีต้นไผ่และกำแพงซีเมนต์ขาวทึบกั้นตัวบ้านแยกออกจากบริเวณพื้นที่รอบๆอย่างสมบูรณ์คงด้วยเหตุนี้ทำให้การฝึกซ้อมตลอดหลายปีของทั้งคู่สามารถดำเนินมาได้เรื่อยๆ โดยไม่ได้เป็ที่สนใจของคนอื่น
ส่วนต้นตอของเสียงตวาดนั่นเป็ชายแก่ผมขาวเสยไปด้านหลัง ส่วนสูงน่าจะอยู่ที่ประมาณ 170 เิเ กล้ามอกล่ำหนาใส่เสื้อเคนโดแหวกผ่ากลาง ช่องว่างระหว่างสาบเสื้อสามารถมองเห็นกล้ามท้องเรียงตัวสวยหกมัดนอกจากนี้แขนทั้งสองข้างก็เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อหนา ที่มือขวาถือดาบใบดาบยาวประมาณ 2 ฉะกุ 8 ซุน* ถ้าตัดเื่ผมหงอกขาวและรอยเหี่ยวย่นที่อยู่บนใบหน้าออกไปก็คงไม่มีใครคิดว่าผู้ชายคนนี้อายุมากแล้ว แถมร่างกายเนื้อหนังของชายชราสามารถสร้างมัดกล้ามเนื้อได้ถึงระดับนั้นได้
ยิ่งไปกว่านั้นในแววตาของชายแก่มีแสงที่ราวกับด้ายเส้นเล็กๆเฉียบคมพาดอยู่แสงในแววตานั่นดุดันจนคนทั่วไปคงไม่กล้าสู้
ทั้งบุคลิกความแข็งแกร่งของร่างกาย แววตา และแสงสะท้อนวาววับที่พาดตัดลงบนใบดาบญี่ปุ่นที่ถือนิ่งอยู่ในมือทั้งหมดนั่นคงจะพอบีบรัดหัวใจของบุคคลที่เห็นภาพลักษณ์ของชายชราพร้อมด้วยความน่าหวาดหวั่นที่อัดแน่น
ทว่า ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าตาเฒ่ากลับไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวั่นใจปรากฏให้เห็นไม่สิ ควรจะบอกว่า เขากำลังสนุกกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสุขใจด้วยซ้ำไป
“นี่ปู่บุกสู้โดยไม่ชักดาบออกมาก็ตายกันพอดี! ปู่จะตายก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะแต่ผมไม่อยากจะมีปัญหากับตำรวจน่ะสิ” ว่าเสร็จที่ริมฝีปากมุมขวาของเด็กหนุ่มก็ยกขึ้นราวกับแหย่ลองเชิงเป็รอยยิ้มยั่วยุปรากฏขึ้นมา
ไม่ใช่การพูดหลอกเพื่อให้ดูเหนือกว่าแต่อย่างใดเพราะที่จริงแล้วในใจของเด็กหนุ่มก็ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อรังสีของการข่มขู่ที่แผ่ออกมาจากชายชราหรือกระทั่งต่อตัวดาบญี่ปุ่นเล่มนั้น
เด็กหนุ่มที่พูดจาปรามาสคนนั้นส่วนสูงดูท่าจะเกินหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเอย่างเห็นได้ชัดไม่แน่ว่าอาจสูงถึงสองเมตรก็เป็ได้ สำหรับร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อนั่นเมื่อเทียบกับร่างกายที่ถูกฝึกปรือมาอย่างดีของชายชราแล้วก็นับว่าไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเสียเท่าไหร่ไม่สิเหมือนว่าร่างกายของเด็กหนุ่มจะดูกระฉับกระเฉงเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังมากกว่าด้วย ถ้าพิจารณาจากส่วนสูงและมัดกล้ามแข็งแกร่งราวกับก้อนหินที่เป็เหมือเกราะแล้วน้ำหนักที่ของเด็กหนุ่มคงจะเกินหนึ่งร้อยกิโลกรัม เป็ร่างกายใหญ่ั์อย่างแท้จริงสามารถกล่าวได้ว่าเป็ร่างกายที่ห่างชั้นจากคนญี่ปุ่นทั่วไป
ด้วยรูปร่างใหญ่โตเหมือนั์ปักหลั่นอาจทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เด็กหนุ่มมากนัก แต่เพราะได้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างอบอุ่นบนใบหน้าจึงปรากฏถึงความสุภาพและแสดงออกถึงความเป็คนดี ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสบายใจ

“หืมอย่างแกน่ะหรอจะฆ่าฉันได้” ตาเฒ่ายิ้มเหยียดเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่ม การเหยียดหยามดูแคลนเป็เพียงแค่คำพูดเท่านั้นใจจริงแล้วก็คงเชื่อมั่นในกำลังของเด็กหนุ่มพอตัว แสงประกายวาววับในั์ตาของชายชรามีความอ่อนโยนเจืออยู่ในนั้น
“ไม่รู้สิผมเองก็ฝึกฝนมาตลอดเพื่อเป้าหมายนั้นซะด้วยรับดาบผมรอบนี้ไปก็อาจมีความเป็ไปได้ที่จะตายอยู่นะ” เด็กหนุ่มพูดพลางยิ้มออกมาสายตาที่เหมือนกวาดมองไปรอบๆพุ่งตรงไปที่ชายแก่
“โฮ่ดาบของแกน่ะหรอ ก็เอาซี่! ถึงตอนนั้นจะยกเลิกการซ้อมตอนเช้ากับยกมรดกทั้งหมดให้แกไปเป็ไงล่ะ”
พอเด็กหนุ่มได้ยินคำยั่วยุแบบนั้นแล้วจึงยิ้มอย่างดีใจขึ้นมาฝ่ายชายชราก็รวบดาบที่ถืออยู่ด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมตั้งท่าโจมตี
“ก็ถ้าปู่ตายใครมันจะมาซ้อมตอนเช้าแบบนี้ให้กันล่ะ” เด็กหนุ่มได้ยินชายแก่พูดแบบนั้นก็ยกยิ้มมุมปากเห็นไรฟันแล้วจับดาบยาวสามฉะกุตั้งท่าแบบเดียวกัน“แต่ว่าได้มรดกปู่นี่ก็ไม่เลวเท่าไร!”
ถึงจะพูดสบประมาทใส่กันไปมาแต่ขณะเดียวกันสายตาของทั้งคู่จับจ้องเพ่งสมาธิไปที่ร่างกายอีกฝ่าย แม้ว่าจะอยู่ในขอบเขตของการมองเห็นแต่ก็บอกไม่ได้ว่ากำลังเพ่งมองไปที่จุดใดอยู่
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนหนักหน่วงขึ้นความชื่นมื่นสนิทสนมแบบเมื่อครู่ก่อนหน้าไม่หลงเหลือแม้เพียงนิดเดียวสิ่งที่แผ่ออกมาจากร่างกายของทั้งคู่ล้วนเป็แต่จิตสังหาร ในใจของทั้งสองเหลือเพียงความมุ่งมั่นจะฆ่าอีกฝ่ายเท่านั้น
“โอ่!!”
“ย่าห์!!!”
เสียงะโดังออกจากปากของทั้งคู่จากนั้นชั่วอึดใจจิตสังหารอัดแน่นจนถึงขีดสุดก็พรั่งพรูออกมาจากร่างกายทั้งสองฝ่ายหากเป็คนธรรมดาแล้วโดนความรู้สึกขนาดนี้ถาโถมใส่ละก็คงจะเป็ความรุนแรงในระดับที่ร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แล้วเสียงเหล็กกระทบกันดังก้องไปทั่วบริเวณสวน เงาของทั้งคู่พาดตัดกัน จากนั้นประกายแสงสีแดงทึมลอดส่องผ่านออกมาจากซอกระหว่างกอต้นไผ่และเพียงพริบตาเดียว ทั้งสองคนที่แต่เดิมยืนห่างกันราวสองเมตรก็สลับตำแหน่งกันอย่างรวดเร็วแล้วทั้งคู่กลับมาอยู่ในท่าถือดาบเตรียมพร้อมอีกครั้ง
“เ้าเด็กบ้านี่!! ดันเล่นจริงั้แ่ท่าเตรียมพร้อม* คอจะหักแล้วไหมล่ะ!” ชายแก่ะโใส่เด็กหนุ่มด้วยความอารมณ์โมโหก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ เหมือนกับลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่ได้บอกไปว่าหากสามารถฆ่าได้สำเร็จจะยกสมบัติให้
(*ในการเล่นเคนโด้จะมีการตั้งท่าเตรียมพร้อมก่อนโจมตีได้แก่จูดัน โจดัน เกะดัน และ ฮัซโซท่าจูดันเป็ท่าเตรียมพร้อมพื้นฐานสำหรับทั้งบุกและตั้งรับ)
ตาของชายชรามองไปยังดาบที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของเด็กหนุ่มเมื่อครู่ไม่ใช่การสู้แบบฝึกซ้อมมันเป็การโจมตีอย่างจริงจังที่ทุ่มสุดตัวด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เด็กหนุ่มพุ่งดาบใส่หวังจะจัดการดับลมหายใจตาเฒ่าจริงๆอย่างไรก็ตามชายชราเองก็หวังทำแบบเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ควรมีเหตุผลอะไรที่จะโกรธเคืองต่อเด็กหนุ่ม
“ก็ดันมีอาจารย์ที่มีสอนว่าถ้าหันดาบใส่กันแล้วละก็ต่อให้เป็พ่อแม่ก็สามารถฆ่าทิ้งได้นี่นา... แต่ว่านะ ตอนดาบกระทบกันเมื่อกี้นี่ปู่เองก็ยังเล็งปาดคอผมอยู่เหมือนกันไม่ใช่รึไง!” เพราะเห็นตาเฒ่าขุ่นเคืองใจ น้ำเสียงของเด็กหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะดูหงุดหงิดขั้นมาบ้างอย่างไรก็ตามอาจเป็เพราะทั้งความสามารถและการเตรียมใจของเด็กหนุ่มมีมากกว่าชายชราเมื่อครั้งยังหนุ่มเสียอีก
และคำกล่าวว่าเวลาฟาดดาบออกไปก็คือเวลาที่ต้องปลิดชีวิตคู่ต่อสู้เป็การเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการสู้ในสมรภูมิจริงนั้น คนพูดก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากตัวตาแก่คนนี้เอง
ทั้งๆที่เป็แบบนั้นแต่เด็กหนุ่มกลับโดนโกรธเพราะเอาคำสอนมาปฏิบัติจริง ก็น่าจะเรียกได้ว่าช่างไร้เหตุผลสิ้นดีซึ่งที่จะโกรธก็ไม่แปลก
แต่ว่าการพูดจี้จุดออกมาตรงๆแบบนั้น สำหรับตาเฒ่าที่กำลังเืขึ้นหน้าอยู่ก็คงเป็เหมือนเื่ตลก
“ก็จริง! ดาบของฉันน่ะ ถ้าฟาดลงไปหนึ่งครั้งแปลว่าจะต้องมีหนึ่งศพ เพราะเวลาที่ดาบกระทบกันเมื่อไหร่แปลว่าตอนนั้นเตรียมใจมาพร้อมแล้วที่จะฆ่าคู่ต่อสู้!!” ชายชราะโใส่ด้วยใบหน้าแดงก่ำด้านเด็กหนุ่มสวนกลับไปด้วยสีหน้าหน่ายใจ
“ก็เพราะเป็แบบนั้นไงเล่ามันถึงเอาไปใช้ได้จริงซะทีไหน เื่อันตรายพรรค์นี้น่ะ! ทักษะพวกนี้มันเอาไปใช้ที่ไหนในญี่ปุ่นได้เรอะ?! และถามจริงเถอะอะไรดลใจถึงได้สอนเื่อันตรายแบบนี้ให้ลูกศิษย์น่ะหา!”
แน่นอนว่าประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้ อย่าว่าแต่การดวลต่อสู้ด้วยดาบจริงแค่การพกดาบติดตัวหิ้วไปไหนมาไหนก็นับว่าเป็เื่ต้องห้าม
ความคิดของชายชราที่ยึดการเตรียมใจที่จะฆ่าเป็หลักสำคัญในแง่ของศิลปะการต่อสู้แล้วก็คงเป็เื่ปกติแต่ในกรณีที่ว่าจะนำไปปฏิบัติใช้จริงได้หรือไม่นั้น สำหรับความคิดของเด็กหนุ่มแล้วคงเป็เพียงการเพิ่มศักยภาพกลยุทธ์เสียมากกว่าเพราะต่อให้จะฝึกฝนทักษะการสังหารมามากมายขนาดไหนแต่ถ้าไม่สามารถใช้ให้เป็ประโยชน์ในสถานการณ์ใดได้ก็ดูจะไร้ความหมาย
ทว่า ความคิดเห็นที่ดูเถรตรงอย่างมากของเด็กหนุ่มดูจะไม่เข้าหูชายชรามากเท่าไรนักเส้นเืดำที่ขมับของตาเฒ่าปูดขึ้นมา
“หนวกหูน่า! ไม่ต้องมาพูดเื่ไร้สาระพรรค์นั้น แกน่ะมีหน้าที่เงียบปากแล้วก็ซ้อมต่อไปซะ!” พร้อมกับที่ตะเบ็งเสียงใส่ ชายชราก็หวดดาบลงใส่เด็กหนุ่ม พละกำลังที่ฟาดดาบลงไปรุนแรงขนาดว่าถ้าเด็กหนุ่มรับดาบไว้ไม่ไหวมันคงจะผ่าหัวเขาแยกออกจากกันไปแล้ว
“เพราะอย่างนั้นไง! เป็แค่การซ้อมแท้ๆ ทำไมต้องถึงขนาดต้องแลกชีวิตกันด้วยเล่า!!” เสียงหนักๆ ของดาบที่ปะทะกันก้องไปทั่วบริเวณที่อยู่อาศัย เป็การฝึกซ้อมที่เสียงดังเอะอะจนเกินคำว่าหนวกหูไปแล้วกำลังเกิดขึ้นอยู่หลังรั้วต้นไผ่ที่ดูแปลกตานี้แน่นอนว่าไม่ได้รบกวนบ้านเรือนข้างเคียง เป็เพียงยามเช้าของคนสุขภาพจิตสุขภาพกายดีสองคนเท่านั้น
เสียงคมดาบเสียดกันสะท้อนลำต้นไผ่ในตอนแรกเป็การสู้รบปรบมือของคนสองคน ทว่าอย่างไรก็ตามคนหนึ่งเป็คนแก่ส่วนอีกคนเป็เด็กหนุ่มชัยชนะจึงเริ่มเอนเอียงไปทางคนมีอายุน้อยกว่าทีละนิด
แต่ถึงอย่างนั้นพละกำลังที่ได้มาจากการตั้งใจฝึกซ้อมก็คงยังไม่เพียงพอที่จะฆ่าชายชราได้ ไม่สิ อาจต้องพูดว่าฝั่งชายชราที่ยังมีพละกำลังขนาดว่าต่อสู้มาได้ถึงตอนนี้ก็น่าประหลาดใจไม่น้อย
ขณะที่โดนกำลังของเด็กหนุ่มค่อยๆรุกโจมตีเข้ามาที่ละน้อย คมดาบก็ยิ่งเข้าใกล้คอของชายแก่มากขึ้น ทว่าในตอนที่อีกเพียงนิดเดียวที่คอของชายชราจะขาดออกเป็สองส่วนทันใดนั้นเรี่ยวแรงของชายชราก็อ่อนลง เด็กหนุ่มเสียสมดุลเพราะแรงกดดันที่จู่ๆ ก็หายไปอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันกับที่นิ้วโป้งของตาเฒ่าก็พุ่งเข้าไปที่ดวงตาของคนเด็กกว่า
คงจะพิจารณาไว้แล้วว่าถ้าจะตัดสินแพ้ชนะด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียวก็คงจะเสียเปรียบชายชราจึงผละมือซ้ายออกจากดาบที่แต่เดิมกำไว้ด้วยมือสองข้าง แล้วใช้นิ้วโป้งพุ่งตรงเล็งไปที่ตาดำของเด็กหนุ่ม
เป็ไปตามคาดเด็กหนุ่มที่โดนโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวจึงถอยตัวออกมาเว้นระยะห่าง
“บ้าเอ้ย! อย่ามาทำนิสัยขี้โกงเวลาซ้อมนะ! ทำอะไรให้สมกับอายุหน่อย!” ดูท่าความอดทนของเด็กหนุ่มใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว เขาเริ่มก่นด่าชายชราออกมา
“หึ การซ้อมที่ไม่คาดเดาให้เหมือนการรบจริงน่ะไม่มีความหมายหรอกนะ! จะเล่นสกปรกหรืออะไรบ้าๆ มันก็ต้องมีไม่ใช่รึไง!” ดู ดูท่าการสู้รบจริงชายชราจะมีการเล่นสกปรกเยอะพอตัว จึงไม่มีท่าทีที่จะอับอายในการใช้มือเปล่าโจมตีระหว่างการฝึกวิชาดาบ แต่ว่าด้านตัวเด็กหนุ่มเองที่สามารถหลีกเลี่ยงการโจมตีอันไม่คาดคิดได้โดยไร้รอยขีดข่วนใดๆคงพูดไม่ได้เต็มปากว่าเป็เื่ธรรมดาที่เ้าตัวคิดไว้อยู่แล้ว
การฝึกซ้อมของทั้งสองคนโดยปกติแล้วจะนำไปสู่าแหรือในกรณีเลวร้ายที่สุดก็เป็ความอันตรายที่เกือบถึงชีวิต อย่างไรก็ตามทั้งคู่รู้ซึ้งถึงขีดความสามารถของกันและกันดีถึงสามารถช่วยกันหยุดสถานการณ์ที่เสี่ยงเสียชีวิตได้ แม้จะมีการใส่จิตสังหารแต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีความคิดที่ตั้งใจจะฆ่าจริงๆเพราะการซ้อมที่ทั้งสองคนทำอยู่ทุกวันนั้นเป็การซ้อมที่ปรับรูปแบบมาจากการรบจริงในสมรภูมิเท่านั้น
ชายชราตวัดดาบเก็บเข้าฝักไปด้านหลังก่อนจะนำไปวางพิงไว้ใกล้ๆต้นไผ่จากนั้นก็เดินอย่างสบายๆ เข้ามาตรงหน้าเด็กหนุ่ม
กล้ามเนื้อทั้งร่างล้าและอ่อนแรงแขนสองข้างปล่อยทิ้งตัวลงมา เป็ท่ายืนธรรมชาติอย่างที่สุด หรือการที่ไม่ตั้งท่าอะไรเลยจะเป็สิ่งที่เรียกว่าท่าเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดกัน
“เข้ามาแบบมือเปล่าซะ! จะสอนให้ดูว่าความบ้าพลังของแกมันไร้ประโยชน์ขนาดไหน!”
“เอาซี่! เดี๋ยวจะเป็คู่มือให้ตามคำขอก็ได้! แต่ว่านะ เอาชนะผมด้วยดาบยังทำไมได้และจะชนะด้วยมือเปล่าได้เรอะ”
*หน่วยวัดโบราณของญี่ปุ่น 1 ฉะกุประมาณ 30.3 เิเ 1ซุน ประมาณ 3.03 เิเ 2 ฉะกุ 8 ซุน ประมาณ 84.84 เิเ