จากภาพเบื้องหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ ที่ได้มองมาได้เห็นว่า......
เห็นหญิงสาววัยแรกรุ่นยืนสยายผมมีสีดำขลับเงางามยาวถึงกลางแผ่นหลัง ถูกลมหนาวพัดพริ้วไหวบางเบาไปตามแรงลม โชยกลิ่นหอมที่ค่อยๆลอยมากับลมหนาวมาถึงจมูกของชายหนุ่ม เป็กลิ่นหอมจากผมของหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า เป็กลิ่นหอมที่คุ้นเคยและตกหลุมรักกลิ่นนี้ได้เป็ครั้งแรกๆ โดยปลายเส้นผมหนึ่งช่อถูกพันเข้ากับดอกจำปี ยิ่งทำให้กลิ่นหอมที่ลอยมาตามสายลมนี้หอมฟุ้งไปทั่วทั้งระเบียง ภายใต้แสงเปลวประทีปที่ถูกจุดเรียงรายตามระเบียงเพื่อให้แสงสว่างแกหญิงสาวที่กำลังหยอดผางประทีปอยู่นั้น เมื่อหญิงสาวเริ่มรู้สึกว่ามีคนกำลังมองตนอยู่จึงค่อยๆ หันกลับไปมอง แต่ด้วยสายลมหนาวนี้ทำให้เส้นผมที่ยาวไสวปลิวไปตามกระแสของลมพัดเส้นผมจากใบหน้าฝั่งซ้ายไปฝั่งขวาราวกับลอยอยู่ในอากาศ เมื่อหญิงสาวนำนิ้วที่เรียวยาวขาวสะอาดค่อยๆ นำเส้นผมที่ปลิวบดบังใบหน้ามาคลองทัดใบหูแล้วพาดผมไปไว้ด้านหลังเพื่อเผยโฉมของใบหน้าให้ชัดเจนภายใต้แสงสีเหลืองทองระยิบระยับจากเปลวประทีป จึงส่งให้ใบหน้าที่หวานหยดของหญิงสาวผู้นี้ยิ่งหวานหยดย้อยดูคล้ายเหมือนนางฟ้าบน์ที่ลอยลงมาอยู่เบื้องหน้า โดยที่แก้มทั้งสองข้างนั้นแดงเืฝาดด้วยอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้แต่ริมฝีปากยังดูอมชมพูดูสุขภาพดีหน้าเข้าไปลองัั หญิงสาวถูกคลุมกายด้วยผ้าผืนหนาสีแดงลิ้นจี่เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายรูปร่างเล็กน่าทะนุถนอมนี้ เพียงแรกเห็นชายหนุ่มร่างกายกำยำที่อยู่เบื้องหน้าของหญิงสาวร่างน้อยริมฝีปากอมชมพูผู้นี้ ถึงขั้นอยากจะเข้าไปโอบกอดให้อบอุ่นแนบแทบอกของบุรุษ แทนผ้าผืนหนาผืนนั้นแทนสะเลย กลิ่นหอมจากเส้นผมที่คุ้นเคยผนวกกับใบหน้าที่แสนหวานราวกับนางอัปสรลงมาร่ายรำท้าลมหนาวที่พัดมาในค่ำคืนนี้ ชายหนุ่มจึงถูกตกในภวังค์อีกครั้งและเหมือนต้องมนต์สะกดทุกครั้งคล้ายกับเวลานั้นหยุดนิ่งเมื่อชายหญิงคู่นี้ได้อยู่ใกล้ชิดกันสองต่อสอง
“ท่านชายเ้าค่ะ!”
ท่านหญิงเมื่อหันมาก็เจอเ้าชายที่ยื่นแน่นิ่งคล้ายกับตนที่เมื่อตอนเย็นที่เรือนเ้าอ้ายบัวคำอย่างไงอย่างงั้น
“ท่านชายเ้าค่ะ ทรงเป็อะไรหรือเ้าค่ะ”
ท่านหญิงค่อยๆ เดินเข้าไปหาเ้าชายและถามเ้าชายอีกครั้งว่าทรงเป็อะไรถึงยืนแน่นิ่งอยู่แบบนี้
“ท่านชายทรงเป็อะไร ข้าจะเข้าไปดูหน่อย”
พี่จ้อยที่เพิ่มมาถึงบริเวณระเบียง และเห็นว่าเ้าชายทรงมีท่าทีแปลกๆ จึงจะเข้าไปดูด้วยอาการที่เป็ห่วง
“เอ็งอย่างพึ่งเข้าไปนะพี่จ้อย!!!!”
พี่ปิ่นที่อยู่ตรงนี้ก่อนหน้าพี่จ้องมาถึง บอกพี่จ้อยห้ามเข้าไปพร้อมกับนำขามากันไว้ไม่ให้เข้าไป และอมยิ้มมองไปที่ทั้งคู่
“เอ่อไม่เข้าก็ไม่เข้า”
พี่จ้อยพูดง่ายเสียจริงวันนี้ พูดไปอบยิ้มไป ทั้งคู่ค่อยๆนั้งลงมองนายของตนอยู่ห่างๆ
“เรา.... เราไม่เป็อะไร”
เ้าชายหลุดออกจากภวังค์เมื่อเห็นใบหน้าของท่านหญิงเข้ามาใกล้ตนจนจะแนบชิด จึงใและถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพราะถ้าท่านหญิงเข้ามาใกล้มากกว่านี้ตนคงต้องเข้าไปกอดเพื่อให้ความอบอุ่นอย่างแน่นอน
“ไม่เป็อะไรก็ดีแล้วเ้าค่ะ”
ท่างหญิงเมื่อทราบว่าไม่เป็อะไร จึงหันกลับไปยอดผางประทีปต่อ
“ท่านหญิงเป็ห่วงเราอย่างงั้นหรือ”
เ้าชายทรงถามท่านหญิงต่อทันที และเดินเข้าไปเพื่อทรงดูว่าท่านหญิงกำลังทำอะไร
“เปล่าเ้าค่ะ ข้าเ้าแค่ไม่อยากให้ท่านชายทรงเป็อะไรในคุ้มนี้หรอกเ้าค่ะ ประเดี๋ยวเ้าป้อจะลำบาก”
ท่านหญิงตอบคล้ายๆ กับไม่ตรงกับใจของตนที่กำลังคิดอยู่
“ขอบคุณที่เป็ห่วงเรา เราไม่เป็อะไรหรอก เราแข็งแรง”
เ้าชายขอบคุณท่านหญิง ทั้งๆ ท่านหญิงพึ่งบอกไปว่าไม่ได้เป็ห่วงเ้าชาย
“ข้าเ้าไม่ได้บอกว่าเป็ห่วงสักหน่อยนะเ้าค่ะ”
ท่านหญิงก้มหน้ายอดผางประทีปภายใต้รอยยิ้มที่ดูเขินอาย
“ขอครับบบบบบบบท่านหญิง ไม่ห่วงก็ไม่ห่วง ว่าแต่ท่านหญิงกำลังทำอะไรอยู่”
เ้าชายพูดด้วยน้ำเสียงที่เย้าแหย่ ทีเล่นทีจริงกับท่านหญิง ซึ่งดูเป็กันเองอย่างมาก และจึงถามว่าท่านหญิงต่อว่ากำลังทำอะไร
“ข้าเ้ากำลังยอดผางประทีป เพื่อไว้จุดบูชาพระเ้าที่วัดหลวงเ้าค่ะ”
ท่านหญิงตอบท่านชายด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เพราะคิดอยู่ในใจแน่ว่าเ้าชายต้องทรงถามต่อว่าคืออะไรแน่นอน
เ้าชายและท่านหญิงพูดขึ้นมาพร้อมกัน พอรู้ว่าทั้งคู่พูดขึ้นมาพร้อมกันและเหมือนกันทุกคำ จึงหั้นหน้ามองกันแล้วหัวเราะกันใหญ่ โดยมีพี่ปิ่นและพี่จ้อยที่ดูอยู่ห่างๆ ก็ยังอดคำไม่ได้กับโมเม้นนี้
“โบราณกล่าวไว้ว่า เมื่อถึงเดือนยี่เป็งชาวบ้านจะนำผางประทีปไปจุดตามวัดเพื่อบูชาพระเ้า ฟังพระธรรมเทศนาอานิสงส์ผางประทีป และยังมีการจุกดผางประทีปและจุดบูชาตามรอบรั้วบ้าน หัวบันไดบ้าน บ่อน้ำ ครัวไฟ โดยกำหนดว่าพอพระเริ่มเทศน์ธัมม์ หรือคัมภีร์อานิสงส์ผางประทีป ก็จะจุดประทีปที่บ้านของตนขึ้นพร้อมกันเ้าค่ะ”
ท่านหญิงพอจะจำที่เ้าแม่เกษรเคยได้เล่นไว้จึงอธิบายได้พอสังเขป
“อ้อ ถ้าอย่างงั้นเราขอไปจุดผางประทีปที่วัดกับท่านหญิงได้หรือไหม”
เ้าชายถือโอกาสชวนท่านหญิงทันที แต่ท่านหญิงนิ่งเงียบไม่ได้ตอบอะไรได้แต่ก้มหน้ายอดผางประทีปด้วยสีหน้าที่เขินอาย
“ท่านชายพ่ะย่ะค่ะ ทรงกลับคุ้มรับรองได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
พี่จ้อยได้เข้ามาเรียกให้เ้าชายมทรงกลับคุ้มรับรอง เพราะตอนนี้ค่อนข้างจะดึกแล้ว
“ท่านหญิงเงียบ เราถือว่าท่านหญิงตอบตกลงแล้วนะครับ”
เ้าชายเมื่อตรัสเสร็จก็เดินไปหาพี่จ้อย พร้อมกับลงเรือนเพื่อเสด็จกลับคุ้มรับรองทันที
_____________________________________________________________________
“ท่านชายทรงยังไม่บรรทมหรือพ่ะย่ะค่ะ”
พี่จ้อยที่ยังรอนายของตนเข้านอนที่ห้องบรรทมในคุ้มรับของเ้าชาย
เ้าชายที่ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างมีลมหนาวพัดผ่านผ้าม่านเข้ามาเป็ระยะ ในมือนั้นถือปิ่นรูปดอกกุหลาบที่ท่านหญิงทำตกไว้ที่ตลาด เมื่อตอนที่เจอกันครั้งแรก แล้วจึงค่อยๆนำผ้าสีขาวที่ปักด้วยลายกุหลาบห่อปิ่นของท่านหญิงไว้เป็อย่างดี นำไปวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียงๆ แล้วจึงค่อยๆเอนตัวลงนอนอย่างสบายใจ ส่วนพี่จ้อยเมื่อเห็นนายของตนเข้านอนแล้ว จึงดับไฟตะเกียงในห้องบรรทมทันที
“ท่านชายพ่ะย่ะค่ะ ภารกิจวันนี้่สายๆ มีเข้าเฝ้าเ้าหลวงที่ในคุ้มหลวง ต่อด้วยคุยราชการสถานการณ์ชายแดนกับเ้าอุปราชที่พึ่งกลับจากชายแดนพ่ะย่ะค่ะ ส่วน่เย็น....”
พี่จ้อยรายงานภารกิจที่ต้องทรงทำในวันนี้ที่โต๊ะเสวยของเ้าชายที่กำลังเสวยอาหารเช้าอยู่เป็ประจำแต่พี่จ้อยยังพูดไม่จบเมื่อกำลังถึง่เย็นแล้วเ้าชายจึงพูดขึ้นมาทันที
“ส่วน่เย็นไปทานข้าวที่คุ้มเ้าอินทร์”
เ้าชายพูดแล้วก็ยิ้มไปด้วย แล้วก็ทรงอ่านหนังสือต่อที่โต๊ะเสวย
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”
พี่จ้อยที่รู้ใจนายของตนจึงไม่ขัดอะไร เพราะแค่เื่ที่ในกรุงนครเ้าชายก็คงเสียพระทัยมามากพอแล้ว จึงอยากให้เ้าชายสมหวังดังพระทัยบ้าง
______________________________________________________
“ถวายบังคมเ้าหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
เ้าชายเสด็จเข้าไปในคุ้มหลวง เพื่อมาตามคำให้เข้าเฝ้าของเ้าหลวงที่ห้องทรงงาน
“ท่านชายทรงประทับเก้าอี้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ วันนี้ลูกชายองค์โตของเรากลับมาจากชายแดนเพื่อมารายงานสถานการณ์ว่าตอนนี้เป็เช่นไรบ้าง"
เ้าหลวงรับสั่งให้เ้าชายประทับก่อน เพื่อรอให้เ้าอุปราชมาเข้าเฝ้า
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเ้าป้อ ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเ้าวรเมธ”
เ้าอุปราชเมื่อเสด็จมาถึงก็ทำความเครพทั้งคู่ โดยทั้ง3พระองค์ได้สนทนาเกี่ยวกับปัญหาชายแดนที่ยังคงค้างคาและยังมีการรุกรานโดยตลอด เ้าชายจึงเสนอเื่การทูตโดยใช้วิธีการเจรจาเพื่อลดการรบราฆ่าฟัน ทั้งเ้าหลวงและเ้าอุปราชก็ยังไม่ตกลงในรูปแบบนี้ อาจจะต้องปรึกษากับท่านแม่ทัพหรือเ้าอินทร์ร่วมด้วย เพราะเป็สิ่งที่แปลกใหม่แต่ก็น่าสนใจในการเจริญไมตรีทางการทูตเช่นนี้
“ท่านชายเสด็จไปคุ้มเ้าอินทร์เลยหรือไหมพ่ะย่ะค่ะ”
พี่จ้อยถามเ้าชายเมื่อเ้าชายเสด็จออกจากห้องทรงงานของเ้าหลวง
“ข้าจะไปที่คุ้มรับรองก่อนแล้วค่อยไปที่คุ้มเ้าอินทร์”
เ้าชายลืมของสำคัญที่ตั้งใจจะนำไปคืนให้ท่านหญิงที่ทำตกไว้เมื่อครั้นเจอกันครั้งแรก
แต่เมื่อเ้าชายถึงคุ้มเ้าอินทร์ทรงมองไปที่ศาลาไม้กลางสวนหน้าคุ้ม เห็นชายหญิงคู่หนึ่งนั้งพูดคุยสนทนากันดูสนิทสนมกันไม่น้อย คือเ้าอุปราชและท่านหญิงนั้นเอง ส่วนเ้าชายที่ตั้งใจจะนำของมาคืนท่านหญิงที่ถืออยู่ในมือกลับต้องเห็นภาพนี้จึงยื่นของในมือให้พี่จ้อย
เ้าชายพูดกับพี่จ้อยด้วยน้ำเสียงเหมือนคนอกหัก อย่างยังไงอย่างงั้น
แต่ท่านหญิงทรงเห็นเ้าชายมาที่คุ้มพอดีจึง.......