บทที่ 6 แม้นสิ้นเขี้ยวเล็บ พยัคฆ์ก็ยังเป็าา
ณ จวนแม่ทัพฟาง
ฟางชางไห่นั่งตระหง่านอยู่บนตำแหน่งประธาน ทางด้านซ้ายมือมีสตรีวัยกลางคนผู้เลอโฉมนั่งอยู่ ส่วนด้านขวามือมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าคล้ายคลึงกับฟางชางไห่ถึงห้าหกส่วน นั่งอยู่บนรถเข็นไม้ ที่เข่ามีผ้าห่มขนสุนัขจิ้งจอกคลุมอยู่ที่บริเวณหัวเข่า
"พี่ชาย พี่สะใภ้ ข้าได้ยินว่าเทพธิดาเซียวเข้าเมืองหลวงมาแล้ว พวกท่านตัดสินใจให้เฉินเอ๋อร์แต่งเข้าตระกูลเซียวจริง ๆ หรือ?" ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
"น้องสาม ข้ารู้ว่าเ้าตำหนิพี่ชายของเ้า และข้าเองก็เป็ห่วงเฉินเอ๋อร์ แต่สถานการณ์ในตอนนี้ ตระกูลฟางของเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว"
ฮูหยินฟางถอนหายใจแ่เบา "กองทัพหมาป่าแสนนายของแคว้นชิงซง ต้าเซี่ยไม่มีกำลังพลหลงเหลือพอจะต้านทานได้แล้ว นับั้แ่ศึกเมื่อห้าปีก่อน ต้าเซี่ยก็เสื่อมถอยลงทุกวัน ในขณะที่แคว้นชิงซงกลับกล้าแกร่งขึ้น หากแม่ทัพเซียวผู้นั้นยกทัพมาบุกจริง ๆ ต้าเซี่ยคงยื้อไว้ได้ไม่ถึงปี"
"ยื้อได้ไม่ถึงปี... เหอะ ๆ..." ชายบนรถเข็นพึมพำราวกับเย้ยหยันตนเอง
ในตอนนั้นเอง ฟางจื่อเสวี่ยก็เดินเข้ามาแล้วเอ่ยเสียงเบา "ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอาสอง... พี่ใหญ่ออกไปข้างนอกั้แ่เมื่อวานยังไม่กลับมาเลยเ้าค่ะ"
"หรือว่าเขาหนีไปแล้ว?"
"ด้วยนิสัยของพี่ใหญ่เ้า ต่อให้แม่ทัพหมาป่าเซียวมาปรากฏตัวตรงหน้า เขาก็ต้องพบสักครั้ง มีหรือจะเกรงกลัวบุตรสาวของแม่ทัพเซียว?" ชายบนรถเข็นยิ้มจาง ๆ "เฉินเอ๋อร์อาจจะแค่อยากไปจัดการเื่ทางโลกบางอย่างก่อนจะต้องจากต้าเซี่ยไป"
"นั่นสินะ" สามีภรรยาตระกูลฟางพยักหน้าเห็นด้วย เพราะพวกเขารู้จักนิสัยลูกชายคนนี้ดี
ในใจลึก ๆ พวกเขาอยากให้ฟางเฉินหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียยังดีกว่า จะเกิดผลตามมาอย่างไรพวกเขาก็ไม่อยากสนแล้ว แต่ก็น่าเสียดาย ด้วยนิสัยของฟางเฉิน เื่แบบนั้นไม่มีวันเกิดขึ้นแน่นอน
"ท่านแม่ทัพ คนจากในวังมาขอรับ" บ่าวรับใช้รีบเร่งเข้ามารายงาน
ที่หน้าประตูจวน ขบวนจากในวังหลวงยืนรออยู่อย่างสงบนิ่ง ผู้นำขบวนคือขันทีในชุดผ้าไหมหรูหรา ยืนตัวตรง สองมือประคองราชโองการสีเหลืองทอง
ฟางชางไห่รีบนำคนในครอบครัวมาที่หน้าประตู เมื่อเห็นขันทีผู้นั้นก็รีบประสานมือคารวะ "กระหม่อมฟางชางไห่ น้อมรับราชโองการ!"
ขันทีชุดไหมผู้นั้น มองกวาดไปยังใบหน้าคนในตระกูลฟางทีละคนด้วยสายตาเ็า ก่อนจะขมวดคิ้ว "ท่านชายฟางอยู่ที่ไหน? ราชโองการนี้ประทานแด่เขา เขากล้าดีอย่างไรถึงไม่ไม่ออกมารับ?"
ฟางชางไห่สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้ม "ขันทีโหยว ตอนนี้เฉินเอ๋อร์ไม่ได้อยู่ในจวน ให้ข้ารับราชโองการแทนเขาก็ย่อมได้"
ย้อนกลับไปในอดีต ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ผู้นี้เคยพินอบพิเทาและระมัดระวังตัวเพียงใดเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา แต่ตลอดห้าปีมานี้ ั้แ่ศึกที่เขาสามภพ ฮ่องเต้ไม่เพียงแต่หมางเมินตระกูลฟาง แม้แต่ฮองเฮาก็ยังพลอยโดนหมางเมินไปด้วย บัดนี้แม้แต่ขันทียังกล้าแสดงกิริยาเหยียดหยามเช่นนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตระกูลฟางต้องอดทนกล้ำกลืน
"เหลวไหล! ราชโองการที่ฝ่าาประทานให้ท่านชาย ท่านจะรับแทนได้อย่างไร? เป็ธรรมเนียมแบบใดกัน? ข้า้าพบท่านชายฟางเดี๋ยวนี้ ท่านแม่ทัพฟางอย่าได้เล่นตุกติก" ขันทีโหย่วแค่นเสียงแหบแหลมประชดประชัน
คนในตระกูลฟางเริ่มสีหน้าย่ำแย่ ชาวบ้านที่มุงดูรอบ ๆ เริ่มรวมตัวกันมากขึ้น ต่างพากับชี้นิ้วส่งเสียงซุบซิบ
"เทพธิดาเซียวจากแคว้นชิงซงมาถึงพระราชวังแล้ว ท่านแม่ทัพฟาง ท่านอย่าคิดฟุ้งซ่านไปเลย รีบตามท่านชายออกมาเสียดีกว่า" ขันทีโหย่วพ่นลมหายใจอย่างดูแคลน
"ท่านพี่ ข้าจะส่งคนไปตามเฉินเอ๋อร์เอง" ชายบนรถเข็นเอ่ยขึ้น ยังไม่ทันที่ฟางชางไห่จะตอบ ก็มีคนเห็นฟางเฉินเดินนำสวี่เกอมาแต่ไกล
"เทพาฟางมาแล้ว"
"ไม่นึกเลยว่าวันนี้เขายังมีแก่ใจออกไปเดินเล่นข้างนอก..."
ขันทีโหย่วงเงยหน้าขึ้นมอง และบังเอิญสบเข้ากับดวงตาสีเทาหม่นของฟางเฉิน ในใจรู้สึกหวาดผวาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่แล้วเขาก็ยิ้มอย่างดูแคลน
ภาพลักษณ์ของซื่อจื่อในตอนนี้ ไม่ใช่เทพาฟางคนเดิมที่เคยตบหน้าเชื้อพระวงศ์หน้าประตูวังได้อีกต่อไปแล้ว มีอะไรที่เขาต้องกลัว!
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอาสอง"
ฟางเฉินเดินมาหยุดต่อหน้าทุกคนและทำความเคารพได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ จนชาวบ้านรอบๆ เริ่มสงสัยว่าตาของเขานั้นบอดจริงหรือไม่?
"เ้ากลับมาแล้ว..." ฟางชางไห่ถอนหายใจแ่เบา
"หึ ๆ ซื่อจื่อ ข้านึกว่าท่านจะไม่กล้ามารับราชโองการนี้เสียแล้ว" ขันทีโหย่วมองดูฟางเฉินด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
เพียะ!
ฝ่ามือของฟางเฉินฟาดเข้าที่ใบหน้าของขันทีโหย่วอย่างจัง เสียงดังสนั่นจนหมวกของขันทีผู้นั้นกระเด็นหลุดออกไป
บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดราวกับป่าช้า ทุกสายตาจ้องมองฟางเฉินด้วยความตกตะลึง แม้แต่ฟางชางไห่เองก็ไม่คาดคิดว่าลูกชายจะกล้าลงมือตบหน้าขันทีโหย่วกะทันหันเช่นนี้
พวกขันทีน้อยและทหารองครักษ์ที่มากับขันทีโหย่วขยับตัวจะเข้าจัดการตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อพวกเขาเห็นดวงตาสีเทาหม่นคู่นั้นของฟางเฉินที่มองกราดมา ทุกคนก็ตัวแข็งทื่อ
ในวินาทีนั้น พวกเขานึกถึงบารมีอันยิ่งใหญ่ของเทพาฟางในอดีต ผู้ที่เคยตบหน้าผู้คนในเมืองหลวงมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็บุตรชายแม่ทัพ บุตรขุนนาง เชื้อพระวงศ์ หรือแม้แต่เหล่าองค์ชายในวัง!
"เ้าบังอาจตบข้า!!" ขันทีโหย่วกุมหน้า ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้น เขาไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้คนพิการคนนี้จะกล้าตบเขา! แถมยังตบต่อหน้าฝูงชนมากมายขนาดนี้!
"ราชโองการข้ารับไว้แล้ว เ้าไสหัวไปได้" ฟางเฉินหยิบราชโองการมาจากมือของอีกฝ่าย แล้วโบกมือไล่เบาๆ ราวกับกำลังไล่แมลงวันตัวหนึ่ง
"กบฎ! กบฎแล้ว!" ขันทีโหย่วเดือดดาลจนคุมไม่อยู่ ะโสั่งลูกน้องเสียงด้วยเสียงแหบประหลาดว่า "จับมัน! จับมันเดี๋ยวนี้!" เสียงะโดังก้องไปทั่วบริเวณ ทว่ากลับไม่มีใครขยับเขยื้อน ลูกน้องของเขาต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าลงมือ
สวี่เกอมองขันทีโหย่วด้วยรอยยิ้มหยัน ตลอดห้าปีมานี้แม้จะมีคนด่าทอซื่อจื่อลับหลังมากมาย แต่จะมีสักกี่คนที่กล้าลงมือต่อหน้า? แม้แต่นักรบแคว้นชิงซงที่มาดูิ่เหยียดหยาม ถ้าสั่งให้ลงมือจริง ๆ พวกเขาก็ไม่มีความกล้าพอ! ที่จะลงมือ
ต่อให้วันนี้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่ความเป็ผู้นำและความน่าเกรงขามก็ยังคงอยู่ดั่งเสือที่ยังเป็าาแห่งป่า!
เพียะ!
ฟางเฉินฟาดมือลงไปอีกครั้ง คราวนี้ขันทีโหย่วถึงกับเซถอยหลัง ดีที่ขันทีน้อยข้างหลังรีบเข้าไปพยุงเอาไว้ได้
"เ้า... เ้า..." ขันทีโหย่วชี้หน้าฟางเฉิน ตัวสั่นสะท้านราวกับจะสิ้นลมในวินาทีนั้น
"ชาวบ้านเ่าั้จะด่าข้า จะดูถูกข้า แล้วอย่างไร? พวกเขาทำนาทำไร่ เลี้ยงปากท้องคน นักรบเ่าั้จะด่าข้า จะดูถูกข้า แล้วอย่างไร? พวกเขาสู้รบในสนามรบ เพราะมีพวกเขา ต้าเซี่ยถึงได้รุ่งเรืองเช่นนี้ แล้วเ้าล่ะ? เป็แค่คนครึ่ง ๆ กลาง ๆ นอกจากชิงดีชิงเด่นในวัง เคยทำประโยชน์อะไรให้ต้าเซี่ยบ้าง?"
"เ้ามีสิทธิ์อะไรมาชี้นิ้วต่อหน้าข้า? ที่ข้าเรียกเ้าว่าขันที นั่นเพราะเห็นแก่พระพักตร์ของฝ่าา้ ไม่อย่างนั้น แม้แต่คำเรียกขาน เ้าก็ไม่คู่ควรจะได้รับจากปากข้า" ฟางเฉินกล่าวเรียบ ๆ สายตาของชาวบ้านที่มุงดูอยู่เปลี่ยนไปทันที
ขันทีโหย่วได้ยินดังนั้นถึงกับกระอักเืออกมาด้วยความโกรธจัด ขันทีน้อยที่อยู่ข้างๆ เห็นท่าไม่ดี รู้ว่าขืนอยู่ต่อนานกว่านี้จะไม่ปลอดภัย จึงรีบพยุงและกึ่งลากกึ่งจูงขันทีโหย่วหนีไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว
"ท่านเทพาฟาง! ถึงแม้ห้าปีก่อนท่านจะพ่ายแพ้และสูญเสียพลังทั้งหมดไป แต่ตราบใดที่ท่านยังอยู่ ท่านเพียงคนเดียวก็มีค่าเทียบเท่าทหารแสนนาย!" ในหมู่ชาวบ้าน มีนักรบผู้หนึ่งะโก้องขึ้นมา
ฟางเฉินไม่ได้เอ่ยคำใด เขาถือราชโองการและหมุนตัวเดินกลับเข้าจวนแม่ทัพไป
ทุกคนมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง รอคอยบางสิ่งบางอย่าง แม้ว่าความหวังนั้นจะริบหรี่เพียงใด แต่ในวันนี้ พวกเขาเหมือนได้มองเห็นแสงสว่างที่เคยเลือนหายไปกลับมาอีกครั้ง