อันธกานต์ยืนพิงรถยนต์อยู่สักครู่ ผู้คนเดินผ่านไปมาถนนเส้นนี้ไม่มากนัก.. ชายหญิงคู่หนึ่งพากันเดินเข้าไปในตัวตึกอาคารชนะใจ ขณะที่วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งอายุน่าจะไม่เกิดมัธยมปลายเดินกอดคอ ส่งเสียงโหวกเหวก เด็กกลุ่มนั้นจะหยุดชะงักเมื่อสังเกตเห็นอันธกานต์และรถสปอร์ตสุดหรูของเขา พวกเขากระซิบกระซาบกันด้วยภาษาไทยสำเนียงที่ชายหนุ่มไม่คุ้นเคย บ้างหันหลังกลับมามองเขาทั้งที่เดินผ่านไปแล้ว
ถนนเส้นนั้นกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านแต่กลับให้ความรู้สึกไม่สบายตัว อันธกานต์สังเกตเห็นผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งน่าจะอายุอ่อนกว่าลุงสินธพไม่มากนักยืนลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ตรงหัวมุมฝั่งตรงข้ามที่อับแสง หล่อนหรี่สายตามองไปรอบ ๆ ทำให้เขาเดาว่าหล่อนคงสายตาไม่ดีนัก ป้าคนนั้นค่อย ๆ เดินห่างออกไปจากมุมถนน ตรงไปยังปากทางออกจากซอย..
อันธกานต์เกือบจะเบือนสายตาจากหล่อน ถ้าหากไม่ติดว่าหางตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่แสนคุ้นเคยกำลังเดินเข้ามา และหยุดคุยกับผู้หญิงคนนั้น
หญิงสาวที่อันธกานต์คิดว่าเธอควรกำลังนอนหลับอยู่ในห้องพักในตึกฝั่งตรงข้ามกลับปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่คาดคิด ร่างสูงเปิดประตูรถสปอร์ตรีบสอดตัวเองกลับเข้าไปในรถยนต์อย่างรวดเร็ว
เครื่องยนต์ที่สตาร์ทขึ้นเผยให้เห็นนาฬิกาดิจิตอลที่ตอนนี้บอกเวลาเกือบเที่ยงคืน อันธกานต์ลอบมองทั้งคู่ผ่านกระจกข้างรถ.. หญิงสูงวัยกว่าชี้มือไม้ไปในตรอกเล็กที่ทั้งคู่ยืนห่างไปไม่มาก.. ตะวันวาดมีท่าทางงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะเดินตรงไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายบอก
คนตัวเล็กเดินหายไปแล้ว ขณะที่หญิงสูงวัยคนนั้นค่อย ๆ เดินตามไป.. คิ้วดกบนใบหน้าหล่อเหลาค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน เมื่ออันธกานต์เห็นว่าหญิงสูงวัยละล้าละลังหันกลับไปมองด้านหลังราวกับคาดหวังที่จะเจอใครสักคนหนึ่ง..
ในวินาทีต่อมาผู้ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นและเดินตามหญิงสาวทั้งสองคนไป ท่าทางที่ดูเหมือนนักเลงของผู้ชายคนนั้นทำให้อันธกานต์รู้สึกไม่ไว้วางใจ
คนตัวสูงผุดลุกผุดนั่งรีบออกจากรถสปอร์ตของตัวเองทันที.. เขารีบวิ่งตามทั้งสามคนไป
“ว้ายยย” เสียงกรีดร้องของตะวันวาดดังขึ้นภายในความเงียบทำให้อันธกานต์ตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม
“ตะวัน”
เสียงทุ้มอุทานเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว ขายาวก้าวเร็วขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้น
เพียงไม่ถึงหนึ่งนาทีอันธกานต์ก็วิ่งไปถึงซอยเล็กแคบที่ตะวันวาดหายลับไป
“ตะวัน” เสียงเรียกชื่อทำให้บุคคลทั้งสามหันมองร่างสูงที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่คาดหมายเป็นสายตาเดียวกัน
“พี่.. คุณธัน..” ตะวันวาดเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายขึ้น
“....”
“....”
ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจที่เต้นแรงของอันธกานต์นั้นฝ่อวูบลงทันที ตะวันวาดกำลังนั่งยอง ๆ เนื้อตัวมอมแมมเปรอะเปื้อนด้วยคราบโคลน ในอุ้งมือมือสิ่งมีชีวิตบางอย่างขยับดิ้นอยู่อย่างไม่ลดละความพยายาม ข้างตัวเธอคือป้าคนเดียวกับที่เขาเห็น ขณะที่ชายหนุ่มท่าทางน่าสงสัยนั้นยืนอยู่อีกข้างหนึ่งของตะวันวาด สองมือยันแผ่นปูนหนาขนาดหนึ่งฝ่ามือ 2 แผ่น
“ทำอะไรกัน” เสียงทุ้มเย็นเยียบ ขายาวยังคงเดินก้าวย่างเข้าไปหาบุคคลทั้งสามที่ยืนอยู่ในความมืด
“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” เสียงเล็กเอ่ยสวนกลับ น้ำเสียงฉงน
ทว่าทั้งคู่ยังไม่ทันที่จะได้ตอบคำถามของกันและกัน เสียงจากชายหนุ่มอีกคนก็ดังขึ้น
“เฮ้ย ระวัง!” เสียงแหบกึ่งตะโกน
อันธกานต์หยุดกึก คิ้วดกขมวดแน่น แต่ดูเหมือนคำเตือนนั้นจะช้าเกินไป เพราะเขาได้ยินเสียงกึกกักจากบริเวณใต้ฝ่าเท้าซึ่งดูเหมือนจะเป็นพื้นอิฐที่ไม่แข็งแรง ชายหนุ่มขยับเพียงเล็กน้อยก็พบว่าข้อเท้าของตัวเองได้ร่วงลงต่ำกว่าระดับพื้นที่ยืนอยู่
จ่อมม.. เสียงน้ำจากท่อระบายน้ำดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ พร้อมกับความเปียกแฉะที่เลยขึ้นมาถึงเกือบครึ่งหน้าแข้ง เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่าบริเวณนี้จะมีการวางกลไกบางอย่างเอาไว้ อันธกานต์เพิ่งสัมผัสได้ถึงเส้นเอ็นใสความสูงไม่เกิดข้อเท้าที่วางดักเอาตรงทางเข้าขณะที่เขารีบวิ่งเข้ามา ทันทีที่มันโดนกระตุก โคมไฟข้างถนนเก่าที่สนิมขึ้นเกาะก็ค่อย ๆ ร่วงลงสัมผัสกับพื้นปูน
เคร๊ง ง งงง ง
เสียงกระแทกดังกังวานไปทั่วบริเวณ ความเงียบสงัดของกลางคืนทำให้เสียงชัดเจนขึ้นไปอีก
กึ่ก ก กึ่ก ก ครืดด ด ดด
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มตวัดมองตามทิศทางของเสียงที่ดังขึ้น ก่อนจะพบกับท่อนไม้ที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากผนังปูนฉาบเตี้ย ๆ ด้านข้าง
ผลั่วะ! ร่างสูงรีบยกมือป้องกันศีรษะของตัวเอง
“โอ๊ย!” ไม้ท่อนหนึ่งขนาดไม่ใหญ่ร่วงลงเคาะตรงกระหม่อมของชายหนุ่มเข้าอย่างจัง
“พี่ธัน!” ตะวันวาดตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยความตกใจ
ร่างเล็กรีบวิ่งจากตรงที่เธออยู่ไปหาอันธกานต์ทันที
“ก็บอกแล้วว่าให้ระวัง” เสียงบ่นแหบจากชายหนุ่มในความมืดดังขึ้น เขาค่อย ๆ วางแผ่นปูนหนักบนมือกลับเข้าที่ เมื่อเห็นว่าตะวันวาดเดินออกจากตรงนั้นไปแล้ว
หญิงสูงวัยยังคงหรี่ตามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหล่อนแทบจะไม่ขยับเขยื้อน
“เกิดอะไรขึ้นวะ” เสียงนั้นหันไปถามชายหนุ่ม
“มีคนมาน่ะแม่” เขาตอบ รีบเดินไปมาหญิงสูงวัย พร้อมกับพยุงอีกฝ่ายให้เดินไปกับเขา
อันธกานต์ใช้ฝ่ามือสัมผัสกับบริเวณที่โดนท่อนไม้ฟาดลงตามสัญชาตญาณ ของเหลวอุ่นที่ไม่ต้องเดาว่าคงเป็นเลือดสด ๆ นั้นแผ่กระจายเต็มฝ่ามือ
“เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ” เสียงเล็กถามอย่างร้อนรน เห็นสีหน้าเจ็บปวดของอันธกานต์ผ่านความมืดนั้น
“เมี๊ยวว ว” สิ่งมีชีวิตในอุ้งมือของตะวันวาดกรีดร้องขึ้นเป็นครั้งแรก มันยังคงดิ้นขลุกขลักทำให้ตะวันวาดไม่สามารถปล่อยมือทั้งสองข้างของเธอได้
นัยน์ตาสีน้ำตาลจ้องเธอ ก่อนจะเคลื่อนไปมองสิ่งมีชีวิตที่ร้องเหมียว ๆ ในอุ้งมือของอีกฝ่าย อันธกานต์หันกลับไปมองตะวันวาดอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเสียงดัง..
“เฮ้อ”
เขาตั้งใจให้ตะวันวาดได้ยิน..
“....”
สิบนาทีต่อมา.. ระหว่างทางเดินขึ้นบันไดไปยังห้องพักชั้น 6 ของตะวันวาด
"ดึกป่านนี้ทำไมเพิ่งกลับบ้าน? "
"..."
"เธอเชื่อคนง่ายเกินไปหรือเปล่า ถ้าป้านั่นโกหก แล้วผู้ชายนั่นเกิดทำร้ายเธอขึ้นมาจะทำยังไง? "
"...."
"คิดอะไรของเธอ? "
"..."
"ตะวันวาด!!!"
เธอหยุดเดิน หันไปสบตากับเขาหลังจากครุ่นคิดมาสักพักหนึ่ง.. อันธกานต์คงเข้าใจว่าเธอถูกคุณป้าสายตาไม่ดีหลอกให้เดินเข้าไป และลูกชายของหล่อนอาจจะทำร้ายเธอ..
อันธกานต์ยืนนิ่งมองหญิงสาวและกล่องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ในมือเธอ สิ่งมีชีวิตในนั้นนิ่งไม่ไหวติ่ง.. ชายหนุ่มกลับไปสบตาเธอยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงตัดสินใจรับเลี้ยงแมวน้อยแทบจะในวินาทีที่สองแม่ลูกคู่นั้นกล่าวว่าพวกเขาไม่มีปัญญาดูแลมัน..
ตะวันวาดมองขึ้นมือใหญ่ที่กุมศีรษะโชกเลือด
"ไปทำแผลก่อนนะคะ" หญิงสาวเอ่ย
อันธกานต์นิ่งไป ก่อนจะพยักหน้ารับนิ่ง ๆ ครั้งหนึ่ง ลืมเรื่องที่เธอเพิกเฉยคำพูดเมื่อครู่ของเขาเสียสนิท
"เธอเดินขึ้นบันได 6 ชั้นทุกวันเลยเหรอ? " เสียงทุ้มเอ่ยถามอีกครั้งเมื่อตะวันวาดบอกว่าตึกห้องพักของเธอไม่มีลิฟต์ และพวกเขาต้องเดินขึ้นบันได
"ค่ะ" เธอตอบสั้น ๆ ทำให้อันธกานต์ไม่มีบทสนทนาต่อ
"นี่ถ้าฉันมาไม่ทันแล้วเกิดอะไรขึ้นมาจะทำยังไง? ฉันว่าเธอหาห้องพักใหม่ดีกว่า แถวนี้อันตรายเกินไป.."
ตะวันวาดหยุดกึกอีกครั้ง.. ตั้งแต่กลับมาพบกันอันธกานต์ไม่เคยพูดมากขนาดนี้มาก่อน.. คนตัวเล็กสบตาชายหนุ่มอีกครั้งในเวลาไม่ถึงสองนาที..
ทั้งคู่เดินมาถึงชั้น 6 พอดี
"ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ" น้ำเสียงเล็กเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ
ใบหน้าคมยังคงนิ่งขรึม มีเพียงนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่ทอประกายวาบขึ้น อันธกานต์รู้สึกกระอักกระอ่วนกับคำขอบคุณนั้น เพราะเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้คาดหวังว่าตะวันวาดจะเอ่ยมัน..
"พี่.. ฉัน.." เสียงทุ้มชะงักไป
ตะวันวาดสูดลมหายใจเข้าลึก
"แต่ตะวันพอใจกับทุกอย่างในตอนนี้ ไม่คิดจะย้ายไปไหน"
คนตัวเล็กหลบสายตาอีกฝ่าย เดินฉับ ๆ ไปไขประตูห้องพัก
อันธกานต์เดินตามตะวันวาดเข้าไปในห้อง เขากวาดสายตาสำรวจอย่างเงียบ ๆ ขณะที่รออีกฝ่ายเดินไปค้นตู้เก็บของของตัวเอง..
ตะวันวาดเดินกลับมาพร้อมกล่องยาสามัญประจำบ้าน เธอหยิบสำลีและยาทาแผลออกมา ก่อนจะลงมือทำแผลให้อันธกานต์โดยไม่พูดอะไร
ชายหนุ่มจับจ้องใบหน้าเล็กที่อยู่ห่างจากเขาไปเพียงแค่หนึ่งช่วงศอก.. ผมสีน้ำตาลหยักศกถูกรวบขึ้นม้วนเป็นวงกลมกลางศีรษะ แพขนตาหน้างอนขลับให้ดวงตากลมโตเปล่งประกายราวกับดวงตะวันสมกับชื่อ
“เสร็จแล้วค่ะ” เสียงเล็กเอ่ยขึ้นในที่สุด หลังจากที่ยืนทำแผลให้เขาอยู่เกือบสิบนาที
ตะวันวาดรู้สึกว่าแผลบนศีรษะของเขานั้นไม่ได้เล็กเลย ทว่าอันธกานต์กลับไม่ส่งเสียงร้องสักแอะ
"เลือดยังไม่หยุดไหล กดแผลเอาไว้ก่อนนะคะ"
อันธกานต์นิ่งเงียบไปหลายชั่วลมหายใจก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ทำไมลาออก”