17 : สายลมเดียวดาย
“เฮ้อ”
เนียร์มาถึงโรงเรียนตอนเช้าพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
คืนวานตอนกลับไปถึงบ้าน จากที่ตอนแรกนึกกังวลว่าจะถูกถามว่าไปเจออะไรมาบ้าง แต่กุลกลับแค่มองหน้าเธอและทำแผลให้พร้อมกับเตือนนิดๆ หน่อยๆว่าให้ดูแลตัวเองมากกว่านี้ ไม่สงสัยกระทั่งว่าทำไมถึงเปียกเป็ลูกหมาตกน้ำแบบนั้น ก็พอเข้าใจอยู่ว่าอีกฝ่ายคงจะคิดว่าเธอไปทำซุ่มซ่ามตกน้ำที่ไหนมา แล้วอาจเดินชนนู่นชนนี่หกล้มหน้ากระแทกพื้นอะไรบ้างจนมีสภาพอย่างนั้น
แต่...ไม่รู้ทำไมเธอถึงนึกอยากให้แม่ตัวเองสงสัยอะไรบ้างสักนิดก็ยังดี ว่าคนอะไรมันจะซวยได้ขนาดนั้นกัน
ส่วนวันนี้ก็ใช่ว่าเื่จะจบ เพราะพอเดินเข้ารั้วโรงเรียนมาปุ๊ป ลุงยามก็เรียกไปคุยด้วยทันที และเปิดประเด็นด้วยเื่...
“หนูเนียร์ เมื่อคืนนี้ลุงเห็นทุกอย่างแล้วนะ”
ขนาดแก้มมีรอยแดงช้ำจากการถูกชกอยู่ พอได้ยินประโยคนั้นยังซีดลงอย่างเห็นได้ชัด เนียร์พยายามทำเฉไฉว่าเื่อะไร เมื่อคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะหน่อย แต่ก็ถูกสีหน้าจริงจังหนักแน่นของลุงยามบีบให้เธอต้องเล่าเื่ทุกอย่างให้ฟัง ยกเว้นแต่เื่ฆ่าคนเท่านั้นที่เธอไม่กล้าบอก
พอฟังจนจบ ลุงยามกอดอกทำหน้าเคร่ง พยักหน้าตอบรับเื่ราว
เมื่อคืนนี้เขาวิ่งหนีไปโดยทิ้งเนียร์ไว้ก็จริง แต่พอหนีไปได้สักพักถึงได้รู้ตัวว่าอีกคนไม่ได้ตามมาด้วย จึงกลับมาช่วย แล้วก็มาเจอภาพที่เด็กสาวกับหนุ่มผมส้มกำลังรุมซัดกันอยู่พอดี เขาทำให้ได้แค่ลอบดูอยู่ไกลๆจนพวกเธอกลับบ้านกันไปนั่นแหละ
“ลุงยามคะ คือ...” เนียร์อยากจะพูดอะไรสักอย่างออกมาแต่ก็พูดไม่ออก จะให้พูดเหรอว่า ‘ลุงยามคะ อย่าจับหนูส่งไปให้พวกนักวิจัยมาทดลองร่างกายหนูเลยนะคะ’ หรือให้พูดว่า ‘อย่ากลัวหนูเลยนะคะ หนูสัญญาค่ะว่าจะไม่ทำอะไรลุงยาม ตราบใดที่ยังไม่เห็นสีดำ-แดง’
“ไม่เป็ไรหรอกหนูเนียร์” ลุงยามพูดขึ้นมาก่อนที่เธอจะพูดอะไรซะอีก “ลุงไม่เอาเื่นี้ไปบอกใครแน่ ลุงสัญญา”
เนียร์มองหน้าลุงยามอย่างไม่อยากเชื่อ เขาไม่กลัวเธออย่างนั้นหรือ
“ในเมื่อหนูเนียร์ไม่ได้เอาพลังนี้ไปทำเื่ผิดอะไรนี่นา แถมยังเอามาใช้ปกป้องคนอื่นอีก”
เด็กสาวรู้สึกผิดทันที เขาพูดแบบนั้นได้เพราะไม่รู้ว่าเธอเคยใช้พลังนี้ฆ่าคนมาแล้ว
ลุงยามถอนหายใจ “เอาเป็ว่า...ลุงจะเก็บเื่นี้เป็ความลับ ส่วนพวกคนมีพลังที่เหลือ...ลุงขอฝากหนูเนียร์ช่วยดูด้วยละกันนะ แล้วลุงจะคอยตรวจดูไม่ให้มีสีดำ-แดงอยู่ใกล้กันเอง”
“...ค่ะ ขอบคุณมากนะคะลุงยาม”
หากคนอื่นสงสัยน้อยอย่างลุงยามหมดก็ดีสินะ เนียร์อดคิดไม่ได้ เชื่อว่าหากเป็คนอื่นคงถูกถามแบบหมดไส้หมดพุงแน่ ว่าแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกรอบยามนั่งลงที่โต๊ะประจำข้างลานเอนกประสงค์ เพียงไม่นานเพื่อนหัวยุ่งก็มาถึง แต่เพราะท่าทีของอีกฝ่ายดูแปลกพิกลจึงทักด้วยคำถามแทน
“เป็อะไรของแกวะโม เดินแปลกๆ ยังกะคนขาเดี้ยง”
โมนั่งลงด้วยท่าทีติดขัดเหมือนหุ่นยนต์ที่ข้อต่อขึ้นสนิม ก่อนจะบอก “ไม่ใช่แค่ขาหรอก แต่ทั้งตัวเลยอะ เมื่อคืนนอนผิดท่ารึไงก็ไม่รู้ ปวดเมื่อยไปหมด เคล็ดนู่นเคล็ดนี่ด้วย...โอ๊ย! เจ็บๆๆ” โมร้องเมื่อถูกเนียร์จับหัวหันไปอีกทางเป็การทดสอบ
“นี่แกทำอะไรของแกเนี่ย มันเจ็บน้า”
“ ’โทษทีๆ เป็หนักเลยนี่นา” เพราะเธอเพิ่งจับหันหัวไปนิดเดียวเท่านั้นเอง ก็แหกปากร้องซะแล้ว
โมนวดคอตัวเองพลางพูด “อืม...เนียร์ ถามอะไรหน่อยจิ”
“อะไร” เนียร์รอคำถามแล้วเข้าไปช่วยนวดอีกมือหนึ่ง
“เหมือนเมื่อคืนนี้ฉันจะเผลอหลับไปน่ะ เลยจำอะไรไม่ค่อยได้ แกพอจะรู้ปะว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“จะไปรู้มั้ยล่ะนั่น ก็แยกกันเป็สองกลุ่มไม่ใช่รึไง ถ้าอยากรู้ก็ไปถามเอลกับเพียวโน่นไป” เนียร์ตอบ เื่ที่เกิดขึ้นกับพวกเอลเธอไม่รู้หรอก เพราะพอจบเื่นั้นเสร็จก็เล่นตรงดิ่งกลับบ้านเลยนี่นา ลืมหมด ทั้งลุงยาม ทั้งเพื่อน ยังกลัวอยู่เลยว่าจะโดนด่าเอาว่าทำไมกลับไปไม่ยอมบอก
“จะถามอะไรพวกฉันล่ะ” เพียวกับเอลมาได้จังหวะพอดี
“เมื่อคืนนี้พวกเราไปทำอะไรกันบ้างอะ ฉันจำอะไรไม่ค่อยได้เลย”
“..........”
...เงียบ...
ความเงียบที่พลันเกิดขึ้นจากกลุ่มที่หาความสงบได้ยากยิ่งทำให้บรรยากาศรอบด้านนั้นเปลี่ยนไป
เอลก้มหน้าไม่ยอมพูดอะไร ส่วนเพียวก็มองเอลเหมือนรอให้อีกฝ่ายเป็คนพูด จนโมต้องถามอีกครั้ง
“เป็อะไรไปอะ”
“คือ...” เพียวตัดสินใจตอบ “ฉันเองก็จำเื่เมื่อคืนนี้ไม่ค่อยได้เหมือนกันน่ะ ไปทำอีท่าไหนก็ไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ที่บ้านตัวเองแล้ว แถมยังฝันแปลกๆอีกว่าได้สู้กับพวกสัตว์ประหลาดในโรงเรียน” เพียวพูดพลางเหลือบมองเอลเป็ระยะ
ั้แ่เจอกันเมื่อกี้นี้แล้วที่เพียวเห็นเอลดูแปลกไป ก้มหน้าเงียบไม่พูดไม่จาอะไรสักคำ แถมไม่ยิ้มเหมือนอย่างเคยทำให้เธอไม่สบายใจเอาซะเลย
“ว่าแต่ทางฉันเถอะ...แกล่ะเป็ไงบ้าง” เพียวถามเนียร์
“ก็...ฉันเดินไปกับพวกลุงยามน่ะแหละ แต่ก็ไม่เจออะไรสักที ทินเซ็งจัดเลยลากฉันกลับบ้านก่อนน่ะ”
“...โกหก” เอลพึมพำเสียงเบา
“อะไรนะเอล” เนียร์ไม่ทันได้ยินเลยถามอีกรอบ และได้คำตอบกลับมาเป็การตะคอกใส่แทน
“โกหก! หลอกลวง ทั้งเธอ...ทั้งพี่ทิน รวมหัวกันหลอกพวกเรา” ในขณะที่เอลลุกขึ้นะโ สามคนที่เหลือได้แต่มองแบบจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ทำไมเธอต้องปิดบังพวกเราด้วยล่ะเนียร์ ทำไมเธอไม่บอกฉัน จะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่าย”
เนียร์ที่เพิ่งเข้าใจว่ากำลังถูกด่าถึงกับงงเป็ไก่ตาแตก “ดะ..เดี๋ยวเอล เธอพูด...”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฉันเกลียดคนขี้โกหกอย่างเธอ!” เอลสวนก่อนที่เนียร์จะพูดจนจบ และหยิบกระเป๋าวิ่งออกไปจากโต๊ะรวดเร็วอย่างที่ใครก็รั้งไว้ไม่ทัน หรือให้ถูกกว่านั้นคือ ยังไม่มีใครมีสติพอจะรั้งไว้
ทั้งสามยังมองทางที่เอลวิ่งไปอย่างตะลึง เมื่อกี้ยังคุยกันดีๆ อยู่เลย กลายเป็เื่หลอกลวงอะไรไปซะแล้ว โดยเฉพาะเนียร์ที่งงกว่าใครเพื่อน ว่าตัวเองไปหลอกอะไรใครตอนไหน
“แกไปหลอกอะไรเอลอะ” โมตั้งสติได้แล้วถามทันทีด้วยความอยากรู้
“เปล่านะ” เนียร์ปฏิเสธทันใด “เมื่อคืนนี้ก็ยังดีๆอยู่เลยไม่ใช่เหรอ หลังจากแยกกันแล้วก็ไม่ได้เจออีก แล้วฉันจะหาเวลาไหนไปหลอกกันล่ะ”
โมทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งและทำท่าปิ๊งอะไรขึ้นมาได้ “ไม่แน่น้า เอลอาจจะคิดว่าแกกับพี่ทินไปเป็กิ๊กอะไรกันก็ได้”
“หา?” เนียร์ทำหน้าเหวอ ก่อนจะะโใส่หูโมกับความคิดอันไร้สาระพวกนั้น “จะบ้ารึไง! ฉันกับทินเป็พี่น้องกันนะโว้ย!!”
เ้าหัวยุ่งเอานิ้วที่อุดหูออก หรี่ตาลงขณะเข้าไปกระแซะอีกฝ่ายใกล้ๆ “ไม่แน่นา เอลอาจคิดว่าแกตกหลุมรักพี่ตัวเองแบบรักต้องห้ามในนิยายไง เอลก็เลยคิดว่าเมื่อคืนนี้แกกับพี่ทินไปแอบจู๋จี๋กันก็ได้”
เนียร์คิดภาพตามแล้วสยองเกล้า น่าขนลุกจนแทบอยากลอกหนังตัวเองทิ้ง รักทินเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว! มันมีหลายประเด็นเกินขนาดที่ต่อให้ไม่พูดถึงเื่ความเป็พี่น้อง เนียร์ก็ไม่มีทางจะรักในแง่นั้นได้ลงเด็ดขาด
ทว่า...นอกจากเื่นี้แล้ว เนียร์ก็หาเหตุผลอื่นไม่เจอจนเริ่มคล้อยตามความคิดโม โดยไม่ทันสังเกตอีกด้านหนึ่งของโต๊ะว่าเพียวนิ่งไปอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
ขณะเดียวกันเอลได้วิ่งมาตรงมุมหนึ่งของสนามฟุตบอลที่ไม่ค่อยมีคนเพราะเป็จุดอับสายตาพอดี จนเป็แหล่งโดดเรียนสำหรับใครหลายคนโดยเฉพาะยิ่งกับเด็กม.6 สองคนที่เป็ที่รู้จักดีของโรงเรียน
เด็กสาวทรุดลงนั่งกับรากต้นไม้ต้นหนึ่งแถวนั้น รู้สึกว่าตัวเองหมดสิ้นเรี่ยวแรง...หากไม่ได้รู้สึกผิดที่ะโใส่หน้าเนียร์ เพราะในที่สุดเธอก็ได้รู้ความจริงที่อีกฝ่ายปกปิดไว้ ความจริง...ที่ไม่ยอมบอกกระทั่งเธอ
“โรงเรียนนายมันก็แปลกดีนะ มีผู้ใช้พลังอีกตั้งสามคน วาลที่บังคับไม้ เอลผู้ควบคุมสายลม เนียร์ผู้ใช้สายน้ำ แล้วแถมยังมีคนแปลกๆ อย่างทินอีก”
คำพูดของโชลทำให้เอลที่มาได้ยินเข้าพอดีถึงกับตัวแข็งทื่อ
ความจริงเธอควรจะกลับไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกพวกเนียร์ ทำให้เอลต้องเข้ามาอีกจนได้ยินที่เด็กหนุ่มสองคนคุยกัน และยังเป็เื่ที่คาดไม่ถึงอย่างน่าเหลือเชื่อ
“เป็ความจริงเหรอ” เอลโพล่งถามออกไปทำเอาผู้ชายสองคนนั้นสะดุ้ง ก่อนจะหันมาทางเธอที่เดินตรงมาหา
โชลแปลกใจ “คุณยังไม่ยอมกลับอีกเหรอเอล”
ฟิวส์สนใจขึ้นมาทันทีที่ได้ยินชื่อเด็กสาว “เธอเองเหรอ ที่มีพลังจากธรรมชาติ”
เอลถามต่อโดยไม่สนใจคำถามนั้น “ที่พวกนายพูดกับเมื่อกี้นี้น่ะ เป็ความจริงเหรอ ว่าเนียร์ก็มีพลังเหมือนกัน”
“อะไร นี่เธอไม่รู้หรอกเหรอว่าเพื่อนตัวเองก็มี” ฟิวส์มีท่าทีรำคาญ “ยัยนั่นใช้น้ำ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูน้ำในสระนั่นสิ ยัยนั่นเอามาใช้สู้กับฉัน”
เอลหันมองสระน้ำข้างๆ และต้องพบว่าน้ำที่เคยเต็มกลับเหลือเพียงก้นสระเท่านั้น เมื่อรับรู้ความจริงเธอก็กำมือแน่น “เธอไม่ยอมบอก...ไม่บอกแม้กระทั่งฉัน”
“เหอะ! ผู้หญิง” ฟิวส์แค่นหัวเราะ “ขนาดเพื่อนยังไม่ยอมไว้ใจบอกกัน”
เด็กสาวตวัดตามองเขาอย่างโกรธเคือง แต่อีกฝ่ายที่ถูกจ้องไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด
“ได้ เนียร์...ได้เลย” เอลขยี้ใบไม้แห้งบนพื้น “ถ้าเธอไม่ยอมบอก ฉันก็จะไม่บอก ฉันจะคอยดูว่าเธอจะยังมีความไว้ใจเพื่อนคนนี้อยู่รึเปล่า ถ้าไม่...”
ฟิ้ว!
ลมพัดแรงเพียงชั่ววูบ ทำให้ใบไม้ที่แห้งแล้วของต้นไม้ที่เธอนั่งอยู่ปลิวมาตกอยู่ข้างกายจนหมด
“เราจะได้เห็นดีกัน เนียร์!”
อีกด้านหนึ่งของสนามฟุตบอล เด็กสาวอีกคนที่รวบผมต่ำปล่อยให้ปอยผมด้านหน้าตกอยู่ข้างแก้ม เธอกำลังนั่งอ่านนิยายอยู่ใต้ต้นไม้เช่นกัน แม้จะอยู่ไกลหากยังเห็นเหตุการณ์เกือบทั้งหมด และพอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“...เพื่อน...คือการไว้วางใจ ไม่มีการทอดทิ้ง เมื่อใดไร้ซึ่งความเชื่อใจย่อมถูกทรยศ...ถ้าไร้เพื่อนเสียแต่แรก คงไม่ต้องรู้สึกทรมานแบบนี้ เรา...จะขออยู่ตัวคนเดียวแบบนี้ตลอดไป” วาลเอ่ยประโยคประโยคหนึ่งที่เคยอ่านพบในหนังสือ
“A life withouta friend is a life without a sun… ชีวิตที่ปราศจากเพื่อน ก็เหมือนชีวิตที่ไร้ซึ่งแสงตะวัน” เธอเงียบไปครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีก
“...แล้วเธอจะทนอยู่ในความเดียวดายแบบนี้ได้จริงหรือ...สายลมผู้ไม่อาจอยู่ได้ตามลำพัง”
โทรศัพท์แผดเสียงร้องเมื่อมีคนโทรเข้า ก่อนจะหยุดไปเมื่อมีคนรับสาย
“สวัสดีค่ะ ขอสายใครคะ” กุลเป็คนรับ และเมื่ออีกฝ่ายตอบกลับมาว่า้าคุยกับเนียร์ เธอก็เรียกลูกสาวที่อยู่ข้างบนชั้นสองให้รับรู้
“หนูรับข้างบนแล้วค่ะแม่” เนียร์ะโกลับเพื่อให้กุลวางสายข้างล่าง พวกเธอจะได้คุยกันอย่างเป็ส่วนตัว เมื่อรู้ว่าข้างล่างวางหูแล้ว เธอก็ถามคนในสายทันที “ว่าไง มีอะไรเหรอเพียว”
[ เื่เอลน่ะแหละ ] เพียวพูดเสียงนิ่งแต่แฝงไปด้วยความกังวล เพราะวันนี้ตลอดทั้งวันเอลไม่ยอมเข้ามาพูดกับพวกเธอด้วยเลย แถมยังหนีห่างไปอีก
[ แกไม่รู้จริงๆ เหรอ ว่าทำไมเอลถึงโกรธแก ]
“ถ้าฉันทำอะไรลงไปจริง ก็ต้องรู้แล้วล่ะ” จนถึงตอนนี้ นอกจากสาเหตุที่คุยกับโมเมื่อเช้า เนียร์ก็ยังหาสาเหตุอื่นไม่ได้เลยว่าทำไมเอลถึงตะคอกใส่เธอแบบนั้น
ทางด้านเพียวเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมพูด [ เนียร์...ฉันว่าเอลมีเื่ปิดบังพวกเราอยู่นะ]
“ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ” เนียร์แปลกใจ
เพียวเงียบไปอีกครั้งเหมือนไม่แน่ใจว่าจะเล่าให้อีกฝ่ายฟังดีหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ยอมเล่า [ เื่เมื่อคืนนี้นั่นแหละ ทั้งฉันและเอลต่างรู้ดีว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้น มีผู้ชายคนนึงจับตัวโมไป ]
“ว่าไงนะ!”
[ เดี๋ยวๆ ฟังฉันเล่าให้จบก่อนสิ ] เพียวรีบบอก [ ผู้ชายคนนั้นทำยังไงก็ไม่รู้ถึงบังคับพวกต้นหญ้าได้ แล้วฉันกับเอลก็สู้กับเขาเพื่อช่วยโม แต่ฉันสลบไปก่อนก็เลยไม่รู้เื่หลังจากนั้น]
บังคับต้นหญ้าได้...เนียร์แทบจะรู้ได้ทันทีเลยว่าผู้ชายที่พวกเพียวเจอนั้นเป็ใคร งั้นก็หมายความว่า พวกเอลสู้กับผู้ใช้พลังจากธรรมชาติงั้นเรอะ!? เดี๋ยวสิ เพียวกับโมสลบไปก่อน แล้วเอลไปทำท่าไหนถึงรอดมาได้กันละนี่
[ เนียร์...แกฟังฉันอยู่รึเปล่า ] เพียวเรียกความคิดเนียร์กลับมา ทำให้เ้าตัวรีบบอกว่าฟังอยู่ จึงพูดต่อ
[ แต่วันนี้เอลกลับไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลยสักนิด เหมือนกับ...้าจะปิดเื่นี้เป็ความลับยังไงก็ไม่รู้ ทำไมล่ะเนียร์ ทำไมเอลต้องปิดบังพวกเราด้วย ] เสียงเพียวเหมือนคนใกล้จะร้องไห้เต็มที็็็็็้้็จนเนียร์ผงะ รีบปลอบ
“เฮ้ย ใจเย็นๆ ก่อนเพียว เอลอาจจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างก็ได้ ทำให้ไม่ยอมเล่าให้พวกเราฟัง เดี๋ยวปล่อยไปสักพัก มันอาจจะคิดอะไรได้แล้วยอมบอกพวกเราเองแหละ ไม่ต้องเครียดไปหรอกน่า”
[ ...อืม หวังว่าจะเป็แบบนั้นนะ ] น้ำเสียงจากปลายสายเริ่มสงบลง แต่ก็ยังไม่ร่าเริงเหมือนเก่า เนียร์เลยพยายามพูดหยอกให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น
“ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า ร่าเริงเข้าไว้ไอ้ตะเกียบ เดี๋ยวปั๊ดจับหักสองท่อนเลยนี่”
[ หึ รู้แล้วละน่านังหมูอ้วน...พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะ ]
เนียร์กับเพียวบอกลากัน ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ลง
เนียร์นั่งเหม่อคิดถึงเพียวที่สลดลงได้ถึงขนาดจะร้องไห้ บ่งบอกว่านี่ไม่ใช่เื่เล็กๆ แล้วนะนั่น ถึงกับเปลี่ยนคนที่ร่าเริงได้ตลอดเป็เศร้าซึมขนาดนี้
เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เธอเป็อะไรไปนะ เอล”
เพียวบอกว่าเอลมีเื่ปิดบังพวกเธออยู่ก็จริง แต่เธอก็ยังไม่รู้ว่าคนแบบเอลจะไปมีความลับไหนที่บอกพวกเธอไม่ได้ ไม่ใช่ความลับแบบของเธอซะหน่อย...เดี๋ยวสิ... แบบเธออย่างนั้นหรือ
เดี๋ยวนะ
เนียร์กอดอกขณะมือขวายกขึ้นจับปลายคางอย่างใช้ความคิด
เพียวบอกว่าเมื่อคืนนี้ได้สู้กับผู้มีพลัง ผู้ชายคนนั้นคือโชลแน่ๆ ไม่ต้องสงสัยเลย แล้วตอนโชลมาห้ามเธอกับฟิวส์ที่กำลังสู้กัน เขาพูดว่าอะไรนะ ตอนที่ฟิวส์บ่นว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมฆ่าผู้หญิงพวกนั้น เขาพูดต่อว่าไงนะ
‘ก็บอกแล้วไง ว่าพวกเดียวกันเอง อย่าสู้กันเลย’
โชลสู้กับคนพวกนั้นแล้วมาพูดแบบนี้ ก็แปลว่าเขาได้สู้กับพวกที่มีพลังเหมือนกัน และคนกลุ่มนั้นก็คือพวกเอล...คนที่มีพลังจากธรรมชาติคนนั้นคือ...เอล?
เพียงวูบเดียวเท่านั้นที่รู้สึกราวกับร่างกายถูกแช่แข็ง ทุกอย่างรวมทั้งความคิด และความรู้สึกที่หนาววูบ เมื่อััได้ถึงความเป็ไปได้ ว่าแท้จริงแล้ว เอล...เพื่อนของเธอก็เป็...
“หนึ่งในผู้มีพลัง?”
“พี่เอลอาบน้ำเสร็จยัง” เสียงะโถามยานคางของเด็กชายวัยสิบขวบ มายืนเอาผ้าขนหนูพาดบ่า มือเคาะประตูเรียกคนที่เข้าห้องน้ำนานแล้ว และยังไม่ยอมออกมาสักที
“นี่พี่เอล ได้ยินเสียงผมมั้ย!...เฮ้อ ยังไม่อาบตอนนี้ก็ได้ว้า” อันี้เีมานั่งเรียกแล้วกลับไปที่ห้องตามเดิม
ภายในห้องน้ำ ผนังถูกปูไปด้วยสีฟ้า มีลวดลายของสายน้ำ อ่างน้ำขนาดใหญ่ที่คนลงไปนอนได้สบายๆ สีขาวสะอาดตา ชั้นวางมีสบู่ ยาสระผม โลชั่นต่างๆ และน้ำหอมหลากหลายกลิ่นวางไว้ครบเซ็ต ต้นไม้ประดับห้องน้ำทำให้ห้องดูมีสีเขียวร่มรื่นอยู่บ้าง แต่ทว่าคนในนี้ดูท่าจะไม่รับรู้ถึงสิ่งใดทั้งสิ้น
ร่างของเด็กสาวนอนอยู่ในอ่าง น้ำจากฝักบัวไหลมากระทบผมสีดำยาวที่แผ่สยายไปถึงกลางหลัง และผิวสีขาวอมชมพูไม่ขาดสาย น้ำไหลไปตามเส้นผมก่อนมาตามใบหน้า เพื่อมาปะปนกับน้ำจากดวงตาสีดำที่หม่นหมอง ก่อนจะไหลไปตามลำคอจนไปถึงผืนน้ำที่อยู่ตรงระดับอกพอดี
เธอกอดร่างสัตว์สีเขียวมรกตไว้แน่น
“ฮึก! ทำไมเหรออิว ทำไมเพื่อนถึงต้องปิดบังกันด้วย ไหนว่ามีอะไรก็บอกๆ กันไง แล้วทำไม...ทำไมเนียร์ถึงต้องทำแบบนี้ด้วย ทำไม” เอลสะอื้นไห้
“งี๊ด...” อิวเลียน้ำตาของเธอเป็เชิงปลอบ แต่ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่านี้
ถึงจะเด็ดขาดสักเพียงใด แต่หัวใจก็ยังคงเป็ผู้หญิงที่อ่อนไหวเท่านั้นเอง
วันต่อมา พอเนียร์มาถึงโรงเรียนวางเป้จองโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็พุ่งตรงไปที่สนามฟุตบอลทันที ทุกวันจะมีคนมาเล่นฟุตบอลอยู่เสมอ และคนกลุ่มนั้นก็มีคนที่เธออยากจะคุยด้วย เพื่อถาม...เื่ที่เธออยากจะรู้ความจริงมากที่สุด
“เฮ้! ฟิวส์” เพื่อนตรงริมสนามะโเรียกเด็กหนุ่มหัวสีส้มดูเด่นกว่าใครเพื่อนให้หันมาทางนี้ “มานี่หน่อยดิ๊ มีน้องคนนึงอยากจะคุยกับแกว่ะ”
ฟิวส์รีบวิ่งมาตามคำเรียก แล้วก็พบว่าน้องคนนั้นเป็คนเดียวกับที่สู้กับเขาเมื่อวันก่อน...ที่แท้ผู้หญิงคนนี้ก็เป็รุ่นน้องนี่เอง
“ว่าไง มีธุระอะไรกับฉันเหรอ ‘น้อง’เนียร์”
เนียร์เบะปากอย่างไม่คิดปิดบังเลยทีเดียว “ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าน้องหรอก มันขนลุก”
ถ้าเป็ไปได้ก็ไม่อยากมาถามเื่นี้กับคนมีปัญหากับผู้หญิงแบบหมอนี่หรอก แต่ในเมื่อเพื่อนของหมอนี่ที่น่าจะคุยรู้เื่กว่าดันไม่ได้อยู่โรงเรียนนี้ เธอจึงจำใจต้องมาถามเขาแทน
“ฉันมีเื่จะคุยกับนาย...เป็การส่วนตัวหน่อยน่ะ” เธอเหลือบมองบรรดาเพื่อนๆของเขาที่รุมล้อมเธอสองคนอย่างสนใจ เป็การสื่อความหมายว่าจะให้คนพวกนั้นรู้เื่ไม่ได้
ฟิวส์พอเดาได้คร่าวๆ ว่าเนียร์อยากพูดเื่อะไร จึงตอบตกลงไป แต่พวกเพื่อนๆ ของเขาน่ะสิ นึกว่าอีกฝ่ายจะมาสารภาพรักอะไรเทือกนั้น ก็พากันเป่าปากล้อเป็การใหญ่
เมื่อมาตรงจุดที่ไม่น่าจะมีใครได้ยินแล้ว เนียร์ก็เข้าประเด็นทันที
“ฉันอยากรู้ว่ากลุ่มเพื่อนของฉันที่สู้กับเพื่อนนายเมื่อคืนนี้ มีคนใช้พลังจากธรรมชาติอยู่รึเปล่า”
คำถามของเธอทำให้ฟิวส์นึกถึงเื่ในตอนนั้น
“ฉันอยากจะขออะไรพวกนายอย่างหนึ่ง ห้ามบอกใครเป็อันขาดเื่ที่ฉันมีพลัง โดยเฉพาะกับเพื่อนของฉัน” เอลพูดเหมือนจะขอ แต่น้ำเสียงเป็เชิงออกคำสั่งเสียมากกว่า ทำให้ฟิวส์ไม่พอใจ
“ทำไมฉันจะต้องทำตามที่เธอบอกด้วย เื่ของเธอก็จัดการเอาเองสิ”
ทว่าคนผมน้ำตาลข้างตัวกลับพูดอีกอย่าง “ได้เลยเอล ผมจะไม่บอกใคร”
สีหน้าเอลอ่อนลงเมื่อโชลรับปาก แต่ฟิวส์กลับยิ่งโมโห
“นายจะไปทำตามที่ยัยนี่บอกทำไมวะโชล”
“นายก็ต้องทำตามนั้นด้วย” โชลพูด
“ฉันไม่ใช่คนรับใช้นะ ที่จะต้องคอยทำตามคำสั่งของพวกผู้หญิงนี่” เสียงฟิวส์ดังจนแทบจะตะคอกอยู่แล้ว แต่เขาก็รู้สึกเย็นเยือกขึ้นมาทันใด เมื่อเพื่อนของเขามองด้วยแววตาเฉยชาจนน่ากลัว
โชลกล่าวเสียงเรียบเย็นจนแม้แต่เอลยังรู้สึกไม่ดี “นี่ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็การขอร้อง เข้าใจที่ฉันพูดมั้ย”
ฟิวส์ข่มอารมณ์ตัวเอง แม้ใจจะแอบคิดว่านี่เป็การขอร้องประเภทไหนกันที่แผ่รังสีห้ามปฏิเสธมาขนาดนี้ ก่อนจะตอบรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจ เขารู้ดี...ทำตามคำสั่งที่ผู้หญิงบอกดีกว่าขัดใจเพื่อนคนนี้ เขาคงไม่อยากลองดีแน่ถ้าทำให้โชลโกรธ
“ไม่มีนี่ โชลไม่ได้สู้กับผู้มีพลังสักหน่อย หรือถ้าได้เจอจริงก็ต้องบอกฉันอยู่แล้ว” ฟิวส์ตอบ
เนียร์ได้รับคำตอบนั้นแล้ว ก็แปลกใจทั้งๆ ที่เธอมั่นใจแท้ๆ ว่าสิ่งที่โชล พูดน่าจะเป็ไปตามที่คิด แล้วทำไมฟิวส์กลับบอกว่าเพื่อนของเขาไม่ได้สู้กับผู้มีพลัง...เขาโกหกเธอเหรอ
...ไม่น่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฟิวส์จะต้องโกหกเธอนี่นา ตกลงแล้ว...เธอคิดไปเองหรอกหรือ ว่าเอลก็เป็ผู้ใช้พลังจากธรรมชาติ แต่ดีแล้ว...ไม่ใช่เื่จริงน่ะดีแล้ว เพราะถ้าเป็จริง เธอคง...
“ฉันมีเื่อยากรู้แค่นี้แหละ ขอโทษนะ ที่ทำให้นายเสียเวลามาตอบคำถามไร้สาระของฉัน” เนียร์รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่พอใจนัก ที่ถูกผู้หญิงมาเรียกมาแบบนี้...แต่สิ่งที่ฟิวส์ตอบกลับมาทำเอาเธอคิดผิดถนัด
“ไม่เห็นต้องมาขอโทษเลยนี่ คนอื่นอาจว่าไร้สาระ แต่สำหรับตัวเองมันคือเื่สำคัญไม่ใช่รึไง” ฟิวส์กอดอกทำหน้าเอือมกับความคิดของผู้หญิง ที่ชอบคิดเองเออเองอยู่เรื่อย
เนียร์แปลกใจ นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรดีๆ เป็ด้วย เพราะั้แ่คุยกันมาได้ยินแต่คำด่าเสียดสีตลอด จนเธอนึกว่าเขาพูดแบบอื่นไม่เป็ซะอีก เนียร์เลยเปลี่ยนใหม่ ยิ้มให้เขาแทนก่อนจะพูดว่า “งั้นก็...ขอบคุณนะ ที่ช่วยตอบคำถาม”
ถ้าให้เห็นไม่ผิดละก็ เนียร์คิดว่าเธอเห็นอีกฝ่ายยิ้มด้วย เพียงแต่ยังไม่ทันดูให้แน่ใจฟิวส์ก็หันหลังให้เธอซะก่อน แล้วบอกก่อนจะวิ่งไปหาเพื่อนว่า “เออ ฉันไปก่อนล่ะ”
เนียร์มองไล่หลังไป ส่ายหน้าน้อยๆ คล้ายกับจะระอากับท่าทีของอีกฝ่ายที่ชวนให้เข้าใจผิด “ความจริงก็เป็คนดีนี่นา”
ส่วนฟิวส์ที่กลับไปหาเพื่อนฝูงก็ถูกล้อทันที มีคนหนึ่งเข้ามาล็อกคอเขาไว้แล้วถาม
“เฮ้ย เดี๋ยวนี้แกคิดจะจีบผู้หญิงแล้วเหรอวะ”
“ไม่มีทาง” ฟิวส์ตอบทันควัน “เมื่อกี้น้องมาถามเื่อื่นโว้ย”
หึ...อย่างเขาน่ะหรือจะจีบผู้หญิง ยาก!
เนียร์เดินกลับไปที่โต๊ะ พบว่าโมมานั่งรอแล้ว
“เมื่อกี้ไปไหนมาอะ” โมถามทันทีที่เห็นตัว เพราะปกติมาถึงจะต้องเจอเธอนั่งอยู่ก่อนเสมอ แต่นี่มาถึงกลับเห็นแค่เป้วางไว้เท่านั้น
“ไปทำธุระนิดหน่อยน่ะ” เนียร์ตอบพลางนั่งลง ในขณะที่โมเอียงคอสงสัยเหมือนยังได้คำตอบไม่ชัดเจนพอ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ แล้วทั้งคู่ก็เห็นเอลกับเพียวกำลังเดินมาพอดี แต่พอเอลเห็นเนียร์นั่งอยู่ก็เข้าไปพูดอะไรบางอย่างกับเพียว เพียวพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนที่เอลจะเดินไปอีกทาง
“เอลไม่มาเพราะเห็นฉันนั่งอยู่สินะ” เนียร์เดาความคิดอีกฝ่ายได้ โดยมีเพียวตอบแค่ อือ กลับมา แต่นั่นยิ่งทำให้รู้สึกสลดมากขึ้นไปอีก
เพียวก้มหน้าเงียบไม่พูดจิกใครเหมือนอย่างเคย โมเองก็ไม่กล้าพูดอะไร เหมือนรู้ดีว่าต่อให้เล่าเื่ตลก อีกสองคนก็คงหัวเราะกันไม่ออก
ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม หากมีใครคนหนึ่งทำตัวแปลกไป
โมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำตัวอย่างไรดีกับสถานการณ์แบบนี้ จึงเสมองไปทางอื่นที่ไม่ใช่หน้าเพื่อนตัวเองแทน และพบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเนียร์ที่ยังก้มหน้าแบบไม่อยากสนใจอะไรทั้งสิ้น ทำให้โมต้องช่วยสะกิดบอกให้เนียร์รู้ว่ามีคนมาหา
เนียร์กับเพียวเงยหน้ามองผู้หญิงคนนั้น เพียวขมวดคิ้วทันทีเมื่ออีกฝ่ายเป็คนที่เธอไม่ชอบหน้าั้แ่เจอกันครั้งแรก
ใบหน้าเรียบเฉยนั้นยังเหมือนเดิมแม้จะถูกสายตาไม่ต้อนรับจากเพียวก็ตาม ริมฝีปากบางเปิดขึ้นเอ่ยกับเนียร์ “ขอคุยด้วยหน่อย”
เนียร์ลุกตามวาลไปโดยไม่ขัดอะไร เพราะสงสัยว่าอีกฝ่าย้าจะคุยอะไร และที่ที่วาลพามาก็เป็ที่เดียวกันกับที่เธอกับฟิวส์มาคุยกันเมื่อกี้พอดี แต่พอมากับผู้หญิงคนนี้แล้ว เนียร์กลับรู้สึกเสียวๆ แบบกลัวอีกฝ่ายจะเข้ามาทำร้ายขึ้นมาตงิดๆ แต่...วาลกลับแค่แนะนำตัวกับเธอเท่านั้น
“ฉันชื่อวาล ยินดีที่ได้รู้จักนะ...นิศาชล ที่แปลว่า น้ำค้าง”
“เรียกฉันว่าเนียร์ก็ได้” เนียร์หัวเราะเสียงแห้ง แค่จะแนะนำตัวต้องมาคุยกันในที่ที่ไม่ค่อยมีคนแบบนี้เชียวเหรอ แต่แล้วสายตาเธอก็ไปชะงักที่กระเป๋าเสื้อของวาล ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะขยับได้ด้วย เ้าสิ่งนั้นะโออกมาจากกระเป๋าก่อนจะไต่ไปที่ไหล่ของวาล ทำให้เนียร์เบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง เมื่อสิ่งที่เห็นนั้นคือสัตว์ประหลาดที่เหมือนสุนัขหมาป่าขนสีน้ำตาลออกเหลือง
“ส่วนนี่คือเพื่อนของฉัน บีดี”
วาลกล้าเผยตัวเองว่าเป็ผู้มีพลังต่อหน้าเนียร์ เพราะเมื่อคืนก่อนเธอก็อยู่ในโรงเรียนด้วย และได้เห็นแหตุการณ์ทั้งหมดแล้วเช่นกัน
“...เธอ...คือคนที่ใช้ไม้สินะ” เนียร์จำได้ว่าฟิวส์พูดเกี่ยวกับผู้ใช้พลังอีกคน คนคนนั้นต้องเป็ผู้หญิงตรงหน้านี้แน่ๆ
“ใช่” วาลยอมรับ และพูดถึงจุดประสงค์ที่เรียกอีกฝ่ายมาคุยด้วย “ฉันคิดว่า เจอพวกเดียวกันแบบเธอแล้ว...”
วาลพูดยังไม่ทันจบก็เป็ต้องชะงัก เมื่อเห็นเนียร์ถลึงตาใส่ “เป็อะไรไป”
“พวก...เดียวกัน งั้นเหรอ” เนียร์ทวน ความขุ่นเคืองเริ่มพุ่งพล่าน เมื่อเธอถูกตีตราหาว่าเป็พวกเดียวกันกับที่ชอบการฆ่าคน “ฉันไม่ใช่ฆาตกรแบบพวกเธอนะ ที่ฆ่าเด็กพวกนั้นได้โดยไม่รู้สึกอะไรน่ะ”
วาลมีสีหน้าเ็ายิ่งกว่าเดิมเมื่อถูกด่า เถียงกลับ “เื่ในคืนนั้น เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ เพื่อให้รู้เื่พลังนี้ให้มากขึ้น ก็จำเป็ต้องฆ่า”
“แต่ฉันไม่้า!” เนียร์ตวาด “เธอก็คงจะชอบบ้างอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ ถึงไม่ทักท้วงอะไรเลย แต่ฉันไม่ใช่...ไม่ใช่พวกเดียวกันกับเธอ กับคนพวกนั้น และก็เกลียดที่สุดเลยด้วยกับคนที่มีพลังแบบนี้”
“...เกลียด หรือว่ากลัวกันแน่” วาลย้อนถาม ทำให้เนียร์ถึงกับชะงัก เมื่อรู้ว่าความจริงแล้วนั้นเธอไม่ได้เกลียดใคร แต่พลังที่มีอยู่ในตัวคนเ่าั้ต่างหากเล่า พลังที่สามารถฆ่าคนได้แบบนั้นต่างหากที่ทำให้เธอกลัว แม้แต่ตอนที่สู้กับฟิวส์เนียร์ก็กลัวอยู่ตลอดเวลาว่าจะถูกอีกฝ่ายฆ่าตาย
เนียร์กัดฟันแน่นก่อนจะตอบ “ใช่ ฉันกลัว กลัวพวกเธอทุกคน เพราะงั้น...ได้โปรดอย่ามายุ่งกับฉันอีกเลยนะ” เธอขอร้อง ก่อนจะวิ่งไปโดยทิ้งอีกคนให้อยู่คนเดียว
วาลดูงุนงง เพราะเมื่อคืนก่อนที่ได้เห็นอีกฝ่ายใช้พลังจนเป็ที่ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่า...
“กลัวคนอื่น? ทั้งที่ตัวเองก็มีพลังแข็งแกร่งกว่าใครเนี่ยนะ”