ตอนที่สอง Beyond the journey end 2
ผมนั่งมองฝ้าเพดานของจวนกั๋วกงอย่างครุ่นคิด
อย่างน้อยท่าทางที่ฝึกมาจากการ้าเป็นักมวยปล้ำของผมว่าเ็ปรวดร้าวนั้นได้ผล
กระดูกขาของผมไม่หักไม่อย่างนั้นต้องยุ่งยากมากๆแน่ในยุคนี้
ในยุคศักดินาล้าหลังที่นางเอกต้องไปขอร้องบัวหิมะพันปีจากท่านนักพรตเพื่อช่วยเหลือพระเอก
แต่ตามชื่อของมัน
บัวหิมะพันปี
ใช้ไปแล้วคงต้องรอไปอีกพันปีว่าอย่างนั้น
มันคงไม่มีมาส่งถึงผมตามมุก
ขาดชั้นแล้วเธอต้องเสียใจ
ที่ทำให้นักอ่านที่เชียร์นางเอกรู้สึกฟิน
ซึ่งผมก็ดีใจที่จะเลี่ยงฉากตามหาบัวหิมะพันปีในยุทธภพไปได้
แต่การาเ็อื่นๆของผมนั้นคือของจริงไม่ใช้ตัวแสดงแทน
อย่างที่นักมวยปล้ำว่าไว้ของบางอย่างต้อง
Embrace it
เผชิญหน้ากับมัน
ตามคติที่ว่าการทุ่มในบางท่านั้น
No right way to land
ไม่มีท่าที่ถูกต้องว่าเราจะล้มลงอย่างไร
ผู้ชายบางทีเราคงถูกสอนมาว่าไม่ว่าจะเจอสถานการณ์เอี้ยแค่ไหน เราก็ต้องกัดฟันทนมันเอาไว้เสมอ
ตอนนี้เองก็เช่นกัน
จวนกั๋วกงชื่อเสียงตกต่ำ
เย่ชิวไม่สามารถเข้าเป็ขุนนางในราชสำนักได้ถูกผู้คนตีจาก
กิจการหลายๆอย่างของตระกูลก็ขาดทุนเพราะทำการค้าแข่งกับนางเอกที่มีความรู้อิเซไค
สบู่ เครื่องสำอาง เสื้อผ้าเครื่องแก้ว ฯลฯ
ทุกอย่างล้วนถูกพระสนมเอกนั้นแย่งทำไปก่อนหมดแล้ว
ตระกูลเย่กว๋อกงได้ตำต่ำที่สุดในยุคของผม...ซึ่งหมายความว่าฐานะผมยังดีกว่าคนในยุคศักดินาล้าหลัง99.99%
อย่างเตียงที่ผมนอนอยู่นั้นทำจากไม้อย่างดีที่ผมคงจะโดนจับเข้าคุกในโลกปัจจุบันหากจะเอามันมาทำเป็เตียงนอน
รังนก หอยเป๋าฮื้อโสมที่ไม่ใช่โสมพันปี ก็มีไม่ขาดที่จะมารักษาอาการาเ็ของผม
เรียกว่าผมมีทุกอย่างที่สามารถใช้ชีวิตสโลไลฟ์ได้
แต่ประวัติศาสตร์และแนวจอมนางแห่งวังหลวงบอกให้ผมรู้ว่าการอยู่ในแผ่นดินเดียวกันกับฮ่องเต้คลั่งรักนั้นไม่ดีต่อสุขภาพของผมเสียเท่าไร
กริ๊ง
ผมสั่นระฆังทองเหลือง
“อาหู่ เอาบัญชีทรัพย์สินของบ้านเรามาให้ข้าดูที”
ผมถอนใจ
คงต้องดูก่อนว่าเรามีทรัพยากรอะไรแค่ไหนถึงจะทำตามแผนการที่ผมคิดเอาไว้ได้