[ศิลาธาตุพลัง] คือสิ่งที่ทำให้ผู้ยิ่งใหญ่ส่วนหนึ่งในโลกใบนี้ต่างเข้นฆ่าซึ่งกันและกัน นั่นเพราะหากผู้ฝึกปราณคนใดมีศิลาธาตุพลังจำนวนมากพอ จากที่ต้องฝึกยุทธ์เสริมสร้างพลังปราณ 10 ปี กลับกลายเป็ใช้เวลาเพียง 1 ปี ก็สำเร็จ สิ่งเหล่านี้จึงเป็แรงปรารถนาอันยิ่งใหญ่ให้ผู้มีอำนาจทั่วดินแดนในใฝ่หามัน
หากแต่ทั่วหล้าดินแดนแห่งนี้ แม้จะกว้างใหญ่ หากแต่ดินแดนที่มี [ศิลาธาตุพลัง] ก่อกำเนิดตามธรรมชาตินั้นใช่ว่าจะมีอยู่มากมาย บางดินแดนอัตรายมากไปก็ไม่เหมาะสม บางดินแดนแห้งแล้งก็ไม่สะดวก ดังนั้นดินแดนใดที่เจริญและมี [ศิลาธาตุพลัง] มากก็จะถูกด้วยตระกูลใหญ่ระดับราชันย์
โดยตระกูลใหญ่นั้นก็จะปกครองเหล่าตระกูลที่เล็กๆ รองลงมาเป็ระดับชั้นอีกทอดหนึ่งเช่นกัน หากแต่โครงสร้างแบบนี้กลับเกิดเหตุการณ์แข็งเมืองได้ง่าย บางครั้งเมืองระดับเดียวกับก็มักทำศึกกันเพื่อแย่งทำเลขุด [ศิลาธาตุพลัง] เสมอๆ
นอกจาก [ศิลาธาตุพลัง] ที่เป็สาเหตุหลักในการเกิดาแล้ว [แผ่นจากลึกอักษริญญา] ก็นับเป็อีกสิ่งที่ทำให้บ้านนี้เมืองนี้ทำศึกากันบ่อยครั้ง ว่ากันว่ารากฐานความสำเร็จของตระกูลจะรุ่งเรือนหรือตกต่ำก็ดูได้จาก [แผ่นจากลึกอักษริญญา] เหล่านี้ ที่ภายใน [แผ่นจากลึกอักษริญญา] นั้นต่างมีองค์ความรู้จากยุคาซ่อนอยู่มากมาย
ว่ากันว่าเริ่มต้นของการฝึกยุทธ์ของดินแดนนี้ก็เริ่มต้นจากมีผู้ค้นพบความอัศจรรย์ของ [แผ่นจากลึกอักษริญญา]
ใน [แผ่นจากลึกอักษริญญา] นั้นไม่ได้มีเพียงคัมภีร์ยุทธ์ หากแต่มันยังมีองค์ความรู้รูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็ด้านโอสถ อักษร ชุบหลอมสร้างอาวุธ ค่ายกล ยัน การปราบภูตผีดวงิญญา และด้วยการมี [แผ่นจากลึกอักษริญญา] หลากหลายประเภทนี้ ทำให้ในโลกใบนี้มีตระกูลมากมายที่มีองค์ความรู้และความชำนาญเฉพาะทางที่มีแต่เพียงในตระกูลนั้นอยู่มากมาย
อย่างในตระกูลซุนที่ถือเป็ตระกูลใหญ่ระดับเ้าเมืองนั้น คนในตระกูลทั้งหมดมี 12,000 กว่าคน ในตระกูลมีวิชายุทธ์เปิดสอนอยู่หลายวิชา หากแต่วิชาที่โด่งดังคือวิชาฝึกปราณร่างทองคำของบิดามันที่ว่ากันว่าบิดาของมันนั้นฟันแทงไม่เข้า โด่งดังทั่วดินแดนแห่งนี้ ปัจจุบันมันได้รู้ว่าบิดามันนั้นเป็ผู้ฝึกปราณระดับก่อปราณขั้นสุดท้าย [ผู้ฝึกปราณระดับ 4 ขั้น 5] ซึ่งกล้าแกร่งเป็ที่สุดสามารถมีร่างะโสูงได้ถึงสามสิบจั้งสบายๆ
หากแต่ตัวของซุนนานเองมันก็ยังไม่พอใจกับความสามารถระดับนี้ของบิดามา มันคิดฝันถึงโลกของจอมยุทธ์ผู้ฝึกปราณที่สามารถเหยียบฟ้าโบยบินได้อย่างอิสรเสรี หากแต่เมื่อมันข้ามมิติมา มันกลับพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง ตัวมันแอบเสียดายอยู่ไม่น้อย
ต่อมาเมื่อมันคิดได้ว่ามันพิการไร้ [แก่นกำเนิด] มันก็เลิกคิดเื่นี้ในทันที เพราะแค่ชีวิตมัน มันยังเอาตัวไม่รอด จะสนใจเื่ฝึกปราณฝึกยุทธ์ไปทำไม หอตำราฝึกปราณนั้นมันเดินไปได้ทุกชั้นและอ่านได้ทุกสิ่งที่ถูกจัดเก็บภายใน หากเป็คนอื่นๆ ในตระกูลซุนคงดีใจยิ่ง แต่สำหรับมันช่างตรงข้าม ซุนนานมันทำเพียงอ่านเล่นแก้เบื่อเท่านั้น
หากแต่สิ่งหนึ่งที่มันค้นพบในการอ่านคัมภีร์ในหอตำราตระกูลซุน ยิ่งระดับของคัมภีร์สูงเท่าไร คัมภีร์นั้นก็จะถูกเขียนด้วย [นักอักษร] และผู้ที่จะอ่านมันได้ก็ต้องเป็นักอักษรด้วยเช่นกัน มันจึงเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดผู้คนในโลกใบนี้จึงยกให้นักอักษรเป็หนึ่งในสี่อาชีพมีเกียรติ
ที่มี ขุนศึกแกร่ง ยอดหมอชำนาญโอสถ นายช่างหลอมของวิเศษ สุดท้ายจึงเป็ นักอักษริญญา นั่นเพราะการจะแสวงหาความรู้ใดๆ ในโลกใบนี้ต้องมีผู้อ่านอักษรลึกลับออก เพราะอักษริญญานั้นไม่ได้มีเพียงอักษรมนุษย์เท่านั้น มันมีอักษรรูปทรงแปลกๆ ที่มีแต่นักอักษรเท่านั้นที่อ่านออกอยู่มากมาย
สิ่งหนึ่งที่ตัวซุนนานในตอนนี้ไม่รู้เลยคือ ตัวมันก็อ่านอักษริญญาออกเช่นกัน เพราะเมื่อแม่สองเห็นว่ามันไม่สามารถเขียนอักษริญญาได้เพราะไร้แก่นกำเนิด นางจึงไม่คิดว่าตัวซุนนานจะอ่านอักษริญญาออก หากแต่ในภายหลังเื่นี้ทำให้ผู้คนในตระกูลซุนตกตะลึงไม่น้อย
นั่นเพราะการอ่านอักษริญญา กว่าจะอ่านได้แต่ละคำ การตีความอักษรแต่ละตัวล้วนต้องใช้พลังิญญาในการอ่าน
ซึ่งซุนนานไม่รู้ตัวเลยว่า บางครั้งที่มันได้ไปอ่านคัมภีร์และพบว่าตัวมันเองราวกับอยู่ในโลกแห่งความฝัน เห็นคนรำกระบี่ฝึกยุทธ์บ้าง เห็นคนทำทีท่าหลอมโอสถบ้าง และบางครั้งเมื่ออ่านคัมภีร์บางเล่มก็มีสัตว์ในตำนานโผล่มาให้เห็น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็ทักษะของนักอักษรซึ่งมีจิติญญาเข้มแข็ง
แต่ตัวซุนนานไม่รู้เลยแม้แต่น้อย คิดว่าสิ่งนี้เป็ปกติที่ทุกคนทำได้
และมันก็ไม่รู้เลยว่า แม้แต่แม่สองของมันที่ถูกเรียกว่าเป็นักอักษริญญา ตัวนางก็ไม่สามารถอ่านอักษริญญาได้เกินครึ่งชั่วยาม ซึ่งต่างกับตัวซุนนานซึ่งอ่านได้เป็วันๆ ซึ่งนี่แสดงถึงพลังิญญาที่มากกว่าคนอื่นอย่างยิ่ง
ส่วนสาเหตุที่ซุนนานสามารถอ่านอักษริญญาได้นั้นแม้ไร้ซึ่งแก่นกำเนิดเป็เพราะอักษริญญาใช้ตาจ้องมอง ใช้พลังิญญาเข้าใจความนัย สุดท้ายใช้จิตตานุภาพสยบซึ่งตัวอักษร ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้สิ่งเหล่านี้ ซึ่งในโลกใบเล็กนี้จะหาผู้รู้เื่ราวในมหาจักรวาลทุกเื่คงมิมี
และเวลาใน่หนึ่งปีนี้นับว่าได้ก้าวผ่านไปแบบสบายๆ สงบสุขยิ่งสำหรับซุนนานผู้ข้ามมิติ หากไม่นับเื่แม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านและแม่แปดซุนเฟิ่งย่า (T-T) ที่ชอบกำพวง์ของมัน
...
--- และแล้วเวลาก็ล่วงผ่านไปอีกหนึ่งปี ซุนนานเด็กน้อยก็อายุได้ 3 ขวบปี ---
่เวลานี้ตัวซุนนานมันนั้นนับว่าได้ศึกษาเื่การปกครอง และระบบราชการของดินแดนแห่งนี้อย่างแตกฉาน เข้าใจถึงขีดจำกัด จุดเด่นและจุดด้อย รวมถึงได้รับรู้มุมมืดของโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น เพราะตัวมันนั้นได้เริ่มออกไปเที่ยวนอกตำหนักตระกูลซุนบ่อยครั้ง ได้เห็นโลกภายนอกที่แสนวุ่นวาย และผู้คน
มันได้รับรู้ว่าโลกใบนี้เป็โลกที่เหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งความสมดุลใดๆ และได้รู้ว่าบิดาของมันช่างเป็คนสุภาพเรียบร้อย และไม่นับว่าเป็บุรุษเ้าชู้มักมากในกามแม้แต่น้อย เมื่อมันได้รับรู้ว่าเ้าเมืองแต่ละคนนั้นต่างมีอนุสตรีนับร้อย หากแต่มันจะเรียกอนุก็ไม่ถูก เพราะในโลกใบนี้มีระบบการให้เกียรติภรรยา แตกต่างจากโลกใบเดิมของมันมากนัก
ชนชั้นภรรยาหรือเมียของบุรุษนั้นจะมีการแบ่งเป็หลายระดับ โดยในคนทั่วไปจะแบ่งเป็
[ฮูหยินใหญ่] ซึ่งไม่จำเป็ต้องมี 1 คน หากแต่มีได้มากมาย ปกติแล้วในตระกูลใหญ่จะเรียกฮูหยินใหญ่และตามด้วยชื่อตำหนัก ซึ่งในตระกูลซุนนั้นมีเพียงแม่ใหญ่ซุนลี่หรู เท่านั้นที่ได้ตำแหน่งนี้ไป
ต่อมาคือ [ฮูหยินหลัก] ซึ่งมักจะเรียกฮูหยินกันเฉยๆ คนในบ้านเรียกนายหญิงเป็ธรรมดา ตำแหน่งนี้ไม่ได้ต่ำต้อยแม้แต่น้อย ทั้งยังถือว่าได้รับเกียรติจากสามีอย่างเต็มที่ แม้จะไม่เท่าฮูหยินใหญ่ ซึ่งความแตกต่างจากฮูหยินใหญ่จริงๆ คืออำนาจปกครอง ฮูหยินหลักสามารถมีบริวารรับใช้บ้านเรือนเป็ของตัวเองได้ หากแต่ฮูหยินใหญ่นอกจากบริวารจำนวนมากแล้วก็จะมีตำหนักใหญ่โตเป็ของตัวเองแยกต่างหาก พร้อมทั้งสามารถรับเหล่าฮูหยินหลักมาดูแลเลี้ยงดูเพิ่มในตำหนักใหญ่ได้อีกด้วยหากพวกนางพร้อมใจ
อย่างเช่นในตระกูลซุน แม่ใหญ่หรือฮูหยินใหญ่ของตระกูลนั้น ก็รับแม่สองซุนอีเหยียนและแม่เจ็ดซุนจิ้งหร่าน ไปเป็คนสนิท ให้อยู่ในเรือนตำหนักใหญ่ของนาง และเพราะแบบนี้แม่แปดซุนเฟิ่งย่าจึงมักหลอกใช้แม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านเป็ประจำเมื่อนาง้าแกล้งซุนนาน สาเหตุก็เพราะแม่เจ็ดนั้นสนิทกับแม่ใหญ่มาก และการปล่อยซุนน้อยไปนอนกับแม่เจ็ดก็นับว่าไม่ไกลตัวนาง หากแต่ถ้าเป็เหล่าภรรยาคนอื่นๆ อาจจะเป็ไปได้ยากเสียหน่อย เพราะแต่ละเรือนนั้นห่างไกลจากตำหนักของแม่ใหญ่พอสมควร
และนอกจากฮูหยินหลักแล้วยังมี [ฮูหยินรอง หรือ อนุภรรยา] เป็ภรรยาที่ได้รับเกียรติเช่นกัน แต่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในบ้านใดๆ ทั้งสิ้น สตรีนางบำเรอทั้งหลายมากมาย เมื่อถูกตบแต่งมักจะได้เป็ฮูหยินรอง หรือ อนุภรรยากันทั้งนั้น
[สตรีบำเรอ] แม้จะมีหน้าที่บนเตียง หากแต่พวกนางก็หาใช่ภรรยา อย่างดีพวกนางก็แค่มีชีวิตสบายไม่ลำบากนอกจากนั้นยังมีสตรีรับใช้คนสองคนติดกาย หากแต่จำนวนสตรีบำเรอที่ซุนนานได้รับรู้นับว่าน่าใ เ้าเมืองแต่ละเมืองมีกันนับร้อยนับพันคน ราวกับว่านี้เป็การแข่งขันด้านบารมี
โชคดีบิดามันซุนก่างมิได้มีสตรีบำเรอแม้แต่น้อย นับว่าตระกูลซุนมีผู้นำที่ดีจริงๆ
นอกจากสตรีบำเรอแล้วยังมี [ทาสสตรีบำเรอ] ซึ่งถือเป็จุดต่ำสุดที่แท้จริงของสตรี ทาสสตรีบำเรอนั้นนับว่าไร้เกียรติอย่างแท้จริง พวกนางมีศักดิ์ฐานะเป็ทาส หรือเคยเป็ทาสมาก่อน ก่อนที่จะถูกยกฐานะเมื่อได้ถูกเรียกให้มาปรนนิบัติ หากแต่เกียรติของนางในสายตาของผู้คนนับว่าตกต่ำอย่างแท้จริงๆ
แม้บุรุษในยุคนี้จะมากเมียมากภรรยา หากแต่สตรีนั้นกลับถูกกดขี่ สตรีใดเคยผ่านมือบุรุษมาแล้วต่อให้นางจะงดงามเพียงไร เหล่าชนนั้นสูงก็จะไม่มีทางยกนางเป็ฮูหยิน คาดว่าคงเพราะกลัวจะถูกครหาว่าใช้รองเท้ามือสองของผู้อื่น หากแต่ธรรมเนียมการมอบสตรีหรือขอสตรีในดินแดนนี้กลับมีกันเป็ปกติ
เหล่าทาสสตรีบำเรอนั้นแทบไม่ต่างกับเหล่าสตรีในหอโคมแดง เหล่าชนชั้นสูงต่างมอบพวกนางให้หลับนอนกับบุรุษใดก็ได้ต่างไม่ไยดี นอกจากนั้นบนร่างของพวกนางต่างก็มีตราประทับทาสติดอยู่
โดยทั่วไปทาสบุรุษจะถูกประทับ โดยการนาบเหล็กร้อนที่แขน หากมีการเปลี่ยนนายทาส พวกนายทาสก็จะขีดฆ่าตราประทับเก่าเป็รูปกากบาท [X] จากนั้นก็ประทับตราใหม่ที่แขนอีกข้า ทาสบุรุษบางคนผ่านการประทับตราและลบตรา 4 - 5 ครั้งเป็ปกติในยุคสมัยนี้ เนื่องด้วยมีการรบแย่งชิงเขตแดนกันอยู่เสมอๆ ราชวงศ์หรือตระกูลระดับสูงก็มักปิดตาข้างหนึ่ง หากตระกูลระดับล่างต่อสู้กัน ขอเพียงส่งสวยหรือภาษีครบจำนวนก็ถือว่าเพียงพอ สิ่งนี้จะเห็นได้ว่าโหดร้ายเป็อย่างมาก
ในเื่ตราประทับนั้นทาสสตรีและทาสบุรุษนั้นต่างกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะในสตรีที่จัดว่างดงาม พวกนางจะไม่ถูกประทับตราด้วยการนาบเหล็กร้อน
หากแต่จะใช้การสักที่แผ่นหลังแทน โดยมักสักด้วยหมึกสีสันส่วนงามเท่านั้น หากแต่ถ้าเป็หญิงรับใช้ทั่วไปการสักนั้นจะยังคงเป็ที่แขนข้างใดข้างหนึ่งเหมือนเดิม
โดยสตรีนางใดที่เป็ทาสและถูกขายไปยังหอนางโลมไปเป็โสเภณีนั้น พวกนางจะมีธรรมเนียมสักทับรอยสักเดิม โดยรอยสักทาสสตรีนั้นปกติจะเป็อักษรประจำตระกูล หากแต่พอเป็นางในหอนางโลมแล้ว รอยสักของพวกนางจะเปลี่ยนเป็รูปวาดรูปแบบต่างๆ ตามชื่อหอ บางสักทับเป็ดอกไม้ กล้วยไม้ บ้างสักเป็สัตว์มงคลต่างๆ ตามชื่อหอนางโลมนั้น
หากแต่รอยสักนี้ นับเป็บาปของสตรีโดยแท้จริง สตรีนางใดถูกสักที่แผ่นหลังเป็รูปภาพแล้ว ตลอดชีวิตหากไม่มีบุรุษชำระกายให้ ในดินแดนนี้จะถือว่าพวกนางเป็สตรีอัปมงคลตลอดชีวิต มีชีวิตได้แต่ภายในหอนางโลมหรือทำงานชั้นต่ำเท่านั้น และหาถูกนำเข้าตระกูลก็เป็ได้แค่เพียงทาสสตรีบำเรอหรือสตรีบำเรอแต่เพียงเท่านั้น มิได้ยกย่องสูงไปกว่านี้
หากแต่การชำระกายของสตรีนางโลมช่างเกิดขึ้นได้ยากเย็น ห้าปี สิบปี ถึงจะเกิดขึ้นสักคราว โดยเฉพาะในตระกูลใหญ่ผู้มีเกียรติสิ่งเหล่านี้แทบจะไม่เกิดขึ้น เพราะการชำระกายของสตรีนางโลมนั้น ราวกับเป็การสารภาพบาปที่ไม่มีใครอยากฟัง กฎเหล่านี้ถูกตั้งขึ้นโดยตระกูลใหญ่ระดับราชวงศ์ในอดีตที่บุตรชายหลงรักนางโลมเข้าเป็ตายมันก็จะตบแต่งกับนางให้ได้
บิดาจึงยื่นขอเสนอ หากมันรับความจริงได้ว่านางนั้นเคยผ่านสตรีมากมายคนใดบ้าง มันก็จะยอมรับนางโลมผู้นั้นเข้าตระกูล และประกาศไปทั่วแผ่นดินว่านางเป็ฮูหยินของตระกูลมัน สิ่งเหล่านี้ราวกับเป็เื่เล่าความรักที่แสนประทับใจของสตรีนางโลมทั้งหลาย หวังให้มียอดบุรุษมาชำระกายของนาง
หากแต่ในโลกที่บุรุษมีเกียรติเช่นนี้ใครเล่าจะมาทนฟังได้ว่านางโลมที่ตัว้าจะตบแต่งเคยผ่านบุรุษมากี่คน เริ่มเป็นางโลมเพราะสาเหตุอะไร ประวัตินางโลมระดับสูงนั้นช่างเคร่งครัดแเื่มีใครบ้างที่ได้ร่วมหลับนอนกับนาง มีการบันทึกเป็อักษรเสร็จสรรพ คาดว่าเป็ส่วนหนึ่งของระบบสวยระบบภาษี อีกส่วนคาดว่าน่าจะเป็เพราะเกรงจะมีการล้วงความลับต่างๆ ในอาณาจักร ประวัติต่างๆ ของนางโลมชั้นสูงจึงต้องมีการจดบันทึกอย่างละเอียดรอบคอบ เพราะส่วนใหญ่นางโลมเหล่านี้นอกจากงดงามแล้ว พวกนางแต่ละนางต่างมีประวัติใหญ่โตไม่น้อย และมักเป็ผู้ฝึกฝน
หากแต่ถ้าเป็นางโลมตามบ้านร้านตลาดสิ่งเหล่านี้ไม่น่ากังวล เพราะคนสามัญกับชนชั้นสูงนั้นแตกต่างกันมาก นางโลมระดับล่างนั้นเป็คนทั่วไปใช้บริการ การเก็บประวัติจึงไม่มี หากแต่การชำระกายยังมีอยู่ หากแต่ไม่จำเป็ต้องมากพิธี เพียงแค่ได้แต่งเข้าบ้านก็นับว่ายอมรับแล้ว
นอกจากนั้นแล้วยังมีธรรมเนียมที่แปลกประหลาดของนางโลมในโลกใบนี้ที่ซุนนานสนใจ นั่นคือเมื่อนางโลมคนใดถูกชำระเรือนกาย เครื่องผ้าการแต่งกายของนางจะเปลี่ยนไปไม่น้อย มักจะเปิดเผยซึ่งเนื้อหนังมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอยสักใหม่โดยเฉพาะ ปกตินางโลมล้วนแต่มีรอยสักรูปภาพต่างๆ ที่แผ่นหลังแสดงสังกัดที่มากของนาง หากแต่เมื่อนางได้ตบแต่งยกย่อง ยังมีอีกสิ่งที่ผู้เป็สามีต้องมอบให้นาง นั่นก็คือรอยสัก คาดหมายว่ารอยสักนี้จะทดแทนความภูมิใจของนางไปชั่วชีวิต พวกนางจึงนิยมสักกันที่ด้านหน้า บริเวณเนินเหนือเต้าอกหรือจุดใดๆ ที่เห็นรอยสักนี้ได้ชัดเจนแม้ใส่เสื้อผ้า เป็เพราะรูปหรือตราสัญญาลักษณ์ประจำตระกูลนั้น
หากมีใครดูถูกนาง เมื่อมันผู้นั้นได้เห็นตราสัญญาลักษณ์ประจำตระกูลและยังกล้าดูถูกนาง ก็จะถือว่าดูิ่ตระกูลสามีนางร่วมด้วยทันที คาดว่าสิ่งนี้เสมือนหนึ่งแสดงให้เห็นว่านางเป็สตรีมีเกียรติได้รับตระกูลปกป้องแล้ว ใครกล้าว่านางก็เท่ากับต่อว่าตระกูลสามีนางเช่นกัน
ดังนั้นเมื่อผู้ใดเห็นสิ่งนี้และยังกล้านำนางไปพูดลับหลังอย่างไม่ให้เกียรตินางสามารถใช้อำนาจตระกูลลงทัณฑ์คนทั้งหลายได้ทันที
ในอดีตมีการแตกหักและรบกันเพราะการดูถูกตราสัญญาลักษณ์ประจำตระกูลไม่น้อย เพราะตราสัญญาลักษณ์ประจำตระกูลนี้คือเกียรติของผู้อาศัยอยู่ในตระกูลอย่างแท้จริง
ซุนนานบุรุษผู้ข้ามมิติอ่านเื่ราวเหล่านี้พลันนึกถึงการดูถูกธงชาติในอดีตของตัวมันในทันที สิ่งเหล่านี้แทบจะทำให้เกิดาได้จริงๆ