เสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์บิ๊กไบค์คันหรูสีดำทมิฬ ดังก้องไปตามท้องถนนของมหานครกรุงเทพฯ ใน่สายของวัน ยานพาหนะสองล้อสมรรถนะสูงแล่นโฉบเฉี่ยวทะลวงผ่านการจราจรที่หนาแน่นด้วยความคล่องตัวและแม่นยำ ราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายผู้ขับขี่
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตหนังสีดำสนิทที่สวมทับเสื้อยืดสีพื้น ชะลอความเร็วของรถลงเมื่อเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมือง ก่อนจะหักเลี้ยวพารถเข้าไปจอดเทียบที่บริเวณด้านหน้าของร้านตัดเสื้อสูทระดับไฮเอนด์ (Bespoke) ซึ่งเป็สถานที่ที่เขาและคู่หมั้นสาวได้มาสั่งตัดชุดทักซิโด้เอาไว้เมื่อวันก่อน
ธีร์ตบเกียร์ว่าง ดับเครื่องยนต์ ก่อนจะถอดหมวกกันน็อกเต็มใบสีดำออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่ดูอิดโรยและมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าแฝงอยู่เล็กน้อยที่ใต้ตา ทว่าแววตาของเขายังคงเฉียบกริบและนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่นลม
ชายหนุ่มยกมือขึ้นเสยผมที่ลู่ไปตามรอยหมวกกันน็อกให้เข้าทรง พลางทอดสายตามองเข้าไปยังกระจกใสบานใหญ่ของร้านตัดเสื้อหรูหราตรงหน้า ก่อนจะพรูลมหายใจออกมายาวๆ
ถ้าเป็ตัวเขาเมื่อหลายวันก่อน... คงไม่มีทางมาเหยียบ หรือเฉียดเข้าใกล้สถานที่หรูหราแบบนี้เป็แน่...
ธีร์คิดในใจอย่างขบขันกับโชคชะตาของตนเอง อดีตเด็กกำพร้าที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ข้างถนน อดีตทหารรับจ้างแนวหน้าทะลวงฟันที่คุ้นชินกับกลิ่นดินปืนและคาวเืในตะวันออกกลาง บัดนี้กลับต้องมายืนอยู่หน้าร้านตัดเสื้อสูทระดับพรีเมียม เพื่อเตรียมตัวสำหรับการก้าวเข้าสู่งานสังคมชั้นสูงในฐานะทายาทของอาณาจักรสิรินทรา กรุ๊ป เครือบริษัทอุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยีความมั่นคงอันดับหนึ่งของภูมิภาค มันเป็ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเสียจนเขายังอดที่จะตั้งตัวไม่ทันไม่ได้
ความจริงแล้ว ตามกำหนดการเดิมในวันนี้ เพียงฟ้าจะต้องเป็คนพาเขามาลองชุด (Baste Fitting) ด้วยตัวเอง เพื่อคุมความเรียบร้อยและเลือกสรรรายละเอียดต่างๆ ให้สมบูรณ์แบบที่สุด ทว่า ด้วยเหตุการณ์ 'พายุอารมณ์' อันแสนจะบ้าคลั่งและเร่าร้อนที่เพิ่งจะจบลงไปเมื่อรุ่งสาง ทำให้ร่างกายที่บอบบางและไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อนของนางพญาสาว ต้องบอบช้ำและเจ็บระบมอย่างหนัก
ธีร์จึงตัดสินใจใช้อำนาจความเป็สามี (ทางพฤตินัย) บังคับกึ่งข่มขู่ให้หญิงสาวนอนพักผ่อนอยู่แต่ในคฤหาสน์สิรินทรา ห้ามลุกออกไปทำงาน หรือออกไปตะลอนที่ไหนเด็ดขาด และเลือกที่จะควบมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ออกมาจัดการธุระเื่การลองชุดนี้ด้วยตัวของเขาเองเพียงลำพัง
ชายหนุ่มสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ผลักบานประตูหน้าร้านที่ทำจากไม้โอ๊กแกะสลักอย่างดีเข้าไปด้านใน
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู กลิ่นหอมของน้ำหอมปรับอากาศระดับพรีเมียมและกลิ่นผ้าเนื้อดีก็ลอยมากระทบจมูก อุณหภูมิเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศช่วยคลายความร้อนจากแสงแดดภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม พนักงานต้อนรับสาวที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์รีบส่งยิ้มหวานและค้อมศีรษะทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อม
"สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับค่ะ..."
ก่อนที่พนักงานต้อนรับจะได้เอ่ยถามรายละเอียด หญิงสาววัยกลางคนผู้เป็เ้าของร้านตัดเสื้อ ซึ่งแต่งกายด้วยชุดเดรสเรียบหรูและดูภูมิฐาน ก็รีบเดินออกมาต้อนรับชายหนุ่มด้วยตนเองทันที รอยยิ้มการค้าระดับมืออาชีพถูกประดับขึ้นบนใบหน้า
"สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะคะ คุณผู้ชาย..." เ้าของร้านเอ่ยทักทายอย่างเป็กันเอง "ทางเรากำลังรอคอยการมาเยือนของคุณอยู่พอดีเลยค่ะ... เชิญด้านในเลยค่ะ ช่างตัดเสื้อของเราเตรียมโครงชุดสูทสำหรับการลอง Baste Fitting เอาไว้พร้อมแล้วค่ะ"
ธีร์ทำเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ แทนคำทักทาย ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋าตามเ้าของร้านเข้าไปยังโซนไพรเวตด้านในสุดของร้าน ซึ่งมีกระจกเงาบานใหญ่ตั้งอยู่สามด้าน และมีช่างตัดเสื้อวัยกลางคนยืนถือสายวัดรออยู่แล้ว
กระบวนการลองชุดเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็มืออาชีพ ธีร์สวมเสื้อเชิ้ตและกางเกงที่เพิ่งถูกขึ้นโครงคร่าวๆ ด้วยด้ายเนาสีขาว ช่างตัดเสื้อเดินวนรอบตัวเขา ใช้มือจับดึงเนื้อผ้า และใช้ชอล์กขีดเขียนทำเครื่องหมายเพื่อปรับแก้สัดส่วนให้เข้ากับสรีระที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของเขาให้ได้มากที่สุด
ในระหว่างขั้นตอนการลองชุดนั้น ธีร์ให้ความร่วมมืออย่างดีเยี่ยม ชายหนุ่มยืนนิ่งเป็หุ่นโชว์ ตอบคำถามของช่างตัดเสื้อด้วยคำว่า 'ครับ' หรือ 'ได้ครับ' อย่างง่ายดาย ไม่ได้แสดงอาการเื่มาก จู้จี้จุกจิก หรือเรียกร้องสเปกพิเศษอะไรมากมาย ซึ่งผิดไปจากเมื่อวานนี้อย่างสิ้นเชิง ที่เขาเป็คนเจาะจงขอให้ช่างปรับโครงสร้างสูทโดยการยกวงแขนให้สูงขึ้นและผ่าหลังแบบคู่ เพื่อเน้นความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวและการต่อสู้ตามสัญชาตญาณของทหาร
ขณะที่ช่างกำลังก้มลงกลัดเข็มหมุดที่ขากางเกง เ้าของร้านที่ยืนคอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ใกล้ๆ ก็เอ่ยชวนคุยขึ้นมาด้วยความสงสัย
"ว่าแต่... วันนี้ คุณเพียงฟ้าไม่ได้เดินทางมาด้วยกันหรอกหรือคะ?"
เ้าของร้านเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับจะมองหาหญิงสาวผู้ทรงอิทธิพล "ปกติดิฉันเห็นคุณเพียงฟ้าเธอเป็คนที่ใส่ใจกับทุกรายละเอียด และมักจะดูแลจัดการเื่เสื้อผ้าด้วยตัวเองตลอดเลยนี่คะ"
ธีร์มองเงาของตนเองในกระจก ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งพิรุธใดๆ "วันนี้ฟ้าเขาไม่ค่อยสบายน่ะครับ... อาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมก็เลยอยากให้เธอพักผ่อนอยู่ที่บ้าน และตัดสินใจเดินทางมาจัดการธุระที่นี่คนเดียวครับ"
"ตายจริง! คุณเพียงฟ้าป่วยหรอกหรือคะเนี่ย มิน่าล่ะ..." เ้าของร้านยกมือขึ้นทาบอก ทำสีหน้าใและเข้าใจในสถานการณ์ ก่อนจะส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความนัยให้ชายหนุ่ม
"แต่ก็ไม่แปลกหรอกนะคะ ที่คุณเพียงฟ้าเธอจะโหมงานหนักจนล้มป่วยน่ะ... เธอเป็ผู้หญิงที่เก่งกาจและสมบูรณ์แบบมากจริงๆ... แหม ดิฉันล่ะอดคิดไม่ได้เลยนะคะ ว่าถ้าเกิดบรรดานักธุรกิจ หรือพวกคนในแวดวงสังคมชั้นสูง ได้ล่วงรู้ความจริงว่า 'คุณผู้ชาย' เป็ใคร และมีความเกี่ยวข้องลึกซึ้งระดับไหนกับคุณเพียงฟ้าแล้วล่ะก็... จะต้องมีคนอิจฉาตาร้อนคุณผู้ชายกันค่อนประเทศอย่างแน่นอนเลยล่ะค่ะ"
ธีร์ทำเพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ รับคำชื่นชมแกมประจบนั้น ทว่า ประโยคต่อมาของเ้าของร้าน กลับทำให้สัญชาตญาณระวังภัยของอดีตทหารรับจ้างต้องสะดุดกึก
"ยังไงก็ระมัดระวังตัวเอาไว้บ้างก็ดีนะคะ..." เ้าของร้านพูดติดตลก กลั้วหัวเราะเบาๆ "ถ้าเป็ไปได้ ก็อย่าพยายามเดินไปไหนมาไหนคนเดียวบ่อยนักล่ะคะ... ระวังจะโดน 'อุ้มหาย' เอาได้ง่ายๆ นะคะ เพราะคนที่หมายตาและอยากจะคุณเพียงฟ้าอยู่น่ะ... มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะค่ะ!"
แม้ว่าน้ำเสียงของหญิงวัยกลางคนจะดูเป็เพียงการพูดหยอกล้อขำขันตามประสาคนช่างคุย แต่สำหรับธีร์ ผู้ซึ่งเติบโตมาในโลกที่เต็มไปด้วยการหักหลังและการลอบสังหาร เขารู้ดีว่าทุกคำพูดที่ดูเหมือนมุกตลก มักจะมีความจริงอันน่าสะพรึงกลัวซุกซ่อนอยู่เสมอ
เพียงฟ้าเป็ผู้หญิงที่สวย รวย และกุมอำนาจมหาศาลของสิรินทรา กรุ๊ป เอาไว้ในมือ ด้วยมูลค่าธุรกิจที่มหาศาลนี้ ย่อมทำให้มีคู่แข่งทางธุรกิจและกลุ่มอำนาจมืดมากมาย ที่จ้องจะฮุบกิจการอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้วยการพยายามแต่งงานกับเธอ หรือการใช้วิธีการสกปรกนอกกฎหมายก็ตาม
และการที่จู่ๆ เขาก็โผล่มาสวมรอยในฐานะ 'คู่หมั้น' ตัดหน้าชายหนุ่มทุกคนแบบนี้... มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาเป้ายิงปืนไปแปะไว้กลางหลังของตัวเองชัดๆ
ธีร์ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนก หรือหวาดกลัวแต่อย่างใด ชายหนุ่มทำเพียงแค่ส่งยิ้มที่ดูสุภาพและเยือกเย็นกลับไปให้เ้าของร้าน
"ขอบคุณสำหรับความเป็ห่วงครับ... ผมจะระวังตัวให้ดีครับ"
ธีร์เอ่ยขอบคุณสั้นๆ ก่อนที่ช่างตัดเสื้อจะถอดชุดที่เนาเข็มหมุดเสร็จเรียบร้อยออกไป ทางร้านได้ทำการนัดแนะวันและเวลาสำหรับการมารับชุดสูทตัวจริงในขั้นตอนสุดท้าย ธีร์จัดการเซ็นเอกสารยืนยัน ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋าออกจากร้านไปอย่างเงียบเชียบ
...
ในขณะเดียวกัน ทางด้านนอกร้านตัดเสื้อ ท่ามกลางการจราจรที่พลุกพล่านของ่บ่าย
ณ อีกฝั่งหนึ่งของถนน ตรงข้ามกับร้านตัดเสื้อหรูหราอย่างพอดิบพอดี มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลสี่ประตู สีบรอนซ์เงินคันหนึ่ง จอดนิ่งสนิทเทียบฟุตพาทอยู่ ฟิล์มกรองแสงสีดำทึบรอบคันปกปิดทุกความเคลื่อนไหวภายในห้องโดยสารได้อย่างมิดชิด รถคันนี้ไม่ได้เพิ่งขับมาจอด แต่มันมาจอดดับเครื่องและซุ่มรอคอยอยู่ที่นี่เป็เวลานานนับชั่วโมงแล้ว
ภายในห้องโดยสารที่ไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ อากาศเริ่มอบอ้าวและเต็มไปด้วยกลิ่นบุหรี่จางๆ มีชายฉกรรจ์รูปร่างสันทัดจำนวน 3 คนนั่งอยู่ภายในรถ สองคนนั่งอยู่เบาะคู่หน้า ส่วนอีกหนึ่งคนนั่งคุมเชิงอยู่เบาะหลังสุด
ชายทั้งสามคนสวมใส่ชุดสูทสีเข้มและผูกไทอย่างเป็ระเบียบ ทว่าเนื้อผ้าที่หยาบกระด้างและทรงผมที่ถูกตัดสั้นเกรียน กลับทำให้พวกเขาดูคล้ายกับพวกนักเลงทวงหนี้ หรือมือปืนรับจ้าง มากกว่าจะเป็พนักงานบริษัททั่วไป
สายตาทั้งสามคู่จับจ้องทะลุกระจกฟิล์มดำ พุ่งเป้าไปที่บานประตูของร้านตัดเสื้อฝั่งตรงข้ามอย่างไม่คลาดสายตา
จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าๆ ที่วางอยู่บนคอนโซลหน้ารถก็ส่งเสียงสั่นครืดคราด ชายที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยในตำแหน่งคนขับ รีบคว้ามันขึ้นมา กดหมายเลขความเร็ว (Speed Dial) โทรออกไปหาใครบางคนอย่างรวดเร็ว
เสียงสัญญาณรอสายดังยาวๆ อยู่เพียงสามครั้ง ก่อนที่ปลายสายจะกดรับ พร้อมกับเสียงทุ้มที่ฟังดูผ่อนคลายและสบายอารมณ์เอ่ยทักทายขึ้น
"ว่าไง...?"
ชายคนขับรถรีบยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงโดยอัตโนมัติ แม้ว่าเ้านายจะไม่ได้อยู่ตรงหน้าก็ตาม "เจอตัวเป้าหมายแล้วครับเ้านาย... แต่ไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าใช่ตัวจริงไหม แต่ดูจากรูปพรรณสัณฐานและข้อมูลที่ได้มา คิดว่าน่าจะใช่มันแน่ๆ ครับ"
"หืม...?" เสียงปลายสายตอบรับในลำคอ
"ตามข้อมูลการสืบที่ได้มา เหมือนว่าวันนี้มันจะมีนัดลองเสื้อครับ... แต่วันนี้มันเดินทางมา 'คนเดียว' ไม่ได้มีคุณเพียงฟ้ามาด้วยแต่อย่างใด แถมมันยังขี่รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์มาเองอีกต่างหาก..." ชายคนขับรายงานสถานการณ์อย่างฉะฉาน ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อขอคำสั่ง "จะให้พวกเราเอายังไงต่อไปดีครับ... 'คุณวศิน'?"
...
ณ บริเวณแท่นทีออฟ (Tee Off) ชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสมส่วนในชุดโปโลกีฬาสีขาวสะอาดตา กำลังยืนประเมินระยะทางและทิศทางลมด้วยท่าทีที่สง่างามและผ่อนคลาย แววตาของเขาเยือกเย็นและแฝงไปด้วยความฉลาดแกมโกง
ชายผู้นี้คือ 'วศิน' นักธุรกิจหนุ่มจอมละโมบ ผู้ซึ่งมองทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เป็เพียงตัวเลขและผลประโยชน์
รอบกายของเขามีกลุ่มนักธุรกิจหนุ่มและทายาทตระกูลเศรษฐีอีกสองสามคนยืนร่วมก๊วนอยู่ด้วย ท่าทางของแต่ละคนดูภูมิฐานและรักษามาดทางสังคม ทว่าแววตาและคำพูดกลับแฝงไปด้วยการยกยอประจบประแจงวศินอย่างแเี
วศินกระชับไม้กอล์ฟในมือแน่น วาดวงสวิงขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนจะหวดไม้กระทบลูกกอล์ฟด้วยความแรงและแม่นยำ!
ป๊อก!!
ลูกกอล์ฟสีขาวพุ่งทะยานแหวกอากาศ ลอยละล่องข้ามบ่อน้ำและบังเกอร์ทราย ก่อนจะตกลงบนกรีน (Green) กลิ้งหลุนๆ เข้าไปหยุดนิ่งอยู่ห่างจากหลุมเพียงแค่ไม่กี่ฟุต!
"วงสวิงยังเฉียบขาดเหมือนเดิมเลยนะครับ คุณวศิน..." หนึ่งในทายาทนักธุรกิจเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มสุภาพ ทว่าแฝงความเอาใจ "ดูจากระยะที่ตกแล้ว... มีโอกาสลุ้น Hole in one ได้สบายๆ เลยนะครับเนี่ย"
"นั่นสิครับ ฟอร์มดีไม่มีตกเลยจริงๆ" นักธุรกิจอีกคนเสริมขึ้นอย่างรู้จังหวะ
วศินส่งไม้กอล์ฟคืนให้กับแคดดี้ส่วนตัว ชายหนุ่มผู้มักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ คลี่ยิ้มกริ่มออกมาอย่างพึงพอใจกับผลงานของตนเอง
"ชมกันเกินไปแล้วครับ... เดี๋ยวเราเดินไปดูกันที่กรีน ก็รู้เองแหละครับ ว่ามันจะ Hole in one หรือเปล่า" วศินตอบกลับอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะรับสมาร์ทโฟนของตนเองที่เชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธและเปิดรอสายอยู่ขึ้นมาถือไว้
หนึ่งในเพื่อนร่วมก๊วนที่สังเกตเห็นว่าวศินติดสายโทรศัพท์อยู่ก่อนหน้านี้ เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ "คุยธุระเครียดเชียวหรือครับ? หรือว่า่นี้ทางสิรินทรา กรุ๊ป มีโปรเจกต์อะไรให้คุณวศินต้องปวดหัวหรือเปล่าครับ?"
วศินระบายยิ้มเย็นเยียบ ั์ตาของเขาหรี่แคบลงราวกับงูพิษที่กำลังจ้องมองเหยื่อ ชายหนุ่มผู้ซึ่งไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ หรือหลงใหลในตัวของเพียงฟ้าเลยแม้แต่น้อย แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเขามีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการเข้าและฮุบกิจการทรัพย์สินมหาศาลของสิรินทรา กรุ๊ป มาเป็ของตนเองให้จงได้
ทว่า แผนการแต่งงานเพื่อทางลัดที่เขาวางเอาไว้ กลับต้องมาพังทลายลงไม่เป็ท่า เพราะการปรากฏตัวของไอ้ผู้ชายหน้าไหนก็ไม่รู้ ที่สวมรอยเป็หลานชายเ้าสัว!
"ก็ไม่มีอะไรน่าปวดหัวหรอกครับ..."
วศินเอ่ยตอบเพื่อนร่วมก๊วนด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย พลางก้าวเดินไปตามผืนหญ้า "ก็แค่... มีเื่ชวนให้นึกถึงนิทานเื่ 'ตาอยู่' ขึ้นมาน่ะครับ..."
"ตาอยู่...?" เพื่อนนักธุรกิจทวนคำอย่างฉงน ก่อนจะยิ้มบางๆ "ตาอินกับตานาแย่งปลา... แล้วตาอยู่ก็มาคว้าไปน่ะหรือครับ?"
"ใช่ครับ..." วศินพยักหน้า "คุณลองคิดดูสิครับ... พวกเรากำลังขับเคี่ยว แย่งชิงปลาตัวโตกันอย่างแฟร์ๆ... แต่อยู่ดีๆ ก็มี 'ตาอยู่' สุนัขจรจัดที่ไหนก็ไม่รู้ โผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบ คิดจะมาชิงตัดหน้า คาบเอาปลาตัวนั้นไปกินฟรีๆ ซะอย่างนั้น..."
วศินหมายถึงการที่เขากับคู่แข่งคนอื่นๆ (รวมถึงกฤต) กำลังขับเคี่ยวแย่งชิงเพียงฟ้ากันอยู่ดีๆ แต่จู่ๆ ธีร์ก็โผล่มาฉกชิ้นปลามันไปหน้าตาเฉย
บรรดานักธุรกิจหนุ่มที่เดินตามมาต่างลอบสบตากัน พวกเขาเข้าใจความหมายแฝงนั้นได้เป็อย่างดี จึงเอ่ยสนับสนุนอย่างมีวาทศิลป์ "นั่นสินะครับ... ปลาตัวใหญ่ระดับประเทศขนาดนั้น ใครจะยอมให้คนนอกมาชุบมือเปิบไปได้ง่ายๆ กันล่ะครับ"
"คนเราน่ะ... ถ้ามันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้จักเจียมตัว..." วศินล้วงมือซ้ายเข้ากระเป๋ากางเกง รอยยิ้มบนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็ความเหี้ยมเกรียม "ผมก็เลยตั้งใจเอาไว้ว่า... จะสั่งให้เด็กๆ ไป 'สั่งสอน' มันสักนิดนึงน่ะครับ ให้มันได้รู้สำนึกซะบ้าง ว่าของของใคร เป็ของของใคร!"
กลุ่มนักธุรกิจหัวเราะรับในลำคอเบาๆ เป็การเห็นด้วยและประจบเอาใจโดยไม่ทิ้งมาดทางสังคม "ก็สมควรแล้วล่ะครับ ให้เขารู้เสียบ้างว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร... ถ้าอย่างนั้น พวกเราไปขึ้นรถกอล์ฟกันดีกว่าครับ จะได้ไปลุ้นที่หลุมกันต่อ"
วศินพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับสายโทรศัพท์ที่ถือรออยู่นาน แล้วกรอกเสียงสั่งการลงไปในไมโครโฟนบลูทูธอย่างเฉียบขาด
"ได้ยินแล้วใช่ไหม...?" วศินสั่งลูกน้องที่อยู่ในรถสีบรอนซ์ "จับตาดูมันเอาไว้ให้ดี! คอยสะกดรอยตามมันไปเรื่อยๆ อย่าให้คลาดสายตา... แล้วคอยรายงานความเคลื่อนไหวของมันให้ฉันทราบตลอดเวลา เข้าใจไหม!?"
สั่งการเสร็จสิ้น วศินก็กดตัดสายทิ้งไปดื้อๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนรถกอล์ฟร่วมกับบรรดาทายาทมหาเศรษฐี แล้วมุ่งหน้าสู่กรีนด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน
...
"ตาอยู่...?" ลูกน้องทวนคำอย่างงุนงง
"ใช่..." วศินพยักหน้า "แกเคยได้ยินไหมล่ะ... ตาอินกับตานา กำลังมีเื่บาดหมาง ทุ่มเทสรรพกำลังแย่งปลาตัวโตกันแทบตาย... แต่อยู่ดีๆ ก็มี 'ตาอยู่' สุนัขจรจัดที่ไหนก็ไม่รู้ โผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบ คิดจะมาชิงตัดหน้า คาบเอาปลาตัวนั้นไปกินฟรีๆ ซะอย่างนั้น..."
วศินหมายถึงการที่เขากับคู่แข่งคนอื่นๆ (รวมถึงกฤต) กำลังขับเคี่ยวแย่งชิงเพียงฟ้ากันอยู่ดีๆ แต่จู่ๆ ธีร์ก็โผล่มาฉกชิ้นปลามันไปหน้าตาเฉย
"คนเราน่ะ... ถ้ามันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้จักเจียมตัว..." วศินกำไม้กอล์ฟในมือแน่นขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็ความเหี้ยมเกรียม "ฉันก็เลยตั้งใจเอาไว้ว่า... จะสั่งให้เด็กๆ ไป 'สั่งสอน' มันสักนิดนึงน่ะ ให้มันได้รู้สำนึกซะบ้าง ว่าของของใคร เป็ของของใคร!"
ลูกน้องคนสนิทแม้จะยังทำหน้างงๆ กับนิทานพื้นบ้าน แต่ก็รีบพยักหน้ารับและเอ่ยประจบประแจงเอาใจเ้านายทันที
"อ้อ! เข้าใจแล้วครับเ้านาย! ไอ้ตาอยู่คนนั้น มันช่างรนหาที่ตายจริงๆ เลยครับ!" ลูกน้องหัวเราะประจบ "ถ้าอย่างนั้น เราให้พวกเด็กๆ ไปจัดการมันเลยดีไหมครับ? ส่วนเรา... รีบไปดูกันดีกว่าครับ ว่าลูกกอล์ฟของเ้านายลงหลุมหรือเปล่า... เดี๋ยวผมจะรีบวิทยุไปสั่งให้คนเตรียมรถกอล์ฟและเรียกแคดดี้มาให้เดี๋ยวนี้เลยครับ!"
วศินพยักหน้ารับ ก่อนจะยกโทรศัพท์มือถือที่ถือรอสายอยู่นานขึ้นมาแนบหู แล้วกรอกเสียงสั่งการลงไปอย่างเฉียบขาด
"ได้ยินแล้วใช่ไหม...?" วศินสั่งลูกน้องที่อยู่ในรถสีบรอนซ์ "จับตาดูมันเอาไว้ให้ดี! คอยสะกดรอยตามมันไปเรื่อยๆ อย่าให้คลาดสายตา... แล้วคอยรายงานความเคลื่อนไหวของมันให้ฉันทราบตลอดเวลา เข้าใจไหม!?"
สั่งการเสร็จสิ้น วศินก็กดตัดสายทิ้งไปดื้อๆ ก่อนจะโยนโทรศัพท์ส่งคืนให้ลูกน้อง แล้วก้าวขึ้นรถกอล์ฟไปอย่างอารมณ์ดี
...
กลับมาที่บริเวณหน้าร้านตัดเสื้อใจกลางกรุงเทพมหานคร
ธีร์ก้าวเดินออกมาจากประตูร้าน ชายหนุ่มจัดการสวมแจ็กเก็ตหนังกลับเข้าที่ ก่อนจะตวัดขาขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่ หยิบหมวกกันน็อกขึ้นมาสวมใส่และล็อกสายรัดคางอย่างแ่า มือหนาบิดกุญแจสตาร์ตเครื่องยนต์ เสียงท่อไอเสียคำรามกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะตบเกียร์และบิดคันเร่ง พารถทะยานออกไปสู่ท้องถนนอย่างรวดเร็ว
ทางด้านรถยนต์สีบรอนซ์ที่จอดซุ่มรออยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อเห็นเป้าหมายเคลื่อนตัวออกไป ชายคนขับก็รีบสตาร์ตเครื่องยนต์ทันที
"เอาไงลูกพี่? ตามเลยไหม?" ชายที่นั่งเบาะข้างคนขับเอ่ยถามด้วยความร้อนรน
"ใจเย็นๆ... อย่าเพิ่งรีบร้อนตามไปประกบติดเดี๋ยวนี้"
ชายคนขับตอบเสียงเรียบ แววตาจดจ่ออยู่ที่ท้ายรถบิ๊กไบค์ "ทิ้งระยะห่างเอาไว้สักสองสาม่คันรถ... อย่าให้มันรู้ตัว หรือผิดสังเกตได้"
เมื่อกะระยะห่างได้ปลอดภัยและกลมกลืนไปกับสภาพการจราจรแล้ว ชายคนขับก็ค่อยๆ เหยียบคันเร่ง เคลื่อนรถเก๋งสีบรอนซ์ออกตัวไปอย่างช้าๆ... สะกดรอยตามแผ่นหลังกว้างของหมาป่าหนุ่มไปอย่างเงียบเชียบ โดยที่ไม่รู้เลยว่า... การสะกดรอยตาม 'แนวหน้าทะลวงฟัน' แห่งวูลฟ์แฟงในครั้งนี้... พวกมันกำลังทำตัวเป็ฝูงลูกแกะ ที่เดินตามหลังเพื่อไปกระตุกหนวดราชสีห์อย่างแท้จริง!