“เ้าสาม รีบปิดหน้าต่างเร็วเข้า ลมข้างนอกแรงนัก หากพัดมาโดนตัวตั๋วตั๋วจนนางจับไข้ขึ้นมาจะทำอย่างไร?” อวิ๋นอี้ป๋อถลึงตาใส่อวิ๋นอี้ซูอย่างไม่ใคร่พอใจนัก
ค่ำคืนในฤดูหนาวนั้นเหน็บหนาวเป็ที่สุด โดยเฉพาะยามที่สายลมวิกาลพัดโชยมาจนทำเอาผู้คนหนาวสั่นสะท้าน อีกทั้งยังพัดพาเอาเกล็ดหิมะปะปนมาด้วยนั้น ยังบาดผิวหน้าจนรู้สึกเจ็บแปลบไปหมด
“พ่ะย่ะค่ะ ๆ เสด็จพี่ใหญ่ตรัสได้มีเหตุผล เหม็นหน่อยก็ไม่เป็ไร แต่จะให้น้องหญิงประชวรไม่ได้เด็ดขาด” อวิ๋นอี้ซูขยับเรือนร่างอวบอ้วนของตน หดคอหลบความหนาวเหน็บ ฝ่าสายลมเย็นะเืไปปิดหน้าต่างลง
อวิ๋นตั๋วตั๋วรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นมาในหัวใจ เสด็จพี่ใหญ่กับเสด็จพี่สามช่างดีต่อนางเหลือเกิน!
รอให้นางโตขึ้นเมื่อไร นางจะต้องหาพระชายาที่งดงามที่สุดมาให้เสด็จพี่ทั้งสองจงได้!
อาเซียงนำเสื้อผ้าที่เพิ่งเปรอะเปื้อน รวมทั้งผ้าห่มนวมที่ใช้ห่อตัวอวิ๋นตั๋วตั๋วและผ้าอ้อมออกไปซักล้าง ภายในห้องจึงเหลือเพียงอวิ๋นตั๋วตั๋วกับองค์ชายทั้งสองเท่านั้น
เดิมทีอาเซียงไม่ค่อยวางใจที่จะทิ้งองค์หญิงน้อยไว้ที่นี่แล้วปลีกตัวออกไป แต่เมื่อเห็นแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูขององค์ชายทั้งสอง นางจึงตัดสินใจว่าจะรีบไปรีบกลับ เพราะแววตาของเด็ก ๆ นั้นหลอกลวงกันไม่ได้หรอก
“น้องหญิง น้องหญิงหายไปไหนแล้ว?” อวิ๋นอี้ซูกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นเงาร่างเล็กของอวิ๋นตั๋วตั๋วเลย
“แง!” เสียงร้องไห้ดังกังวานของอวิ๋นตั๋วตั๋วดังขึ้น นางไม่ได้ดูซีรีส์มาตั้งนานแล้ว ตอนนี้นางแทบจะอดใจรอฟังนิทานไม่ไหวแล้วเนี่ย
“อยู่นี่เอง!” อวิ๋นอี้ป๋อตบมือฉาด อาศัยเสียงร้องไห้จึงหาตัวอวิ๋นตั๋วตั๋วพบ
เขาอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วขึ้นมาอย่างเบามือ บีบพวงแก้มยุ้ย ๆ ของนางเบา ๆ ก่อนจะวางร่างเล็กลงบนเตียง อวิ๋นอี้ป๋อกับอวิ๋นอี้ซูหยิบหนังสือนิทานขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะเข้าไปนั่งขัดสมาธิเคียงบ่าเคียงไหล่กันอยู่ตรงริมเตียง
อวิ๋นอี้ป๋อแตะน้ำลายที่ปลายนิ้วแล้วพลิกหน้ากระดาษ ก่อนจะเริ่มอ่านออกเสียงอย่างใส่อารมณ์ “อะแฮ่ม ๆ วันที่สิบแปดเดือนล่าเยวี่ย หิมะโปรยปรายหนักหน่วง ที่ถนนฉางอันในเมืองหลวง
ยามดึกสงัด บนท้องถนนไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงเสียงคนตีเกราะเคาะไม้บอกเวลาเท่านั้น
ที่เรือนหลังของจวนตระกูลฟ่าน เด็กหนุ่มในชุดผ้าไหมเนื้อดีอาศัยความมืดมิดปีนข้ามกำแพงเข้ามาในจวน และได้พบกับคุณหนูตระกูลฟ่านในชุดกระโปรงผ้าไหมสีเหลืองอ่อน ที่กำลังยืนรออยู่ริมกำแพงด้วยใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
‘ท่านพี่โจว ท่านพ่อจะบังคับให้ข้าแต่งงานกับคุณชายหวังจวนข้าง ๆ ข้าควรจะทำเช่นไรดีเ้าคะ?’
‘คุณชายหวังผู้นั้นมีนิสัยเสเพลเที่ยวเตร่ หอคณิกาคือสถานที่ที่เขาโปรดปรานที่สุด ทว่าท่านพ่อกลับหูเบาเชื่อคำพูดฝ่ายเดียวของแม่สื่อ แล้วจะจับข้าแต่งให้เขา!’
‘ท่านพี่โจว น้องไม่ปรารถนาจะแต่งให้ชายอื่น วันนี้น้องจะขอมอบกายให้ท่าน ท่านพี่โจวอย่าได้ทอดทิ้งน้องนะเ้าคะ!’
‘น้องฟ่านเอ่ยอันใดออกมา พี่จะทอดทิ้งเ้าได้อย่างไร!’ สิ้นคำเปรย ทั้งสองก็โผเข้ากอดกันแน่น เด็กหนุ่มััได้ถึงริมฝีปากอ่อนนุ่มของเด็กสาว ใต้ต้นหลีฮวา ประหนึ่งฟืนแห้งได้พบเปลวเพลิง”
ในขณะที่องค์ชายใหญ่อวิ๋นอี้ป๋อกำลังเล่านิทานอย่างออกรสออกชาติอยู่นั้น องค์ชายสามอวิ๋นอี้ซูก็คว้าหนังสือไปหน้าตาเฉย พร้อมกับยกมือขึ้นปิดหูของอวิ๋นตั๋วตั๋วเอาไว้ “ไอหยา เสด็จพี่ น้องหญิงยังเด็กอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ ฟังเื่พรรค์นี้ไม่ได้เด็ดขาด!”
อวิ๋นตั๋วตั๋วส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคออย่างขัดใจ นางกำลังฟังเพลิน ๆ เลยนะ! ท่านก็เล่าต่อให้จบสิ?
คืนเดือนมืดลมแรง ชายหญิงอยู่กันตามลำพัง แถมยังมีใจให้กันอีก เื่แบบนี้นางล่ะช๊อบชอบ เสด็จพี่สามช่างคิดมากไปได้ นี่มันฉากธรรมดา ๆ ชัด ๆ ไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสมกับเด็กเสียหน่อย
ที่แท้หนังสือนิทานยุคโบราณก็มีเื่ติดเรทเหมือนกันแฮะ เสด็จพี่ของนางเพิ่งจะอายุสิบกว่าหนาว ก็เริ่มอ่านหนังสือปกเหลืองพวกนี้แล้ว เด็กยุคโบราณนี่ช่างโตไวกันจริง ๆ !
แต่คุณหนูฟ่านในเื่นี่ก็ช่างโง่เขลาเสียจริง คำพูดของผู้ชายก็เชื่อถือไม่ได้พอ ๆ กับผีสางนั่นแหละ ยิ่งในยุคโบราณที่คร่ำครึและเข้มงวดกับสตรีเช่นนี้ หากยอมทอดกายให้ผู้อื่นอย่างง่ายดายและมักง่าย สุดท้ายคนที่ต้องทนทุกข์ก็มีแต่ฝ่ายหญิงเท่านั้นแหละ!
อีกอย่าง อากาศก็หนาวเหน็บปานนี้ ข้างนอกมันหนาวจับใจเลยนะ? แน่ใจหรือว่าจะทำไอ้นั่นกันจริง ๆ น่ะ?
อวิ๋นตั๋วตั๋วถอนหายใจพลางส่ายหน้าไปมา
“เห็นไหมเล่า น้องหญิงไม่ชอบเลย” อวิ๋นอี้ซูสังเกตเห็นปฏิกิริยาของอวิ๋นตั๋วตั๋ว ก็พาลคิดไปว่านางคงไม่ชอบนิทานแนวนี้
“อะแฮ่ม ก็จริงด้วย น้องหญิง พี่ขอโทษนะ พี่ขาดความรอบคอบไปจริง ๆ ” อวิ๋นอี้ป๋อยกมือขึ้นเกาหัวด้วยความเก้อเขิน นี่เป็หนังสือนิทานเล่มโปรดของเขาเลยนะ เดิมทีนึกว่าน้องหญิงจะชอบเหมือนกัน แต่กลับลืมไปเสียสนิทว่านางยังเด็กนัก เื่ชายหญิงหรือความรักฉันชู้สาวอะไรเทือกนี้นางยังไม่ประสีประสาหรอก
“ไม่เป็ไร ๆ พี่ยังมีหนังสืออยู่อีกตั้งหลายเล่ม เดี๋ยวพี่เปลี่ยนเื่ใหม่ให้นะ” อวิ๋นอี้ป๋อคุ้ยหากองหนังสือที่วางอยู่บนพื้น ส่วนอวิ๋นอี้ซูก็ชะโงกหน้าเข้ามาร่วมด้วยช่วยเลือก
“เื่นี้ดี เื่นี้สนุก” อวิ๋นอี้ซูมองหนังสือนิทานในมือของอวิ๋นอี้ป๋อ ั์ตาพลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที บ่งบอกว่าเขาเห็นด้วยสุด ๆ
“ตกลง เอาเื่นี้แหละ ข้ากล้าเอาหัวเป็ประกันเลยว่าน้องหญิงจะต้องชอบอย่างแน่นอน!” อวิ๋นอี้ป๋อร้องบอกด้วยความตื่นเต้น
“อะแฮ่ม ๆ !” อวิ๋นอี้ป๋อกระแอมกวาดคอ สีหน้าจริงจังขึ้นมาหลายส่วน
“บนยอดเขาฮัวกั่วซาน ฟ้าดินสั่นะเืเลื่อนลั่น พญาวานรหินตัวหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเหนือความคาดหมาย” อวิ๋นอี้ป๋อเริ่มบรรยายอย่างลื่นไหล
โอ้โห ได้กลิ่นอายมาเต็ม ๆ ชวนให้นึกถึงนักเล่านิทานตามโรงเตี๊ยมเลยแฮะ นี่มันเื่ของซุนหงอคงไม่ใช่หรือ?
อวิ๋นอี้ป๋ออ่านต่อไป “วานรหินตนนี้ถือกระบองเหล็ก ฟาดฟันเหล่าปีศาจปราบมารไปตลอดทาง เมื่อมันเห็นปีศาจกระดูกขาว ก็ตวาดลั่น ‘รับกระบอง ซุนหงอคงผู้นี้มาแล้ว! กระบองเดียวจะฟาดเ้าให้แหลกเป็ผุยผง!’”
นี่มันไซอิ๋วชัด ๆ ให้ตายเถอะ ยุคที่นางทะลุมิติมานี่ ถึงกับมีคนเขียนเื่ไซอิ๋วออกมาแล้วเชียวหรือ!
เื่นี้ดี เื่นี้เริ่ด คุ้มค่าแก่การลงทุนจริง ๆ !
ให้ตายสิ หากการติ่งดาราของนางสามารถทำให้ได้พบกับอู๋เฉิงเอินตัวเป็ ๆ สักครั้งล่ะก็ นางจะต้องขอคารวะปรมาจารย์ท่านนี้เสียหน่อย พร้อมกับบอกเขาว่านิยายแฟนตาซีเทพเซียนชิ้นเอกของเขาเื่นี้ ได้อยู่เคียงข้างความทรงจำในวัยเด็กของผู้คนมามากมายเพียงใด
เพิ่งจะจับปีศาจได้ไม่กี่ตน ก็ต้องปราบมารอีกไม่รู้กี่ตัว มารับกระบองของซุนปู่เ้าไปเสียเถอะ!
เพิ่งจะข้ามเขามาได้ไม่กี่ลูก ก็ต้องลุยแม่น้ำอีกไม่รู้กี่สาย ซุนหงอคงผู้นี้ขอตัวไปก่อนล่ะ!
ก้าวเดินไปบนหนทางสู่์...
อวิ๋นตั๋วตั๋วฮัมเพลงประกอบซีรีส์ไซอิ๋วขึ้นมาในใจ ว่าแต่เพลงนี้มันชื่อเพลงอะไรกันนะ?
นางขมวดคิ้วมุ่น นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกเสียที
อวิ๋นอี้ป๋ออ่านไปอ่านมาก็เริ่มสวมบทบาท สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างเมามัน “เมื่อกระบองนี้ฟาดฟันลงไป ปีศาจกระดูกขาวก็ไร้หนทางหลบหนี มลายหายไปกลายเป็เถ้าธุลีในพริบตา”
“วานรหินตนนั้นมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกต่อไป ทันใดนั้นก็เห็นกองคาราวานกลุ่มหนึ่งขวางทางอยู่เบื้องหน้า ‘เฮอะ! ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคือผู้ใดกัน จงแจ้งนามของเ้ามาเดี๋ยวนี้!’”
“ก็บิดาของเ้าอย่างไรเล่า! จงเรียกข้าว่าท่านพ่อดำซะ!”
“เ้าปีศาจหมีดำหน้าไม่อาย! คอยดูเถอะ ซุนหงอคงผู้นี้จะฟาดเ้าให้ิญญาแตกซ่านด้วยกระบองเดียวเลยคอยดู!”
อวิ๋นอี้ป๋อกับอวิ๋นอี้ซูยิ่งอ่านก็ยิ่งคึกคัก องค์ชายทั้งสองถึงกับลุกขึ้นมาเตะต่อยวาดลวดลายกระบวนท่าอยู่ตรงหน้าอวิ๋นตั๋วตั๋ว อวิ๋นอี้ป๋อสวมบทเป็ซุนหงอคง ส่วนอวิ๋นอี้ซูรับบทเป็เหล่าภูตผีปีศาจ ทั้งคู่วิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน
“ไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!” อวิ๋นอี้ซูยกมือทั้งสองขึ้นกุมศีรษะ ก่อนจะย่อตัวนั่งยอง ๆ ลงกับพื้น
“หนอยแน่ เ้าปีศาจหมีดำ เห็นแก่ที่ข้าไว้ชีวิตเ้า เ้าไม่คิดจะเรียกข้าว่าท่านปู่ซุนสักคำเลยหรือไร!” อวิ๋นอี้ป๋อยืดอกตั้งบ่าตรง เชิดหน้าขึ้นจนแทบจะใช้รูจมูกมองอวิ๋นอี้ซู
“ท่านปู่ซุน วิญญูชนไม่เก็บความแค้นในอดีตมาใส่ใจ พระโพธิสัตว์กวนอิมจงใจให้ข้ามาต้อนรับท่านที่นี่เชียวนะขอรับ!” อวิ๋นอี้ซูลุกขึ้นยืน พลางค้อมเอวผงกศีรษะอย่างนอบน้อม พร้อมกับผายมือทำท่าเชิญ
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองดูการแสดงของทั้งคู่แล้วก็หัวเราะคิกคักชอบใจ แม้ว่าตอนนี้เปลือกตาบนและล่างของนางจะเริ่มตีกันจนง่วงงุนเต็มทนแล้วก็ตาม ทว่าการแสดงของเสด็จพี่ทั้งสองนั้นช่างยอดเยี่ยมและน่าประทับใจเสียจริง ๆ