วันต่อมา
แสงแดด่บ่ายคล้อยเริ่มเคลื่อนคล้อยต่ำลง ทอดเงายาวทาบทับไปทั่วผืนปอดของป่าดิบชื้น ไอแดดอุ่นสีทองที่เคยแผดเผาเริ่มถูกแทนที่ด้วยลมเย็นระลอกแรกที่พัดโชยผ่านเรือนยอดไม้สูงตระหง่าน ใบไม้แห้งบนพื้นดินส่งเสียงกรอบแกรบเมื่อมีลมพัดผ่าน บรรยากาศรอบค่ายพักชั่วคราวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากความตึงเครียดเมื่อวานได้คลี่คลายลง เสียงนกป่าบินกลับรังส่งเสียงร้องระงมก้องไพรเคล้ากับเสียงลำธารไหลเอื่อยๆ
ณ บริเวณลานกลางค่ายใกล้เพิงพัก กองไฟกองใหญ่ถูกสุมขึ้นใหม่อีกครั้ง ควันสีเทาจางๆ ลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าผสมผสานกับกลิ่นไอดินและกลิ่นหอมของพืชพรรณธรรมชาติ บรรดาคนเฒ่าคนแก่และชาวบ้านต่างพากันแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมเสบียงสำหรับมื้อเย็น
ที่มุมลานดินใกล้หม้อดินเผา ลุงปั่น อดีตพรานเฒ่าผู้เจนจัด นั่งหลังงออยู่บนตอไม้เตี้ยๆ สองมือเหี่ยวย่นกำลังถือมีดอีโต้เล่มเก่าบรรจงสับหน่อไม้ป่าสีนวลที่เพิ่งขุดมาสดๆ เสียงมีดกระทบเขียงไม้ดัง ฉับๆๆ เป็จังหวะสม่ำเสมอ เศษหน่อไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระเด็นตกลงในกระจาดหวาย ขณะที่ ตาเที่ยง ชายชราอีกคนนั่งยองๆ อยู่ข้างลำธารตื้นๆ กำลังใช้สองมือขยี้ล้างใบผักกูดและผักป่าสีเขียวสดในกระบุงไม้ไผ่ เสียงน้ำกระเซ็นซ่าเบาๆ ชะล้างคราบดินออกจนสะอาดสะอ้าน
ไม่ไกลกันนัก ยายฟัก หญิงชราผู้ซึ่งร่างกายกลับมามีพละกำลังแข็งแรงอย่างมหัศจรรย์ด้วยฤทธิ์น้ำนมทิพย์ เดินถือตะกร้าใส่เห็ดโคนและเห็ดระโงกเข้ามาสมทบ นางช่วยศศิวิมลคัดแยกดอกเห็ด ล้างทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน พร้อมกับช่วยซอยหัวหอมป่าและข่าตะไคร้เตรียมใส่หม้อซุป นางพญาแห่งค่ายพักหรือศศิวิมลในชุดเสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีครามตัวเดิม กำลังยืนเคี่ยวซุปหน่อไม้ในหม้อดินเผาใบใหญ่ด้วยทัพพีไม้ มือเรียวงามคอยตักฟองสีขาวออกอย่างใส่ใจ กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรป่าและหน่อไม้ต้มลอยฟุ้งกระจายไปทั่ว เรียกน้ำย่อยให้ทุกคนที่เดินผ่านไปมาต้องกลืนน้ำลาย
ทันใดนั้น เสียงเฮโลดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากทางชายป่าเบื้องลึก ดึงความสนใจของทุกคนให้หันไปมองเป็ตาเดียว
กลุ่มวัยรุ่นชายนำโดย นายก้อน และ นายมั่น สองนายพรานมือฉมัง พร้อมด้วยเด็กชายกล้าและพรรคพวก ก้าวพ้นแนวพงหรีดออกมาสู่ลานค่ายด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มและเนื้อตัวชุ่มเหงื่อ ในมือและบ่าของพวกเขามีผลงานการล่าสัตว์ชิ้นใหญ่ ทั้งกวางป่าตัวย่อมที่มีเขาสวยงามและนกเขาป่าตัวอ้วนพีหลายตัวที่ถูกมัดรวมกันไว้แ่า พละกำลังที่ฟื้นคืนกลับมาอย่างเต็มเปี่ยมทำให้การล่าสัตว์ในรอบนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ชาวบ้านที่เฝ้ารอคอยต่างพากันปรบมือและส่งเสียงไชโยโห่ร้องต้อนรับด้วยความดีใจจนก้องป่า
"ได้มาเพียบเลยเว้ยพี่น้อง! คืนนี้พวกเรามีเนื้อกินกันให้อิ่มหนำสำราญแน่!" นายก้อนะโก้องด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อแต่แววตาสดใสมีชีวิตชีวา เขาและนายมั่นช่วยกันแบกร่างกวางป่าลงวางไว้บนลานหญ้าสะอาด ก่อนที่กลุ่มวัยรุ่นชายคนอื่นๆ จะช่วยกันชำแหละเนื้อสัตว์อย่างคล่องแคล่ว เสียงมีดเฉือนเนื้อและกระดูกดังขึ้นเป็ระยะ
ศศิวิมลยืนมองภาพความสุขและรอยยิ้มของผู้คนในค่ายด้วยความโล่งใจและตื้นตันใจ ทรวงอกอวบอิ่มที่เคยตึงเปรี๊ยะอัดแน่นด้วยน้ำนมในยามวิกฤต บัดนี้ผ่อนคลายลงชั่วคราวหลังจากถูกถ่ายเทออกไปเมื่อ่สาย เธอยืนกอดอกมองความวุ่นวายด้วยรอยยิ้มบางๆ ทว่าเธอกลับััได้ถึงสายตาของบรรดาชายหนุ่มหลายคนที่คอยเหลือบมองมาทางเธอด้วยความเสน่หา ความเทิดทูน และประกายความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในแววตาอย่างลึกซึ้ง
เมื่อเนื้อกวางป่าถูกเสียบไม้ย่างบนกองไฟจนส่งกลิ่นหอมฉุย น้ำมันจากเนื้อกวางหยดลงใส่ถ่านไม้จนเกิดเสียงซู่ซ่า ควันหอมกรุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทุกคนในชุมชนป่ามารวมตัวกันล้อมวงรอบกองไฟเพื่อรับประทานอาหารมื้อใหญ่ร่วมกัน ทั้งซุปหน่อไม้ร้อนๆ เห็ดป่าต้มเกลือ และเนื้อกวางย่างรสชาติเข้มข้น แม้จะเป็เพียงอาหารป่าเรียบง่าย แต่ความอิ่มท้องและความสุขร่วมกันทำให้ทุกคนลืมเลือนความหวาดกลัวไปชั่วขณะ
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองอันอบอุ่นและเสียงหัวเราะรอบกองไฟนั้นเอง...
ตูมมมมม!
เสียงะเิลูกใหญ่และเสียงคำรามกึกก้องของเครื่องบินรบต่างชาติก็ดังแว่วมาจากขอบฟ้าทางทิศเหนือไกลลิบ แรงสั่นะเืสะท้อนผ่านมาถึงผืนป่าดิบชื้นเบื้องล่างจนเปลวไฟในกองไฟไหววูบ ทุกคนต่างเงียบเสียงลงทันที หันไปมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังและเตือนสติให้ทุกคนตระหนักรู้ว่า าอันโหดร้ายยังคงดำเนินอยู่ และภัยอันตรายยังคงคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ ศศิวิมลสบตากับนายก้อนและนายมั่น ทั้งสองพยักหน้ารับอย่างรู้หน้าที่ มือกุมอาวุธแน่นพร้อมปกป้องค่ายพักแห่งนี้ด้วยชีวิต
แสงอาทิตย์สาดส่องลอดผ่านกลุ่มควันจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดไม้ ท่ามกลางความตื่นตัวที่พุ่งสูงขึ้นหลังเสียงะเิกึกก้องจากขอบฟ้าไกล บรรยากาศรอบค่ายพักชั่วคราวไม่ได้ถูกความหวาดกลัวกลืนกิน ทว่ามันกลับแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นและพลังสามัคคีอันแรงกล้าของเหล่าผู้รอดชีวิตที่รู้ว่าพวกเขาต้องสร้างเกราะคุ้ม1กันตัวเองให้รัดกุมยิ่งขึ้น
ริมขอบป่าโปร่งรอบเพิงพัก บรรดาชายฉกรรจ์นอกจากนายก้อนและนายมั่นนายพรานมือฉมังผู้เป็แกนนำแล้ว Bัดนี้ยังมีกลุ่มชายฉกรรจ์จากหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงอีกนับสิบชีวิตที่เพิ่งหลบหนีภัยาตามเข้ามาสมทบทีหลัง เดินทางมารวมตัวกันด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมแต่แววตาดุดันและพร้อมสู้เพื่อปกป้องครอบครัว
เสียงขวานเหล็กกระทบเนื้อไม้ดัง ฉับ ๆ ๆ ก้องกังวานประสานกับเสียงเลื่อยไม้และเสียงะโสั่งการ นายก้อนยืนถลกแขนเสื้อขึ้นอวดมัดกล้ามเนื้อเป็มัดๆ เขาใช้ขวานคู่ใจฟันลงบนลำต้นไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ที่ล้มอยู่ นายมั่นช่วยดันและเล็มกิ่งก้านสาขาออกอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่ชายฉกรรจ์คนอื่นๆ ช่วยกันใช้มีดตอกและพร้าเหล็กลงมือเหลาปลายท่อนไม้แต่ละท่อนให้แหลมคมดั่งหอกฉลอง ท่อนไม้หนาหนักถูกเหลาจนปลายแหลมเปี๊ยบสะท้อนแสงแดดระยิบระยับเตรียมพร้อมเป็อาวุธป้องกันภัย
เมื่อเหลบท่อนไม้แหลมคมจำนวนมากเสร็จสิ้น เหล่าชายหนุ่มร่างกำยำนับสิบคนก็ช่วยกันแบกท่อนไม้เ่าั้ขึ้นบ่า กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งนูนตามแรงปะทะของน้ำหนัก พวกเขาเดินเรียงแถวลำเลียงท่อนไม้มาปักลงลึกในดินรอบค่ายพักชั่วคราว เรียงรายต่อกันเป็แนวรั้วไม้ระแนงแหลมคมสูงท่วมหัว เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยอันตรายหรือผู้บุกรุกเข้าถึงตัวเด็กและคนแก่ได้ง่าย
ไม่ไกลกันนัก บรรดาผู้หญิงและหญิงสาวในค่ายต่างไม่นิ่งดูดาย พวกเธอพากันเดินลุยเข้าดงไผ่เพื่อตัดลำไม้ไผ่สีเขียวสดมาผ่าเป็ซีกบางๆ กลายมาเป็ตอกไม้ไผ่เหนียวทนทาน ศศิวิมล หรือคุณหญิงศศิ นางพญาแห่งค่ายพัก ในชุดเสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีครามที่เปื้อนฝุ่นดินเล็กน้อย เดินนำบรรดาผู้หญิงช่วยกันใช้ตอกไม้ไผ่เ่าั้มัดร้อยไขว้ท่อนไม้แหลมแต่ละท่อนเข้าด้วยกันอย่างแ่า เสียงตอกไม้ไผ่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะมัดรัดแกนไม้ให้ยึดติดกันเป็แนวรั้วกำแพงป้อมปราการธรรมชาติที่มั่นคงแข็งแรง
ท่ามกลางหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยโทรมกายของเหล่าชายฉกรรจ์ที่กำลังใช้แรงงานอย่างหนักหน่วง ศศิวิมลจึงผละจากการมัดรั้ว เดินถือกระบอกไม้ไผ่บรรจุซุปเห็ดและหน่อไม้ร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเดินเข้าไปแจกจ่ายให้ชายหนุ่มแต่ละคนได้ดื่มกินรองท้องยามว่างจากการใช้แรงงาน
"พักดื่มซุปอุ่นๆ เติมพลังกันก่อนเถอะจ้ะทุกคน งานหนักแบบนี้ต้องอาศัยเรี่ยวแรงกันหน่อย" ศศิวิมลเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและเป็กันเอง รอยยิ้มหวานละมุนและดวงตากลมโตคมเข้มที่มองตรงมา ทำให้ชายหนุ่มทุกคนหายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้ง นายก้อนรับกระบอกไม้ไผ่มาซดน้ำซุปร้อนๆ เข้าไปจนชุ่มคอ ความเหนื่อยล้าเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น พลังใจและพละกำลังของทุกคนพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมที่จะลุยงานสร้างแนวป้องกันค่ายพักให้แล้วเสร็จก่อนที่ความมืดมิดของค่ำคืนจะมาเยือน
จู่ๆมีเสียงไม้เท้ากระทบพื้นดินดัง สับ! สับ! สับ! มาแต่ไกล พร้อมกับร่างผอมเกร็งของยายแก่คนหนึ่งที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาเธอด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ยายแก่ละล่ำละลักบอกว่ามีเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังป่วยเป็ไข้หนัก อาการปางตาย และ้าความช่วยเหลือจากเธออย่างเร่งด่วน
เธอรีบก้าวเท้าตามยายแก่ไปทันที ท่ามกลางทางเดินที่ขรุขระ จนกระทั่งมาถึงเพิงพักเล็กๆ หลังคามุงด้วยใบไม้แห้งแหวกช่องให้เห็นสภาพความเป็อยู่ด้านใน เด็กหนุ่มอายุราว 14 ปี กำลังนอนขดตัวกอดตัวเองแน่น ร่างกายผอมบางสั่นสะท้านด้วยความหนาวสั่นจากพิษไข้ แม่ของเด็กหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้น พลางเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงสิ้นหวังว่า ลูกชายเป็ไข้มา 2-3 วันแล้ว นับั้แ่วันที่ฝนตกหนักกระหน่ำลงมา หลังจากวันนั้นอาการก็ทรุดฮวบลงเรื่อยๆ จนตอนนี้แทบไม่รู้สึกตัว
เธอมองภาพตรงหน้าด้วยความเวทนา ก่อนจะตัดสินใจช่วยชีวิตเด็กหนุ่ม เธอเอื้อมมือไปเลิกชายเสื้อของตัวเองขึ้น จากนั้นใช้นิ้วบีบเค้นน้ำนมของตนเพื่อหยดใส่ปากของเขา หวังให้หยาดน้ำนมนี้ช่วยประทังชีวิตและฟื้นฟูร่างกาย ทว่า เด็กหนุ่มในยามนี้กลับไร้สิ้นเรี่ยวแรง แม้แต่จะอ้าปากรับน้ำนมก็ยังทำไม่ได้
เมื่อเห็นดังนั้น เธอจึงจำเป็ต้องใช้มาตรการเด็ดขาด มื้อเรียวเอื้อมไปบีบขากรรไกรและปากของเด็กหนุ่มจนแน่นจนใบหน้าของเขาเหยเก ก่อนจะรีบบีบน้ำนมหยดลงไปในปากที่เปิดออก ทันทีที่ััรสชาติน้ำนมอันอบอุ่น ร่างของเด็กหนุ่มก็สะดุ้งเฮือก สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำให้เขาเริ่มกลืนน้ำนมประทังชีวิตกินอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่รู้ตัว
เพียงไม่นาน ปาฏิหาริย์ก็เริ่มปรากฏ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดราวกับคนตายของชายหนุ่มเริ่มมีเืฝาดสีชมพูระเรื่อขึ้นมา ลำคอที่แห้งผากเริ่มมีเสียงเล็ดลอดออกมา เขาละเมอพึมพำด้วยความหวาดกลัวว่า "ช่วยด้วย ผีนางไม้จะเอาผมไป ผมยังไม่อยากตายช่วยผมด้วย"
เธอยื่นมือไปลูบหน้าผากเพื่อปลอบประโลมและจับตัวชายหนุ่มเพื่อตรวจดูอาการอีกครั้ง แต่ทันทีที่ผิวัักัน เธอถึงกับสะดุ้งโหยงและรีบชักมือหนีด้วยความใ ร่างกายของเขาไม่ได้เย็นเฉียบอย่างที่คิด แต่กลับร้อนจัดจนผิวกายแทบไหม้ ไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มนั้นรุนแรงจนเธอรับรู้ได้ชัดเจน
เธอตระหนักได้ทันทีว่า นอกจากน้ำนมอันมีค่านี้แล้ว ลำพังตัวเธอในตอนนี้ยังไม่สามารถดับพิษไข้ที่ร้อนดั่งไฟนี้ได้ เธอจึงหันไปสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ให้แม่ของเขาและยายแก่ช่วยกันประคองร่างที่สั่นเทาของเด็กหนุ่มไปยังลำธารที่อยู่ใกล้ๆ แล้วจับเขาแช่ลงในน้ำเย็นเพื่อลดอุณหภูมิ
หลังจากแช่น้ำอยู่ครู่หนึ่ง อาการกระสับกระส่ายของเด็กหนุ่มดูทุเลาลงบ้าง แต่ตัวของเขาก็ยังคงร้อนเป็ไฟอยู่ดี เมื่อเห็นว่าวิธีธรรมดาไม่ได้ผล เธอจึงหันซ้ายหันขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะเอ่ยปากสั่งให้แม่ของเด็กหนุ่มและยายแก่ออกไปรอที่อื่นก่อน โดยห้ามให้ใครเข้ามาเด็ดขาด
เมื่อบรรยากาศรอบกายเหลือเพียงแค่เธอและเด็กหนุ่มในลำธารที่เงียบสงบ เธอจึงตัดสินใจก้มลง รวบมือทั้งสองข้างจุ่มลงไปใต้น้ำลึก กำรอบแท่งหน่อไม้ของเด็กหนุ่มแล้วชักรูดขึ้นลง
ส่วบ! ๆ ๆ อือ! อืออออ! ชายหนุ่มวัยรุ่นนอนหลับตาคลังและใบหน้ากระตุกสั่นไปมาด้วยความสยิว
ห้านาทีต่อมาน้ำเชื้อของเด็กหนุ่มก็พุ่งออกมาครั้งแรกในชีวิต มันไหลผ่านสายน้ำจนเจือจางหายไปในลำธาร ร่างกายของเด็กหนุ่มที่เคยร้อนรุ่มดั่งเปลวเพลิงก็ค่อยๆ เย็นลงอย่างน่าอัศจรรย์เพราะว่าน้ำร้อนในตัวถูกระบายออกไปจนหมดสิ้น ลมหายใจของเขาเริ่มกลับมาเป็ปกติและเข้าสู่การหลับใหลที่แสนสงบ
ในวันต่อมา เสียงของไม้เท้าดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ผู้ที่เดินสับไม้เท้ามากลับไม่ใช่ยายแก่คนเดิม ทว่าเป็เด็กหนุ่มวัย 14 ปีคนนั้นนั่นเอง เขาก้าวเดินมาด้วยร่างกายที่แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เด็กหนุ่มตรงเข้ามาทรุดตัวลงไหว้ขอบคุณเธอที่ช่วยชีวิตเขาไว้จากความตาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยแววตาอ้อนวอน แฝงไปด้วยความปรารถนาลึกๆ แล้วเอ่ยปากขอเธอตรงๆ ว่า
"ผมขอกินนมของพี่อีกครั้งได้ไหมครับ?"