บรรยากาศบนเรือที่สองหนุ่มสาวนั่งอยู่ช่างเงียบงัน จนฝีพายอย่างไม้อดกลุ้มใจแทนคนเป็นายไม่ได้ ทั้งๆที่ระยะทางระหว่างคนทั้งคู่ห่างเพียงแค่เอื้อมมือถึงแต่ช่างดูเหมือนห่างไกลหลายพันโยชน์ ต่างคนต่างพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดให้ลึกสุดใจ สายตาสองคู่ต่างลอบมองสำรวจอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ พยายามจะเก็บภาพจำของกันและกันไว้ให้มากที่สุด
“ถึงแล้วขอรับ”
เสียงของไม้เป็ดั่งระฆังตีหมดเวลา แต่ก็ยังไม่มีใครคิดจะขยับตัวลุกขึ้น จวบจนชดและช้อยที่เห็นนายของมันนั่งเงียบงันจึงเข้ามาเรียกอีกทีด้วยความเป็ห่วง
“แม่นายน้อยเ้าค่ะ ถึงแล้วเ้าค่ะ”
“อะ อืม”
สมควรแก่เวลาที่ต้องจากลาเสียที ราตรีลอบมองอีกฝ่ายเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างบางจะยันกายขึ้นสู่้าพลันมีมือหนาของคนผู้หนึ่งยื่นมารอรับ
“ข้าช่วย”
“คุณพี่เด่น”
มือคู่นั้นเป็ของขุนศรีสุนทรที่ยืนมองนางอยู่สักครู่แล้ว ใบหน้าหล่อเหลาส่งสายตานิ่งลึกและฝ่ามือใหญ่ที่ดูคล้ายจะอบอุ่นยื่นมาตรงหน้าราตรี
ในชีวิตก่อนราตรีไม่เคยมีโอกาสได้ชิดใกล้กับชายคู่หมายผู้นี้นัก นางรู้ว่าในใจของเขาไม่เคยมีตนเองอยู่ แต่นางก็ยังคอยแอบลอบมองเขาอยู่หลายครั้ง เคยแอบคิดว่าหากได้จับมือของชายผู้นี้สักครั้งจะเป็เช่นไร จะอบอุ่นอย่างที่เคยคิดรึไม่ จะสุขใจดังที่เคยหวังหรือไม่ เพียงแต่นางก็ไม่เคยได้มีโอกาสนั้น จนตอนนี้มันก็ยังคงเดิมเพราะนางไม่้าฝ่ามือคู่นี้อีกแล้ว
“มิเป็กระไรเ้าค่ะ”
คนตัวเล็กตอบรับด้วยน้ำเสียงเฉยชาแล้วยังกวักมือเรียกให้ช้อยเข้ามาประคองแทน เมื่อราตรีขึ้นมาแล้วหลวงสรศักดิ์ที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนเรือด้วยสายตาไร้อารมณ์ก็หันมาบอกกับขุนศรีสุนทรในน้ำเสียงแฝงแววตำหนิ
“ข้ามาส่งแม่ราตรี เพราะข้าเห็นนางไปเยี่ยมข้าตามลำพังกับบ่าวอีกแค่สองคน”
“เอ่อ ขออภัยขอรับข้าเองก็เพิ่งกลับมาเช่นกัน ขอบน้ำใจคุณพี่พาฬมากนักขอรับที่เป็ธุระมาส่งคู่หมายของข้า”
เจอเ้าของตัวจริงเอ่ยแสดงฐานะชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ออกหลวงหนุ่มทำได้เพียงยิ้มเยาะตนเองเท่านั้น ทำได้เพียงสะกดกั้นห้วงอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายให้ยิ่งลึกลงไปอีกครั้งเท่านั้น
“หึ! มิเป็กระไรพ่อเด่นเ้าเป็ดั่งน้องชายข้า นางเป็คู่หมายของเ้าก็เปรียบเหมือนน้องสาวข้าอีกคนหากเ้าดูแลนางได้มิดีข้าก็ช่วยดูแลเพียงเท่านั้น มิใช่เื่ใหญ่กระไร”
คำตอบชัดเจนที่แฝงแววตำหนิของออกหลวงหนุ่มทำให้หนุ่มรุ่นน้องเริ่มสำนึกในความบกพร่องของตนจนหน้าเจื่อน
“เอ่อ คุณพี่พาฬขึ้นมารับน้ำบนเรือนก่อนเถิดขอรับ”
“อย่าดีกว่าหากรั้งอยู่นานจะมืดค่ำเกินไป ข้ากลับเสียเลยดีกว่า”
“เอ่อ ขอรับ”
แต่ก่อนที่เรือจะออกจากท่ากลับเป็ราตรีที่อดใจไม่ไหวไม่ทันรู้ตัวเสียงหวานก็เอ่ยรั้งไว้เสียแล้ว
“ออกหลวงท่านเ้าค่ะ เอ่อ หากมิรังเกียจช่วยอยู่ฟังเสียงดนตรีของข้าสักหนึ่งบทเพลงก่อนได้รึไม่”
“อืม”
แล้วก็ได้ผลเช่นเดิม หลวงสรศักดิ์ยอมอยู่ต่อเพราะขอเพียงนางเอ่ยปากไม่ว่าเื่อะไรเขาก็พร้อมจะยอมทำตามโดยไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น
...
ศาลาราตรีแห่งนี้มีคนสามคนนั่งอยู่ด้านใน สีหน้าท่าทางนิ่งสงบแต่จิตใจทุกคนล้วนสับสนวุ่นวายไม่แพ้กัน
ราตรีนั่งประจำตำแหน่งเดิม สายตาก็เอาแต่จดๆจ้องๆ ไม่ลงมือเล่นเสียทีอยู่เป็นาน จนขุนศรีสุนทรต้องเอ่ยปาก
“เอาแต่จดจ้องอยู่นั่นจะเล่นรึไม่ ประเดี๋ยวจะมืดค่ำ ออกหลวงท่านต้องไปแล้ว เ้ารั้งรอกระไรอยู่”
...เป็เช่นนั้นจริงๆอย่างไรเขาก็ต้องไป ข้าจะมัวรั้งรอกระไรอยู่อีก เขามิใช่คนที่ข้าตามหาจะรั้งเขาไว้เพื่อกระไร ปล่อยเขาไปได้แล้ว
เมื่อราตรีคิดได้ดังนั้นใจที่ว้าวุ่นก็สงบลงเล็กน้อยจากนั้นดวงตาคู่งามก็ค่อยๆปิดเปลือกตาพริ้มหลับ นิ้วเรียวเริ่มบรรเลงท่วงทำนองแว่วหวานแต่แสนโศกเศร้า เสียงพิณ่แรกเรียบเรื่อยเอื่อยเฉื่อยอ้างว้างเงียบงัน ต่อมาสดใสหวานชื่นเปรียบดั่งพบเจอบ่อน้ำใสพิสุทธิ์ ต่อมาเศร้าหมองคล้ายจำต้องพลัดพราก สุดท้ายกลายเป็ตัดใจกลับสู่ความเดียวดายดังเช่นวันวาน
แปะๆๆ
“ข้ารู้ว่าเ้าเล่นดนตรีได้ไพเราะแต่มิคิดว่าจะไพเราะมากมายเช่นนี้ เ้าเก่งมากจริงๆ”
สิ้นเสียงเพลงมีเพียงขุนศรีสุนทรเพียงผู้เดียวที่ได้สติเป็คนแรก ถึงแม้จะไม่ได้เข้าใจความหมายของเสียงเพลงบทนี้แต่ก็พอฟังออกว่าไพเราะเพียงใด แต่ดูเหมือนว่าผู้ชมอีกหนึ่งคนและผู้บรรเลงอีกคนจะยังไม่หลุดจากภวังค์ความคิดต่างนั่งจดจ้องประสานสบตากันจนคนที่ได้สติก่อนต้องเอ่ยถามเสียงดังเรียกสติทั้งสองคนอีกครั้ง
“คุณพี่พาฬฟังแล้วเป็อย่างไรบ้างขอรับ”
หลวงสรศักดิ์ไม่ตอบคำถามสหายรุ่นน้องแต่กลับจดจ้องมองไปที่หญิงสาวหนึ่งเดียวในที่นี่ ดวงตาคู่งามจ้องตอบกลับมาคล้ายคนไร้ความรู้สึก มุมปากบางยังยกยิ้มเล็กน้อย ทั่วทั้งดวงหน้านวลแลดูกระด้างเ็า ฉับพลันสมองของออกหลวงหนุ่มก็เข้าใจทุกสิ่งอย่าง ร่างแกร่งลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าเรียบเฉยติดจะถมึงทึงแล้วเดินปั้นปึงออกจากศาลาไปทันที ขุนศรีสุนทรที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกก็มองซ้ายมองขวาแล้วตัดสินใจเดินตามออกไปอีกคน
“อ้าว คุณพี่พาฬ คุณพี่พาฬขอรับ จะรีบไปที่ใดขอรับรอข้าด้วย”
...เขาไปแล้ว ไปแล้วจริงๆ
เมื่อไม่มีใครแล้วหยดน้ำตาก็เริ่มรินไหลออกมาอาบสองแก้มนวลอย่างเงียบงัน
...
ออกหลวงหนุ่มเดินหน้าตึงมาถึงเรือที่บ่าวคนสนิทจอดรอท่าอยู่ จากนั้นก็ก้าวขึ้นไปนั่งทันทีไม่สนใจเสียงเรียกของผู้ใดที่ตามหลังมาอีก
“ออกหลวงท่านขอรับ จะไปที่ใดต่อขอรับ”
“กลับเรือน!”
ไม้ที่จ้วงฝีพายไปมองนายของมันไปในใจก็ให้นึกฉงนเพราะั้แ่ขึ้นเรือมา หลวงสรศักดิ์ก็เอาแต่นั่งนิ่งหลังไหล่ตรงหลับตาไม่ขยับเขยื้อนเหมือนไม่อยากรับรู้สิ่งใด จะมีก็แต่สองมือหนาที่กำไม้ตะพดคู่ใจไว้แน่นจนเห็นข้อนิ้วปูดโปน
...นางรู้ความในใจของข้างั้นรึ? นางถึงขอให้ข้าตัดใจ ได้..หากเป็สิ่งที่นาง้าหลังจากวันนี้ข้าจะตัดใจเสียให้สิ้น ข้าจะต้องมองนางเป็ดั่งน้องสาวผู้หนึ่งให้จงได้
...
“ถึงแล้วขอรับ”
“อืม”
คนหน้าดุลืมตาขึ้นมาแล้ว ใบหน้าที่เรียบตึงรวมกับสายตาเยียบเย็นยิ่งขับให้บรรยากาศรอบตัวยิ่งดูดุดันน่าหวั่นเกรง บ่าวที่รู้ใจนายเช่นไม้ถึงกับสงบปากสงบคำไม่กล้าพูดมากเพราะกลัวจะไปสะกิดอารมณ์ของเ้านายเข้า แม้แต่ยามที่ออกหลวงหนุ่มเดินผ่านไปไม้ยังเผลอกั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว จวบจนร่างสูงเดินพ้นเข้าเขตประตูเรือนไปแล้วนั่นแหละ ไม้ถึงได้กลับมาหายใจได้เป็ปรกติอีกครั้ง
“อ้าว พ่อพาฬมาแล้วรึ เข้ามานี่ก่อน”
เมื่อเห็นลูกชายขึ้นเรือนมาพระยาพิชิตมหาเสนาที่กำลังนั่งคุยกับใครบางคนอยู่ก็หันไปเรียกลูกชายให้มาร่วมวงด้วย เมื่อหลวงสรศักดิ์เดินมาถึงก็ทรุดลงนั่งที่ตั่งด้านขวาของผู้เป็พ่อ สายตาก็ลอบมองสำรวจแขกของเรือนอย่างเงียบๆ
“นี่! หลวงสรศักดิ์สีหนาทเดโชลูกชายข้า พ่อพาฬ ผู้นี้คือขุนอินทร์แปง ลูกชายของออกพระอินทร์คำเ้ากรมวังแห่งเมืองเชียงคำ”
“ข้าไหว้ขอรับท่านออกหลวง”
ขุนอินทร์แปงยกมือไหว้ผู้มากวัยกว่า แขกผู้มาเยือนเป็บุรุษรูปร่างผอมสูงผิวขาวซีดท่าทางเ้าสำอางค์ ยกยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตาให้แก่บุตรชายเ้าของเรือน ด้านหลังยังมีชายฉกรรจ์อีกสองคนที่คาดว่าน่าจะเป็ผู้ติดตามมองมาที่หลวงสรศักดิ์อย่างสงสัยใคร่รู้
“ได้ยินชื่อเสียงท่านออกหลวงมานานวันนี้เป็เกียรตินักที่ได้พบปะสนทนากัน”
“ท่านขุนอย่ายกยอข้าเลย มิว่าได้ยินเื่กระไรมาก็เป็เพียงเสียงเล่าลือเกินจริงทั้งนั้น”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านนี่ถ่อมตัวเสียจริง น่านับถือๆ”
คำตอบของหลวงสรศักดิ์ทำให้แขกหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างชื่นชม
“ว่าแต่ท่านขุนเดินทางจากเชียงคำมาถึงกรุงศรีฯนี่ คงมิได้เพียงแต่มาท่องเที่ยวกระมัง”
หลวงสรศักดิ์ที่ตอนนี้ไม่อยากปั้นหน้าสนทนากับผู้ใดเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
“เป็เช่นนั้น ความจริงแล้วข้ามาทำธุระส่วนตัวแทนเ้าหลวง แต่ เฮ้อ...มิรู้ว่าควรเอ่ยรึไม่”
ขุนอินทร์แปงทำหน้ากลัดกลุ้มสายตาก็เหลือบมองสองพ่อลูกเ้าของเรือนอย่างมีความหมาย
“มีกระไรรึพ่อ พูดมาเถิด”
เป็พระยาพิชิตมหาเสนาที่ยอมเอ่ยปากถาม
“ความจริงข้ามีเื่อยากมาขอพึ่งบารมีของพวกท่านสักเล็กน้อย”
“ลองว่ามาเถิด”
หลวงสรศักดิ์ที่เริ่มจะรำคาญความพิรี้พิไรของผู้มาเยือนเอ่ยถามเสียงเย็น
“มิใช่เื่หนักหนากระไร ข้าเพียงแต่มาตามหาคน แต่ว่าเมืองกรุงศรีฯแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่นัก พวกข้าที่เป็คนต่างถิ่นย่อมมิอาจหาเจอในเร็ววันแน่ ข้าจึงอยากให้พวกท่านโปรดช่วยเหลือข้าสักคราได้รึไม่ขอรับ”
“พุทโถ่ เื่เพียงเท่านี้ ตามหาใครอยู่เล่า”
พระยาพิชิตมหาเสนาเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี
“เ้านางน้อยแห่งคุ้มหลวงเชียงคำขอรับ”
“เหตุใดเ้านางน้อยของท่านขุนถึงจะมาอยู่ที่กรุงศรีฯนี้กัน”
“เ้านางน้อยผู้นี้มิได้อยู่ที่คุ้มหลวงแต่กำเนิดดอกขอรับ นางเป็หลานสาวของเ้าหลวง ข้าได้ยินมาว่านางมาอาศัยอยู่กับญาติฝั่งบิดาที่นี่ แต่จนใจด้วยบิดาของนางสิ้นไปหลายปีแล้ว เบาะแสของญาติพี่น้องก็หามิเจอ”
“เ้านางน้อยผู้นี้ชื่อกระไร รูปร่างหน้าตาเป็เช่นไรเล่า พอบอกได้รึไม่”
“อ้อ ข้ามีภาพวาดของนางมาด้วย นี่ขอรับ”
กระดาษแผ่นหนึ่งถูกส่งให้พระยาพิชิตมหาเสนา คราแรกที่ได้เห็นท่านนิ่งอึ้งไปแล้วเงยหน้ามองบุตรชายเพียงคนเดียวของตน จากนั้นก็ยื่นกระดาษแผ่นนี้ให้ดู หลังจากนั้นออกหลวงหนุ่มจึงเอ่ยถามความเพิ่มอีกหนึ่งประโยค
“ฟังจากที่ท่านเล่ามานางก็มิเคยข้องเกี่ยวกับเ้าหลวงเชียงคำนี่หนา แล้วท่านขุนจะมาตามหานางด้วยเหตุใด”
“เ้าแม่ของเ้านางน้อยป่วยหนักขอรับ นางอยากพบเ้านางน้อยผู้นี้ เป็ครั้งสุดท้ายนะขอรับ
“อ้อ เป็เช่นนั้นเอง”
“แล้วพวกท่านเคยพบเจอนางบ้างรึไม่”
“นี่..”
พระยาพิชิตมหาเสนาที่กำลังจะตอบคำถาม ถูกบุตรชายตนตัดหน้าชิงพูดเสียก่อนจนได้แต่มองใบหน้าคมเข้มอย่างสงสัย
“มิแน่ใจเช่นกัน ภาพวาดนี่ก็ดูมิค่อยชัดเจนเท่าไรแม่หญิงรูปร่างหน้าตาเช่นนี้มีอยู่ทั่วไปหมด เอาเช่นนี้ดีรึไม่ ข้าจะให้คนช่วยตามหาอีกแรง ท่านขุนพักอยู่ที่ใดหากได้ความกระไรข้าจะให้คนไปแจ้ง”
“ขอบน้ำใจออกหลวงท่านกับออกญาท่านมากขอรับ ตอนนี้ข้าพักอยู่ที่...”
…
“เหตุใดมิบอกไปเล่า”
ผู้เป็พ่อเอ่ยถามหลังจากที่แขกของเรือนลากลับไปแล้ว
“ท่านพ่อมิเห็นรึ”
“เห็นกระไรว่ะ”
“ก็ขุนอินทร์แปงผู้นี้ท่าทางมิน่าไว้ใจ ตอนตอบคำถามก็ส่งสายตากลิ้งกลอกเ้าเล่ห์พิกล”
“อืม..เป็เช่นนั้นรึ แล้วอย่างไรว่ะ”
“ข้าว่าจะลองสืบความให้กระจ่างอีกสักหน่อย”
“มิใช่เื่ของเราหนา จะเปลืองแรงไปใย”
ผู้เป็พ่อเอ่ยเตือนสายตาก็จ้องมองอย่างรู้ทัน แต่บุตรชายก็เอาแต่นั่งเงียบปั้นหน้าตึงจนผู้เป็พ่อต้องยอมแพ้ในความดื้อดึง
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบเถิด หากเป็เื่จริงแม่ลูกเขาจะได้ปะหน้ากันเป็ครั้งสุดท้าย”
“ขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัว”
กล่าวจบร่างสูงก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปทางห้องหนังสือที่เรือนของตน ทิ้งให้ผู้เป็พ่อมองตามหลังลูกชายไปด้วยความกลุ้มใจ เมื่อลับร่างสูงบิดาผู้มากวัยก็ดึงสายตาขึ้นไปมองพระจันทร์ภายในใจก็อดคิดถึงคนที่อยู่บนฟ้าไม่ได้
...เฮ้อ ความรักหนอความรัก ข้าจะช่วยลูกของเราอย่างไรดี หากท่านหญิงยังอยู่จะทำเช่นไรหนอ
...
เมื่อเข้ามาถึงห้องหนังสือหลวงสรศักดิ์ก็นั่งลงเขียนบางอย่างลงบนกระดาษใบเล็กจากนั้นก็ม้วนเก็บใส่กระบอกขนาดเล็กเท่านิ้วมือ แล้วเอ่ยเรียกใครบางคนเสียงเบา
“เขม”
“ขอรับ”
แม้เสียงเรียกจะเบาแต่คนที่ถูกฝึกมาอย่างดีก็ได้ยินทันที ฉับพลันตรงหน้าของออกหลวงหนุ่มก็ปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มรูปร่างปราดเพรียวแลดูคล่องแคล่วนั่งคุกเข่ารอรับคำสั่งอยู่ด้านหน้า ชายผู้นี้เป็ทั้งผู้คุ้มกันและยังเป็หัวหน้าหน่วยลับที่หลวงสรศักดิ์ฝึกฝนเองกับมือ ปรกติคนผู้นี้จะแฝงตัวอยู่ข้างกายออกหลวงหนุ่มอย่างลับๆเมื่ออยู่นอกเรือน
“เอาจดหมายฉบับนี้ส่งให้พันยศทันที ข้าอยากรู้ภายในสามวัน แล้วให้คนของหน่วยพยัคฆ์คำรามคอยติดตามพวกขุนอินทร์แปงนั่นข้าอยากรู้ความเคลื่อนไหวของมันทุกเื่และคอยขัดขวางอย่าให้มันเจอแม่หญิงทิวากับแม่หญิงราตรีเด็ดขาด ส่วนเ้าไปเฝ้าที่เรือนท่านมหาราชครูหากมีกระไรผิดสังเกตให้รีบมารายงานข้า โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพวกเชียงคำ”
“ขอรับ”
จบคำร่างของเขมก็เร้นกายออกไปอย่างรวดเร็วไร้ร่องรอย หลวงสรศักดิ์ที่ตอนนี้อยู่คนเดียวแล้วจึงนำภาพวาดใบนั้นขึ้นมาดูอีกครั้ง
“ถึงแม้ข้าจะเป็ได้เพียงพี่ชาย แต่พี่ชายคนนี้จะมิยินยอมให้ผู้ใดทำร้ายเ้าได้เด็ดขาด แม่ราตรี”
…
วันต่อมา วันนี้ที่วัดพระเจดีย์ใหญ่มีการจัดงานทำบุญครั้งใหญ่ขึ้น ผู้คนทั่วทั้งพระนครพร้อมใจกันไปร่วมงานบุญในครั้งนี้ ไม่เว้นแม้แต่พระยาวิสุทธิ์โหรา คุณหญิงพวงทอง และขุนศรีสุนทร
ตรงด้านหน้าเรือนเช้านี้เรือลำใหญ่ที่จะใช้นำคนไปวัดจอดรอเทียบท่าพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่เ้านายของเรือนกำลังทยอยพากันลงไปในเรืออยู่นั่นเอง
“รอด้วยเ้าค่ะ ข้าไปด้วย”
เสียงหวานของแฝดผู้พี่ร้องเรียกมาแต่ไกลทำให้ทุกคนหันไปมอง สองสาวฝาแฝดและสี่บ่าวที่แต่งตัวพร้อมถือข้าวของเตรียมจะไปวัดด้วย
“แม่ทิวา มิงาม!”
เสียงทุ้มดุของขุนศรีสุนทรกล่าวเตือน
“ขออภัยเ้าค่ะ ก็ข้ากลัวมิทันนี่เ้าค่ะ”
ทิวาบ่นอ้อมแอ้มพร้อมยกมือไหว้ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างหงอยๆที่โดนดุ
“แม่หญิงราตรีมาส่งแม่หญิงทิวารึเ้าค่ะ”
นังแป้นลอยหน้าลอยตาเอ่ยถามเมื่อเห็นราตรีเดินมาด้วย ทำให้ทุกคนหันไปมองที่แฝดผู้น้องเป็ตาเดียว
“ข้าจะไปด้วย”
เสียงหวานเอ่ยตอบอย่างเ็า ทำให้ทุกคนอ้าปากค้างด้วยไม่อยากเชื่อว่าแม่หญิงใจร้ายที่ไม่ค่อยชอบออกไปไหนโดยเฉพาะที่ๆมีคนพลุ่งพล่าน วันนี้จะมีใจนึกอยากเข้าวัดกับเขาด้วย
“เ้าแน่ใจรึ”
ขุนศรีสุนทรถามย้ำกับราตรีอีกครั้ง โดยมีสายตาของความแคลงใจจากคุณหญิงพวงทองทอดมองมา
“ข้าไปมิได้รึเ้าค่ะ”
ราตรีถามย้ำอีกครั้ง พร้อมทั้งปรายสายตาเ็าไปที่ทุกคนในที่นั้น
“ไปได้สิหลาน ไปๆ ขึ้นเรือเถิดประเดี๋ยวจะสายเอา”
เป็พระยาวิสุทธิ์โหราที่ได้สติก่อนใครจึงตอบหลานสาวออกไป ทำให้ทุกคนทยอยกันขึ้นเรือทันที แล้วทุกคนก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่าราตรีเลือกนั่งตรงไหน
“ราตรีเหตุใดเ้ามิมานั่งข้างคุณพี่เด่นเล่า”
ทิวาถามอย่างงุนงงที่ราตรีเลือกนั่งข้างหลังแทนที่จะนั่งข้างๆชายคู่หมายอย่างที่ควร
“พี่หญิงนั่งข้างคุณพี่เด่นเถิดเ้าค่ะ ข้ามิชอบนั่งเบียดใคร ข้าอึดอัดพาลจะให้เวียนหัวเ้าค่ะ”
“เอาเช่นนั้นรึ”
“เช่นนั้นเ้าค่ะ พี่หญิงรีบนั่งเถิด ประเดี๋ยวจะสายหนาเ้าค่ะ”
ราตรีพูดตัดบทพร้อมทั้งหันไปมองข้างทางมือหนึ่งโบกพัดในมือไปมาโดยไม่สนใจอะไรอีก ทำเอาคนทั้งเรือแปลกใจในท่าทางของนางนัก ทิวาจึงต้องนั่งลงข้างชายคู่หมายของน้องสาวอย่างงงๆ หากสังเกตให้ดีจะเห็นรอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นที่มุมปากของแฝดผู้น้องอย่างสมใจ
...
เมื่อเรือมาจอดเทียบท่าที่วัดพระเจดีย์ใหญ่แล้ว บรรยากาศที่นี่ก็ทำให้ใครหลายคนตื่นตาตื่นใจเป็อย่างมากเพราะบรรยากาศที่วัดในวันนี้ช่างคึกครื้นยิ่งนัก งานบุญปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีจริงๆ
ภายในวัดก็ล้วนตกแต่งสถานที่ไว้รอตอนรับผู้คนอย่างสวยงาม ด้านข้างวัดยังมีตลาดที่ชาวบ้านมาตั้งร้านรวงขายข้าวของต่างๆกันอย่างสนุกสนาน ลานวัดด้านหน้ายังมีชาวบ้านที่ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์รวมทั้งบ่าวไพร่ที่ติดตามนายของตนมาปูเสื่อนั่งรอเวลาฟังพระเทศน์อยู่มากมาย
ส่วนด้านในศาลาวัดล้วนคราคร่ำไปด้วยบรรดาครอบครัวขุนนางทั้งหลาย หนึ่งในนั้นคือครอบครัวของท่านเ้าพระยากรมพระคลัง ซึ่งประกอบด้วย พระยาธรรมราช คุณหญิงดาวเรือง และแม่ดวงแขที่เพิ่งหายป่วยได้ไม่นาน
ตรงด้านหน้าวัดพระยาวิสุทธิ์โหราและคุณหญิงพวงทองเดินนำเข้าไปภายในศาลาก่อนแล้ว เหลือเพียงสามหนุ่มสาวที่ยังรั้งรออยู่
“แม่ราตรี เ้าแน่ใจหนาว่าจะเข้าไป”
ขุนศรีสุนทรหันมาถามคู่หมายของตน บนใบหน้ามีเค้าความกังวลเจือจาง
“เ้าค่ะ ข้าจะเข้าไป”
ราตรีตอบอย่างเ็า
“เช่นนั้นก็ตามแต่ใจเ้า”
ขุนศรีสุนทรหมุนกายเดินนำเข้าไป
“ราตรีเข้าไปกันเถิด”
ทิวาจับมือน้องสาวไว้แน่นเพื่อให้กำลังใจ
“เ้าค่ะ พี่หญิง”
ราตรีกระชับมือน้อยของพี่สาวแน่นแล้วตอบออกไปพร้อมอวดรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก สองสาวจูงมือพากันเดินเข้าไปในศาลาที่ตอนนี้มีคนนั่งคุยกันอยู่อย่างเนืองแน่น
ทันทีที่สองสาวปรากฎตัวก็เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ทุกสายตาพลันหันไปมองใบหน้าของสองสาวที่เหมือนกันแทบทุกกระเบียดนิ้วจะต่างกันก็ตรงที่คนหนึ่งให้ความรู้สึกดูลึกลับเ็า ส่วนอีกคนดูร่าเริงสดใส ซักครู่ก็ค่อยๆมีเสียงซุบซิบตามมาอีกระลอกใหญ่
...มิชิน อย่างไรก็มิชิน อดทนไว้หนาราตรี ประเดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ราตรีให้กำลังใจตัวเองพร้อมทั้งค่อยๆเดินไปหาที่นั่ง โดยนางเลือกที่จะให้พี่สาวของตนนั่งข้างๆขุนศรีสุนทร และตนเลือกนั่งถัดมา ซึ่งที่นั่งติดกันเป็ของหลวงสรศักดิ์และพระยาพิชิตมหาเสนา
เมื่อสองสาวนั่งแล้วจึงหันไปยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น สร้างความแปลกใจให้แก่คนทุกผู้ในศาลายิ่งนักที่เห็นนางมีกิริยามารยาทดีต่างจากเสียงเล่าลือที่เคยได้ยินมา
“มาเหมือนกันรึแม่ราตรี!”
คุณหญิงดาวเรืองที่นั่งอยู่ตรงข้ามสองสาวเอ่ยถามอย่างไว้ตัว ด้านข้างคุณหญิงคือแม่หญิงดวงแขที่ลอบมองพวกนางอย่างสนใจระคนหวาดกลัว
“เ้าค่ะ”
ราตรีเอ่ยตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“นั่นคงเป็พี่สาวของเ้าที่ผู้ใดต่างก็พูดถึงกันสิหนา ชื่อกระไรเล่า”
“เ้าค่ะ ชื่อทิวาเ้าค่ะ”
ราตรีบอกชื่อของพี่สาวด้วยใบหน้าเรียบเฉย ส่วนทิวายกยิ้มสดใสส่งไปให้ แต่รอยยิ้มนั้นก็ต้องแข็งค้างอยู่บนดวงหน้างามเพราะประโยคถัดไปของผู้มากวัย
“ช่างเหมือนกันเสียจริง หน้าตามิผิดกันเลย มิรู้ว่าสันดานจะเหมือนด้วยรึไม่”
สิ้นคำถามกึ่งเย้ยหยันถากถางของคุณหญิงดาวเรืองบรรยากาศรอบด้านก็พลันเงียบลงทันใด ด้วยทุกคนอยากรู้ว่าแม่หญิงจากสองแควผู้นี้จะสำแดงฤทธิ์เดชอะไรต่อไป เพราะข่าวลือที่เกี่ยวกับความร้ายกาจของแม่ราตรีนั้นมีให้ฟังอยู่หนาหู โดยเฉพาะเื่ที่กล้าผลักแม่ดวงแขตกน้ำเกือบตายนั้นช่างโด่งดังเหลือเกิน
เงียบ...
ไม่มีเสียงตอบรับจากร่างบางของแฝดผู้น้อง มีเพียงสายตาเ็าที่มองอย่างนิ่งลึกมาที่คุณหญิงดาวเรือง ทำให้คุณหญิงถึงกับหนาวๆร้อนๆไปไม่เป็เลยทีเดียว
ถึงแม้ท่าทีของราตรีจะนิ่งสงบเพียงใดแต่ผู้ที่นั่งอยู่ด้านข้างอย่างหลวงสรศักดิ์กลับเห็นมือบางที่บีบเกร็งแน่นอยู่บนตักนั้นสั่นน้อยๆอย่างคนที่พยายามสะกดกั้นอารมณ์อย่างถึงที่สุดได้อย่างชัดเจน
“แม่ดวงแขเ้าเป็เช่นไรบ้าง หายดีแล้วรึ พอจำได้รึไม่ว่าผู้ใดทำร้ายเ้ากัน”
เสียงทุ้มของหลวงสรศักดิ์เอ่ยถามแม่หญิงดวงแข ทำให้ทุกคนหันไปสนใจแม่หญิงดวงแขแทน
“ข้า..ข้าหายดีแล้วเ้าค่ะ แต่ว่ามิมีผู้ใดทำร้ายข้าดอก ข้าเพียงแต่ซุ่มซ่ามพลาดท่าตกน้ำเองเท่านั้นเ้าค่ะ”
เสียงของแม่หญิงดวงแขที่ตอนแรกอ้ำอึ้งต่อมากลับตอบ คำถามของหลวงสรศักดิ์ได้อย่างฉะฉาน เรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนในศาลาได้เป็อย่างดีพลันทุกสายตาก็หันไปมองที่แม่หญิงดวงแขเป็ตาเดียวจากนั้นก็ย้ายสายตาตำหนิไปที่คุณหญิงดาวเรือง จนนางต้องแสร้งยกพัดในมือปิดบังใบหน้าด้วยความอับอาย เหตุเพราะก่อนหน้านี้นางไปโพทะนาใส่ร้ายราตรีไว้ทั่วนั่นเอง
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว หากมีคนทำร้ายเ้าจริงเพียงดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่แฝงคำสาปแช่งให้ถึงแก่ชีวิตของออกพระโหราธิบดี ผู้ที่ทำป่านฉะนี้คงจะสิ้นชีพไปเสียแล้ว คงมิมีผู้ใดจะสามารถลุกมานั่งอยู่แถวนี้ได้ดอก ใช่รึไม่ขอรับท่านออกญาธรรมราช”
หลวงสรศักดิ์กล่าวเสียงดังในเื่ที่ผู้คนต่างก็รู้ดีให้ได้ยินกันทั่ว ท้ายประโยคยังหันไปขอคำรับรองจากพระยาธรรมราชบิดาของแม่หญิงดวงแขที่นั่งหน้าตึงด้วยความอับอาย ยังมีสายตาคมดุที่ปรายตามองไปทั่วทั้งศาลาเพื่อเป็การเตือนไม่ให้ผู้ใดนำเื่นี้มาซุบซิบนินทาได้อีก
“เป็เช่นนั้น”
สิ้นเสียงของพระยาธรรมราชก็ไม่มีเสียงของผู้ใดกล่าวถึงเื่ของราตรีอีกต่อไป จนได้เวลาพระขึ้นเทศน์ทุกอย่างจึงตกอยู่ในความสงบอย่างที่ควรเป็
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตกอยู่ภายใต้สายตาของพระยาพิชิตมหาเสนาที่มองดูอย่างสงบมาั้แ่ต้น
...พ่อพาฬเอ้ย...จะอดกลั้นไปได้อีกเท่าใดหนอลูกพ่อ
…
เมื่อพระท่านเทศน์เสร็จแล้วบรรดาคนหนุ่มสาวก็พากันออกมาเดินเล่นดูงานรอบวัดกันอย่างสนุกสนานปล่อยให้ผู้ใหญ่นั่งสนทนากันอยู่ภายในศาลา
ราตรีที่เห็นพี่สาวของตนมองทางนู้นทีทางนี้ทีอย่างตื่นตาตื่นใจจึงขอให้ขุนศรีสุนทรพานางไปเที่ยวดู ส่วนตัวเองก็แยกไปหาที่นั่งใต้ร่มไม้แถวนั้นกับบ่าวของตน ถึงแม้จะอยู่ห่างจากท่าน้ำไม่ไกลแต่กลับสงบร่มรื่นไม่มีผู้คนพลุ่งพล่านเหมือนตรงบริเวณอื่น
“แม่นายน้อยมองกระไรรึเ้าค่ะ”
ชดถามเมื่อเห็นนายสาวของมันมองไปที่กำแพงวัดด้านหนึ่งอยู่นาน
“มิมีกระไร ชดข้าหิวน้ำไปหาน้ำมาให้ข้ากินหน่อย อ้อ ขนมด้วยหนาเอามาเยอะๆ ช้อยข้าอยากกรวดน้ำ ไปเอามาให้ที”
“เอ่อ เ้าค่ะ”
ช้อยรับคำสั่งอย่างงงๆเพราะตอนอยู่ในศาลาราตรีก็กรวดน้ำไปแล้วครั้งหนึ่ง จากนั้นชดและช้อยจึงรีบไปทำตามคำสั่งทันที เหลือเพียงราตรีที่นั่งอยู่เพียงลำพังและยังคงมองออกไปที่เดิมอยู่อย่างนั้น ในสายตาของราตรีภาพตรงหน้าไม่ใช่แค่กำแพงวัดแต่กลับเป็เป็ดวงิญญามากมายที่มารอรับส่วนบุญ บางตนก็มีสีหน้าอิ่มเอมเพราะได้รับส่วนบุญจากญาติมิตรที่ทำให้แต่บางตนก็มีสีหน้าหม่นหมองเพราะไม่มีใครนึกถึงทำให้เป็เพียงดวงิญญาเร่ร่อนเท่านั้น
ไม่นานชดและช้อยก็กลับมาพร้อมข้าวของเต็มมือ แต่ราตรีไม่ได้นำของเ่าั้มากินเอง กลับเดินเอาไปวางไว้ตรงกำแพงที่นางจ้องมอง จากนั้นก็กลับมากรวดน้ำที่ใต้ต้นไม้ดังเดิม ทำเอาชดและช้อยมองตามด้วยความฉงน
“แม่ราตรี เ้าเห็นกระไรงั้นรึ”
เสียงหวานที่เอ่ยอย่างขลาดกลัวดังจากด้านหลังทำให้สามนายบ่าวหันกลับไปมองเป็ตาเดียว
“แม่หญิงดวงแข”
“แม่ราตรี ข้าถามว่าเ้าเห็นกระไรงั้นรึ”
เ้าของใบหน้างามที่แลดูยังซีดเซียวอยู่เล็กน้อยเอ่ยถามอีกรอบ
“เห็นกระไร มิมีกระไรทั้งสิ้น เ้าคิดมากไปแล้ว”
ราตรีที่ไม่อยากบอกเื่นี้กับผู้ใดทำท่าจะเดินหนีแต่ก็ถูกหญิงงามตรงหน้ารั้งไว้อีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งไป ขอบ..ขอบน้ำใจเ้ามาก”
“ขอบน้ำใจ เื่กระไรกัน”
แม่หญิงดวงแขนึกถึงความฝัน่ก่อนที่ตนจะฟื้นขึ้นมา ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวที่แสนน่ากลัวเ่าั้ก็กลับมาจู่โจมหัวใจอีกระลอก แต่เมื่อมองหน้าราตรีไม่รู้เพราะอะไรความรู้สึกเ่าั้มันกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือแต่เพียงความอบอุ่นในหัวใจเท่านั้น
“ข้า ขอบน้ำใจที่พาข้ากลับเรือน ข้ามิรู้ว่ามันคือเื่จริงหรือข้าละเมอนึกคิดไปเอง แต่ข้าก็ติดค้างเ้าแล้ว”
“ไม่ว่าเื่ที่เ้าเอ่ยถึงคือเื่ใด ก็มิเป็กระไร เ้ามิได้ติดค้างกระไรข้าทั้งสิ้น”
“ถ้าเช่นนั้นต่อไปนี้เรามาเป็เพื่อนกันได้รึไม่”
นอกจากปากจะพูดมือคู่งามของแม่หญิงดวงแขยังเลื่อนมากอบกุมมือบางของราตรีไม่ยอมปล่อย ทั้งยังส่งสายตาเว้าวอนอยู่นานทำเอาคนเ็าใจอ่อนยวบจนเผลอพยักหน้าตกลง ดวงหน้างามของแม่ดวงแขจึงเผยยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มน่ารักเลยทีเดียว
“ขอบน้ำใจเ้ามากแม่ราตรีที่ยอมรับข้า”
“แม่ดวงแข! มาทำกระไรตรงนี้!”
ราตรียังไม่ทันตอบรับเสียงตวาดเกรี้ยวกราดของคุณหญิงดาวเรืองก็มาพร้อมกับฝ่ามือที่กระชากท่อนแขนของลูกสาวตนให้ออกห่างจากราตรี หน้าตาก็แสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“แม่บอกแล้วอย่างไร ว่าให้อยู่ห่างจากนางไว้ อยากถูกทำร้ายอีกรึ”
“คุณแม่เ้าค่ะ ลูกบอกแล้วอย่างไรว่าแม่ราตรีนางมิได้ทำกระไรลูก”
“เพราะลูกยังมิหายเจ็บไข้ดีนะสิจึงจำมิได้ หรือลูกเกรงกลัวนาง เ้าข่มขู่กระไรลูกสาวข้างั้นรึ”
คุณหญิงดาวเรืองพูดเองเออเอง ท้ายประโยคยังไม่วายหันมาถลึงตามองข่มขู่ราตรี
“คุณแม่เ้าค่ะ!”
“แม่ดวงแขเ้ามิมีเหตุต้องกลัวแม่หญิงผู้นี้ดอก บิดาเ้าเป็ถึงขุนคลัง[1] แต่บิดานางเป็เพียงออกญาสิ้นชื่อหนำซ้ำนางยังเป็เพียงกาฝากบนเรือนผู้อื่นเท่านั้น”
“คุณแม่เ้าค่ะ! ข้าขออภัยแทนคุณแม่ด้วยหนาแม่ราตรี คุณแม่เ้าค่ะกลับกันเถิดเ้าค่ะ”
“หืม ข้ายัง..”
“ที่ตรงนี้มีกระไรกันงั้นรึ! สนทนากันครึกครื้นเชียว”
เสียงเข้มที่มาพร้อมตัวของคนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่นานแล้วเอ่ยถาม
“หลวงสรศักดิ์ มิมีกระไรเ้าค่ะ คุณแม่กลับกันเถิดเ้าค่ะ”
“ชิ!”
คุณหญิงดาวเรืองเดินตามแรงจูงของบุตรสาวไป ก่อนไปยังไม่วายทิ้งสายตาดูแคลนไว้บนตัวราตรีอีกด้วย จนคนตัวสูงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าราตรีจึงค่อยบดบังนางจากสายตาคู่นั้นได้
“มิสู้หน่อยรึ”
“มิสู้เ้าค่ะ”
“เหตุใดจึงมิสู้”
“เื่จริงนี่เ้าค่ะ”
..ข้ามิมีพ่อและข้าก็อาศัยผู้อื่นอยู่ ข้ามิมีที่ไป เื่จริงทั้งนั้น
“ยินยอมงั้นรึ”
“เ้าค่ะ”
..มิยินยอมก็มิได้ ผู้ใดใช้ให้ข้าเกิดมาอาภัพเล่า
ประโยคเ่าั้แม้นางจะเอ่ยเพียงในใจตนเองแต่ความน้อยใจกลับส่งผ่านแววตาออกมาโดยไม่รู้ตัว
“กระไรเ้าค่ะ!”
ราตรีเอ่ยถามเมื่อมือหนายื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาให้
“ยินยอมเองแล้วร้องไห้ด้วยเหตุใด”
“ข้า..”
ราตรียกมือคลำแก้มนวลของตนก็พบว่าสองข้างแก้มมีหยดน้ำหลั่งรินโดยที่นางไม่รู้ตัวจริงๆ
“อย่าเสียน้ำตาให้ผู้ใดง่ายดายอีก”
..เพราะใจข้ามันจะเจ็บตามเ้า
ร่างสูงที่ยัดผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นใส่มือของราตรีเอ่ยสั่งความเสียงเข้มแล้วเดินจากไปทันที ทิ้งให้นางมองตามหลังด้วยความสับสนในใจ
...
[1] ชื่อย่อเรียกแทนตำแหน่งเ้ากรม