ครึ่งชั่วโมงผ่านไป
ความเงียบงันครอบคลุมโรงจอดรถ ไม่มีใครพูดอะไร นี่น่าจะเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดแล้วสำหรับพวกเขาทั้งสองคน การไม่พูดสามารถหลบหลีกความรู้สึกที่น่าอึดอัดใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีใครซักไซ้ถามเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน...
ทว่าความเงียบงันก็ไม่สามารถขัดขวางความคิดของเฉินอันหลานได้ ในหัวสมองของเขายังคงวนเวียนนึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอยู่ตลอดเวลา
แต่ที่เขาแน่ใจที่สุดก็คือ เมื่อคืนเขาเป็นคน... เริ่มรุกก่อน
ยิ่งต่างฝ่ายต่างเงียบก็ยิ่งรู้สึกลำบากใจ บวกกับเรื่องราวลึกซึ้งทางร่างกายระหว่างทั้งสองคน ทำให้เฉินอันหลานอดที่จะนึกถึงความผิดพลาดของตัวเองไม่ได้... หลังจากที่เงียบไปอีกพักใหญ่ เฉินอันหลานก็หาเรื่องคุยกับลานเซลอตเพื่อหวังทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ลง
“เรื่องของบาวดี้คุณจะจัดการยังไง?”
“ปล้นของของฉัน ก็ต้องชดใช้สิ”
“คนที่ปล้นของของคุณคือไบรอัน ซิพ...” เฉินอันหลานพยายามหาเหตุผลมาโต้ “บาวดี้เป็นแค่นักเลงที่ต้องการหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง เขาแค่อยากได้ของของ หรงอันชิ่ง ไม่ได้อยากหาเรื่องคุณสักหน่อย”
ลานเซลอตปรายตามองไปทางเฉินอันหลาน
“แล้วเซี่ยรุ่ยคางกับหรงอันชิ่งล่ะ รับบทบาทอะไรเหรอ?”
สีหน้าของเฉินอันหลานเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“คุณจะไม่ปล่อยบาวดี้ไปจริง ๆ เหรอ?”
“เปล่า”
“หมายความว่ายังไง?”
“ฉันปล่อยเขาก็ได้นะ แต่เขาก็ต้องยอมแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง ถูกไหม?”
เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วถามขึ้นด้วยความฉงน
“คุณคิดจะทำอะไร?”
“ไม่ว่าจะยังไงเขาก็ต้องถูกตัดขา” ลานเซลอตพูด
“บาวดี้ยังไม่ได้แตะต้องของลอตนั้นเลย ถ้าคุณอยากได้ก็มาเอากลับไปได้ตลอดเวลา”
“นายเคยเป็นสายลับมาก่อน ใช่ว่าจะไม่รู้กฎเกณฑ์ในเส้นทางนี้สักหน่อยนี่ จริงไหม?”
“แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องถึงขนาดทำให้ใครเสียเลือดเนื้อ!”
ลานเซลอตมองไปทางเฉินอันหลานด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ฉันไม่มีคำอธิบายสำหรับเรื่องนี้”
เฉินอันหลานอึ้งงันไม่น้อยกับคำตอบนั้น หลังจากที่เงียบไปไม่นานเขาก็ หันกลับไปมองลานเซลอตด้วยสีหน้าสับสนก่อนจะเอ่ยออกมา
“แผนการปล้นของในครั้งนี้เป็นความคิดฉันเอง ฉันอยากจัดการหรงอันชิ่งเลยเรียกบาวดี้ให้มาช่วย ดังนั้นถ้าคุณอยากได้ของกลับมา ก็ปล่อยบาวดี้ไป มีอะไร ก็มาคิดบัญชีกับฉัน”
“รวมทั้งตัดขาด้วยไหม?”
“ชะ…ใช่”
“นายลังเล”
“ตัดขาเลยนะ ลังเลไม่ได้รึไง?” เฉินอันหลานจ้องเขม็งไปทางลานเซลอต “ถ้าคุณได้ขาของฉันไป คุณก็จะปล่อยบาวดี้ไปใช่ไหม?”
ดวงตาสีดำทมิฬหรี่ลงเล็กน้อย ลานเซลอตยืนขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาเฉินอันหลาน ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้ารถที่เฉินอันหลานนั่งอยู่ เขาก้มหน้าลงมองใบหน้าที่ซีดเผือดของเฉินอันหลาน
“ถ้านายไม่มีขา ตระกูลเฉินยังจะยอมรับลูกชายคนนี้อีกเหรอ?”
สีหน้าของเฉินอันหลานซีดเผือดลงไปอีกขั้นทันทีที่ได้ยิน หลังจากที่เขาอึ้งงันอยู่พักใหญ่เขาก็กัดฟันกรอด แล้วยื่นหน้าไปทางอีกฝ่ายและจ้องเขม็งไปทางลานเซลอต อย่างไม่ละสายตา
ลานเซลอตเอื้อมมือออกไปค้ำประตูรถไว้ จากนั้นก็โน้มตัวลงมามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธของเฉินอันหลาน
“โกรธง่ายแบบนี้ ดูเหมือนจะเดาไม่ผิด”
“ภูมิใจมากใช่ไหม?”
“ก็มันคือความจริง”
“ความจริงที่นายพูดก็เป็นแค่การคาดเดาเท่านั้นแหละ”
ลานเซลอตยกยิ้ม ก่อนจะขยับหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของเฉินอันหลาน แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ถ้าเป็นแค่การคาดเดา แล้วทำไมนายถึงมาเอาเซรุ่มยาระงับจากฉันได้ล่ะ?”
เฉินอันหลานกำหมัดแน่นโดยไม่พูดอะไร
“ตระกูลอันดับหนึ่งของประเทศจีน คุณชายสามแห่งตระกูลเฉิน” ลานเซลอต เอื้อมมือออกไปลูบไล้ปลายคางของเฉินอันหลาน “นั่งสบาย ๆ อยู่ในบ้านไม่เอา แต่กลับเลือกอาชีพที่เสี่ยงอันตรายที่สุดเพื่อให้ครอบครัวยอมรับ ลำบากมากไหม?
โอเมก้าคนหนึ่งกลายเป็นตำรวจที่มีความสามารถโดดเด่น อาศัยยาระงับเพื่อให้ได้เข้าโรงเรียนตำรวจที่เต็มไปด้วยอัลฟ่า ไม่เพียงแต่จะได้รับการฝึกฝนที่หฤโหดเท่านั้น อีกทั้งยังต้องคิดหาทางไม่ให้ถูกคนอื่นจับได้…”
เฉินอันหลานเมินหน้าหนีไปทางอื่น โอเมก้าหนุ่มไม่ต้องการให้ลานเซลอตสัมผัสเขา
ดวงตาของลานเซลอตสะท้อนแววตาสุขุมเล็กน้อย จากนั้นก็บีบคางของ เฉินอันหลานให้หันกลับมาสบตากับตัวเอง ยิ่งเฉินอันหลานพยายามดิ้นหลบมากเท่าไร ลานเซลอตก็จะยิ่งบีบแรงมากขึ้นเท่านั้น ไม่ปล่อยโอกาสให้อีกฝ่ายหลุดพ้นจากน้ำมือของเขา
“ตอนนั้นคงจะกลัวมากสินะ?”
“แล้วยังไง คนแบบนายไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าฉันต้องเจอ ต้องแลกกับอะไรบ้าง”
ลานเซลอตหรี่ดวงตาสีดำทมิฬนั้นลงเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร
เฉินอันหลานจ้องเขม็งไปทางอัลฟ่าชั้นสูงด้วยสายตาเย็นชา
“เกิดมาเป็นอัลฟ่า แล้วก็ยังเป็นผู้สืบทอดตระกูลใหญ่ ชีวิตของนายคงจะสุขสบายเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบใช่ไหมล่ะ? คุณชายจากตระกูลเอสเต ใครเล่าจะกล้าหือ และใครเล่าจะกล้าขวาง?”
ลานเซลอตบีบคางของเฉินอันหลานแน่น แรงบีบนั้นแทบจะทำให้กระดูกของเขาแหลกเลยทีเดียว
เฉินอันหลานไม่ได้ส่งเสียงร้องใด ๆ ออกไป เขาอดทนต่อความเจ็บปวดแล้วพูดประชดประชันต่อ
“ทำไม หรือว่าที่ฉันพูดมันไม่ถูก? นายน้อยโอดิน!” บรรยากาศภายในโรงจอดรถเริ่มอึมครึมขึ้นทันที
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ลานเซลอตก็ยังคงบีบคางของเฉินอันหลานไว้ไม่ปล่อย ดวงตาสองคู่สบประสานกันไม่ลดละ ในที่สุดอัลฟ่าหนุ่มแห่งตระกูลเอสเตก็เอ่ยขึ้น
“ฉันเปลี่ยนความคิดละ”
“อะไร?”
“เพื่อนของนายคนนั้น...” ลานเซลอตกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วจ้องมองเฉินอันหลานด้วยดวงตาฉายแววอำมหิต “ฉันจะเฉือนเนื้อของเขา แล้วโยนให้ปลากิน”
“นายกล้า!” เฉินอันหลานโพล่งขึ้นมาอย่างร้อนใจ
“นายก็คอยดูละกันว่าฉันจะกล้าหรือไม่กล้า” เมื่อลานเซลอตพูดจบก็หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป
สีหน้าของเฉินอันหลานมืดครึ้มลงในพริบตา เขาซัดหมัดที่กำไว้แน่นเข้าใส่คนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่าอัลฟ่าหนุ่มเบี่ยงตัวหลบได้ทัน พร้อมกันนั้นในตอนที่หมัดของเฉินอันหลานแหวกอากาศผ่านหน้าไป ลานเซลอตก็เอื้อมมือไปยึดแขนเรียวเอาไว้ได้ โอเมก้าหนุ่มพยายามดิ้นอย่างสุดกำลังแต่ก็ดิ้นไม่หลุด พยายามสะบัดข้อมือให้หลุดจากการจับกุมแต่กลับถูกคนตัวใหญ่ออกแรงเหวี่ยงจนร่างทั้งร่างกระเด็นไปไกล เฉินอันหลานเห็นว่าตนกำลังจะกระแทกเข้ากับประตูรถ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นคอเสื้อของเขากลับถูกคว้าเอาไว้ ในวินาทีต่อมาเฉินอันหลานก็ถูกกดให้คว่ำหน้าลงบนกระโปรงหน้ารถ พันธนาการของอีกฝ่ายรัดแน่นจนเขาไม่สามารถขยับได้
“ปล่อย!”
“ทำไมถึงไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย?”
“ฉันบอกให้ปล่อย!”
ลานเซลอตกดเฉินอันหลานไว้ด้วยมือข้างเดียว ขณะที่มืออีกข้างฟาดลงไปบนก้นของคนดื้อด้านอย่างไม่ลังเลทันที เสียงฟาดนั้นดังกังวานไปทั่วโรงจอดรถ เฉินอันหลานอึ้งงันไปชั่วขณะ แต่หลังจากที่เข้าใจเหตุการณ์ ความโกรธรุนแรงก็ระเบิดออก โอเมก้าหนุ่มพยายามดิ้นอย่างสุดกำลัง
ลานเซลอตตีก้นของเฉินอันหลานแรง ๆ อย่างต่อเนื่องหลายครั้งโดยไร้ซึ่ง ความปรานี เสียงเนื้อถูกตีดัง ‘เพียะ เพียะ เพียะ’ ติดต่อกันหลายต่อหลายหน เฉินอันหลานทั้งโกรธทั้งอาย ไม่ว่าการศึกษาจะดีแค่ไหน แต่เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้เขาก็อดที่จะสบถคำด่าออกมาไม่ได้ ——
แต่เมื่อเฉินอันหลานด่าหนึ่งคำ เขาก็จะถูกตีหนึ่งครั้ง
และไม่รู้ด้วยว่าถูกตีไปแล้วเท่าไร ยามนี้ดวงตาของเฉินอันหลานเป็นสีแดงก่ำ เขาหยุดพ่นคำผรุสวาทในที่สุด อีกทั้งยังหยุดดิ้นอีกด้วย คนถูกกระทำหันหน้าไปจ้องหน้าอีกคนเขม็ง ดวงตาสะท้อนความรู้สึกราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรมออกมา ——
เฉินอันหลานอาจไม่รู้ตัวว่าท่าทางร้องไห้สะอึกสะอื้นนั้นเป็นอากัปกิริยาแสนร้ายกาจที่ทั้งน่าหมั่นเคี้ยวและน่าดึงดูดได้มากขนาดไหนในสายตาคนมอง
“ร้องไห้เหรอ?
ต่อให้นายบาดเจ็บทั้งตัวฉันก็ไม่ยักจะเคยเห็นนายร้องไห้ ทำไมถูกตีก้นแค่นี้ถึงร้องไห้ได้ล่ะ?”
ดวงตาแดงก่ำของเฉินอันหลานจ้องเขม็งไปทางลานเซลอตโดยไม่เอ่ยอะไร
ลานเซลอตดึงตัวอีกฝ่ายขึ้นมาจากกระโปรงรถ ในตอนนั้นเองที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นรอยช้ำบริเวณด้านหลังศีรษะของโอเมก้าหนุ่ม เขากำลังจะเอื้อมมือออกไปแตะแต่กลับถูกเฉินอันหลานออกแรงผลักเขาออกห่าง ก่อนคนตัวเล็กจะเดินถอยไปด้านหลังหลายก้าวเพื่อรักษาระยะห่างกับตัวเองไว้
“เฉินเจิ้นถิงตีเหรอ?”
“ไม่ใช่เรื่องของนาย!”
“ปากแข็ง”
เฉินอันหลานสัมผัสได้ถึงความปวดแสบบนก้นของเขา ทว่าไม่ว่าจะอาการเจ็บตรงส่วนนี้ หรือความเจ็บปวดบนส่วนอื่น ๆ เฉินอันหลานก็ไม่อยากแสดงความรู้สึกต่อหน้าตัวการแห่งหายนะคนนี้ทั้งสิ้น ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงข่มความเจ็บปวดนั้นลง ก่อนถลึงตาไปทางอีกฝ่ายและพูดออกไปด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ
“อย่าคิดว่านอนกับฉันแค่สองครั้งแล้วจะมาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของฉันได้”
“สามครั้ง”
“...หุบปาก!”
“นายออกคำสั่งกับฉันเหรอ?”
ลานเซลอตก้าวเข้าไปใกล้
เฉินอันหลานรีบถอยหลังไปอีกสองก้าวเพื่อรักษาระยะที่ปลอดภัยทันที
ลานเซลอตยิ้ม เท้าที่ก้าวออกไปหยุดชะงักลง ก่อนจะยืนมองเขาอยู่ที่เดิม
“ยิ้มอะไร?”
“ฉันยิ้มของฉัน ไม่เกี่ยวอะไรกับนาย”
เฉินอันหลานถอยหลังไปอีกก้าว ด้วยความไม่ทันระวังจึงชนเข้ากับกำแพงที่อยู่ด้านหลัง ความเจ็บปวดบนแผ่นหลังได้ทำให้เฉินอันหลานต้องรีบเด้งตัวออกในทันที แต่ความกลัวที่มีต่อลานเซลอตก็ยังอยู่ โอเมก้าหนุ่มจึงข่มความเจ็บเอาไว้ ก่อนจะยืดตัวขึ้นมาแสร้งทำว่าไม่เป็นอะไร
“เจ็บไหม?”
“ไม่ใช่เรื่องของนาย”
“เมื่อคืนก็ดุเดือดซะขนาดนั้น แต่ก็ไม่เห็นนายร้องออกมาว่าเจ็บสักแอะ ให้ฉันดูหน่อย”
“ไม่ต้องมายุ่ง!”
ลานเซลอตไม่ทนอีกต่อไป และก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมาต่อล้อต่อเถียงไร้สาระกับอีกฝ่ายด้วย เขาเดินตรงไปคว้าแขนของเฉินอันหลานแล้วกระชากเข้ามาในอ้อมแขน โดยไม่ได้รอให้เฉินอันหลานมีโอกาสขัดขืนเขาก็กระชากปกเสื้อที่คอด้านหลังของเฉินอันหลานลง รอยช้ำที่ประทับบนไหล่บางนั้นทำให้คนที่ได้ประจักษ์ถึงกับรู้สึกชาไปทั่วทั้งร่าง เมื่อมองเลยจากคอเสื้อลงไป รอยฟาดบนแผ่นหลังตัดสลับกันเป็นริ้วยาว แต่ละรอยมีความหนาสามถึงสี่เซนติเมตร เห็นปุ๊บก็รู้ได้ในทันทีว่าถูกไม้เท้าฟาด
การเกลือกกลิ้งกันไปมาตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เฉินอันหลานไม่ได้ส่งเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดออกมาสักครั้ง ลานเซลอตจึงไม่ได้สังเกตรอยช้ำพวกนี้ อีกอย่างในรถก็มืดมาก อาศัยแค่แสงไฟที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างด้านนอกจึงไม่สามารถทำให้เขามองเห็นพวกมันได้อย่างชัดเจน แต่ตอนนี้เขามองเห็นชัดแล้ว ลานเซลอตนึกไม่ถึงว่าเฉินเจิ้นถิงจะโหดเหี้ยมมากขนาดนี้ ทำร้ายได้แม้กระทั่งลูกชายในไส้ของตัวเอง
ชั่ววูบหนึ่ง ความเย็นยะเยือกสะท้อนออกมาจากดวงตาของลานเซลอต
เฉินอันหลานผลักคนตัวใหญ่กว่าออกไป จากนั้นก็ดึงเสื้อของตัวเองขึ้นมาปกปิดรอยแผล ไม่ยอมให้เขาดู
“ทำยังกับว่าไม่เคยเห็น จะปิดไปทำไม
ตอนนี้ก็มีแค่เราสองคน นายเจ็บก็ร้องออกมา”
“ประสาท”
“งั้นทำไมตอนที่ฉันตีก้นนาย นายถึงได้ร้องออกมาแบบนั้นล่ะ?”
ใบหน้าของโอเมก้าหนุ่มเห่อแดงขึ้นทันใด เขาถลึงตาใส่คนตรงข้ามแต่ก็ ไม่พูดอะไรหลังจากนั้น ลานเซลอตพิจารณาอีกฝ่ายด้วยความสนใจ
“ไม่ร้องขอชีวิตแทนเพื่อนคนนั้นของนายแล้วเหรอ?”
“ฉันไม่อยากพูดกับนายตอนนี้”
“...จะว่ายังไงดีล่ะ? นายติดหนี้ฉันเยอะเลยรู้ไหม?...
ถ้าไม่พูด... งั้นก็ช่างมันนะ”
ลานเซลอตยิ้ม
“ตอนนี้ฉันอยากให้นายช่วย จะไม่พูดจริง ๆ เหรอ?...
ฉันจะปล่อยไอ้บ้านั่น แต่นายจะต้องทำกับข้าวให้ฉันหนึ่งเดือน”
เมื่อเฉินอันหลานได้ยิน ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงนิ่งเงียบไม่ยอมพูดออกมา
“นายคงไม่ถึงขนาดทำกับข้าวไม่เป็นหรอกนะ?” ลานเซลอตเลิกคิ้วสูง
“ทำไม่เป็นมันแปลกตรงไหน?” เมื่อเฉินอันหลานได้ยินก็ขุ่นเคืองขึ้นมาทันที จึงพูดออกไปโดยไม่ทันคิด สายตาคมปรายตามองลานเซลอตอย่างเคือง ๆ
“จริงสิ ถ้านายไม่พูดฉันก็ลืมไปแล้ว บัตรธนาคารของฉันอยู่กับนายใช่ไหม?”
“ตกลงนี่ซื้อข้าวกินทุกวันเลยเหรอ?... งั้นเรียนเถอะ”
“อะไร?”
“ฉันอยากกินอาหารฝีมือนาย ดังนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นายต้องเรียนทำอาหาร”
“ฝันไปเถอะ”
“งั้นนายรอดูฉันเฉือนเนื้อไอ้บ้านั่นได้เลย”
เฉินอันหลานกัดฟันกรอด หลังจากที่เงียบไปสักพัก ก็ตอบรับเงื่อนไขของลานเซลอต
“ถ้าจะกินอาหารฝีมือฉัน ก็เตรียมตัวเตรียมใจให้ดีละกัน”