แล้วก็ล่วงเข้าสู่เดือนตุลาคม ่แห่งการ “สอบเอ็นทรานซ์รอบที่ 1” ก่อนสอบผมได้ขอที่บ้านเพื่อไปติวพิเศษที่จัดโดยคณะมนุษยศาสตร์ฯ ม.ขอนแก่น โดยใช้เวลาเรียน 2 วัน เสาร์-อาทิตย์ ซึ่งบ้านผมจะอยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นไม่ไกล มีรถบัสวิ่งเกือบทุกชั่วโมง…
ผมลงรถที่หน้ามอฝั่งบึงศรีฐาน (ประตูฝั่งทางไปสนามบิน) ต่อรถสองแถวสาย 8 จนมาถึงหน้าคณะมนุษย์ฯ หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย ก็เดินเข้าไปหาที่นั่งเรียน แต่ก็เหลือที่นั่งแค่ท้ายๆ ของห้องแล้ว ผมก็เลือกนั่งมันตรงเกือบหลังสุดนั้นแหล่ะ…
ระหว่างเรียนสายตาดันเหลือบไปเห็นนักเรียนหญิงคนหนึ่ง นั่งอยู่แถวกลางของห้องเยี้องไปทางฝั่งซ้าย ผมแทบไม่อยากละสายตาจากเธอคนนั้นเลย… เธอเป็คนผอม ขาว ผมยาว หมวย คิ้วหนา สรุปรวมๆ นี่มันสเปคผมเลยหล่ะ (ชอบั้แ่แรกเห็นเลย)
ผมคิดในใจว่า ‘ทำไง… จะทำยังไงถึงจะได้รู้จักกับเธอนะ…’
ผมรอจนหมดเวลาติวของวัน ก็รอดูว่าเธอจะนั่งรถสายอะไรกลับ พอเห็นเธอเดินขึ้นรถสาย 15 ผมก็รีบขึ้นตาม นั่งตามไปเรื่อยๆ ถึงหน้ามอแล้วเธอก็ยังไม่ลงแฮะ ถึง บขส. ก็แล้ว ห้างเซ็นโทซ่าก็แล้ว สุดท้ายนั่งตามไปถึงทางเข้าหมู่บ้านเลย (เกือบสุดสาย) พอเธอลงปุ๊บ ผมค่อยลงอีกป้าย (รู้สึกเหมือนตัวเองเป็โรคจิตเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าตามไปแล้วจะได้อะไรด้วย)
แล้วผมก็ต้องนั่งรถสองแถวย้อนกลับมา บขส. เพื่อขึ้นรถบัสกลับบ้านอีก ในระหว่างทางบนรถบัสที่กำลังกลับ ผมรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและประมวลผลได้ว่า เธอน่าจะเป็คนขอนแก่นแน่ๆ ตั้งใจไว้ว่า ‘ยังไงพรุ่งนี้เราต้องได้อะไรคืบหน้าบ้าง…’
วันอาทิตย์ผมรีบมาั้แ่เช้าเลย ภาวนาว่าขอให้เจอ และ....ที่สุดก็เป็ดังหวัง ผมได้พบเธอแล้ว ที่สำคัญโต๊ะที่เธอนั่ง ยังไม่มีคนไปนั่งข้างๆ ผมทำใจกล้าเดินเข้าไปถามว่า
“ขอโทษนะครับ ตรงนี้มีคนนั่งรึยังครับ”
เธอมองมาที่ผมแล้วตอบว่า“ยังไม่มีค่ะ” ‘โอ้ยยย...ผมจะละลายเลย เธอน่ารักเป็บ้าเลย’
จึงรีบถามต่อไปว่า “งั้นผมขอนั่งเรียนด้วยคนนะครับ”
เธอก็ตอบว่า “ค่ะ เชิญค่ะ”
มิชชั่นคอมพลีทครับ… ระหว่างที่นั่งเรียนอยู่ ดูเธอตั้งใจเรียนมาก ผมจึงไม่กล้าจะกวนอะไรเธอ พอพักเที่ยงจึงตั้งใจว่าจะชวนเธอไปกินข้าวด้วยกันที่คอมเพล็กซ์ (โรงอาหารกลางของ ม.ขอนแก่น) ซึ่งอยู่ไม่ไกล แต่กลับโดนปฏิเสธหน้าหงายเลยว่า “เตรียมข้าวมาแล้วค่ะ”
ผมได้แต่เดินคอตกไปกินข้าวคนเดียว (เศร้า) กลับมาเรียน่บ่ายรวบรวมสติใหม่ ตั้งใจว่าก่อนกลับอย่างน้อยต้องได้ช่องทางติดต่อซักทาง…
จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีโอกาส จนจบการเรียน ‘ไม่ได้แล้วเรา ถ้าไม่กล้าคืออดแน่ๆ’ เลยใจกล้าถามไปว่า
“เป็คนขอนแก่นเหรอครับ เรียนอยู่โรงเรียนไหนเหรอ...”
ลุ้นอยู่พัก ดีที่เธอตอบผมมาว่า
“ไม่ใช่ค่ะ เป็คนชัยภูมิ เรียนที่โรงเรียน ค ค่ะ” (เป็โรงเรียนดังในตัวเมืองชัยภูมิ)
ผมก็งงอยู่พักนึงเพราะเมื่อวานจำได้ว่าไปนั่งรถไปลงหมู่บ้านในตัวเมืองขอนแก่นนี่นา เกือบโพร่งไปแล้วผม เลยตั้งสติและพูดไปต่อว่า
“อ้าว เหรอครับ ผมก็คนชัยภูมินะ ดีจังเลย เราคนจังหวัดเดียวกันนี่เอง”
“เอ้า เหรอค่ะ ดีค่ะ”
เธอตอบแบบปัดๆ จังแฮะ ผมเอาไงดี จะไปต่อหรือพอแค่นี้ แต่ไหนๆ ก็มาขนาดนี้แล้วไปให้สุดดีกว่า
“เมื่อวานเหมือนเราจะเห็นเธอนั่งรถสาย 15 ใช่เธอไหม”
เธอมองหน้าอย่างงงๆ แล้วตอบว่า “ใช่เราเอง เธอก็นั่งคันนั้นเหรอ..”
‘ โอ้ว นี่เราจืดจางขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ยะ’ ผมคิดน้อยใจและได้แต่ตอบไปว่า
“ใช่ๆ เราก็นั่งคันนั้นตรงข้ามเธอเลยไง 55”
แล้วผมก็ยังไปต่ออีกว่า“ไหนๆ ก็จะเลิกแล้วเธอชื่ออะไรเหรอ เราชื่อแทนนะ”
ลุ้นว่าจะได้คำตอบไหม และแล้วเธอบอกด้วย… "เราชื่อ แพรว…"
ผมก็พยายามจะไปต่ออีก “เราไม่ค่อยได้เข้าตัวจังหวัดเลย ขอเบอร์ไว้เผื่อเรามีโอกาสได้เข้าไป แล้วจะขอสอบถามเส้นทางได้ไหม” (ความจริงคือพ่อผมทำงานอยู่ในตัวจังหวัดจะไม่ได้เข้าบ่อยได้ไง เนียนไปงั้น)
แล้วแพรวก็ให้ด้วยแฮะ เยี่ยม...ประสบความสำเร็จ กลับบ้านได้อย่างสบายใจแล้ว…
แต่ผ่านไปหลายวันผมก็ไม่กล้าโทรไปหาอยู่ดี ไม่รู้จะคุยเื่อะไร ดันไปเปิดประเด็นไว้ว่าขอเบอร์ไว้เพื่อถามเส้นทางตอนเข้าเมือง (เวรกรรม)
จนวันสอบเอ็นทรานซ์มาถึง ผมได้ศูนย์สอบโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ต้องมาพักที่ตัวเมืองขอนแก่นตลอด่สอบ ผมลงสอบทั้งสิ้น 8 วิชา (7 วิชาหลัก บวกเพิ่มความถัดทางวิศวกรรม) ่นี้ผมเป็เด็กดีมาก ตั้งใจอ่านหนังสือ ตั้งใจสอบ เห็นเพื่อนไปเที่ยวกลางคืนกัน ผมก็ไม่ไปด้วย พยายามอ่านหนังสืออย่างหนัก… (เข็ดจากตอนสอบเตรียมทหารมาแล้ว ไม่ควรพลาดอีก)
ถ้ารู้สึกเหงาๆ เบื่อๆ หน่อยก็โทรหาฟาง คุยเรื่อยเปื่อยกันไปให้หายเครียด เพราะฟางก็เครียดสอบเหมือนกัน ก็ให้กำลังใจกันไป เราคุยกันเหมือนเพื่อนมากกว่าคนคุยหรือแฟน ผมก็ไม่ได้แสดงตัวเป็เ้าของหรือ้าเป็แฟนอะไรขนาดนั้น (ไม่ชัดเจนอีกแล้ว..) ทั้งๆ ที่พวกเราเข้ามาสอบในตัวเมืองขอนแก่นเหมือนกัน แต่ไม่ได้นัดเจอกันเลย…
จนผมสอบเสร็จและกลับบ้าน หลังประกาศผลสอบออกมา ผมก็พอใจในคะแนนที่ตัวเองทำได้พอสมควร
พอเริ่มเปิดเรียนเทอม 2 ผมมีภารกิจที่ได้รับมอบจากครูให้ช่วยดูแลน้องที่ต้องไปแข่งวิชาการระดับภาคเป็พิเศษ เลยได้มีโอกาสดูแลน้องมิ้นอีกครั้ง ผมสอนทุกอย่างที่ผมรู้ และที่ผมเคยใช้ตอนแข่ง ทุ่มเทให้คำปรึกษาตลอด่ซ้อมอย่างเต็มที่
ความใกล้ชิด ก็ยิ่งทำให้ใจผมหวั่นไหว มีโอกาสหลายครั้งมากที่ผมจะบอกชอบน้องไป แต่น้องดันตั้งใจที่จะเรียนเป็อย่างมาก จนผมไม่กล้าที่จะเอาเื่อื่นไปกวนใจน้องเลย ไม่อยากให้น้องวอกแวก ก็เลยยอมแพ้ ยังคงเก็บความรู้สึกชอบนั้นไว้ในใจ โดยไม่กล้าบอกไป…
ระหว่างนั้น ผมก็จะวิ่งวุ่นอยู่กับ 3 กิจกรรม ทั้งไปดูแลน้องที่ต้องไปแข่งวิชาการ ต้องซ้อมบาสเพื่อไปแข่งกีฬาโซนฯ แล้วยังต้องแบ่งเวลามาดูแลท้องฟ้าจำลองของโรงเรียนที่ได้ทำขึ้นด้วย…
พวกเราทีมงานต้องใช้แผนที่ดาว เปรียบเทียบกับสภาพบนท้องฟ้าจริงในแต่ละ่เวลา แล้วกลับมาแปะตำแหน่งดาวในท้องฟ้าจำลองให้ถูกต้อง (ต้องขอที่บ้านมานอนค้างที่โรงเรียนเลยทีเดียว) สมัยนั้นผมจำแผนที่ดาวเก่งมาก จำได้หลายกลุ่มดาวทีเดียว บางกลุ่มบางดวงผมยังใช้หากินมาได้ยันทุกวันนี้…
โชคยังดีที่เพื่อนคณะกรรมนักเรียนคนอื่น ช่วยดูงานในส่วนที่ผมรับผิดชอบไป (ไม่งั้นคงหัวหมุนหนักกว่านี้)
จากนั้นก็เป็่การแข่งขันกีฬาโซนฯ ต่อพอดี ผมก็ไปในฐานะนักกีฬาปีสุดท้าย…ซึ่งพอได้คุยกับฟาง เธอก็บอกว่าต้องไปแข่งด้วยเช่นกัน ผมเลยเพิ่งรู้ว่าฟางก็ไปเกือบทุกปี แต่เนื่องจากค่ายพักนักกีฬาของพวกเราอยู่คนละโรงเรียนกัน จึงไม่เคยได้เจอกันเลย ครั้งนี้ก่อนไปพวกเราก็เลยนัดกันไว้ว่าจะไปเจอกันบ้างเมื่อมีโอกาส…
พอ่การแข่งขันเริ่มขึ้น หลังจากเก็บของและจัดอะไรต่างๆ เข้าค่ายพักนักกีฬาแล้วเสร็จ ก่อนอื่นผมลองโทรไปหาแพรวดูก่อน ไหนๆ ก็มีโอกาสหาเื่คุยแล้ว
“สวัสดีแพรว เรา…แทน นะ จำเราได้ไหม ที่นั้งข้างเธอที่งานติว ม.ข. ไง”
เธอรับสายแล้วบอกว่า “อือๆ จำได้ๆ แทน มีอะไรรึเปล่าถึงโทรหาเค้า”
ผมรีบตอบกลับไปอย่างเร็วว่า “พอดีเรามาแข่งกีฬาโซนฯ ที่ตัวเมืองชัยภูมิ มาถึงแล้วก็เลยโทรหาดู…”
เธอก็ตอบ “อ้อเหรอ ดีจัง แล้วมาแข่งอะไรเหรอ….”
ผมก็ได้อธิบายกับแพรวไป และได้มีการพูดคุยเื่ราวต่างๆ ไปอีกมากมาย… จนสุดท้ายถึงรู้ว่าแพรวไม่ได้อยู่ที่ชัยภูมิตอนนี้ (เวลามีการแข่งขันกีฬาโซนฯ ทุกโรงเรียนจะหยุดการเรียนไว้ก่อน) เธอเข้าไปทำธุระเื่เรียนต่อที่กรุงเทพฯ (แห้วเลยผม) ผมก็ได้แต่บอกว่า “สู้ๆ นะครับ ขอให้โชคดี” แล้วก็วางสายไป… (แต่ก็ถือว่าครั้งนี้ยังได้อะไรอยู่นะ เธอรับโทรศัพท์และคุยกับผมตั้งนานแหน่ะ…คิดว่ายังมีหวังอยู่)
หลังวางสายกับแพรวเสร็จ ผมก็โทรหาฟางต่อ (อะไรของผมนักหนาก็ไม่รู้่นั้น ต้องหาใครซักคนมาแทนพี่เจนให้ได้เลย…) หลังจากคุยกันอยู่พักหนึ่งจึงได้ข้อสรุปกันว่า ผมกับฟางนัดกันไว้ว่าจะไปเชียร์อีกฝ่าย ถ้ามีเวลาหรือแข่งไม่ชนกัน…
พอถึงเวลาจริง ผมไม่มีแข่ง เลยตั้งใจไปเชียร์ฟาง พอไปถึงสนามแข่ง ได้เห็นเธอลงวอร์มในชุดนักกีฬาปกติแล้ว ‘ทำไมฟางดูดีจังวะ’ (ปกติจะเห็นแค่ตอนใส่ชุด รด.) หน้านิ่งๆ ดุๆ นั้นยิ่งน่ามอง ยิ่งตอนเธอแข่ง ก็ดูแข็งขันมีเสน่ห์มาก…
คนเชียร์เธอเยอะเหมือนกัน (จริงๆ แล้วคนที่เรียน รด. และเข้าค่ายฝึกทางโซนเดียวกับผม น่าจะรู้จักเธอกันหลายคน) แล้วอยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกหวงขึ้นมาเฉยเลย อยากแสดงความเป็เ้าของสุดๆ (ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะมีสิทธิ์อะไรเลยตอนนั้น)
พอฟางแข่งเสร็จและกำลังเดินออกมาจากโรงยิม ผมก็รีบไปดักรอเพื่อแสดงความยินดีที่หน้าประตูเลย ซึ่งพอเธอเห็นผม เธอก็ออกอาการเหมือนจะดีใจมากที่ผมมาเชียร์ และแนะนำผมให้เพื่อนๆ ทุกคนในทีมของเธอรู้จัก ให้บรรยากาศเหมือนกับว่าพวกเรากำลังคบกันอยู่เลย
จากเหตุการณ์นี้ ผมก็เริ่มคาดหวังกับฟางมากยิ่งขึ้น ซึ่งใน่ก่อนหน้านี้ผมมีความสับสนในใจเื่ความรักมาก เลยหว่านเลยหยอดไปทั่วหมด ขอให้มีใครเข้ามาก็ได้ ได้ใครก่อนก็เอา...
‘น่าจะชัดเจนที่สุดแล้วมั้งตอนนี้ คงเป็ฟางนี่แหล่ะ ใช่ๆ เราคงต้องเลือกฟางแล้ว…’ ผมหาเหตุผลให้ตัวเอง
……….>> ใช่ไหม…