อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

บทที่ 199 คำสั่งถอนกำลังขององค์ราชินี

        เมื่อเข้ามาในบ้านก็พบกับโทมัสที่ตอนนี้กำลังมองดูเนียนับสต๊อกไปมา ทันทีที่เขารู้ว่าทั้งสองคนมาก็รีบเก็บสมุดของเนียทันที

        “โทมัสเล่นเกมด้วยกันหน่อยไหม”

        “เกม?”

        โทมัสย่อมรู้ดีเรื่องที่เออร์วินเป็นคนสร้างเกมต่างๆ เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยได้สนใจเล่นเท่าไหร่ เขาเหลือบมองพวกเจมสฺ์ที่เข้ามาในบ้านก่อนจะพยักหน้าตอบตกลงแล้วถามว่า

        “จะเล่นเกมอะไรหรอ”

        เจมตอบว่า

        “คุณเจมส์เขาอยากเล่นเกมหมาป่าน่ะ”

        “เกมหมาป่า?” โทมัสทวนชื่อเกมที่เขาไม่เคยได้ยินก่อนจะพูดว่า “ได้สิแต่ฉันเล่นไม่เป็นนะนายสอนฉันได้ไหม”

        เจคยิ้มให้เขา

        “ไม่มีปัญหา”

        เจมส์ที่เดินเข้ามาก็นั่งลงกับพื้นก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า

        “จะว่าไปแล้วคุณโทมัสนี่เป็นลูกของขุนนางสินะครับ”

        “ใช่ครับมีอะไรหรือเปล่าครับ”

        เจมส์ยิ้มก่อนจะตอบว่า

        “เปล่าน่ะครับอย่างที่ได้บอกไปว่าพวกผมนั้นเป็นนักเดินทาง พอดีการได้มาเห็นลูกหลานขุนนางเดินไปมาหาสู่สลัมทุกวันจึงอดสงสัยไม่ได้นะครับ”

        เจคกับรอนก็รู้ได้ทันทีว่าเขากำลังเรียบเคียงถามถึงสาเหตุที่โทมัสมาอยู่ที่นี่ทุกวัน ทว่าโทมัสกลับยิ้มให้เขาก่อนจะพูดว่า

        “พอดีพ่อผมพยายามให้ผมเข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าหญิงน่ะครับ แล้วบังเอิญผมได้ยินเรื่องที่เจ้าชายมักอยู่ที่นี่พอดีก็เลยถือโอกาสนี้เข้ามาตีสนิทเผื่อจะเป็นการทำสร้างความสนุกน่ะครับ”

        แบรดที่ที่ได้ยินคำตอบของโทมัสแม้มันจะดูสมเหตุสมผลแต่เขาก็ไม่คิดจะเชื่อซะทีเดียวแต่ก็ยังตอบไปว่า

        “ถ้าอย่างนั้นผมขอให้ความปรารถนาของคุณเป็นจริงนะครับ”

        โทมัสยิ้มตอบ

         

        ที่ด้านข้างหลุมขนาดใหญ่เรเวนกับบารอนเอเดรียนต่างทำหน้ามึนงงไม่เข้าใจ ที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกเขาก็คือเบลน ทันทีที่ให้เขาปรากฏตัวขึ้นลิลลี่ก็ร้องเรียกทันทีว่าตาเฒ่า เพื่อที่ทำให้เรเวนกลับบารอนเอเดรียนไม่เข้าใจก็คือการบอกว่าองค์ราชินีมีคำสั่งให้ยุติการค้นหาแล้วกลับไปช่วยเตรียมรับการมาเยือนจากพระราชาของอาณาจักรเซลเวเรีย

        แน่นอนว่าทั้งเรเวนและบารอนต่างแทบไม่เชื่อหูตัวเอง โดยเฉพาะบารอนเอเดรียนเขาพอจะรู้ถึงนิสัยคนคนนี้ว่าไม่ใช่คนพูดเล่น จึงถามว่า

        “องค์ราชินีทรงตรัสเช่นนั้นจริงๆ เหรอท่านเบลน”

        เบลนพยักหน้า เรเวนที่ได้ยินก็พูดอย่างไม่ยินยอม

        “ฉันว่ามันต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่เลยค่ะไม่มีทางหรอกที่องค์ราชินีท่านจะตรัสเช่นนั้นออกมา ฉันไม่คิดว่าองค์ราชินีจะทอดทิ้งเจ้าชายเออร์วินได้ลงคอนะคะ”

        บารอนเอเดรียนเองก็เห็นด้วยถึงหันไปมองเบลนด้วยสายตาสงสัย ส่วนเบลนนั้นก็ตอบเพียงว่า

        “องค์ราชินีท่านไม่ได้ทอดทิ้งเจ้าชายหรอกเพียงแต่ให้พวกคุณถอนกำลังกลับไปที่เมือง แล้วเตรียมการต้อนรับการมาเยือนของพระราชาจากอาณาจักรเซลเวเรีย”

        เรเวนก็เถียงกลับทันที

        “นั่นแหละค่ะที่เรียกว่าการทอดทิ้งเจ้าชายยังอยู่ข้างล่างนี้เลยนะคะ เขาเป็นหรือตายพวกเราเองก็ไม่รู้จะปล่อยเขาไว้แบบนี้ได้ยังไงกันคะ แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ยังมีอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้นอยู่ด้วย”

        เบลนก็ตอบว่า

        “องค์ราชินีตรัสว่าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องของเจ้าชายหรอกเพราะเขาเอาตัวรอดเองได้ ถึงพลังเวทย์ของเขาจะสู้ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้แต่ความสามารถแม้สติปัญญานั้นก็เพียงพอที่เขาจะเอาตัวรอดได้โดยที่พวกเราไม่ต้องกังวลอะไร แต่สิ่งที่พวกเราต้องให้ความสำคัญในตอนนี้ก็คือต้องกลับไปที่เมืองโดยด่วน”

        บารอนเอเดรียนกับเรเวนต่างพากันนิ่งทันทีไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ องค์ราชินีที่มักรักใคร่และเอ็นดูเจ้าชายคนนี้อยู่เสมอถึงได้เอาคำสั่งเช่นนี้ได้ แม้จะบอกว่าไม่ต้องกังวลแต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันเลยแม้แต่น้อยว่าเขาจะยังปลอดภัยดี แม้ว่าบารอนจะยังรู้สึกข้องใจในคำสั่งแต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธคำสั่งนี้ได้จึงได้แต่พยักหน้า

        “ตกลงพวกเราจะถอนกำลังแล้วกลับไปที่เมือง แต่ขอให้พวกเราเหลือกำลังบางส่วนไว้ที่นี่ได้ไหมครับ”

        เบลนเข้าใจดีว่าคนๆ นี้เป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้าชาย แต่เขากลับส่ายหน้าแล้วพูดว่า

        “ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกท่านแม่ทัพมันไม่สาเหตุที่ต้องถอนกำลังโดยด่วนนั้น เพื่อไม่ใช่ให้พวกศาสนจักรใช้มาเป็นหลักฐานในการโจมตีพวกเรา เพราะการที่พวกท่านมาอยู่ที่นี่มันเหมือนเป็นเครื่องยืนยันว่ามีคนสำคัญของเมืองไพร์ล็อกเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย อย่าลืมสิว่าเราให้คนพวกนั้นรู้ไม่ได้ว่าว่าเจ้าชายได้ทำอะไรลงไป และให้พวกนั้นรู้ไม่ได้ว่าเรารู้เรื่องที่คนพวกนั้นเป็นคนของศาสนจักรและหนึ่งในนั้นก็คืออัศวินศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเราต้องถอนกำลังกลับไปทั้งหมดแล้วทำเหมือนมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นและหลุมนี่ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา”

        บารอนเอเดรียนรู้สึกว่าอีกฝ่ายพูดมีเหตุผลแต่เขาก็รู้สึกรับไม่ได้อย่างรุนแรงที่ต้องทิ้งเจ้าชายไว้ที่นี่ เรเวนก็พูดแย้งขึ้นทันทีว่า

        “แต่ว่าฉันรับคำสั่งจากเจ้าชายไม่ใช่องค์ราชินีค่ะ”

        เบลนหันมามองเธอด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ทว่าในแววตาของเขานั้นกับเผยให้เห็นถึงความอ่อนโยน เขาพูดกับเธอว่า

        “องค์ราชินีท่านนึกไว้แล้วว่าคุณหนูจะต้องพูดเช่นนี้หรือฝากให้ข้ามาบอกคุณหนูว่า สิ่งแรกที่คุณหนูควรทำก็คือทำให้มั่นใจว่าแผนการของเขาจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คุณหนูต้องไม่ลืมว่าตอนนี้ยังมี 2 คนจากศาสนจักรยังอยู่ในเมือง และพวกเพื่อนเจ้าชายในสลัมนั่นก็ยังต้องการการคุ้มกันของคุณหนูอยู่เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนพวกนี้ก็จะสะเทือนกับแผนการของเจ้าชาย องค์ราชินีท่านขอให้คุณหนูช่วยไว้ใจเจ้าชายสักนิดแล้วให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งสิ่งสำคัญของเจ้าชายเพื่อรอเขากลับมา ซึ่งท่านยังพูดด้วยว่าไม่นานเกินรอเจ้าชายก็จะกลับมาอย่างปลอดภัยขอคุณหนูไม่ต้องกังวล”

        เรเวนที่ได้ฟังคำอธิบายนั้นก็รู้สึกพูดไม่ออก แม้เธอจะไม่เข้าใจถึงแผนการทั้งหมดของเออร์วิน แต่เธอก็เข้าใจว่าสิ่งใดสำคัญกับแผนการของเขา ทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาลรวมถึงพวกเจค ในบรรดาสองคนที่อยู่กับพวกคาทาริน่าเออร์วินเองก็เคยได้วิเคราะห์ไว้ว่าคนที่ชื่อเจมส์นั้นดูแล้วจะเป็นสายบู๊แต่ไม่น่ากังวลเท่าอีกคนที่ชื่อว่าแบรดที่ให้อารมณ์เหมือนเป็นนักวิเคราะห์มากกว่า การปล่อยให้สองคนนี้อยู่ในเมืองแม้จะไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำอะไรไปบ้างแต่ก็ไม่น่าจะเป็นผลดีกับแผนการของเออร์วินเท่าไหร่ โดยเฉพาะพวกเจคที่ตอนนี้ไม่มีเออร์วินอยู่คอยดูแล ซึ่งตอนนี้กำลังจะเปิดร้านขายของในงานเทศกาลซึ่งอาจมีปัญหาได้ถ้าไม่มีเธอคอยให้การคุ้มครองพวกเขา ถึงแม้เธอจะเป็นห่วงในความปลอดภัยของเขาแต่ว่าถ้าหากเขากลับมาได้แล้วเพราะว่าแผนการที่เขาวางไว้ถูกทำลายมันคงจะไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก

        เรเวนนิ่งคิดชั่งน้ำหนักเรื่องต่างๆ ในหัวก่อนจะถามว่า

        “ถ้าอย่างนั้นขอฉันคุยกับองค์ราชินีเป็นการส่วนตัวได้ไหมคะ”

        เบลนพยักหน้า

        “องค์ราชินีท่านตรัสด้วยว่าถ้าคุณหนูมีข้อเสนอเช่นนี้ให้ตอบตกลงทันที”

        เรเวนจึงพยักหน้าตอบตกลง

         

        ภายในอุโมงค์ที่มีเพียงแค่แสงสว่างจากคบเพลิงเคยให้เห็นคาทาริน่าที่ตอนนี้ถูกจับมัดอย่างแน่นหนากำลังนอนหลับอยู่ ตรงข้ามของเธอนั้นมีร่างเตี้ยเล็กของเออร์วินกำลังพิงผนังหลับอยู่เช่นกัน โดยที่ในมือของเขานั้นถือปืนลูกโม่กำลังจ่อมาที่คาทาริน่า

        ด้วยความที่ไม่คุ้นชินกับสถานที่และสภาพการออกแบบนี้ทำให้คาทาริน่ามักจะตื่นอยู่เป็นระยะๆ จนในที่สุดเธอก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วก็พบว่าเออร์วินยังคงอยู่ท่าเดิม ซึ่งไม่ว่าจะบอกยังไงถ้าไม่ใช่ว่าเธอรู้จักเขามาก่อนเธอก็คงไม่เชื่อว่าเด็กคนนี้เป็นเจ้าชายเด็ดขาด ตอนแรกที่เธอได้เจอเขาก็ให้อารมณ์และความรู้สึกแบบลูกหลานชนชั้นสูงทั่วไป แม้ว่าเขาจะมีพลังเวทย์ออนไลน์แต่ใบหน้าของเขาก็งดงามยิ่งกว่าเด็กผู้หญิงด้วยกันราวกับเป็นงานศิลปะชั้นยอด เสื้อผ้าทุกอย่างก็ถูกตัดเย็บอย่างประณีต แต่ยิ่งเมื่อเธอได้รู้จักกับเขาและยิ่งได้รู้เรื่องราวของเด็กคนนี้มากขึ้นเธอก็รู้สึกได้ถึงความไม่สมเหตุสมผลอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเจ้าชายผู้นี้ยังไม่ค่อยจะทำตัวสมกับเป็นเจ้าชายเท่าไหร่ ทั้งการบุกเดี่ยวไปต่อยตีกับพวกอันธพาล พอเจอแมวก็เข้าไปนอนเกลือกกลิ้งกับพื้นโดยไม่อายสายตาประชาชี แล้วยิ่งไม่ต้องนับรวมเรื่องที่เขาทำลับหลังคนอื่นอย่างการเป็นนักล่าค่าหัวจนมันกลายเป็นต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เธอต้องมาพบกับเขาที่เมืองนี้

        คาทาริน่านึกถึงเรื่องที่เขาได้พูดกับเธอไม่ว่าจะเป็นแนวคิดที่ส่วนทางกับคนทั่วไป สำหรับคนอื่นที่ต้องการพัฒนาหรือขยับขยายเมืองแรงงานทาสคือสิ่งที่จำเป็น แต่เด็กคนนี้กลับบอกว่าการจะพัฒนาเมืองหรือขยับขยายเมืองแรงงานทาสเป็นสิ่งไม่จำเป็นเสียอย่างนั้น และเธอก็ค่อนข้างมั่นใจว่าระบบโรงเรียนและระบบโรงพยาบาลที่เธอได้เห็นก็ต้องเป็นฝีมือของเด็กคนนี้ สังเกตได้จากการสร้างยาที่แม้จะมีจุดบกพร่องเพราะมันรักษาได้แค่บางอาการ แต่มันก็มีข้อดีที่สามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากทั้งยังไม่ต้องพึ่งพานักปรุงยาทำให้สามารถเข้าถึงผู้คนที่ไม่ค่อยมีกำลังทรัพย์ได้ และก็อีกเรื่องหนึ่งที่เขาได้พูดกับเธอนั้นถึงสาเหตุที่เขาต้องการปฏิรูปเมืองคือการที่เขาบอกว่า ต้องการเปลี่ยนเมืองไพร์ล็อกให้กลายเป็นปลาใหญ่ ซึ่งนั่นกลับไม่ได้ทำให้ความสงสัยของเธอน้อยลงเลยแม้แต่น้อย เพราะหากมันคือเป้าหมายของเขาก็ไม่มีเหตุผลเลยสักนิดที่เขาจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องต้องห้ามจนกลายเป็นทำในสิ่งที่ไม่สามารถให้ศาสนาจากรู้ได้แบบนี้

        ขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้นก็รู้สึกเมื่อยเล็กน้อยเธอจึงลองขยับตัวเท่าที่ทำได้ แต่ทันทีที่เธอเริ่มขยับนิดเดียวเสียงปืนลั่นก็ดังขึ้น

        ปัง! ผนังอุโมงค์ตรงข้ามศีรษะของคาทาริน่าก็มีร่องรอยการแตกกระจาย

        คาทาริน่าสะดุ้งตกใจการเกิดขึ้นนี้รวดเร็วจนเธอแทบไม่ทันตั้งตัว หันไปมองก็พบว่านัยน์ตาสีแดงเพลิงของเด็กชายกำลังจ้องมาที่เธอ เธออยากจะพูดว่า ‘คิดจะทำอะไรน่ะไหนบอกว่าจะพาฉันไปถูกเจ้าของรังนี้ฆ่าไม่ใช่หรือไง’ แต่สิ่งที่ทำได้ก็แค่ร้องอื้อ อื้อ เท่านั้นเพราะผ้าปิดปาก

        นัยน์ตาสีแดงเพลิงของเขาจ้องมองเธออย่างเย็นชาใบหน้าปราศจากรอยยิ้มเหมือนทุกทีก่อนจะตอบเธอว่า

        “ผมไม่รู้ว่าคุณต้องการจะพูดอะไรหรอกนะครับแต่คุณช่วยอยู่นิ่งๆ และทำตัวว่าง่ายจะได้ไหมครับ”

        คาทาริน่าถลึงตาจ้องมากลับด้วยความไม่พอใจเพราะสาเหตุที่เขาฟังเธอไม่รู้เรื่องก็เป็นเพราะผ้าปิดปากที่เป็นฝีมือของเขา

        ทว่านัยน์ตาสีแดงเพลิงของเขายังคงมองมาอย่างเย็นชาก่อนจะตอบเธอว่า

        “ผมไม่ได้คิดจะฆ่าคุณหรอกครับเพียงแต่ผมได้ยินเสียงคุณขยับก็เลยต้องรีบจัดการเพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะไม่สามารถเป็นอันตรายต่อตัวผมได้ ดังนั้นถ้าคุณเป็นเด็กดีทำตัวเรียบร้อยทุกอย่างจะต้องโอเครแน่ครับ”

        คาทาริน่าจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวง ซึ่งจะว่าไปแล้วบรรยากาศที่เขาปล่อยออกมาเลยตอนนี้มันต่างไปจากทุกทีอย่างสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งนั้นก็คือรอยยิ้มที่มักจะปรากฏบนใบหน้าของเขา แต่ตอนนี้กลับไม่มีรอยยิ้มเช่นนั้นและสายตาของเขาบ่งบอกถึงความไม่ยินดียินร้ายราวกับว่าชีวิตของเธอมันไม่ได้มีความหมายอะไรขนาดนั้นและเขาสามารถจบมันได้ถ้าเขาต้องการ

        เออร์วินมองเธอพบว่าเธออยากจะพูดอะไรจึงถามว่า

        “คุณอยากจะเข้าห้องนำ้เหรอครับที่นี่ไม่มีห้องนำ้หรอกนะครับ ถ้าคุณปวดก็ปล่อยทั้งอย่างนั้นแหละครับ ไม่ต้องอายหรอกถึงยังไงที่นี่ก็มีแค่ผมเท่านั้น”

        เมื่อได้ยินในสิ่งที่เขาพูดคาทาริน่ากลับทำท่าจะอาละวาดด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ความจริงแล้วเธอไม่ต้องการจะเข้าห้องน้ำอะไรหรอกแต่สิ่งที่เขาพูดนั้นมันเป็นอะไรที่หยาบคายสำหรับกุลสตรีอย่างเธอ เธอไม่รู้ว่าไอ้เด็กคนนี้มันโตมายังไงและมีอะไรอยู่ในหัวกันแน่ถึงได้กล้าพูดเรื่องแบบนี้ออกมาหน้าตาเฉยต่อหน้าผู้หญิงแบบนี้

         

        กลับมาที่พระราชวังเมืองไพร์ล็อกตอนนี้เรเวนกำลังยืนเผชิญหน้ากับราชินีเอลิเซียอยู่ ถ้าเป็นช่วงเวลาอื่นเธออาจจะรู้สึกกังวลหลังจากที่ได้รู้ฐานะและภูมิหลังของอีกฝ่าย แต่ในเวลานี้จิตใจเธอแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะเอาแต่กังวลเรื่องของเออร์วินไม่หยุด

        ราชินีเอลิเซียที่ยังคงดื่มชาอย่างสบายอารมณ์โดยมีลาน่าคอยทำหน้าที่ปรนนิบัติเฉกเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่คุยกับพวกลูซี่ ลิลลี่ และโซอี้ ตั้งแต่ที่เรเวนมาถึงก็ยืนอยู่อย่างนั้นไม่ทำอะไรจนในที่สุดราชินีเอลิเซียก็วางถ้วยชาลงหันมาพูดกับเรเวนด้วยรอยยิ้มว่า

        “ขอบคุณมากเลยนะจ๊ะที่ยอมทำตามคำพูดเอาแต่ใจเขาฉัน”

        เรเวนที่ได้ฟังก็รีบค้อมกายลงพร้อมกับตอบว่า

        “ไม่ใช่คำพูดเอาแต่ใจสักนิดเลยเพคะองค์ราชินี”

        ทว่าราชินีเอลิเซียกลับยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า

        “ดูจากอาการของหนูแล้วคงจะเป็นห่วงลูกชายตัวดีของฉันมากเลยสินะ”

        เรเวนพยักหน้ารับโดยไม่ปิดบัง ราชินีเอลิเซียก็พูดพร้อมรอยยิ้มโดยไร้ท่าทีกังวลว่า

        “แต่เรื่องนั้นหนูไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะเพราะเด็กคนนั้นเอาตัวรอดเก่งกว่าที่หนูคิด”

        เรเวนมองราชินีผู้นี้ด้วยความสงสัยถ้าถามว่าใครกันที่จะคิดร้ายกับเออร์วิน คนตรงหน้านี้จะไม่อยู่ในความคิดถึงเธอแน่นอน แต่จากท่าทีที่ไร้กังวลและมั่นใจในตัวลูกชายทำให้เธอไม่เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน แม้เธอจะยอมรับว่าเออร์วินนั้นมีความสามารถที่น่าทึ่ง แต่เธอก็ไม่คิดว่าน่าจะเพียงพอที่จะให้เธอมีท่าทีไร้กังวลเช่นนี้

        ราชินีเอลิเซียที่เห็นว่าเรเวนยังคงมีท่าทีกังวลก็ยิ้มและพูดกับเธอว่า

        “ตรากุหลาบสีทองอันนั้นมันเป็นได้มากกว่าการเคลื่อนย้ายนะจ๊ะหนูเรเวน แม้ว่าเขาจะใช้มันไม่ได้ก็เถอะแต่ถ้าเขามีมันอยู่ก็รับประกันความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่งแน่นอนจ๊ะ”

        เรเวนเงยหน้าขึ้นมาทันทีพบว่าราชินีเอลิเซียกำลังหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มอย่างสบายอารมณ์ จะว่าไปแล้วเธอรู้จักแค่สัญลักษณ์กุหลาบสีทองบนตรานั้นเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ตรานั้นทำอะไรได้บ้างเธอแทบไม่รู้เลยแม้แต่น้อย ขนาดคราวก่อนเธอก็เพิ่งรู้ว่ามันมีความสามารถในการเคลื่อนย้ายอยู่ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นเธอก็พอจะโล่งใจได้เปราะหนึ่ง แต่เธอก็ยังมีสิ่งที่สงสัยอยู่

        “แต่เท่าที่หม่อมฉันจำไม่ผิดองค์ราชินีให้สิทธิ์ในการใช้ตรานั่นกับเจ้าชายเพียงแค่ 2 ครั้งไม่ใช่หรือเพคะ และก็เจ้าชายก็ใช้หมดไปทั้ง 2 ครั้งแล้วด้วย แล้วถ้าอย่างนั้นเจ้าชายจะใช้ตรานั่นได้ยังไงเพคะแล้วอีกอย่างคนที่อยู่กับเจ้าชายในตอนนี้ก็ไปถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์”

        ราชินีเอลิเซียวางถ้วยชาลงไม่มีท่าทีกังวลหรือตกใจกับคำถามของเรเวนเลยแม้แต่น้อย เธอตอบคำถามของอีกฝ่ายด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อนว่า

        “ถูกของหนูจ๊ะเรเวนที่ฉันให้สิทธิ์เขาใช้ตรานั้นไปแค่ 2 ครั้ง แต่นั่นเป็นแค่สิทธิ์ในการใช้ความสามารถเคลื่อนย้ายของตราเท่านั้นจ้ะ แต่ว่าหนูอย่าลืมสิจ๊ะว่าเจ้าของตานั้นที่แท้จริงก็คือฉันคนนี้”

        เรเวนเบิกตาโพลงจริงอยู่ที่เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตรากุหลาบสีทอง แต่จากคำพูดของราชินีเอลิเซียก็บ่งบอกได้ว่าเออร์วินไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเท่าไหร่ แต่ราชินีเอลิเซียยังพูดเสริมอีกว่า

        “ส่วนอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้นจะว่าไปแล้วก็น่ากังวลอยู่นะจ๊ะเพราะไม่รู้ว่าเธอจะโดนเจ้าลูกชายตัวดีของฉันขโมยหัวใจไปหรือเปล่านี่สิ”

        เรเวนที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับต้องร้องออกมาสั้นๆว่า

        “คะ?”


คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน