3
คนตรงเก้านาฬิกา
ผมนั่งมองรีแอคของแม่ที่ใหญ่เว่อร์กว่ารัชดาลัยมาสี่สิบนาทีแล้วคุณนายช่างเม้าธ์มอยกับคนแปลกหน้าได้อย่างออกรสออกชาติจริง ๆผมเดินวนซื้อขนมครกมากินจนหมด ออกไปอีกรอบซื้อไส้กรอกแดงทอดมากินจนหมดออกไปอีกทีก็ได้เครปชิ้นใหญ่เบ้อเริ่มมานั่งกินจนหมดไปอีกชิ้น คุณพระ! แม่ผมก็ยังไม่เลิกคุยกัน แถมตอนนี้ผมยังอิ่มตื้อเลยด้วย เหมือนจะกินอะไรอีกไม่ได้แล้วสิ...พลางยกชานมไข่มุกขึ้นดูดอีกฟืดให้ชื่นใจ ไข่มุกหนึบ ๆ นี่มันฮีลใจดีจัง
“เบาได้เบา...” จู่ๆแม่ก็คว้าแขนผมไว้ “เดินออกไปอีกรอบนี่ แกคงต้องคลานแล้วล่ะ” แล้วร้องอย่างรู้ทัน
“แม่เห็นด้วยเหรอ?” ผมย้อนถาม
“เห็นสิ แกนั่งกินมาครึ่งชั่วโมงละ ตัวจะแตกแล้วมั้ง”
ก็แม่นั่งนาน ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ผมก็ไม่ต้องมากินอะไรเยอะแยะแบบนี้หรอก ใช่ ถ้าตัวผมแตกพุงทะลักก็เพราะแม่นั่นแหละ ผมกลอกตาแล้วนั่งลงดูดน้ำต่อ
“สถานการณ์มันเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอคะ”ว่าแล้วแม่ก็ตัดบท หันไปหาคู่สนทนาต่อ ถึงแม่จะทำกระซิบกระซาบ แต่ผมก็ได้ยิน
ที่จริงผมกับแม่นั่งอยู่ที่เต๊นท์ดูดวงมันจึงเป็สาเหตุให้คุณนายเหมือนโดนสะกด ออกไปไหนไม่ได้ แถมบรรยากาศก็อบอวลไปด้วยความลึกลับ
หลังจากแม่ถาม หมอดูมีสีหน้าลำบากใจสีหน้าของคุณนายก็พลอยตื่นตระหนกไปด้วย
ก็แหม... หมอดูคือหมอเดาแม่ก็จริงจังไปได้ พวกนี้เค้าแอ็คติ้งเก่งกว่าครูสอนการแสดงบางคนอีก
ถึงผมไม่ได้พุูดออกไปแต่ก็น่าจะออกทางสีหน้า เพราะแม่หันมาหยิกต้นขาผม จนผมอ้าปากค้างด้วยความเ็ป
วันนั้นพอผมกับคีย์แจกไอศกรีมเสร็จปุ๊บแม่ก็โทรมาปั๊บ บอกว่าให้บินไปไหว้พระที่เชียงใหม่เป็เพื่อนด่วนอาอี๊หุยที่แพลนจะไปด้วยกันแต่แรกดันเดี้ยงลื่นล้มสะดุดธรณีประตุูตอนเร่งรีบออกจากบ้านจะไปที่สนามบินล่าสุดตอนนี้ใส่เฝือกเดินไม่ได้
นี่ต้องเป็เพราะพระที่แม่จะไปไหว้ศักดิ์สิทธิ์มากแล้วอี๊หุยดันเป็คนไม่ดี ท่านจึงปัดตุ๊บ อดลุ้นเข้ารอบไปทันที
แต่มงดันมาลงหัวผมแทนนี่สิ มงใหญ่มงอินเตอร์ มงระดับโลกซะด้วย แถมยังได้ผ่านเข้ารอบตรวจเช็กดวงชะตาต่อ
ดังนั้นผมจึงยังไม่ได้เลี้ยงข้าวคีย์ ทิ้งเค้าไว้เก้อ ๆไม่ลืมฝากฝังเค้าไว้กับลุงเ้าของถังไอศกรีม ผมสงสารเค้านิดหน่อยแต่แม่ก็โทรจิกจนผมลนลานไปหมด แต่อย่าไปบอกเค้านะว่าผมแอบมาซัดผัดไทยที่เชียงใหม่ไปแล้วตั้งสองจาน
“คุณไวน์จะมาร์คยาชามั้ยคะ?”
“ไม่ครับ” ผมสั่นหน้า “ฉีดสดเลยพี่ชินแล้ว”
“รับทราบค่ะถ้าอย่างนั้นรอคิวสักครู่นะคะ” พี่ลูกหยีผู้จัดการคลินิกในชุดพนักงานสีครีมอ่อนยิ้มนิดๆ แล้วเดินจากไป
ทันทีที่กลับมา ผมต้องรีบเข้ามาที่คลินิกให้หมอจิ้มหน้าบูสเตอร์ผิวกู้วิกฤติโดยด่วนเชียงใหม่แดดแรงเวอร์จนบางคนรองเท้าแตะละลายกลางถนนแถมคุณนายก็ตระเวณมูเตลูอย่างหนักหน่วง นี่ผมก็เพิ่งรู้ว่าแม่มาสายนี้นานแล้วทำเอาผมยมสุด ๆ
จะว่าไป ตอนที่อยุู่ในเต๊นท์ดูดวงแม่หันมาหาแล้วพยักพเยิดให้ผมดูดวงบ้าง แต่ผมสั่นหน้าพรืดเพราะไม่มีทางที่ผมจะเชื่อ
แต่หมอดูที่เป็ป้าตัวเล็ก ๆดวงตาทั้งสองข้างถูกบดบังไปด้วยต้อ จนออกเป็สีฟ้าอ่อน ๆหัวเราะปากกว้างตอนหันมาทางผม “เ้าคนนี้ เค้ากำลังจะมีความรัก”
และเป็อีกครั้งที่ผมแสดงอาการไม่เชื่อจนมันโดดชัดอยู่บนสีหน้า
“ไม่เชื่อไม่เป็ไรเอาเป็ว่าถ้าวันนึงจู่ ๆ คิดถึงหน้าป้า แล้วเธอหันหน้าไปทางเก้านาฬิกาเห็นใครนั่งมองอยู่ก็คนนั้นแหละ” พูดจบ หมอดูก็หัวเราะร่วนแบบชอบอกชอบใจ
แน่นอน คุณนายแม่ของผมหันมาส่งสายตามีเลศนัย
ว่าแต่ เก้านาฬิกา...มันคือทางไหนนะ
ผมยกมือสองข้างขึ้นมาถ้าอิงจากหน้าปัดนาฬิกา ขวามือคือสามนาฬิกา ดังนั้นซ้ายมือจึงเป็เก้านาฬิกาใช่ไหมล่ะใช่ ต้องหันซ้ายสินะ
ผมค่อย ๆ หันไปตามทิศทางของมือที่ค้างเติ่งอยุู่อย่างไม่คาดหวังนัก
แต่ว่ามัน!
นั่นมัน... “คีย์...”ใช่ ผมเรียกชื่อเค้า
ก็เพราะเป็เค้า ที่นั่งอยู่ตรงนั้นโซฟาที่อยู่ที่ซ้ายมือของผม เค้ากำลังจ้องมาทางผมอยู่ด้วย
“หันหน้าไปทางเก้านาฬิกา เห็นใครนั่งมองอยู่ก็คนนั้นแหละ”
คีย์ยิ้มทักมา ส่วนผมยิ้มแหย ๆแบบควบคุมไม่ได้ตอบกลับไป
กรี๊ด บ้าน่า!
ก็แค่บังเอิญคนเรามันก็วนเวียนกันอยู่แค่นี้แหละ ในชีวิตผม จะมีใครนอกจาก ผม คีย์ ผม คีย์ ผมแล้วก็คีย์... โว้ยยย! มันต้องวนเวียนกันอยู่แค่นี้จริง ๆเหรอ!
แล้วหนึ่งปีมีตั้งสามร้อยหกสิบห้าวันอย่างน้อยสัปดาห์หนึ่งก็มีตั้งเจ็ดวัน หมอนี่ต้องมาคลินิกวันนี้เนี่ยนะแถมยังเป็คลินิกของครอบครัวเราอีก
ผมสะบัดหัวพรืดและเริ่มรู้สึกว่าตัวเองฟุ้งซ่าน นี่ขนาดไม่เชื่อนะเนี่ยถ้าบอกว่าตัวเองเชื่อเื่ดวงคงได้มีสำนักเป็ของตัวเองแล้วล่ะ
คีย์คงประหลาดใจกับท่าทางพิลึกของผมเหมือนเค้ากำลังจะเข้ามา แต่ก็ถูกขัดไว้ด้วยพี่ลูกหยีซะก่อน “ได้คิวแล้วค่ะคุณไวน์คอนเซาต์กับคุณหมอก่อนนะคะ”
ผมลุกตามคำเชิญเดินตามชุดสีครีมอ่อนของพี่ลูกหยีต้อยๆ เข้าพบคุณหมอต่อสุดหล่อคนคุ้นเคยทำให้ผมยังไม่ได้พูดคุยอะไรกับคีย์แม้แต่คำทักทายและ่เวลาหลังจากนั้นก็ทำให้ผมเลิกสนใจเื่แม่หมอและดวงความรักไปชั่วขณะเมื่อปลายเข็มเล็กแหลมมาจ่ออยู่ตรงหน้า
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเสริมหล่อแล้วผมจึงกระซิบถามพี่ลูกหยีว่าทำไมคีย์ถึงมาอยู่ที่นี่เค้าทำอะไรบ้าง ก็ได้ความว่าเค้ามาถ่ายคลิปรีวิวโปรโมตให้คลินิกของเรามีทีมงานมาด้วยอีกสองคน ถ่ายเสร็จไปแล้วตอนที่ผมเพิ่งมาถึง
การตลาดบริษัทเราก็ช่างเลือกจริง ๆผมหมายถึงว่าเค้าก็หล่อดี ดูเป็หน้าเป็ตาให้คลินิกได้ด้วย หมายถึงแค่นั้นจริง ๆนะ
พอออกมาผมคิดว่าเค้าจะกลับไปแล้วแต่เปล่า คีย์ยังนั่งอยู่ที่เดิม ผมมองไปรอบ ๆ ไม่มีใครอีกทีมงานก็น่าจะกลับไปแล้ว
“รอคิวอยู่เหรอ?” ผมถาม
คีย์ยักไหล่แทนคำตอบ แล้วลุกขึ้นยืน“รอเธออยู่” เค้าตอบ
ฉันจะเครซี่นะ!
ไม่รู้ว่ายังเจ็บที่เข็มจิ้มหน้าหรือเพราะอะไรหน้าผมมันร้อนผ่าว ๆ อ้ะ
“ไปกินข้าวกัน” เค้าพูดต่อยิ่งทำให้สถานการณ์เหมือนจะน่าสับสนไปอีก เพราะพนักงานคนอื่นที่เคาน์เตอร์ต้อนรับพากันส่งเสียงกรี๊ดในลำคอแล้วบิดไปมา
ผมรีบดึงมือเค้าออกมาจากตรงนั้นแต่ดูเหมือนไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ เพราะสาว ๆ ข้างในนั่นยิ่งหวีดดังขึ้นอีกจนบางคนทำท่าจะเป็ลม สาววายนี่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายจริง ๆ
“แรงเยอะเหมือนกันนะ” เค้าร้องทำให้ผมยิ่งบีบข้อมือเค้าแน่นขึ้นไปอีกจนเค้าหน้าเหยเก
“ชอบทำตัวเป็จุดสนใจคู่จิ้นซีรี่ส์วายเหรอ”
“อื้อ” คีย์พยักหน้า “ก็ชอบ”
คอนเทนต์นั่นแหละพวกอินฟลูเอนเซอร์ต้องสร้างคอนเทนต์ให้มีกระแส โอเค ๆ อย่าหลงกล ไม่สิไม่มีใครหลงกลใครทั้งนั้น
“หิวข้าวแล้ว” เค้าร้องบอก“คุณค้างเลี้ยงข้าวผมแล้วหนีไปเฉย ๆ นี่ผมมาทวงเลยนะ”
นั่นประไร ก็แค่คนที่เห็นแก่กินผมดันไปคิดอะไรเยอะแยะซะได้
ผมพยักหน้าแบบเสียไม่ได้วันนี้ไม่ได้ไปไหนต่ออยู่แล้ว จึงพาเค้ามาที่ร้านอาหารเกาหลีร้านโปรดอยู่ถัดจากคลินิกไปไม่กี่ซอย
ระหว่างที่นั่งรอหมูสามชั้นหมักน้ำมันงาซึ่งสั่งมาทีเดียวห้าจานรวดมาส่งผมก็ไถฟีดอินสตาแกรมไปเจอเพจคิวต์บอยที่รวมรูปนักศึกษาหน้าตาดี ๆ จากทุกสถาบันไว้ และในนั้นมีรูปเราด้วย
ผมยื่นหน้าจอที่มีรูปผมกับคีย์ตอนยืนแจกไอศกรีมให้เค้าดู“น่ารักเนอะ!”
คีย์ยิ้มบาง ๆ แล้วบอกว่าน่ารักดี มันเป็รูปที่ผมหัวเราะแล้วหันไปหาเค้าที่ยืนยิ้มร่าอยู่ด้วยใครได้เห็นก็คงยิ้มตาม เลื่อนหน้าจอลงมาก็มีแต่คอมเมนต์กรี๊ดกร๊าดชวนจิ้น
-เดือนรุ่นพี่กับเดือนรุ่นน้องจิ้นสุด ๆ –
ผมสะดุดกับคอมเมนต์นี้ “นี่คุณ...เป็รุ่นพี่ผมเหรอ?”
คีย์พยักหน้ายิ้ม ๆเค้านี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ ด้วยแฮะ มีตำแหน่งพ่วง ทำไมผมไม่เห็นรู้อะไรเลย แต่ว่าถ้าพูดให้ถูก ผมเป็ฝ่ายไม่รู้เื่อะไรของคนอื่นต่างหาก ที่มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้คลุกคลีกับใครมากนักรุ่นพี่ให้ทำอะไรก็ทำแบบคนอัธยาศัยดี ถึงจะดูเหมือนคนห้อมล้อมเยอะแต่นั่นก็เพราะพวกเค้ารู้จักผมผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย
ผมก็คิดว่าเค้าจะรุ่นเดียวกันกับผมซะอีก
“คุณว่าในรูปนี้ใครน่ารักสุด” ผมถาม
“คนพูดถึงใครในคอมเมนต์เยอะสุดก็ชนะ”เค้าตอบ ขณะที่หมูสามชั้นหมักน้ำมันงาเริ่มทยอยมาเสิร์ฟ
ผมรีบรับคำท้าก้มไถหน้าจอนับชื่อในช่องคอมเมนต์อย่างเอาเป็เอาตาย สรุปเป็ผมเองที่แพ้
“ไม่เป็ไรเดี๋ยวค่อยออกอีคูปองแจกให้มาทำหน้าที่คลินิกฟรี รับรองรอบนี้ผมชนะแน่”
คีย์หัวเราะพรวด “คิดไว้แล้วจริง ๆ”
คิดอะไรของเค้า
“คุณไวน์ผู้ใช้เงินแก้ปัญหา”เค้าอธิบายต่อ “มันออกจะอันตรายอยู่นะ ถ้าเจอคนไม่ดี”แล้วสีหน้าของเค้าก็ดูจริงจัง ดวงตาที่มองมาเข้มขึ้น ผมงับปากที่เตรียมจะเถียงลง
ก่อนที่ผมจะรู้สึกประหลาดไปมากกว่านี้ก็คว้าตะเกียบคีบหมูสามชั้นที่สุกเกรียมกำลังดีส่งไปให้เค้า
“เดี๋ยวคุณกับผมคงต้องกลับไปฉีดหน้าอีกรอบหน้าเตานี่มันร้อนจริง ๆ” ผมร้องพึมพำโดยไม่ได้มองหน้าอีกฝ่าย“วิตามินในยาหายหมดเกลี้ยงแน่ ๆ”
คีย์ดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจนักสักพัก ก็มีเสียงโหวกเหวกของคนกลุ่มหนึ่งดังไล่มาั้แ่หน้าร้านจนมาสุดที่โต๊ะข้างๆ เรา
“อ้าว พี่คีย์!” เสียงหนึ่งร้องทักขึ้นอย่างคุ้นเคย
ทั้งผมและคนถูกเรียกหันไปมองที่ต้นเสียงพร้อมกันก็เห็นว่าเป็เสียงของไอ้ผมหย็อย “อ้าว หม็อย” ผมร้องทัก
“ผมชื่อมิวครับพี่ชาย”เ้าตัวแย้งหน้าอาย ๆ
แล้วทั้งโต๊ะก็หัวเราะร่วน เอ๊ะข้างในนั้นมีเ้าหลานชายตัวแสบผมอยู่ด้วย ครบแก๊งเลยนะต้องได้วนเวียนมาเจอกันสิน่า กรุงเทพนี่มันเล็กเท่ากับทำนิ้วมือเป็รูปมินิฮาร์ตล่ะมั้ง
“แล้วมาบอกผมว่าติดธุระไม่ยอมไปดูผมแข่งบาส” มิวพูดต่อ น้ำเสียงเจือความน้อยใจหันไปทางคีย์ด้วยหน้าระห้อย “ที่แท้ก็มาอยู่นี่เอง...”แล้วแปรเปลี่ยนเป็สีหน้าเ้าเล่ห์แทน
“นั่นสิ ผมโทรก็ไม่รับไลน์ไปก็ไม่อ่าน” คนผมสีแดงที่นั่งตรงข้ามกับมิวช่วยเสริม “ผมรู้ว่าพี่มาถ่ายงานแต่ปกติสองชั่วโมงนานสุด ่เย็นพี่ต้องว่างนะ ผมเช็กแล้ว” เ้านั่นยังขยี้ต่อ
“อย่าทำรู้ดีไอ้ซัน” เค้าว่า
“พี่จะนัดกินข้าวกับพี่สุดหล่อนี้ก็บอกผมก็ได้”คนที่ถูกเรียกว่าไอ้ซัน ว่าพร้อมมองคีย์กับผมสลับกัน
“ทำลับ ๆ ล่อ ๆ แบบนี้มันดูมีพิรุธนะคร้าบ” มิวเสริม แล้วทั้งโต๊ะก็ส่งเสียงฮิ้ว ๆ
ผมเห็นคนตรงหน้าผมกำลังถูกย้อมสีแดงระเรื่อบนแก้มเค้าเขินเหรอนั่นน่ะ เขินที่เผ่ามนุษย์กินคนแซวอะนะ
“คิริน” ผมเรียก “จัดการดิ๊” คนถูกเรียกเข้าใจง่ายแต่โดยดี ลุกขึ้นมาลั่นกระบาลซันกับมิวไปคนละทีถึงจะยอมสงบกัน มิวลูบหัวป้อย ๆ
“มิวเป็ลูกพี่ลูกน้องผมน่ะ”คีย์อธิยาย “เด็กพวกนี้มันแก่แดดแก่ลม ต้องคอยควบคุมหน่อย”
นั่นทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมคีย์ถึงได้มารู้จักเด็กแสบพวกนี้จนเกือบจะคิดว่าเค้าเป็หัวหน้าแก๊งเด็กโข่ง
“พี่ชาย ๆ”เสียงมิวเรียกผมจากโต๊ะที่พวกมันนั่งอยู่ “ดูนี่...”ว่าแล้วเ้าผมหย็อยก็ยกโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมเคสฟรุ้งฟริ้งและตุ๊กตาห้อยรุงรังอวดโชว์“ผมใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ของพี่ชายอย่างรู้คุณค่าที่สุดเลยครับ”มันบอกพร้อมยิ้มแฉ่ง
“ผมอยากได้มั่งอะโทรศัพท์ผมตั้งกะสตีฟ จ๊อบยังอยู่เลย” ซันร้อง “พี่มาปาของผมทิ้งลงพื้นบ้างเถอะนะ”แล้วคนอื่น ๆ ก็ร้องตาม
ผมรับโทรศัพท์มา “ได้นะ เดี๋ยวจะปาใส่หัวพวกแกให้ไปอยู่กับสตีฟ จ๊อบซะเลย!”
“นี่ล่ะ ๆ” คิรินสังเกตการณ์
“โหดมาก รับไม่ไหว” ซันครวญ แล้วรับโทรศัพท์คืนหน้าจ๋อย
พวกเรากำลังแยกย้ายกันที่หน้าร้านแทนที่จะเลี้ยงข้าวแค่คีย์คนเดียว กลายเป็ว่าเลี้ยงข้าวน้อง ๆ ไปด้วย
“ผมยังไม่กลับนะพี่ไวน์”คิรินะโบอก
“อย่าเมา ห้ามเมา ได้ยินมั้ยไม่งั้นฉันจะฟ้องแม่แกแล้วนะ” ผมรีบะโร้องห้าม
“ฟ้องไปเลยแม่ผมก็ไม่ได้ชอบพี่ไวน์นักหรอก” ไอ้เด็กแสบย้อนซะเอาผมจุกก่อนมันกับพวกจะวิ่งหนีกันไป
กับแม่ของเ้าคิรินก็คือพี่วาโย ก็น่าจะเพราะ...ช่องว่างระหว่างวัยล่ะมั้ง หรืออาจจะเพราะแม่ชอบพูดว่าผมคือดาวนำโชคบ่อย ๆก็เลยถูกหมั่นไส้เข้าให้
ผมหันไปหาคีย์วันนี้กลิ่นน้ำหอมของเค้าถูกกลบไปด้วยกลิ่นปิ้งย่าง ยังไม่ทันจะมีสติปลายจมูกผมก็ไปทำท่าฟุดฟิดอยู่ที่หน้าอกเสื้อเค้าแล้ว
พอรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ผมก็แทบจะหมดแรง ผมติดนิสัยดมกลิ่นหอม ๆ จากเสื้อผ้าที่น้าเจินเป็คนดูแลจนชินโดยเฉพาะกับพี่วิน ผมชอบเข้าไปดมเสื้อพี่ชายตัวเอง มันหอมอ่อน ๆและทำให้ผมมีความสุข
แต่ก็ไม่ควรจะเลยเถิดไปดมเสื้อคนอื่นตามใจชอบล่ะนะ
โธ่... ผมครวญในใจอย่างสิ้นหวัง
“เหม็นจะตาย” คีย์บอกทำให้ผมถอยหน้าตัวเองออกมา
“ขอโทษที ผมชินอะ” ผมบอกหน้าแหย ๆ
แต่คนตัวสูงยิ้มมุมปาก“อยากดมอีกก็ได้นะ ชอบกลิ่นหมูย่างเหรอ?” เค้าถามตาใส
ไม่ใช่ว้อย!
คีย์บอกขอบคุณผม แล้วเราทั้งคู่คิดว่าเดี๋ยวคงจะได้เจอกันอีกที่ไหนสักที่เราไม่มีเหตุผลที่จะนัดกันต่อ เพราะผมเลี้ยงข้าวเค้าไปแล้ว เราโบกไม้โบกมือให้กันก่อนจะแยกย้ายกันไป ฝั่งซ้ายมือมีร้านสะดวกซื้อที่หน้าปากซอยผมตั้งใจจะไปซื้อหมากฝรั่งไม่ก็ลูกอมมาดับกลิ่น แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงก็มีคนมาดักผมไว้ถึงสามคน
ผมผงะ และเริ่มใสามคนนั้นดูมอมแมมและตัวไม่หอม พวกเค้าน่าจะไม่ได้อาบน้ำอย่างต่ำสามสัปดาห์
“ขอเงินหน่อยดิ่” หนึ่งในนั้นโพล่ง
ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มกลัวอะไรก่อนระหว่างโดนไถเงิน กับถูกห้อมล้อมไปด้วยคนที่ไม่ได้อาบน้ำ มันเหม็นแบบขมคออ้ะ!
“ผมมีเงินสดไม่เยอะ” ผมร้องบอกในใจเต้นโครม เพราะไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้
“หน้าตาอย่างกับลูกคุณหนูอย่ามาตอแหลเลย เงินอยู่ไหน” พร้อมกับเตรียมพุ่งเข้ามาค้นตัว
ผมรีบถอยแล้วควักเอาแบงก์ยี่สิบที่มีอยู่แค่สามใบให้พวกมัน“มีแค่นี้” ผมบอก
มันรับไป แต่ก็ยังดูไม่พอใจ“เอาโทรศัพท์มาด้วย” มันสั่ง “ไม่งั้นไม่ใช่แค่ขอเงินแน่ ๆ” มันขู่ผมทั้งทางวาจาและสายตา
โอ้ ผมไม่อยากจะนึกภาพตอนนี้ผมกลัวมากจริง ๆ แต่ถ้าไม่ให้ของพวกมันไป ผมจะโดนพวกมันทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่มีคนพลุกพล่านซะด้วย
ผมตัดสินใจเอาโทรศัพท์มือถือออกมาคิดแค่เอาตัวรอดได้ก็พอ ของพวกนี้ ค่อยซื้อใหม่ “รหัสปลดล็อคหน้าจอหกหนึ่งห้าสองเจ็ดสาม”
นั่นไง ไอ้ไวน์ให้พวกมันได้ใช้งานมันง่าย ๆ ไปเลย เอารหัสแอปธนาคารอีกมั้ยล่ะ หรือคุณพี่้าอะไรเพิ่มเติมอีกมั้ยครับผมจะบริการคุณพี่อย่างดีเลยทีเดียว
แต่ยังไม่ทันที่โทรศัพท์มือถือผมจะไปถึงมือพวกมันก็ถูกใครบางคนคว้าไปจากด้านหลังซะก่อน
“บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าให้ของกับใครง่าย ๆ”
ราวกับพระแม่ลักษมีมาโปรดเสียงนี้ทำให้ผมอยากจะะโกอดเค้าจริง ๆ